facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 6 : ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 6 : ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 พ.ค. 2563 23:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 6 : ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (1)
แบบอักษร

6 

ทำไมสองคนนั้นถึงทำตัวแปลกๆ? (1) 

  

               “อยู่ได้หรือเปล่า ไม่แคบไปใช่มั้ย” 

               “อยู่ได้ค่ะ ไม่แคบเลย กว้างกว่าห้องนอนหนูอีก” 

               ฉันหันไปตอบคุณกวีด้วยรอยยิ้ม ระหว่างนั้นก็กวาดตามองทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ โคมไฟสวยมาก! เฟอร์นิเจอร์และของประดับตกแต่งในห้องก็ดูดีสุดๆ มีระเบียงไว้เดินออกไปตากลมเล่นและนั่งอ่านหนังสือรับแดดอ่อนๆ ด้วย ถ้าเปิดผ้าม่านก็จะมองเห็นเมืองทั้งเมืองเลย 

               “โห...” 

               เพิ่งรู้ว่ามีผ้าม่านที่ใช้รีโมตเปิดได้ด้วย ตอนคุณกวีทำให้ดูฉันรู้สึกว้าวมากจนต้องถามว่าทำยังไง ต้องกดปุ่มไหน หลักการทำงานเป็นยังไง แล้วของแบบนี้ราคาเท่าไหร่ สุดยอดไปเลย! 

               “เปิดเองก็ได้นี่ จะใช้รีโมตไปทำไม” 

               “เท่ดีออก! เนี่ยๆ พอกดแล้วมันก็เปิดให้เองเลยนะ สะดวกจัง” 

               คนที่ทำสีหน้าประมาณว่าโลกเราจะมีของแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันคือพี่เซนท์นั่นเอง จะพูดอะไรก็ช่วยดูบรรยากาศหน่อยได้มั้ยฮะ ไอ้พี่ชายคนนี้นี่ ฉันยกศอกไปกระทุ้งคนข้างตัวแล้วจิ๊ปากพร้อมทำหน้าดุใส่เขา 

               เมื่อหลายวันที่แล้วคุณกวีนัดฉันให้ออกมาดูที่พักด้วยกัน เนื่องจากตอนนี้ยังเป็นช่วงปิดเทอมอยู่ ฉันก็เลยมีเวลาว่างมากมายให้ออกมาหาเขาได้ ตอนแรกว่าจะมากันแค่สองคนด้วยซ้ำ แต่พี่เซนท์กลับส่ายหัวรัวๆ แล้วออกตัวคัดค้านแบบหัวชนฝาว่าจะปล่อยให้ฉันมาดูห้องสองต่อสองกับผู้ชายที่ไม่เคยพบหน้ากันได้ยังไง เขาจะตามไปปกป้องฉันเอง! 

               ผู้ชายที่ไม่เคยพบหน้าอะไรล่ะ ฉันเคยเจอคุณกวีตั้งสองครั้งแน่ะ ตั้งสองครั้งเลยนะ... 

               เรื่องราวหลังจากนั้นมันวุ่นวายนิดหน่อย ฉันรวบรวมความกล้าบอกความจริงให้พ่อกับแม่รู้ว่าอยากเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายนะ มีคนออกให้ ที่พักปีแรกก็ไม่ต้องไปหาเช่าเพราะเขาออกให้เกือบหมดเลย 

               แรกๆ ครอบครัวฉันก็นึกว่าถูกหลอก ขนาดฉันยังแอบคิดเลยว่าถูกหลอกหรือเปล่านะ ทุกอย่างมันดูน่าเหลือเชื่อไปหมด ดีที่คุณพิ้งค์ยื่นมือเข้ามาช่วยคุยด้วย ทุกคนก็เลยเข้าใจตรงกันในที่สุด 

               เราก็เลยได้มานั่งค้นหาชื่อคุณกวีกันอีกครั้ง เขามีตัวตนจริง เคยปรากฏตัวในหน้าหนังสือพิมพ์และพาดหัวข่าวออนไลน์บ้างเป็นบางครั้งแต่ไม่บ่อยมากนัก ที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นพี่ชายของเขามากกว่า เล่นปรากฏตัวทั้งในข่าวธุรกิจและข่าววงการบันเทิง เคยคบดาราสาวคนดัง แถมยังชอบออกงานสังคมบ่อยๆ อีกต่างหาก 

               นั่นแหละคือคุณบรรณวัชร์ หรือ ‘กาพย์’ เจ้าของดวงตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมีชีวิตชีวาและความรักสนุก แถมยังหน้าตาดีสุดๆ! จากประวัติการเปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น และข่าวฉาวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าโดนอดีตแฟนเก่าที่เป็นดาราสาวดาวรุ่งตามไปตบหน้าถึงคอนโดแบบนี้ เจ้าตัวคงเป็นพวกคาสโนว่าตัวพ่อแน่ๆ เลย 

               น่ากลัวแฮะ อย่าเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนแบบนี้ดีกว่า... 

               ส่วนพี่น้องในตระกูลอีกคนที่มีข่าวเยอะไม่แพ้กันคือคุณบรรณสรณ์ ชื่อเล่นว่า ‘กลอน’ มีข่าวคบหากับดาราชายวัยรุ่นเยอะพอๆ กับคุณกาพย์ ดูเหมือนว่าจะเป็นนักวิจัยด้วย มีชื่อเสียงและมีหน้ามีตาในสังคมพอสมควร 

               ถ้าให้เรียงลำดับแล้ว ดูเหมือนคุณกาพย์จะเป็นลูกคนโต คุณกลอนเป็นลูกคนกลาง แสดงว่าคุณกวีเป็นน้องเล็กสุดเลยนี่นา 

               “ผมย้ายของออกไปบางส่วนแล้ว ใช้ตู้เสื้อผ้าได้ตามสบายเลย” 

               “ขอบคุณค่ะ” นั่นไง เผลอคิดอะไรเพลินจนเกือบลืมไปเลยว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ “เอ ในห้องนี้มีเครื่องซักผ้าหรือเปล่าคะ? หรือต้องลงไปใช้แบบหยอดเหรียญ” 

               “มีสิ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่ในห้องครัว” 

               คำตอบที่ได้รับทำฉันตาโต เอาเครื่องซักผ้าไปไว้ในห้องครัวได้ด้วยเหรอ! 

               “เอาเครื่องซักผ้าไว้ในครัวเนี่ยนะ!” 

               คุณกวีทำหน้าเหมือนอ่านใจฉันออก เขาร้องอ๋อออกมาคำหนึ่งก่อนจะเดินนำไปที่ห้องครัวแล้วชี้ไปที่เครื่องซักผ้าที่อยู่ใต้เคาน์เตอร์ โห เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลย นึกว่าเครื่องซักผ้าต้องจัดวางไว้ในห้องน้ำหรือไว้นอกบ้านอย่างเดียวซะอีก 

               “อืม ประหยัดพื้นที่ดี ผมไม่ค่อยได้ใช้เครื่องซักผ้าด้วยก็เลยไม่มีปัญหาอะไร” 

               “ไม่ค่อยได้ใช้เหรอคะ...” 

               ได้ยินแล้วก็เผลอมองคนข้างๆ ตาค้างโดยไล่ตั้งแต่ปกเสื้อลงมาถึงกางเกง ไม่ค่อยได้ใช้เครื่องซักผ้านี่หมายความว่ายังไง ของแบบนี้ต้องใช้บ่อยๆ สิ อย่าบอกนะว่าเขา... 

               “...ผมเอาเสื้อไปส่งร้านซักรีดต่างหาก ทุกวันจะมีพนักงานขึ้นมารับเสื้อไปซักแล้วก็เอาเสื้อมาแขวนให้” 

               “อ๋อ! อย่างนี้นี่เอง” 

               ตกใจหมด ลืมไปเลยว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราสองคนมันไม่เหมือนกัน ฉันยิ้มแหยๆ พลางก้มหัวแบบสำนึกผิดให้คุณกวีที่ดูหงุดหงิดเล็กน้อย คราวหลังต้องระวังปากให้มากกว่านี้แล้วสิ... 

               ยังไม่ทันได้หาเรื่องชวนคุยต่อฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าถ้าคุณกวีใช้บริการร้านซักรีดเป็นประจำแบบนี้ แสดงว่าเขาต้องไม่มี ‘สิ่งนั้น’ อยู่ในห้องแน่ๆ 

               “ในห้องนี้มีโต๊ะรีดผ้าหรือเปล่าคะ?” 

               “...ไม่มีนะ” ว่าแล้วเชียว 

               “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูซื้อเพิ่มไม่ก็เอาผ้ามาปูก็ได้” 

               “เอาผ้ามาปู?” เขาทำหน้างง 

               “ไม่เคยทำเหรอคะ? เวลาไม่มีโต๊ะรีดผ้าใช้หนูจะเอาผ้าหนาๆ มาปูที่พื้น วางเสื้อลงไปแล้วก็รีดเลยน่ะค่ะ” 

               “ผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้นหรอก” 

               คุณกวีส่ายหัว ถึงจะบอกว่าไม่เคยทำ แต่เขาดูสนใจกับวิธีการที่ฉันเพิ่งเล่าออกไปนะ 

               เราสองคนยืนจ้องตากันอยู่แบบนั้นไปสักพักโดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดอะไรออกมาสักคำ คุณกวีทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับโดนขัดจังหวะจากเสียงลึกลับที่อยู่ๆ ก็ดังมาจากด้านหลัง 

               “ไหนๆ เครื่องซักผ้าใต้เคาน์เตอร์เหรอ! โห ประหยัดเนื้อที่มาก” 

               จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากพี่เซนท์ เขาโผล่หน้าเข้ามาในครัวทันทีเมื่อได้ยินเสียงเราสองคนคุยกัน ถึงจะมาช้าและมาผิดเวลาไปหน่อยก็ตาม ฉันส่งสายตาเป็นเชิงขอโทษในความไร้มารยาทของพี่ชายให้คุณกวีที่หลับตาลงและพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ 

               “เนอะ ปัญหาคือถ้าเครื่องซักผ้ามีปัญหาขึ้นมาจะเอาไปซ่อมยากหรือเปล่าเนี่ยสิ...” 

               “ถ้าน้ำรั่วซึมล่ะแย่เลย...เครื่องนี้เคยผ่านการใช้งานมากี่ปีแล้ว มันเคยเสียมาก่อนหรือเปล่าครับ?” 

               ถึงจะดูเป็นคนขี้โวยวายไปหน่อย แต่นิสัยหลักๆ ของพี่เซนท์คือเป็นคนรอบคอบ แววตาที่ใช้มองคุณกวีจึงดูจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาคงไม่รู้แน่ๆ เลย คำถามนี้ขอตอบแทนดีกว่า 

               “หนูว่าน่าจะไม่เคยเสียนะ ก็คุณกวีไม่เคยใช้นี่นา” 

               “นั่นแหละปัญหา ถ้าหอมใช้แล้วเกิดทำเสียขึ้นมาจะทำยังไง” 

               “มันไม่เสียง่ายๆ หรอกน่า!” ของที่ไม่ค่อยได้ใช้มันก็เหมือนกับของใหม่นั่นแหละ พูดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะทำแก้มป่อง แต่แล้วก็ต้องรีบเจาะลมอย่างรวดเร็วเพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคุณกวียืนอยู่ข้างๆ นี่นา จะมาทำตัวเป็นเด็กเป็นเล็กให้เขาหัวเราะเยาะไม่ได้เด็ดขาด! “คุณกวีคะ ตรงระเบียงมีราวตากผ้าหรือเปล่า” 

               “ไม่มีหรอก” 

               “ตายแล้ว...แบบนี้ผ้าก็ไม่แห้งสิ คงต้องซื้อที่หนีบผ้าอันใหม่กับไม้แขวนเสื้อ...” 

               “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก เครื่องซักผ้าผมซักและอบได้ในเครื่องเดียวกัน เธอใช้เป็นหรือเปล่าล่ะ?” 

               “เอ...น่าจะไม่เป็นค่ะ” 

               เพิ่งรู้เมื่อกี้สดๆ ร้อนๆ เลยด้วยซ้ำว่าสมัยนี้เขามีเครื่องซักผ้าที่มีฟังก์ชันซักและอบได้ในเครื่องเดียวกันแล้วเหรอเนี่ย... 

               “งั้นเดี๋ยวผมไปเอาคู่มือให้” 

               เมื่อได้ยินคำพูดที่ไร้ซึ่งความมั่นใจประกอบกับหน้าเอ๋อๆ ของฉันแล้ว คุณกวีจึงอาสาหมุนตัวกลับไปหาคู่มือที่โซนห้องรับแขก 

               ในตอนนั้นเอง พี่เซนท์ก็รีบกระโดดเข้ามาเกาะไหล่ฉันเหมือนรอจังหวะนี้มานาน 

               “คุณชายของแท้เลยนี่หว่า ไม่ซักผ้าเอง ไม่เคยรีดผ้า บ้านก็น่าจะไม่เคยถูเคยกวาด มีสองมือไว้ใช้ก็จ้างเป็นแต่แม่บ้าน” 

               พี่เซนท์เริ่มนินทาเจ้าของห้อง เอาอีกแล้วนะ เดี๋ยวเถอะ 

               “จะไปแซะชีวิตคนอื่นทำไมเนี่ย พ่อแม่เลี้ยงมาดีขนาดนั้นเขาก็ต้องไม่เคยลำบากสิ พี่เองก็ทำตัวเป็นคุณชายเหมือนกันแหละน่า...” 

               ยังไม่ทันได้เริ่มดุพี่ชายตัวเอง คุณกวีก็กลับมาพร้อมกับสมุดคู่มือการใช้งานเครื่องซักผ้าที่มีฟังก์ชันอบและซักในเครื่องเดียวกัน ฉันใช้เวลาเปิดอ่านและลองเปรียบเทียบปุ่มต่างๆ ในสมุดกับของจริงว่าเหมือนกันมั้ย รุ่นเดียวกันหรือเปล่า 

               ดูด้วยตาเสร็จก็ลองหยิบตุ๊กตากระต่ายเน่าที่ห้อยไว้กับกุญแจบ้านกับผ้าเช็ดมือในห้องครัวมาลองซักและอบแห้งดู ใช้ได้เลย พี่เซนท์บอกว่าดูเหมือนเจ้าเครื่องนี้จะยังไม่มีปัญหาเรื่องน้ำรั่วซึม คงใช้งานได้อีกยาวๆ อย่างน้อยมันก็ไม่น่าจะเสียภายในเวลาหนึ่งปีที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แน่นอน 

               ค่อยยังชั่ว หวังว่าจะอยู่ด้วยกันไปนานๆ นะ อย่าเพิ่งพังก่อนล่ะ! 

  

               “เก็บคีย์การ์ดไว้ให้ดี จำรหัสได้ใช่มั้ย” 

               “จำได้ค่ะ จดไว้เรียบร้อย! ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ” 

               “ขอบคุณนะครับ” 

               ทั้งฉันและพี่เซนท์ต่างยกมือไหว้ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีตรงหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน คุณกวียกมือขึ้นรับไหว้ด้วยรอยยิ้ม เราพูดคุยเรื่องเรื่อยเปื่อยกันต่อนิดหน่อยจนได้เวลากลับถึงได้พากันลงลิฟต์มาที่ชั้นล่าง 

               “หอมจำทางกลับบ้านได้หรือเปล่า ให้พี่ไปส่งมั้ย” 

               “จำได้ๆ แค่ขึ้นรถเมล์ไปลงห้าง CC แล้วต่อด้วยรถตู้เอง ไม่ต้องไปส่งหรอก” 

               “กลับเองได้แน่นะ?” 

               พูดขนาดนี้แล้วยังเป็นห่วงอีกเหรอเนี่ย แอบน้อยใจเหมือนกันนะ ฉันทำหน้างอใส่เขาก่อนจะทุบไหล่พี่ชายขี้เป็นห่วงไปเบาๆ หนึ่งที 

               “ได้อยู่แล้ว พี่เซนท์รีบไปเรียนเถอะ วันนี้มีสอบไม่ใช่หรือไง” 

               พอพูดเรื่องสอบขึ้นมาปุ๊บ พี่เซนท์ก็หน้าถอดสีทันที เขามองหน้าฉันสลับกับมอเตอร์ไซค์คันเก่งของตัวเองด้วยความลังเล 

               ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เรื่องเรียนสำคัญกว่านะ แยกแยะให้ได้สิ! 

               “...ก็ได้ ห้ามเถลไถลนะ อย่าขึ้นรถผิดล่ะ ดูให้ดี รถเมล์แอร์มันไม่ไปลงที่ห้าง CC นะเว้ย ต้องขึ้นรถเมล์ร้อน!” 

               “รู้แล้วน่า” 

               เมื่อโบกมือลาพี่เซนท์เสร็จก็ได้เวลาบอกลาผู้ใหญ่ใจดี ฉันส่งยิ้มหวานให้คุณกวีที่ยังยืนนิ่งอยู่ข้างๆ โดยไม่คิดจะขยับตัวไปไหนเลย ได้เวลาโบกมือบ๊ายบายแล้วสินะ 

               “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ จะตั้งใจเรียนให้คุณกวีไม่ผิดหวังแน่นอน!” 

               ฉันแอบดัดเสียงตัวเองให้ดูฮึกเหิมและมีพลังขึ้นนิดหน่อย คนฟังจะได้รู้สึกว่าคิดถูกจริงๆ ที่เลือกให้ทุนกับคนอย่างฉัน! 

               “คิดได้แบบนั้นก็ดี ป่ะ กลับบ้านกัน” 

               “ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ” 

               ฉันยกสองมือขึ้นมาประกบกันพร้อมบอกลาด้วยรอยยิ้ม แต่คุณกวีกลับทำหน้างงใส่ฉันซะงั้น 

               “ตามมาสิ” 

               “...คะ?” 

               ให้ตามไปไหนเอ่ย? ฉันยิ้มค้างก่อนเอียงคอมองเขาด้วยความงุนงง 

               “ติดรถไปด้วยกัน เดี๋ยวผมไปส่ง” 

 

 

               ตัดตอนแบบนี้ แสดงว่าแต่งไม่ทันอีกแล้วแน่ๆ เลย (ฮา) 

               ขอโทษที่อัพช้านะคะ แงงง ช่วงนี้เราเครียดๆ นิดหน่อย TT อีกวันสองวันไว้เจอกันใหม่นะ 

ความคิดเห็น