email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 17 บุคคลที่คาดไม่ถึง

ชื่อตอน : บทที่ 17 บุคคลที่คาดไม่ถึง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 351

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2563 15:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17 บุคคลที่คาดไม่ถึง
แบบอักษร

“ท่านหมอหลวง จื่อหลันเป็นอย่างไรบ้าง?” ร่างสูงเจ้าของตำหนักถามหมอหลวงชราที่มาทำหน้าที่ตรวจครรภ์ของคนที่นอนอยู่บนเตียง ร่างบางที่ดูซูบผอมลงกว่าแต่ก่อนมาก ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษก็ไม่ปาน

“ทูลองค์ชายรอง พระชายาทรงมีความเครียดสะสม ทำให้ส่งผลกับร่างกาย ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปอาจจะทำให้เป็นผลเสียต่อทารกในครรภ์พะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจัดโอสถตัวใหม่มาเพิ่มเพื่อให้พระชายาได้คลายความเครียด แต่กระหม่อมขอบังอาจทูล ทางที่ดีที่สุด คือ ให้พระชายาได้ออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้างเพื่อเป็นลดความเครียดพะย่ะค่ะ” หมอหลวงชราเอ่ยบอกตามตรง เพื่อต้องการให้ผู้เป็นนายของตำหนักแห่งนี้ได้รับรู้ เพราะร่างบางที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น กำลังอยู่ในสภาวะความเครียดสูง ทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวกและนั่นก็จะมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์

“เข้าใจแล้ว ท่านก็กลับไปจัดโอสถมาเถิด” อี้หยางเอ่ยกับหมอหลวง เขารู้ดีว่าที่ร่างบางเกิดความเครียดเพราะเหตุใด

“พะย่ะค่ะ องค์ชาย กระหม่อมทูลลา” หมอหลวงชราขานรับก่อนจะเก็บล่วมยาแล้วออกไปทันที

 

“จื่อหลัน เจ้าอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือเปล่า? พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไป” ร่างสูงนั่งลงข้างเตียง ก่อนมือหนาข้างหนึ่งจะยื่นเข้าไปแตะที่ท้องนูนโต มืออีกข้างหนึ่งเอื้อมไปสัมผัสแก้มนวลที่ซีดขาวไร้สีเลือด ครรภ์ของจื่อหลันเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว อีกไม่นานก็จะคลอด แต่เพราะเมื่อเดือนก่อนจื่อหลันได้เจอเฟิ่งจิน ทำให้ร่างบางหมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมออกจากตำหนักอีกเลย ทั้งยังไม่เจริญอาหารอีกด้วย จนหมอหลวงต้องมาตรวจครรภ์ถี่ขึ้น และเพิ่มโอสถบำรุงครรภ์อีกเป็นเท่าตัว

“....” ใบหน้างามเสมองไปทางอื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสของคนตรงหน้า

“จื่อหลัน…” ร่างสูงเรียกชื่อคนดื้อตรงหน้าอีกครั้ง

“กระหม่อมไม่อยากออกไปไหนพะย่ะค่ะ” ริมฝีปากบางขยับเอ่ยเสียงเบา

“ท่านหมอหลวงก็บอกแล้ว ถ้าเจ้าหมกตัวอยู่แต่ในห้องเช่นนี้ ลูกในครรภ์ของเจ้าจะได้รับผลกระทบจากความครียดของเจ้าไปด้วย เจ้าอยากให้เป็นเช่นนั้นรึ?” อี้หยางเริ่มใช้วิธีการเอาเรื่องลูกมาอ้าง เพราะถ้าปล่อยไปแบบนี้อาจจะทรุดหนักทั้งแม่และลูกก็เป็นได้

“ข้า…” เมื่อเอ่ยถึงเรื่องลูกที่อยู่ในครรภ์ จื่อหลันก็เหมือนจะรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นได้ทำผิดไป นั่นเพราะหลังจากที่เขาได้พบเฟิ่งจิ่นในวันนั้น เขานั้นวิตกกังวลไปต่างๆนาๆ จนเกิดความเครียดไม่อยากอาหาร ไม่ใช่เพราะว่าเป็นเฟิ่งจิน แต่เป็นเพราะเขากลัวว่าเฟิ่งจินจะบอกให้หงหลินมาพาตัวเขาและลูกไปแคว้นจิน แล้วผลที่จะตามมาก็คงจะเป็นการทำสงครามกันระหว่างแคว้นจินและแคว้นซ่งอย่างแน่นอน ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่อ่อนข้อต่อกัน

“ข้าจะไม่ให้เฟิ่งจินมาก่อกวนเจ้า เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป” อี้หยางรีบเอ่ย เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายกลัวสิ่งใดอยู่

“...ถ้าอย่างนั้น ข้าอยากไปไหว้พระ…” เมื่อเห็นว่าร่างสูงยืนยันเช่นนั้น จื่อหลันจึงยอมโอนอ่อนตอบรับคำชวน

“ได้! พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่อารามหลวง” ร่างสูงฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ ก่อนจะลุกขึ้น “เจ้าพักผ่อนต่อเถิด อย่าลืมดื่มโอสถที่ท่านหมอหลวงจัดให้ด้วยล่ะ ข้าจะไปเตรียมการสำหรับวันพรุ่งนี้”

“พะย่ะค่ะ ขอบพระทัยองค์ชาย” ร่างบางขานรับ ก่อนจะหลับตาลงเพราะฤทธิ์ของโอสถที่หมอหลวงจัดให้ก่อนหน้านี้

 

 

 

วันรุ่งขึ้น

รถม้าคันใหญ่ลวดลายโบราณคันงามกำลังเคลื่อนออกจากวังหลวงของแคว้นซีเซี่ยพร้อมด้วยกองทหารองครักษ์และราชบริภารหลายสิบคน ผู้ที่นำการเดินทางครั้งนี้ คือ องค์ชายรอง เพื่อพาว่าที่พระชายาไปสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมในอารามหลวงของแคว้น ประชาชนมากมายต่างมายืนรอสองข้างถนนเพื่อยลโฉมว่าที่พระชายาที่ถูกล่ำลือว่างดงามเกินหญิงอย่างใจจดใจจ่อ

“องค์ชาย ทรงเป็นอะไรหรือไม่? ให้กระหม่อมเรียกหมอหลวงให้มาดูอาการดีหรือไม่พะย่ะค่ะ?” มู่จินเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าคนที่นั่งตรงข้ามกันในรถม้ามีใบหน้าซีดเซียวกว่าตอนก่อนขึ้นรถม้า

“ข้าไม่เป็นอะไร ข้าแค่รู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย อีกทั้งเจ้าตัวเล็กก็เตะท้องบ่อยขึ้น ข้าเลยรู้สึกเพลีย พี่มู่จินไม่ต้องกังวลหรอก เมื่อถึงอารามหลวงได้ลงจากรถม้า อาการน่าจะดีขึ้น” ร่างบางปฏิเสธทันที เพราะเกรงกว่าตนจะทำให้เกิดความยุ่งยากกับผู้อื่น เขารู้สึกไม่ค่อยดี เวียนหัวบ่อยเพราะอาการแพ้ท้องมาตั้งแต่แรก จนบัดนี้ล่วงเลยมาเกือบเจ็ดเดือนแล้ว อาการแพ้ท้องนั้นก็ยังไม่เคยทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวเล็กในครรภ์ของเขาก็ยังสมบูรณ์แข็งแรงดีตามที่หมอหลวงบอก ช่วงหลังๆมานี้ก็เตะท้องเขาบ่อยขึ้นทุกวัน บางครั้งก็เตะแรงมากจนทำให้เขาเจ็บไปพักใหญ่ ช่างแข็งแรงเสียจริง คลอดออกมาแล้วคงจะมีนิสัยเหมือนอย่างผู้เป็นพ่อเป็นแน่ คิดถึงตรงนี้ก็ทำให้ร่างบางรู้สึกปวดใจขึ้นมา

“ถ้าเกิดรู้สึกไม่ดี รีบบอกกระหม่อมนะพะย่ะค่ะ” มู่จินยังคงไม่เลิกสังเกตสีหน้าของคนตรงหน้า

“อืม เข้าใจแล้ว” จื่อหลันพยักหน้า ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เหมือนไม่เป็นอะไร เพราะเขาไม่อยากให้มู่จินกังวลไปมากกว่านี้

 

 

เมื่อขบวนรถม้ามาถึงอารามหลวง อี้หยางรีบลงจากม้าเพื่อไปรออุ้มจื่อหลันลงจากรถม้า ผู้คนที่ติดตามมาต่างหันไปสนใจสิริโฉมของว่าที่พระชายาทันทีที่ม่านได้เปิดออก ความงามล้ำเกินหญิงงามอันดับหนึ่งสมคำล่ำลือ แม้จะดูซีดเซียวไปบ้างแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามลดลงไปเลยแม้แต่น้อย ความตกตะลึงของประชาชนทำให้อี้หยางยกยิ้มกับปฏิกิริยานี้ ลำแขนแข็งแรงช้อนตัวว่าที่พระชายาลงจากรถม้า ก่อนจะอุ้มเดินนำข้าราชบริวารเข้าไปในอารามหลวง

“องค์ชายรอง วางข้าลงเถิด ข้าเดินเองได้” จื่อหลันเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าคนที่อุ้มเขาอยู่ไม่ยอมวางเขาลงเสียที เขาไม่ได้อยากให้ตัวเองเป็นจุดสนใจมากไปกว่านี้

“ได้ แต่ให้ข้าพยุงเจ้านะ” ถึงแม้จะไม่อยากวางคนในอ้อมกอดลง แต่ก็ไม่อยากขัดใจร่างบาง อี้หยางจึงค่อยๆวางจื่อหลันลงพื้นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะโอบประคองว่าที่พระชายาเข้าไปข้างในวิหารศักดิ์สิทธิ์

 

เมื่อจื่อหลันและอี้หยางทำการสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมเสร็จแล้ว จื่อหลันจึงเอ่ยกับร่างสูง “องค์ชายรอง ข้า...ข้าขอนั่งทำสมาธิอยู่ข้างในนี้สักพักจะได้หรือไม่?”

“ได้สิ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง” อี้หยางยังคงไม่ห่างจากร่างบาง เพราะเขาคิดว่าคนตรงหน้าคงอยากชื่นชมความงดงามในวิหารนี้ให้นานขึ้นเป็นแน่

“เอ่อ คือ...ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก ท่านจะออกไปก่อนได้หรือไม่?” ร่างบางบอกจุดประสงค์ที่ต้องการให้ชัดเจนขึ้น เขาอยากอยู่คนเดียวสักพัก เพราะตลอดเวลาที่อยู่ในตำหนักองค์ชายรอง ก็จะมีนางกำนัลมาคอยอยู่รับใช้ตลอดเวลา เหมือนถูกกักขัง นับตั้งแต่ที่มู่จินลักลอบเข้ามาหาเขา

“...ถ้าอย่างนั้นก็ให้มู่จินอยู่เป็นเพื่อนเจ้าก็แล้วกัน” ร่างสูงลังเล ไม่อยากให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียว เพราะครรภ์ของคนตรงหน้าใหญ่มากกว่าแต่ก่อน การเดินเหินก็ไม่ค่อยสะดวก ถ้าเกิดหกล้มขึ้นมาอาจจะทำให้บาดเจ็บทั้งแม่และเด็กในครรภ์ได้ ถึงแม้ว่าลูกในท้องของจื่อหลันจะไม่ใช่ลูกของเขา แต่เด็กคนนี้เป็นผู้บริสุทธิ์ เขาอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

“ไม่เป็นไร ข้าอยากนั่งสงบจิตใจในโถงนี้ชั่วครู่ พวกท่านออกไปก่อนเถิด ถ้าข้าจะลุกขึ้นยืน ข้าจะเรียกท่าน อย่างนี้ได้หรือไม่?” จื่อหลันรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงตน แต่ก็ไม่อยากให้คนตรงหน้ากังวลใจเกินไป จึงยอมผ่อนปรนความดื้อรั้น

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเจ้า ถ้ารู้สึกไม่ดีเจ้าต้องเรียกข้านะ ข้าจะรอเจ้าอยู่ข้างนอก ไม่ได้ไปไหนไกล” เมื่อเห็นว่าร่างบางยังยืนยันที่จะอยู่คนเดียว อี้หยางจึงยอมอนุญาตให้อีกฝ่ายได้อยู่คนเดียว

“ได้ ท่านวางใจเถิด” ริมฝีปากบางแย้มยิ้มให้คนตรงหน้าเพื่อเป็นการขอบคุณ

“องค์ชาย…” มู่จินเองก็ห่วงร่างบางเช่นกัน จึงเอ่ยเรียก

“ข้าไม่เป็นไรหรอกพี่มู่จิน” จื่อหลันยังคงยืนกราน ทำให้ทั้งสองคนต้องออกไปข้างนอกอย่างจนใจ แต่ก็เพราะอยากให้อีกฝ่ายมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น จึงยอมที่จะตามใจ

 

 

 

จื่อหลันกลับลงมานั่งบนเบาะนุ่มตามเดิม มือเรียวบางพนมแนบอกพลางกล่าวขอพรอีกครั้ง “พระโพธิสัตว์ ได้โปรดเมตตาให้เด็กคนนี้อยู่รอดปลอดภัย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงด้วยเถิด”

“ข้าอยากจะเห็นหน้าลูกโดยเร็วเสียแล้วสิ ว่าจะงดงามและเก่งกาจเช่นเจ้ากับข้าหรือไม่?” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังออกมาจากทางด้านหลังของร่างบาง

“หงหลิน!!” จื่อหลันรีบหันหลังกลับไปมองทันที เพราะเขาคิดว่าตนคงจะหูฝาด แต่ภาพที่ปรากฏนั้นกลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ เมื่อร่างเพรียวที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขานั้นคือ องค์รัชทายาทแห่งแคว้นจินตัวจริง ร่างบางเกิดอาการสั่นเทาราวกับนักโทษประหารที่ถูกตัดสิน ก่อนจะรีบพยุงกายตนให้ยืนขึ้น เท้าทั้งสองก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนที่จะชนกับเครื่องบูชาต่างๆ ร่างบางก็ถูกดึงเข้ามากอดแนบแน่น โดยคนที่มีฐานะเป็นบิดาของลูกที่อยู่ในครรภ์ของเขา

“จื่อหลัน กลับแคว้นจินกับข้าเถิด” เสียงนุ่มกระซิบลงข้างใบหูขาว ก่อนจะเคลื่อนริมฝีปากลงมาจูบแก้มนุ่ม ที่ตนนั้นไม่ได้สัมผัสมานาน กลิ่นดอกเหมยอ่อนๆนี้ ทำให้ร่างเพรียวรู้สึกคิดถึงยิ่งนัก

“ข้า...ข้าไม่...เจ้ามาได้อย่างไร?” จื่อหลันพยายามขืนตัวออก แต่ก็ไม่อาจจะสู้แรงคนตรงหน้าได้ หงหลินดูกำยำขึ้น ในขณะที่เขาพ่ายผอมลงกว่าแต่ก่อนมาก

“แล้วเจ้าคิดจะหนีข้าไปถึงเมื่อไหร่กัน? ข้ารู้ว่าข้าทำผิดต่อเจ้า แต่พวกเรามาเริ่มต้นใหม่กันเถิด ข้ารักเจ้า ข้าพร้อมที่จะปกป้องเจ้าและลูก” เมื่อรับรู้ถึงแรงผลักไสของคนในอ้อมกอด หงหลินจึงเอ่ยขึ้น เขาอยากเริ่มต้นใหม่กับจื่อหลัน เขาอยากให้อีกฝ่ายให้อภัยกับความเห็นแก่ตัวนี้ของเขา เขาพร้อมที่จะทุ่มเททุกสิ่งให้กับจื่อหลันและลูก

“ข้าทำไม่ได้ ถ้าข้าไปกับเจ้า เสด็จพ่อต้องพิโรธมากเป็นแน่ อาจจะเกิดข้อพิพาทระหว่างแคว้นไปจนถึงเป็นเกิดสงครามขึ้นมาก็ได้” จื่อหลันส่ายหน้า เขารู้ว่าเสด็จพ่อไม่เคยอ่อนข้อให้ใคร เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะหงหลินที่เคยทำให้เสด็จพ่อกริ้วโกรธเมื่อครั้งก่อน

“จะเกิดสงครามก็ช่างปะไร ข้าพร้อมที่จะรับมือ ต่อให้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นซ่ง ข้าก็ไม่กลัว” หงหลินไม่ยอมแพ้กับข้ออ้างของจื่อหลันในข้อนี้ แคว้นจินก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าแคว้นซ่ง ระยะหลังๆมานี้ เสด็จพ่อของเขาก็เสด็จไปค่ายทหารบ่อยๆเพื่อดูการฝึกฝนเพราะต้องการให้แคว้นจินทัดเทียมกับแคว้นซ่งในเร็ววัน

“หงหลิน ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด” จื่อหลันรู้ดีกว่าอีกฝ่ายเอาแต่ใจตัวเองมากขนาดไหน แต่เขาก็ไม่อาจจะโอนอ่อนผ่อนตามได้เช่นกัน มือเรียวบางพยายามผลักอกของอีกฝ่ายออก เขาต้องการที่จะออกไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด

“จื่อหลัน อย่าให้ข้าต้องบังคับเจ้า!” ความอดทนอดกลั้นของหงหลินมาถึงจุดสิ้นสุด มือเรียวจับต้นแขนบอบบางทั้งสองข้างของจื่อหลันแน่น แม้จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายซูบผอมมากเกินไปจนน่าเป็นห่วง แต่ในยามนี้ไม่ว่าจะยังไง เขาจะต้องพาคนตรงหน้ากลับไปกับเขาให้จงได้!

“หงหลิน ปล่อย...ข้าไม่อยากเป็นต้นเหตุของสงคราม ข้าไม่อยากทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะข้า” จื่อหลันพยายามดิ้น ยิ่งอยากจะสลัดออกยิ่งรู้สึกเจ็บ ใบหน้างามนิ่วหน้าเพราะแรงบีบรัดที่ต้นแขน

“แล้วที่เจ้าทำอยู่นี่ ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรอกรึ?” หงหลินเริ่มเหลืออดกับความดื้อรั้นของอีกฝ่าย คำพูดทิ่มแทงทำให้จื่อหลันชะงักหยุดนิ่ง ก่อนจะเสริมด้วยประโยคที่ทำให้อีกฝ่ายเบิกตากว้าง “จื่อหลัน ไม่ว่าข้าจะต้องทำสงคราม หรือแม้กระทั่งจับเจ้าขังเอาไว้ ข้าก็จะทำ!!”

“แต่กระหม่อมคงไม่อาจให้องค์รัชทายาททรงกระทำการตามอำเภอใจได้อีกต่อไปแล้วพะย่ะค่ะ” ทุกสิ่งพลันชะงักนิ่ง เมื่อเสียงอันคุ้นดังขึ้นมา ใบหน้างามหันไปหาต้นเสียงทันที แววตากลมสะท้อนภาพของบุรุษผู้น่าเกรมขาม

“!! ท่านแม่ทัพ!”

“เซียวเหยียน”

ความคิดเห็น