facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

บทที่ 4 นกคืนรัง

ชื่อตอน : บทที่ 4 นกคืนรัง

คำค้น : ดอกผักบุ้งวุ่นรัก, วงล้อแห่งรัก, หัวใจในตะวัน, เอลยา, นิยายโรมานซ์, โรแมนติก, อีโรติก, นายหัว, พรานร้ายพ่ายรัก, กรุ่นรักไอปรารถนา, กรุ่นกลิ่นอราบิก้า, #นิยายโรมานซ์ฟินจิกหมอน , #นิยายอีโรติค

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.7k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 17:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 นกคืนรัง
แบบอักษร

รถยนต์โฟร์วีลสีดำแต่งด้วยสติกเกอร์ลายมังกรสีแดงเพลิงตัดกับสีรถเห็นแต่ไกล เป็นรถที่คนในตำบลบางกระเส่าทราบดีว่าเป็นของนายก้อนเพชร เกล็ดประกาย ลูกชายกำนัน พลิดาชะลอรถซาเล้ง เงยหน้ารับลมอย่างชิลล์ๆ ชำเลืองมองรถที่วิ่งเข้ามาชะลอเคียงรถซาเล้งอย่างไม่กลัวว่าจะมีรถสวนหรือวิ่งมาจากอีกเลน มันชอบโชว์ความยิ่งใหญ่อย่างนี้เป็นประจำ ชาวบ้านเห็นจนชาชิน และก็แน่นอนว่า 99 คนในหนึ่งร้อยจะภาวนาขอพรว่าให้มีรถวิ่งมาเสยรถไอ้ก้อนเพชรมันสักวัน แผ่นดินของตำบลบางกระเส่าจะได้สูงขึ้นอีกนิด 

"บุ้งจ๋า ไปไหนมาจ๊ะ ก้อนคิดถึงจัง เย็นนี้ก้อนจะเข้าไปดูหนังในเมือง ว่าจะชวนตัวบุ้งไปด้วย สนใจมั้ยจ๊ะ" 

"ไม่ว่างโว้ย!" 

เสียงตอบห้วนสั้นเป็นมะนาวไม่มีน้ำตามบุคลิกห้าว มองเห็นรถโฟร์วีลมีลูกน้องของไอ้ก้อนเพชรยืนอยู่กระบะหลังหลายคน ส่วนมันนั่งเบาะหน้าโดยมีลูกน้องคนสนิทขับรถให้ เลื่อนกระจกเปิดเต็มที่แล้วยื่นหน้ากวนบาทาของมันออกมาลอยอยู่นอกรถ 

"บุ้งขึ้นมานั่งกับก้อนดีกว่านะจ๊ะ ให้ไอ้อามมันขี่รถซาเล้งไปเหอะ เพราะก้อนกำลังจะไปหาน้านุ่มกับน้าโหน่งพอดี" 

ก้อนเพชรชวนพร้อมกับยิ้มหวานให้ พลิดาได้ยินชื่อน้านุ่มกับน้าโหน่งจึงได้โอกาสจะหยิบเรื่องนี้มาเตือนไอ้ก้อนเพชรซะหน่อย 

"พูดถึงน้านุ่มกับน้าโหน่ง เอ็งอย่าไปทำบาปเลยว่ะไอ้ก้อน คนเขาไม่อยากขายก็อย่าไปบังคับ เอ็งคงไม่รู้ว่าที่ดินผืนนั้น ปู่ย่าตาทวดเขาสาปแช่งเอาไว้ ว่าถ้าหากใครคิดขายหรือคิดไม่ดี เข้าไปยุ่งกับที่ดินเพื่อหาผลประโยชน์ในทางชั่วๆ ผีปู่ย่าตาทวดจะมาหักคอ หรือไม่ก็จะทำให้ฉิบหายวายวอดไปเจ็ดชั่วโคตร! ขอเตือนเอ็งในฐานะเคยเป็นหัวหน้าห้องที่เอ็งเคยกราบไหว้นับถือมาก่อน" 

พลิดากล่าวพลางยกมุมปากกระตุกยิ้มนิดหนึ่ง ก้อนเพชรหน้าแดงด้วยความโกรธขึ้นมาทันทีที่ถูกเอาความลับมาเปิดเผยต่อหน้าลูกน้องทั้งโขยง เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากเขากับไอ้ผักบุ้งเท่านั้น! 

"ไอ้บุ้ง! หน็อย! เอ็ง! ข้าอุตส่าห์พูดดีด้วยแล้วนะ ใครเคยกราบเอ็งกันวะ! ข้าไม่เคยกราบผู้หญิงคนไหนนอกจากแม่! ส่วนเรื่องที่ดินนั่น มันเป็นเรื่องของธุรกิจ! พ่อข้าเป็นกำนัน ย่อมมีสายตายาวไกลและเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับลูกบ้าน ถ้าหากน้านุ่มกับน้าโหน่งขาย ก็จะสบายไปทั้งชาติ ไม่ต้องมานั่งทำสวนทำไร่ให้เหนื่อย!" 

"ถุย! ผลประโยชน์ของลูกบ้านหรือว่าผลประโยชน์ของคนบางคนกันแน่วะ!" อามตะโกนแทรกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้  

"นั่นสิวะ! ข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกัน! แล้วน้านุ่มน้าโหน่งเขาเคยบ่นให้แกฟังเรอะว่าเขาเหนื่อย เขาทำกันมานานตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยจนผมเป็นสองสีอย่างที่เห็น ข้าก็เห็นเขามีความสุขสบายใจดี จะไม่ดีก็ตอนที่เอ็งไปขู่เขาให้ขายที่นั่นแหละ พวกเอ็งมันพวกทำนาบนหลังคน สักวันจะได้รู้ว่าบาปกรรมและนรกมันมีจริง!"  

พลิดาเอ่ยเสียงเข้มอย่างไม่เกรงกลัว เพราะไอ้ก้อนเพชรนั้น มันแค่ชอบทำกร่างกับคนไปทั่วเพราะอาศัยว่าพ่อเป็นผู้มีอิทธิพล แต่เวลาปะทะกันทีไร มันไม่เคยชนะพลิดาได้สักครั้ง  

"อ้าวๆ เล่นแรงนี่หว่าไอ้บุ้ง ข้าอุตส่าห์มาอย่างมิตร แต่เอ็งมันปากตะไกรแบบนี้ เดี๋ยวพ่อจะจับมาจูบซะให้เข็ด ไอ้หลง! จอด!" 

สิ้นเสียงสั่งจากลูกพี่ ไอ้คนขับรถชื่อหลงก็รีบขับแซงรถซาเล้งแล้วปาดหน้า จอดฉึก! ทำให้พลิดารีบเหยียบเบรกกะทันหัน 

"เวรเอ๊ย! เอาไงดีวะพี่บุ้ง" อามสบถด้วยน้ำเสียงอารมณ์เสียแล้วหันไปถามลูกพี่ ซึ่งก็หยุดรถแล้วนั่งกอดอกไม่หวั่นอยู่บนเบาะ 

"เอาโทรศัพท์ออกมาไลฟ์สดให้ชาวประชาดูเป็นขวัญตาหน่อยสิวะไอ้อาม รออะไร"  

ลูกพี่กระซิบตอบพลางยักคิ้วแผล็บ อามกระตุกยิ้มเข้าใจทันที รีบล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา จากนั้นก็ออนแอร์ในกลุ่มเฟซบุ๊กโซเชียลชื่อ รักจัง ณ บางกระเส่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสมาชิกหลายพันคน 

หนังสดๆ ครับพี่น้อง เร่เข้ามา เร่เข้ามา! 

อามจั่วหัวข้อบนไลฟ์วิดีโอเพื่อเรียกแขก ซึ่งก็มีคนเข้ามาดูทันทีเมื่อเห็นคำว่า... หนังสด 

"มีอะไรก็จัดมาไอ้ก้อน"  

เสียงไอ้ผักบุ้งของชาวบางกระเส่าดังขึ้น ก้อนเพชรที่เดินส่ายอาดกางแขน โชว์หุ่นผอมสูง แขนมีรอยสักอยู่เต็ม และตามตัวที่มีเสื้อปกปิดไว้ผู้คนก็ทราบว่าเต็มไปด้วย Tattoo ตามสมัยนิยม 

"ชิชะ! มีถ่ายคลิปด้วยเรอะ ได้เลยไอ้บุ้ง พ่อจะได้จูบโชว์ให้น้องเอาไปโพสต์เรียกแขก มาดูว่านางเอกจะเข่าอ่อนร่างระทวยแค่ไหนตอนที่ถูกพระเอกอย่างพี่ก้อนจูบ เอ็งจะต้องประทับใจไปอีกนาน ฮ่าๆ" 

ไอ้ก้อนเพชรเข้าใจว่าอามแค่ถ่ายคลิป ไม่ใช่ไลฟ์สด และก็มีความคิดว่าหลังจากอามอัดคลิปเสร็จก็จะแย่งโทรศัพท์เอามา แค่นี้ก็ไม่มีหลักฐานแล้ว ไอ้ก้อนเพชรคิดอย่างเป็นต่อ ย่างสามขุมตรงเข้ามายังพลิดา 

"ก่อนที่มึงจะโชว์...มึงแน่ใจนะว่าจะชอบกินข้าวแดงแกงจับฉ่าย และชอบโดนอัดถั่วดำน่ะ ไอ้ก้อน!"  

พลิดากอดอกถามอย่างใจเย็น หรี่ตามองมันด้วยท่าทางว่าเหนือชั้นกว่า 

"ข้าวแดงข้าถนัด เพราะบ้านข้ากินข้าวกล้องประจำโว้ยไอ้บุ้ง แต่ถ้าเอ็งหมายถึงเรื่องจะถึงตำรวจแล้วละก็... เอ็งฝันมากไปแล้ว ฮ่าๆ เอ็งโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่วะไอ้บุ้ง ที่ไม่รู้ว่าเส้นพ่อกำนันของข้านั้นน่ะ ใหญ่ยิ่งกว่าเส้นก๋วยจั๊บคับจังหวัดขนาดไหน ฮ่าๆ" 

ไอ้ก้อนเพชรพูดจบ ลูกน้องที่กำลังนั่งบนรถก็รีบกระโดดลงมา ถือโทรศัพท์ทำหน้าตาตื่น 

"พี่ก้อนอย่าเห่า! เอ๊ย! อย่าพูดอีก หุบปาก หยุดต่อปากต่อคำกับพวกนี้เถอะพี่ เสียเวลาเปล่า รีบไปธุระดีกว่า" 

ลูกน้องคนสนิทของมันกระซิบพลางยื่นโทรศัพท์ให้ดูว่าขณะนี้ลูกพี่กำลังเป็นพระเอกในไลฟ์สด มีคอมเมนต์ให้พรส่งมาอ่านแทบไม่ทัน 

"ผู้ชมทุกท่านได้โปรดเป็นพยาน ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่บุ้งและกระผม ก็มีหลักฐานแล้วนะครับท่านว่าไอ้พวกไหนมันเป็นคนทำ!"  

เสียงอามพูดประกอบไลฟ์ ไอ้ก้อนเพชรหยุดชะงักเท้าทันที มันหน้าซีดไปนิดหนึ่งเมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไอ้ผักบุ้งมันทันสมัยขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน รู้จักการไลฟ์สดบนโซเชียลมีเดียด้วย วันๆ ก้อนเพชรเห็นแต่มันคลุกดินคลุกโคลนอยู่ในสวนยายแจ่มจันทร์ท้ายหมู่บ้านโน่น 

"โธ่เอ๊ย...ไอ้บุ้ง ไอ้อาม ข้าแค่หยอกพวกเอ็งเล่นเท่านั้นเอง ไอ้ที่พูดไปนั่นก็พูดเล่นทั้งเพ! เรามัน... คนบ้านเดียวกัน พอสบตากันก็เข้าใจอยู่ แม้จะเหนื่อยแค่ไหน จะหนักแค่ไหนบนหนทางสู้..."  

ไอ้ก้อนทำเป็นร้องเพลงยอดฮิตตลอดกาล โดยมีลูกน้องช่วยประสานเสียงอย่างเฮฮาปาร์ตี้เพื่อโชว์ออกไลฟ์สด ผู้ชมเข้ามาดูยอดพุ่งกระฉูด อยากเห็นไอ้ผักบุ้งจัดการกับลูกชายกำนันที่ชาวบ้านเกลียดพฤติกรรมมันนัก มันร้องเพลงจบท่อนและปรับพฤติกรรมได้แล้วก็หยุดเห่า 

"เคๆ เอาแค่พอหอมปากหอมคอ แล้วค่อยไลฟ์สดกันใหม่นะจ๊ะบุ้งที่รัก ไปโว้ย!"  

ไอ้ก้อนเพชรทำเสียงเข้มสั่งลูกน้อง ทำท่าส่งจูบให้แล้วหันหลังเดินทำท่ากร่างส่ายอาดท่าเดิมกลับไปยังรถ ไอ้หลงรีบสตาร์ทรถเร่งเครื่องยนต์ทำเสียงกระหึ่มอย่างคึกคะนองแล้วก็เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไป 

พลิดามองตามพลางส่ายหน้าระอา 

"พวกนรกส่งมาเกิดจริงๆ !" หญิงสาวให้พรตามหลังพลางถุยน้ำลายลงดิน สตาร์ทรถซาเล้งขับเคลื่อนไปตามทาง  

"นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...หมาเห่าย่อมไม่กัด โดยเฉพาะหมาขี้ขลาด... รอบนี้ขอตัดจบแค่นี้ครับพี่น้อง เอาไว้รอบหน้าค่อยลุ้นกันใหม่ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป บ๊ายบายคร้าบ" 

อามกล่าวปิดท้ายและลาผู้ชมไลฟ์ซึ่งมีหลายร้อยคน ไม่แน่ใจว่าจะมีพวกตำรวจดูอยู่ด้วยหรือเปล่า เพราะคำพูดไม่คิดของไอ้ก้อนเพชรอาจจะทำให้ตำรวจบางคนรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กันก็ได้! และอามก็จะเก็บคลิปนี้เอาไว้เผื่อมีประโยชน์ในวันหน้า 

*** 

ณ ออฟฟิศของ วิสุรวัฒน์ออแกนนิกเฮิร์บ บริษัทจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจากสมุนไพร ซึ่งตั้งอยู่ชานกรุงเทพฯ  

ร่างสูงใหญ่ยืนหลังตรงหันหน้ามองทะลุกระจกตัดแสงออกไปยังวิวตึกสูงสกายไฮของเมืองหลวง ในห้องเย็นฉ่ำด้วยอิทธิฤทธิ์ของเครื่องปรับอากาศ มือล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง มีไมโครโฟนไวเลสเสียบติดอยู่ที่หู  

ชลธิศ วิสุรวัฒน์ กำลังนิ่งฟังทางปลายสายพูดอยู่อย่างนิ่งสงบ ผิวสีแทนอ่อนตามสายเลือดลูกครึ่งภารตะ ใบหน้าที่เรียกว่า...หล่อไม่เกรงใจแม่ยก นิ่งขรึม คิ้วหนา ตาคมกริบ สันจมูกโด่งตรง รับกับริมฝีปากหยักขอบได้รูปชัดเจน ไรเคราที่โกนทุกเช้ามีสีเขียวจางๆ รอบแนวคาง ส่งให้ใบหน้ายิ่งเข้มคมบึกบึนและดูน่าเกรงขามสำหรับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา 

"วัตถุดิบไม่ผ่านมาตรฐานเรื่องสารเคมีตกค้างครับบอส เลยต้องรีเจ็กต์เกือบ 70% เลย น่าเสียดายจริงๆ" 

เสียงผู้จัดการโรงงานรายงาน ทำให้คิ้วหนาเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันทันที 

"เป็นไปได้ยังไง ไหนว่าวัตถุดิบที่ส่งมาป้อนให้ทางเราไม่ใช้สารเคมีไงล่ะคุณวุฒิ"  

เสียงทุ้มเอ่ยถามออกไปทันที โรงงานมีแหล่งผลิตวัตถุดิบจากหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกที่ได้ทำข้อตกลงกันอย่างชัดเจนว่าเป็นการผลิตพืชผลที่ไม่ใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เคยมีปัญหามาก่อนหน้านี้  

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ ชลธิศเพิ่งได้ริเริ่มทำเมื่อห้าปีมานี้เอง หลังจากที่บิดาซึ่งเป็นเศรษฐีอินเดียได้เสียชีวิตจากไปโดยทิ้งโครงการเอาไว้ให้ ทำให้ชลธิศต้องกลับมาจากอังกฤษหลังจากเรียนจบปริญญาโท มาสานต่อโปรเจ็กต์นี้เพื่อท่าน เขาเริ่มต้นจากเด็กหนุ่มอายุยี่สิบห้า จากความรู้ที่เป็นศูนย์ในเรื่องพวกนี้ จนเวลานี้อายุสามสิบปี ใช้เวลาถึงห้าปีในการเรียนรู้บ่มเพาะประสบการณ์ จนสามารถสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ เขากำลังรู้สึกโล่งใจและภาคภูมิใจที่ทำให้ความฝันของพ่อเป็นจริง แต่ตอนนี้ก็ดันเกิดเรื่องขึ้นจนได้ 

"ผมกำลังสั่งให้คนงานตรวจหาต้นตออยู่ครับ เพราะเราชะล่าใจตรงกระบวนการรับวัตถุดิบ เราเอาเข้าจัดเก็บรวมกันไปหมด" 

"ทำอย่างนั้นได้ยังไงคุณวุฒิ เซกชั่นต่างๆ ไม่เคยมั่ว มีการแยกแหล่งที่มาก่อนเสมอ" 

ชลธิศทักท้วงเพราะเขาทราบทุกขั้นตอนของการผลิต เนื่องจากเป็นผู้คิดและสร้างมันขึ้นมากับมือ กว่าระบบจะเข้าที่และอยู่ตัวก็ใช้เวลาถึงสองปี 

"พอดีตอนที่ผมไปสัมมนา พวกคนงานใหม่มันไม่รู้เรื่องครับ วัตถุดิบมาถึงเย็นพอดี มันก็เลยรีบรับไว้ก่อน ก็กองไว้หน้าโรงเก็บ วันรุ่งขึ้นพวกจัดสต็อกก็ไม่รู้ คิดว่าผ่านการตรวจเช็กเก็บข้อมูลแล้ว ก็ขนเข้าไปเก็บ นิสัยคนไทย บอสก็น่าจะทราบดี พอไม่มีปัญหาก็ชักประมาทเลินเล่อและละเลยกฎ นี่ถ้าพวกมันถามกันสักนิด ก็คงจะไม่เกิดเรื่อง คงจะตรวจสอบได้ว่าไอ้ส่วนที่มีสารเคมีนั้นน่ะ มาจากแหล่งผลิตใด" 

ผู้จัดการอธิบายรายละเอียด เพราะรู้จักบอสใหญ่เป็นอย่างดีว่าจะมารายงานสรุปคร่าวๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะโดนให้ไปหาข้อมูลมาใหม่จนกว่าบอสจะพอใจ 

"เดี๋ยวผมจะลงไปดูด้วยตัวเอง" เสียงทุ้มกล่าวแล้วกดตัดการสนทนา 

กริ๊ง-กริ๊ง 

เสียงโทรศัพท์เข้าทันทีที่เขากดวางสายจากผู้จัดการ 

"มาถึงแล้วหรือ" เสียงถามออกไปอย่างไม่มีความตื่นเต้นเมื่อเห็นชื่อคนโทรมา 

"เพิ่งลงจากเครื่องเฮีย... ทำไมเมืองไทยมันโคตรร้อนเลยวะ ออกมาหน้าแอร์พอร์ตก็แทบจะอยากกระโดดขึ้นเครื่องกลับไปลอนดอนอีกรอบ" 

เสียงห้าวของ ชนแดน วิสุรวัฒน์ ดังมากระแทกหู ชลธิศจุดยิ้มขำไอ้คนที่อยู่เมืองหนาวมานานอย่างสบายใจ ปล่อยให้เขาล้มลุกคลุกคลานกับความฝันของพ่อจนเป็นรูปเป็นร่าง แล้วมันถึงค่อยโผล่หัวมา 

"แม่โทรมาแต่เช้า บอกว่าให้บินตรงไปหาเลย แกจะได้ไม่ต้องทนร้อนกับอากาศกรุงเทพฯ ไง" 

พี่ชายประชด 

"เฮ้ย! ไม่เอาโว้ย เพิ่งกลับมาขอพักหูพักหัวสักเดือนก่อนเถอะว่ะ ใครอยากจะไปให้คุณนายบ่นทันทีที่เห็นหน้าล่ะเฮีย พาเพื่อนมาเที่ยวด้วย" 

"แกมันลูกอกตัญญูฉิบหาย พ่อก็ไม่เอา แม่ก็ไม่เอา อย่าบอกนะว่าแกหอบเอาเมียแหม่มมาฝากแม่ด้วยน่ะเจ้าแดน" 

พี่ชายกล่าวอย่างรู้ทันนิสัยเจ้าชู้กะล่อนของผู้เป็นน้องเป็นอย่างดี 

"เมีย? บ้าเหรอ! อย่าพูดคำหยาบคายเด็ดขาด! และได้โปรดอย่าพูดคำคำนี้ให้คุณนายได้ยินด้วย เดี๋ยวก๊อจะซวยกันไปหมด!" 

น้องชายทำเสียงเสียวไส้มาตามสาย  

"แกอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว ไม่ต้องเสียวไส้ไปหรอก กลับมาอยู่บ้านถาวรแบบนี้ แกโดนคุณแม่จับแพะชนแกะแน่ เพราะแม่คงไม่อยากเห็นแกไปคว้าผู้หญิงที่ไม่ถูกใจมาเป็นลูกสะใภ้" 

"แต่พี่เป็นพี่คนโต ยังไงแม่ก็จะต้องจัดการพี่ก่อน" เสียงน้องชายกล่าวอย่างเป็นต่อ 

"ฉันไม่ว่างมากเหมือนแก แม่มีตาและมีสมองของท่านเอง ท่านคงจะดูออกว่าจะต้องจัดการกับใครก่อน แค่นี้นะ"  

พี่ชายจะวางสายเอาดื้อๆ 

"อ้าว! แล้วกันเฮีย เดี๋ยวก่อนสิ! แล้วผมจะไปบ้านยังไงล่ะ เฮียส่งรถมารับตามที่ขอหรือเปล่า" เสียงห้าวรีบถาม 

"แกไม่ได้กลับเมืองไทยแค่ห้าปีเอง! ถ้าจำวิธีการขึ้นแท็กซี่ไม่ได้ ก็กลับไปอังกฤษซะ!" 

ชลธิศกล่าวอย่างไม่แคร์ กดวางสายทันที เขาถอนหายใจ... ตอนที่พ่อตายคือครั้งสุดท้ายที่ชนแดนกลับมาเมืองไทย นั่นก็คือเมื่อห้าปีที่แล้ว! ต่อไปนี้เขาจะทำให้แน่ใจว่าเจ้าน้องชายตัวดีมันจะโตเป็นผู้ใหญ่และมีความรับผิดชอบอย่างที่คนอายุยี่สิบเจ็ดปีควรเป็น! 

ชนแดนยืนเท้าสะเอวมองดูรถราที่ค่อยๆ วิ่งตรงหน้า... เวลาห้าปี...กรุงเทพฯ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นอากาศที่ร้อนตับแตกจนเขาต้องรีบถอดเสื้อหนังสีดำออกมาพาดบ่า เสื้อยืดสีดำไม่ได้ช่วยให้ร้อนน้อยลงไปเลย ร่างสูงมีผมสีดำสนิทหยักโศก ใบหน้าคมคายมีแว่นกันแดดแบรนด์เนมสวมกันแสงร้อนจ้าในเวลาเที่ยงวัน ผิวขาวอย่างคนที่อยู่เมืองหนาวมานานปี 

"เรียกรถเถอะค่ะดาร์ลิ่ง ลิลลี่ร้อนจะเป็นลมแล้วนะ" เสียงกระเง้ากระงอดดังจากร่างเซ็กซี่ที่ยืนกอดแขนของเขาอยู่ ชายหนุ่มยื่นหน้ามาจูบแก้มขาว 

"โอเคฮันนี่" เสียงห้าวตอบอย่างเอาใจ พลางเดินลากกระเป๋าไปยังจุดที่เขียนว่า TAXI หลังจากที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห้านาที ชนแดนก้าวขึ้นไปนั่งในรถที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ รู้สึกราวกับได้เกิดใหม่...  

ชายหนุ่มมองไปนอกรถที่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากบริเวณสนามบิน แผ่นดินมาตุภูมิที่จากไปนานถึงห้าปี... เวลานี้ได้กลับมาอยู่อย่างถาวร...เหมือนนกได้คืนสู่รัง เขายังนึกไม่ออกว่าจะอยู่ได้หรือไม่ เพราะความเคยชินกับชีวิตอิสระที่อังกฤษ... ชนแดนถอนหายใจ... ก็คงต้องลองมันดูสักตั้งนั่นแหละ... ไม่ลอง มีหรือจะรู้! 

 

**** 

เอร๊ย....เอาไปเลย เอาปาย เอาไป เอาไป ได้เลย ....  

และแล้วก็ได้ฤกษ์งามยามดี เริ่มงัดเอาหนูผัดบุ้งออกมาจากโหลดองยาซะที อิอิ... 

-ทายซิว่า...ใครคือคู่ตุนาหงันของไอ้ผักบุ้งของเรากันคะ ระหว่างหนุ่มหล่อโคตรๆ สองคนนี้ 

-ขอเม้นต์เป็นแรงปั่นให้ไรท์เอลยาด้วยน้า... ถ้าชอบก็กดไลก์ กดถูกใจให้หนูบุ้งและคณะด้วยนะคะ จุ๊บๆ 

ความคิดเห็น