สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ชื่อตอน : ตอนที่38

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 351

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2563 16:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่38
แบบอักษร

“มีอะไรจะแก้ตัวไหม?” 

“ม...ไม่มีค่ะ” 

มามิยะที่ตื่นขึ้นมาก็จับมือคุโระพากันออกจากห้องพยาบาล 

แต่เมื่อเปิดประตูออกมาก็เจอกับทั้งสองในใบหน้าที่แดงเขิน แถมยังมีเหงื่อตกแปลกๆ ก็ทำให้เธอเข้าใจได้ในทันทีว่าทั้งสองทำอะไรก่อนหน้านี้ 

และด้วยความเขินอายจากการถูกดักฟัง มามิยะก็หาเรื่องลงโทษมาริเอะอย่างโหดร้าย โดยมีมาเอลนั่งตัวสั่นลีบอยู่ข้างๆ 

“ย...หยุดนะ!” 

“ฉันจะทำให้เธอลืมความเขินอายไปเอง ไม่ต้องห่วง แถวนี้ไม่มีใครหรอก” 

“ช...ช่วยด้วย! ช่วยฉันที” 

คุโระหรี่ตามองมาริเอะ แล้วเข้าคว้าหลังของมามิยะที่กำลังเปลื้องผ้ามาริเอะอย่างทารุณแล้วพูดกับเธอ 

“หยุดได้แล้ว ยังมีเรื่องที่ต้องไปทำอยู่นะ” 

“...ก็ได้ … ถือว่ารอดตัวไปนะ” 

“ข...ขอบคุณนะ” 

มาริเอะเข้ามาหลบหลังคุโระกลัวพูดขอบคุณเขา เธอจัดเสื้อผ้าของตนให้พร้อมแล้วบอกกับคุโระว่าเหลือเวลาไม่มากก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงพักกลางวัน 

เพราะต้องการไปหาอาจารย์ประจำชั้นซึ่งมีจดหมายแนะนำมาจากมาเรียและอาจารย์ใหญ่ โดยมีคนรับรองคือมาริเอะ มาเอลและมามิยะ ซึ่งทั้งสามมีอำนาจมากพอที่จะทำให้การเข้าเรียนของคุโระนั้นไม่สามารถถูกยกเลิกหรือไม่ถูกเห็นชอบได้ 

มามิยะคือนักเรียนระดับสูงปีหนึ่งที่แข็งแกร่งที่สุด มาริเอะคือขุนนางที่มียศและชื่อเสียงค่อนข้างมาก มาเอลคือผู้มีความสามารถในการประเมิน ทั้งสามรองรับสถานภาพของคุโระเอาไว้ จนคุโระไม่จำเป็นต้องได้รับการทดสอบเสียด้วยซ้ำ 

“ถ้าเป็นตอนนี้ ถึงจะยังไม่ถึงเวลาพัก แต่ว่าโรงอาหารก็เปิดให้ใช้บริการแล้วนะคะ” 

“เธอเป็นลูกคุณหนูจริงรึเปล่าเนี่ย?” 

“ต้องโทษคุณมามิยะนั่นแหละค่ะ ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้” 

คุโระที่ได้ยินแบบนั้นก็เหล่ตามองไปที่มามิยะที่หลบตา 

“เธอนี่พาเพื่อนเสียคนจริงๆ แต่ไม่นึกเลยว่าทำให้ยัยคุณหนูไม่อยู่ในร่องในรอยแบบนี้ได้เนี่ย” 

มามิยะเบือนหน้าหนีหนักขึ้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก 

“เรื่องนั้นจะยังไงก็ช่าง รีบทำเวลาหน่อยก็ดี” 

มาริเอะยิ้มตอบแล้วลากทั้งสามไปยังโรงอาหาร 

“อ้าว ท่านมาริเอะ โดดเรียนมาอย่างงั้นหรือจ๊ะ?” 

แม่ค้ามีทั้งป้าแก่ๆ ป้าที่ยังสาว คุณพี่อายุยี่สิบต้นๆ หรือแม้กระทั่งเด็กวัยรุ่นที่คอยมาช่วยงาน 

เหล่าสาวๆ นั้นต่างมองมาที่คุโระและเผลอมองไปด้วยความลุ่มหลง 

“แหมๆ พ่อหนุ่มหน้าตาดีผู้นี้เป็นขุนนางมาจากที่ไหนกันงั้นหรือจ๊ะ?” 

“เขาชื่อคุโระน่ะค่ะ เป็นเพื่อนของฉันเอง” 

เป็นมามิยะที่ตอบกลับเหล่าป้าๆ ที่ตั้งข้อสงสัยเช่นนั้น 

“งั้นแสดงว่าเขาเป็นสามัญชนน่ะสิ? แหมๆ พ่อหนุ่มคงมีฝีมือน่าดูถึงสามารถเข้าเรียนที่นี่ได้ล่ะสิ” 

“ไม่หรอก มีหลายเรื่องที่ไม่รู้ และเพราะแบบนั้นถึงได้เข้ามาที่นี่ สถานที่ที่มอบความรู้เป็นสถานที่ที่คู่ควรแก่การเปิดรับผู้เข้าศึกษาโดยไม่สนสถานะ เพราะงั้นก็เลยไม่ค่อยชอบใจอะไรที่นี่เท่าไร” 

คุโระพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว ทำเอาเหล่าป้าๆ ตกตะลึงไปกับคำพูดของเขา 

“นั่นสินะจ๊ะ ถึงจะมีหลายโรงเรียนที่เริ่มเปิดรับสามัญชน แต่ดูเหมือนว่าที่แห่งนี้ผู้เข้ารับการศึกษาจะต้องพิเศษกว่าคนอื่นหน่อยๆ ล่ะนะจ๊ะ” 

“มาตรฐานสูงสินะ แต่ถ้าคัดพวกขุนนางไร้ประโยชน์ออกไปบ้างก็คงดี” 

คุโระโจมตีอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม นั่นทำให้สาวสวยที่อยู่ข้างหลังคุณป้าส่งเสียงหัวเราะออกมาเลยทีเดียว 

“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ เพิ่งจะเคยเจอคนที่ไม่เคารพขุนนางเอาก็วันนี้แหละนะ” 

“พวกขุนนางน่ะเป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง จะดีจะร้ายก็อยู่ที่คนก็จริง แต่ว่าสิ่งแวดล้อมน่ะจะหล่อหลอมคน ดังนั้นขุนนางที่เกิดมาบนความฟุ่มเฟือยนั้นมักจะมีท่าทีคล้ายๆ กันก็คือทำตัวสูงส่งยังไงล่ะ แต่เอาเถอะ นั่นไม่ใช่ประเด็น” 

คุโระเลิกพูดแล้วหรี่ตามองสาวสวยคนนั้น 

“แล้วทำไมคนที่เป็นชนชั้นสูงอย่างเธอถึงมาอยู่ที่นี่? หรือว่าจะโดดเรียน?” 

นั่นทำให้พวกป้าๆ ตกใจแล้วมองไปที่คุโระอีกครั้ง 

“เธอจำหน้ายัยนั่นได้ไหม?” 

“อืม ประธานนักเรียน ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนนี้ ทอร์เทอร์ คิง โซลเยอร์” 

“นั่นชื่องั้นเหรอ?” 

คุโระหันกลับมามองมามิยะที่แสดงสีหน้าราวกับเข้าใจที่คุโระจะสื่อ 

“ฉันก็เข้าไม่ค่อยถึงรสนิยมการตั้งชื่อของตระกูลนี้มากเหมือนกัน” 

“ดูสนิทกันนะ อย่างที่รู้ฉันคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนนี้ แต่เอาตามจริงคุณมามิยะเองที่เป็นสามัญชนแท้ๆ แต่กลับแข็งแกร่งอย่างไม่มีขอบเขตก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฉันเลย และที่ฉันมาอยู่ที่นี่ก็เพราะว่าฉันโดดเรียนนั่นแหละ ก็เพราะว่ามีอำนาจอยู่ในมือจะทำอะไรก็ได้ บางครั้งก็จะมาช่วยพวกป้าๆ ทำงานในครัวแหละนะ” 

“งั้นเหรอ?” 

คุโระตอบแบบขอไปทีแล้วเมินเฉยเธอด้วยการหันไปหาป้าที่อยู่ข้างๆ 

“ร้านเปิดหรือยัง?” 

“เอ๊ะ? อ่า...เปิดแล้วล่ะจ้ะ อยากได้อะไรหรือจ๊ะ?” 

“อาหารจานเนื้อ...เอาแบบนี้ก็แล้วกัน” 

คุโระชี้ไปยังรูปในเมนูที่เป็นรูปเนื้อชิ้นใหญ่ที่เหมือนจะใช้การอบในการทำอาหาร 

“ขนมปังนี่แล้วก็ซุปนี่” 

“กินผักด้วยสิ” 

“ร่างกายชั้นต้องการสารอาหารเยอะยิ่งกว่าที่จะรับจากผัก เพราะงั้นการจะกินผักแค่มื้อหนึ่งต่อวันก็เพียงพอ หรือจะไม่กินเลยก็ไม่ได้มีปัญหา” 

หลังจากนั้นไม่นานมาก คุณป้าก็เอาอาหารที่แต่ละคนสั่งมาวางให้แล้วทั้งสี่ก็รับไปหาที่นั่ง 

ปริมาณที่คุโระกินนั้นมากกว่าคนอื่นสามเท่า และเขาสามารถกินหมดในเวลาไม่นานมากเท่าที่ควร แม้จะค่อนข้างกินช้าและสุภาพ แต่การเคี้ยวนั้นรวดเร็ว นั่นเป็นเพราะเรี่ยวแรงอันมหาศาลที่ทำให้สิ่งที่ถูกฟันกรามบดขยี้นั้นละเอียดได้ไม่นาน 

“แล้วเธอมานั่งอะไรตรงนี้?” 

“แหม ว่าตามตรงฉันสนใจเธอนะ” 

คุโระจึงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง 

“สนใจ?” 

“นายแข็งแกร่ง อยากลองสู้ด้วยสักครั้งจริงๆ” 

“...ชั้นใช้ดาบไม่เก่ง และใช้ศาสตร์ไม่ได้” 

คุโระตัดบทสนทนาทิ้งแล้วยกแก้วดื่มน้ำจนหมด 

“ตอนนี้อาจจะยัง แต่ในอนาคตมันก็ไม่แน่นี่?” 

“ชั้นมีเรื่องที่ต้องทำ หลังจากที่ได้รับทุกอย่างชั้นจะออกจากที่นี่แล้วไปสะสางธุระของชั้น” 

มามิยะที่กินเสร็จด้วยความเร็วก็ลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับคุโระ 

“ไปกันเถอะ ท่านมาริเอะ ฉันไปก่อนนะ” 

“อื้ม” 

มามิยะเอาจานไปเก็บพร้อมกับคุโระ แล้วนำทางคุโระออกจากโรงอาหารโดยไม่สนใจสายตาของทอร์เทอร์ 

“หืม ขี้หึงจริงนะ” 

คำพูดทิ้งท้ายของทอร์เทอร์นั้นไม่ได้เข้าหูของมามิยะเท่าไร แต่กับคุโระนั้น เขาได้ยินอย่างชัดเจน 

“ยัยนั่นบอกว่าเธอขี้หึงแน่ะ” 

เขาจึงหยอกล้อมามิยะ นั่นทำให้เธอเข้าไปกอดแขนของคุโระแล้วซบหน้าลงไป 

“ฉันเองก็ใฝ่ฝันจะทำแบบนี้มานานแล้วนะ” 

“งั้นเหรอ” 

คุโระใช้มือที่ว่างลูบหัวมามิยะ แล้วมามิยะก็เงยหน้ามานำทางต่อ 

เมื่อเดินมาได้สักพัก ก็มาถึงห้องพักอาจารย์ที่อยู่ที่ชั้นสอง 

“ไม่ไกลไปหน่อยเหรอ?” 

น่าตกใจที่โลกใบนี้มีกระจก คุโระจึงถูกมองในระหว่างทางเดินผ่านห้องต่างๆ เพราะห้องพักอาจารย์ก็อยู่ในสุดซึ่งค่อนข้างจะต้องเดินไกล 

“ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ที่โลกนั้นไม่เห็นจะไกลขนาดนี้เลย” 

“เพราะโรงเรียนนี้มันใหญ่ด้วยแหละนะ ยังไงก็ตาม เปิดประตูเข้าไปได้แล้ว” 

พอได้ยินแบบนั้น มามิยะก็ตอบกลับด้วยการพยักหน้า แล้วเปิดประตูเข้าไปข้างใน 

“ขออนุญาตค่ะ” 

คณาจารย์จำนวนหนึ่งที่ไม่มีการสอนในช่วงเช้าหันมามองที่เธอ หนึ่งในนั้นคืออาจารย์ประจำชั้นของพวกมามิยะที่จะสอนในช่วงบ่ายซึ่งเป็นคาบปฏิบัติ 

“มามิยะเหรอ? ไปอยู่ที่ไหนมากันล่ะ?” 

“พอดีมีเรื่องเกิดขึ้นนิดหน่อยน่ะค่ะ เกี่ยวกับคนคนนี้” 

มามิยะผายมือไปยังคุโระที่อยู่ข้างๆ 

“คนคนนี้ชื่อว่าคุโระ เป็นเพื่อนของฉันเองค่ะ พอดีว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นนิดหน่อย เป็นรายละเอียดที่พูดได้ยากในบางจุดเลยไม่อยากจะเล่าน่ะค่ะ ก่อนอื่นฉันกับเอิร์ลซิลฟอร์ดและบารอนวัลลาติน่าได้ให้การรับรองคนคนนี้ให้เข้าศึกษาที่โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งจะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรระดับสูงปีที่หนึ่งซึ่งก็คือหลักสูตรของอาจารย์ริเรียนั่นแหละค่ะ” 

เป็นการอธิบายสั้นๆ ที่ไม่ค่อยสั้นเท่าไรของมามิยะ แต่ว่าริเรียก็เข้าใจได้ไม่ยากเย็นนัก 

“...แต่ถึงกับต้องให้เอิร์ลซิลฟอร์ดและบารอนวัลลาติน่าทำการรับรองให้ด้วยเหรอ? แค่เธอคนเดียวเขาก็น่าจะเข้าเรียนได้อย่างไม่ยากเย็นแล้วนะ” 

“ก็ตอนที่ฉันกำลังหลับอยู่ เอิร์ลซิลฟอร์ดเป็นคนไปจัดการเอกสารและจดหมายรับรองให้นี่คะ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรหรอกค่ะ” 

“งั้นเหรอ? งั้นขอจดหมายรับรองเลยได้หรือเปล่า?” 

อาจารย์ประจำชั้น … ชื่อของเธอคือริเรีย ฟอร์ แพนโดร่า เป็นพี่สาวของอาคาน่า ฟอร์ แพนโดร่า และมีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะหากไม่นับอาคาน่า ฟอร์ แพนโดร่าแล้วล่ะก็ เธอคือสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปอย่างไม่ต้องสงสัย 

อีกทั้งยังมีรูปโฉมงดงาม ทว่ายากสอนสั่งกลับน่ากลัวราวกับยักษ์เลยทีเดียว 

“...ในจดหมายนี้ไม่ได้เขียนอะไรผิดใช่ไหม?” 

“ไม่มีค่ะ” 

“ถ้างั้นชายคนนี้ ... คุโระก็ไม่มีความรู้เรื่องศาสตร์ อีกทั้งยังไม่มีพื้นฐานการใช้อาวุธน่ะสิ? แบบนี้จะให้มาเรียนในระดับสูงคงจะไม่ไหว ยังไงก็ต้องเริ่มที่ระดับต่ำล่ะนะ” 

ริเรียพูดแล้วยื่นจดหมายรับรองคืนให้กับมามิยะ 

“หลักสูตรระดับสูงจะมีการทดสอบจริง ถ้ารับเขาไว้เราไม่รู้ว่าจะฝึกฝนเขาได้มากแค่ไหน ขืนเป็นแบบนั้นเขาได้ตายในระหว่างการศึกษาพอดีนะ” 

“ตาย? ชั้นเนี่ยนะ?” 

คุโระกอดอกเอียงคอพูดกับริเรียด้วยน้ำเสียงเชิงตั้งคำถาม ทำให้อาจารย์ทุกคนมองไปที่เขาด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตร 

“ใช่ นายจะตายเอาได้” 

“ถึงจะใช้ดาบได้ไม่ดีก็ตาม ชั้นก็มีพลังมากพอที่จะสั่นสะเทือนพื้นดิน มีทักษะการเคลื่อนไหว อ่านการเคลื่อนไหวศัตรูก็ทำได้ เหนือสิ่งอื่นใด ชั้นผ่านความตายจากศัตรูที่เธอไม่รู้จักความน่ากลัวของมันมาแล้ว” 

“ถ้าจะเพ้อฝันก็ไปนอนก่อน ถ้าป่วยอยู่ก็ไปหาหมอเถอะ นายจะมาเข้าใจสนามรบได้ยังไงกัน?” 

“เห็นชั้นอายุน้อยกว่าแล้วคิดว่าชั้นไม่ได้ผ่านอะไรแบบนี้มารึไง?” 

คุโระเดินเข้าไปใกล้ริเรียแล้วก้มมองเธอที่นั่งอยู่กับเก้าอี้ แม้อาจารย์คนอื่นจะเข้ามาแยกเขา แต่ว่าคนพวกนั้นก็ไม่สามารถขยับได้โดยง่าย 

เพราะจิตสังหารที่คุโระปล่อยออกมานั้นช่างหนักอึ้งมากจนเกินกว่าจะรับได้ไหว มีเพียงแค่มามิยะและริเรียเท่านั้นที่ยังคงเคลื่อนไหวได้ แต่กับมามิยะนั้นก็ชวนคลื่นไส้ จะบอกว่าริเรียเท่านั้นที่ไม่เป็นผล 

(อะไรกัน? ดูไม่เหมือนกับว่าเขาจะอ่อนแอแม้จะมีข้อมูลระบุแบบนี้?) 

“ชั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ พละกำลังของชั้นมีมากกว่าคนปรกติหลายเท่า ชั้นสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและมีความคล่องแคล่วสูง สิ่งที่ชั้นขาดเพียงอย่างเดียวคือทักษะ และที่หนักกว่านั้นคือสิ่งที่พวกเธอเรียกกันว่าศาสตร์ เพราะจากที่ที่ชั้นจากมานั้น ที่นั่นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์น่ะ” 

“บ้านนอกจริงๆ นะที่ไม่รู้จักศาสตร์เนี่ย … เอางั้นก็ได้ หวังว่านายจะพัฒนาได้เร็วมากพอที่จะไม่มีใครต้องมาเป็นห่วงนะ” 

“ไม่ต้องห่วง ความเร็วในการจดจำนั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของชั้น” 

ริเรียที่ได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นแล้วจับคอเสื้อของคุโระพร้อมเตะตัดขาเหวี่ยงร่างของคุโระทุ่มใส่พื้นอย่างรวดเร็วและไร้ปรานี 

แต่ถึงแม้ห้องจะแคบ คุโระก็สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของริเรียได้อย่างฉิวเฉียดโดยไม่ให้ห้องเสียหาย 

“...ดูเหมือนชั้นจะดูแคลนเธอมากเกินไปหรือเปล่า?” 

“น่าประทับใจจริงๆ ไม่มากหรอกนะที่จะมีคนหยุดการโจมตีของฉันได้แม้จะไม่ได้เอาจริงก็ตาม” 

“หืม เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับคุณผู้หญิง” 

คุโระปัดฝุ่นแล้วก้มโค้งอย่างสุภาพด้วยการเอามือซ้ายไขว้หลังแล้วใช้มือขวาทาบอกพร้อมโค้งอย่างงดงาม 

และด้วยคำพูดที่แปลกหูทำเอามามิยะสะดุดและอึ้งไปกับท่าทีของคุโระ 

“ดูเหมือนชั้นจะยังไม่ได้แนะนำตัวสินะ? ชั้นชื่อคุโรมิเนะ คุโระ ก็แค่มนุษย์บ้าพลังที่ต้องการจะเรียนรู้จากเธอเพื่อไปสะสางธุระส่วนตัวที่จะก่อปัญหาขึ้นในเร็ววันนี้ก็เท่านั้นแหละ” 

“ริเรีย ฟอร์ แพนโดร่า การที่นายไม่รู้จักฉันถือว่าน่าแปลกใจมาก ฉันยินดีที่จะสอนนายชนิดที่นายอยากจะลาตายไปสักระยะหนึ่งเลยล่ะ” 

ริเรียเองก็ทำแบบเดียวกัน เพราะเธอไม่ได้สวมกระโปรงจะจับกระโปรงยกเพื่อนโค้งคำนับแบบกุลสตรีก็ไม่ได้ และเธอเองก็ค่อนข้างจะมีนิสัยที่ดุดันมากกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ 

“โทษทีแต่ชั้นยังตายไม่ได้” 

“ดูเหมือนธุระที่ว่าจะสำคัญกว่าการตายจริงๆ สินะ?” 

“แน่นอน ก็เพราะนั่นมันเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนสำคัญของชั้นยังไงล่ะ” 

“หืม?” 

ริเรียลูบคางทำทีท่าจะสนใจในชายคนนี้ แต่ก็ปล่อยผ่าน 

“ช่างเถอะ กว่าคาบเรียนจะเริ่มขึ้นก็หนึ่งชั่วโมงหลังจากนี้ พวกเราอาจารย์ทุกคนก็ต้องการใช้เวลาส่วนตัว เพราะฉะนั้นกรุณาไปรอที่อื่นเถอะค่ะ” 

“รับทราบแล้วค่ะ ไปกันเถอะคุโระ” 

มามิยะจับมือของคุโระแล้วทำทีท่าจะพาคุโระออกจากห้องไป 

“เดี๋ยว” 

แต่คุโระก็เบรกไว้ 

“อะไรอีกล่ะ?” 

“...เปล่า สงสัยจะคิดไปเอง” 

แล้วคุโระก็เดินตามมามิยะไปอย่างว่าง่าย 

หลังจากที่คุโระออกจากห้องไป ริเรียก็กลับมานั่งแล้วทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น 

(อะไรกันคนคนนั้น สามารถหยุดการเคลื่อนไหวได้กลางอากาศอย่างนั้นเหรอ? แม้จะตอบสนองได้ช้ากว่าฉันแต่ก็พูดได้ว่าการตอบสนองดีเยี่ยม แถมการเคลื่อนไหวก็ไม่มีบกพร่อง ถึงกระนั้น...) 

ริเรียจับมือขวาที่ดูเหมือนจะสั่นเล็กน้อยเอาไว้ 

(เขาทำให้ฉันเผลอใช้พลาน่างั้นเหรอ? ถ้าไม่ไล่เขาออกจากห้อง มีหวังได้เผลอฆ่าเขาแน่ … และนั่นมันอะไรกัน? ไม่กลัวความตายเลยหรือไง?) 

สำหรับคนที่ไม่รู้จักกัน คุโระเป็นชายที่ไม่ห่วงชีวิตและปากดีในสายตาของริเรีย แต่ว่าเขาเองก็มีความสามารถมากพอที่จะเอาตัวรอดไม่ผิดแน่ แม้จะดูเกินจริงในเรื่องที่พูดว่ามีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไป 

แต่นั่นก็เป็นความจริงเมื่อได้เห็นรอยแดงที่ข้อมือ 

(...ของจริงสินะ คนคนนั้น) 

ริเรียคิดในใจแล้วทำเรื่องของคุโระไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีเพื่อนร่วมงานหลายคนมาคอยถามไถ่ถึงอาการเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ 

ในขณะเดียวกัน 

“เฮ้อ นึกว่าจะเกิดเรื่องใหญ่เข้าซะแล้วสิ” 

“อะไรล่ะ?” 

“ฟังนะ อาจารย์ริเรียน่ะ เป็นพี่สาวของท่านพี่อาคาน่า อาจารย์น่ะถ้าไม่นับน้องสาวของตัวเองแล้ว เธอเป็นบุคคลที่มีพลาน่าสูงที่สุด และเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีป รวมไปถึงทักษะของเธอเรียกได้ว่าค่อนข้างโดดเด่นเลยทีเดียว จะเป็นแนวหน้า กองกลางหรือหน่วยสนับสนุนก็ทำได้ทั้งนั้น เคยมีคนเล่าว่าถ้าเทียบความสามารถระหว่างพี่น้องแล้ว อาจารย์ริเรียจะถูกนับว่าเป็นบุคคลที่มากความสามารถกว่าท่านพี่อาคาน่า แต่ด้วยพลังที่ไร้ขีดจำกัดและความแตกต่างของท่านพี่ จึงทำให้ท่านพี่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ” 

“ขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

“มีข่าวว่าอาจารย์ริเรียสามารถกำจัดมังกรแดงได้ด้วยตัวคนเดียวด้วยแหละนะ มังกรน่ะจะแบ่งความสามารถตามสี เรียงจากอ่อนสุดไปแกร่งสุดก็จะเป็น เขียว ส้ม เหลือง ฟ้า แดง ขาว ดำ ล่ะนะ แต่ว่ามังกรขาวกับมังกรดำนั้นเรียกได้ว่าเป็นตำนาน ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่าด้วยสิ จะบอกว่าในปัจจุบันมังกรแดงแข็งแกร่งที่สุดในหมู่มังกรก็ไม่ผิด และเพราะอายากเลยยังไม่รู้ว่าท่านพี่อาคาน่าจะสามารถจัดการมันด้วยตัวคนเดียวเหมือนอาจารย์ริเรียได้หรือไม่ ในตอนนี้อาจารย์ริเรียจึงมีอีกฉายาว่า ‘อัสนีสังหารมังกร’ ล่ะนะ” 

(พลาน่าของยัยนั่นคือสายฟ้างั้นเหรอ? ถ้างั้นเมื่อกี้นี้…) 

“ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าที่คิดนะ” 

“คุโระ นายนี่เป็นคนแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไรกันเนี่ย?” 

“อะไรนะ?” 

“สนใจคนนู้นทีคนนี้ที หลายใจชะมัด!” 

“...” 

มามิยะทำทีงอนแล้วเดินหนี แต่ก็ไม่ได้หนีไปไกลห่างจากคุโระมาก และคุโระเองก็ไม่ได้คิดจะวิ่งตามแต่เดินตามไปอย่างปรกติดี 

“นิสัยไม่ดีที่สุดเลย” 

“เรื่องของผู้หญิงชั้นจะเป็นคนกำหนด และเรื่องของผู้ชายชั้นก็เป็นคนกำหนด ชั้นไม่สนถ้าพวกเธอจะไม่พอใจเรื่องที่ชั้นจะมีผู้หญิงหลายคน และชั้นก็ไม่คิดจะให้ผู้หญิงของชั้นไปหาผู้ชายคนอื่นด้วย” 

คุโระเดินเข้ามาหามามิยะที่หยุดมองด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เขาลูบหัวของเธอ 

“มีคนบอกว่าชั้นมันเป็นพวกโลภมาก นั่นทำให้ชั้นรู้ว่า ชั้นเองก็เป็นมนุษย์” 

“...เพราะแบบนั้นถึงได้แต่มีผู้หญิงติดสินะ?” 

“มากเกินกว่าจะรับไหวแล้วล่ะมั้ง สงสัยว่าชั้นจะเป็นผู้ชายไม่ได้เรื่องจริงๆ ซะแล้วสิ” 

“ใครสนล่ะ ถึงจะมีบ้างที่ไม่พอใจเพราะไปมองคนอื่นมากกว่า แต่คงไม่มีใครกล้าหยุดนายหรอก” 

“มาหยุดบ้างก็ดีนะ” 

“ไม่ล่ะ ฉันไม่มีสิทธิ์ คนที่มีสิทธิ์เด็ดขาดน่ะ” 

มามิยะชี้ไปที่ข้างบนแล้วพูดขึ้น 

“คือเด็กคนนั้นไม่ใช่เหรอ?” 

คุโระเงยหน้ามอง ก็พบกับเด็กสาวน่ารักที่มีผมสีส้ม นั่นก็คือเอวาที่อยู่ในสภาพวิญญาณนั่นเอง 

“หายไปไหนมาน่ะ” 

“วิญญาณไม่สามารถปรากฏตัวได้ตลอดเวลาหรอกนะคะ แต่ดูเหมือนว่าจะได้ข่าวอะไรดีๆ มาแหละค่ะ” 

เอวาลอยลงมาแล้วทำทีท่าว่าเดินไปกับทั้งคู่ 

“โลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่าพลาน่าอยู่ใช่ไหมล่ะคะ แม้จะมีมานาเช่นกันแต่ก็ไม่เข้มข้นมากนัก ฉะนั้นใช้มานาอย่างประหยัดจะดีกว่า แม้ว่าการฟื้นฟูของพี่คุโระจะสูงมากกว่าตอนที่บาดเจ็บหนักคราวนั้นก็ตาม” 

“แล้วสองอย่างนี้มันทำไมเหรอ?” 

มามิยะถาม เอวาจึงให้คำตอบมาว่า 

“ดูเหมือนพลังงานที่ได้จากการหลอมรวมพลาน่าและมานาจะสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตของฉันได้น่ะค่ะ ปัญหาคือ...” 

เอวาทำหน้าเสียก่อนที่จะหันไปบอกกับคุโระ 

“เวลาของฉันเหลือไม่มากแล้วล่ะค่ะ พลังชีวิตที่อยู่ในรูปของพลังวิญญาณนั้นใกล้จะหมดเต็มที หากไม่มาปรากฏตัวให้เห็นอีกก็คงจะอยู่ได้ราวๆ หนึ่งอาทิตย์ เพราะว่ามานานั้นไม่เข้มข้นพอ แถมยังดึงมานาจากพี่คุโระมาใช้ไม่ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นปัญหาเลยล่ะค่ะ” 

“แบบนั้นมัน...” 

“ไม่หรอกค่ะ ต่อให้อยู่ที่โลกนั้นก็ใช่ว่าเวลาที่ฉันจะยังอยู่จะเพิ่มขึ้นมากเท่าไรกัน ดังนั้นการได้เคียงข้างพี่คุโระถือว่าเป็นความสุขของฉันเลยล่ะค่ะ” 

แม้จะสัมผัสไม่ได้ แต่คุโระก็ทำทีท่าจะยื่นมือไปลูบหัวของเอวา 

“...เข้าใจแล้ว ชั้นจะฟื้นคืนเธอก่อน ไว้หลังจากนั้นค่อยไปสะสางกับยัยฮินะเอาก็แล้วกัน” 

“แบบนั้นมัน...” 

“ชั้นจะไม่ปล่อยให้เธอรอชั้นนานหรอกนะ” 

“...ฉันจะรอค่ะ” 

แล้วเธอก็เลือนรางและหายไปในที่สุด 

“เวลาเหลือไม่มากแล้วสินะ?” 

“อา แล้วเธอมองเห็นได้ยังไงกันล่ะ?” 

“ไม่รู้หรอก จู่ๆ ก็เห็นน่ะนะ แต่ก็พอเข้าใจได้” 

“งั้นเหรอ … พลาน่ากับมานา จะสร้างพลังงานรูปแบบใหม่งั้นเหรอ?” 

“คิดไปก็ป่วยจิตเปล่า ถ้านายยังไม่สามารถควบคุมพลาน่าได้อย่างเต็มที่ นายก็จะใช้งานมันไม่ได้หรอกนะ” 

“เจ็ดวันงั้นเหรอ? เวลาไม่น้อยไปหน่อยเหรอ?” 

“ไม่หรอก สำหรับนายแล้วล่ะก็ ฉันมั่นใจเลยว่าต้องทันล่ะนะ” 

ไม่รู้ว่าเอาความมั่นใจมาจากไหน แม้แต่เจ้าตัวยังกังวล 

พลาน่าไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้โดยง่าย แม้จะเห็นแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ แตกต่างจากมานาที่สัมผัสได้และใช้งานได้ไม่ยากเย็นนัก 

“แล้วจะไปที่ไหนกันดีล่ะ? มื้อกลางวันก็ทานไปแล้ว จะทำอะไรรอดีงั้นเหรอ?” 

“พาชั้นไปที่ห้องสมุดที น่าจะมีอะไรที่ชั้นต้องอ่านบ้างแหละ” 

มามิยะหน้าเสียเล็กน้อยแต่ก็ได้แต่ทำใจแล้วพาคุโระไปที่ห้องสมุด 

เธอเข้าใจดีว่าคุโระนั้นไม่ได้มายังโลกใบนี้เพื่อนมาพักผ่อนหรือเที่ยวเล่น การข้ามมิตินั้นถ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรือเป็นคนที่มีพลังอำนาจมากก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเจอกันเลย 

เพราะแบบนั้นเธอจึงยอม เพื่อให้คุโระสะสางธุระของเขาเสร็จ เธอจะได้ใช้ชีวิตกับเขา และอาจจะได้พบกับคนรักทั้งหลายของเขาอีกด้วย 

(หวังว่าเราจะเข้ากันได้ดีนะ) 

แม้จะมาช้ากว่าคนอื่น แต่ก็เป็นคนแรกๆ ที่รู้จักคุโระ ถ้าความสนิทสนมเธอก็ค่อนข้างมั่นใจตัวเอง 

ทว่ากลับไม่มั่นใจในเสน่ห์ของตนและยังไม่มีความหวานแหววใดๆ อีกด้วย 

เพราะแบบนั้นเธอจึงคิดจะทำแต้ม และยื่นมือไปจับมือกับเขา แม้คุโระจะหันมามองแต่ก็เข้าใจดีเลยไม่ได้ว่าอะไรแล้วเดินต่อ 

ห้องสมุดนั้นอยู่อีกตึกหนึ่ง จึงต้องเดินผ่านทางเดินด้านหลังตึกหลังแล้วผ่านสวนดอกไม้ไปก่อน แต่เพราะมีเวลาเหลืออยู่มากจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร 

แต่ถึงจะไม่รีบร้อน แต่การทำอะไรให้รวดเร็วก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่ามันอยู่ห่างจึงใช้เวลาค่อนข้างเยอะ และต้องเตรียมตัวสำหรับการเรียนคาบบ่ายอีกด้วย 

“จะยืมหนังสือใช่ไหม?” 

“ก็นะ ไว้อ่านทีหลังก็เป็นเรื่องที่ดี” 

“เดี๋ยวใช้บัตรประจำตัวนักเรียนของฉันเอานะ” 

“ของชั้นมันใช้ไม่ได้งั้นเหรอ?” 

แม้จะถูกเรียกว่าบัตร แต่มันไม่มีส่วนคล้ายเลยสักนิด เรียกได้ว่าไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนจากโลกเดิมเลยแม้แต่น้อย 

“ถ้าใช้ชื่อของฉันจะยืมได้อย่างไม่จำกัดเลยนะ แถมยังไม่มีบทลงโทษที่คืนช้าด้วย เอายังไงดีล่ะ?” 

“แบบนั้นก็ดีน่ะสิ ถ้ายืมได้แบบไม่จำกัด แสดงว่าจะยืมทีเดียวหนึ่งร้อยเล่มก็ได้สินะ?” 

“แน่นอนสิ” 

ทั้งคู่พูดคุยกันจนมาถึงหน้าห้องสมุด และเป็นมามิยะที่คอยช่วยในการค้นหาหนังสือที่คุโระต้องการ ในขณะที่คุโระเองก็เดินหาหนังสือที่น่าสนใจหรือน่าจะเกี่ยวข้องในกรณีที่มามิยะหาไม่เจอหรือไม่มากพออีกด้วย 

ในการค้นหา คุโระก็หยิบเอาหนังสือตามชั้นวางมาหลายเล่มและถือในมือเพียงข้างเดียวอย่างไม่บาลานซ์ 

แม้จะดูอันตรายแต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะตก มามิยะเลยอาสาจะพาไปวางไว้บนโต๊ะเคานเตอร์ของบรรณารักษ์ก่อน 

และก็เป็นแบบนี้วนไปสักสองถึงสามรอบ ในที่คุโระก็ได้รับหนังสือมามากกว่าห้าสิบเล่ม แม้จะไม่ถึงหนึ่งร้อยเล่มอย่างที่พูดเล่นกัน แต่ก็มีมากกว่าครึ่งเลยทีเดียว 

“เอ่อ...ทั้งหมดนี่เลยเหรอคะ? ถึงแม้จะเป็นคุณมามิยะก็เถอะ” 

“พวกเราต้องการหาอะไรบางอย่างน่ะ ไม่ต้องห่วงพวกเราไม่ได้อ่านแค่คนเดียวหรอก ไม่น่าถึงหนึ่งอาทิตย์ก็น่าจะอ่านหมดแล้ว แต่ถ้าช้ากว่านั้นหน่อยก็ขอโทษด้วยนะ” 

“อย่างนั้นเหรอคะ ถ้างั้นฉันจะไปเตรียมกระเป๋าให้นะคะ” 

“ไม่ต้องหรอก พวกเราถือไปได้” 

แม้จะไม่อยากให้ถือไปแต่บรรณารักษ์ก็ต้องยอมรับความกดดันจากคำพูดของมามิยะ 

สุดท้ายพวกเธอก็ต้องยอมให้คุโระเป็นคนแบกหนังสือที่วางกองสูงไปพร้อมกับมามิยะ แม้จะแบ่งเป็นสี่กองแต่มันก็ยังเยอะอยู่ดี 

แต่เมื่อออกมาจากห้องสมุดแล้ว คุโระก็โยนหนังสือเหล่านั้นเข้าเวทมิติ โดยจะเหลือไว้หนึ่งเล่มที่เป็นเล่มที่น่าสนใจที่สุด เพราะเป็นเล่มพื้นฐานสำหรับการทำความเข้าใจพลาน่าและเทคนิคการใช้พลาน่า 

“แม้แต่ชั้นก็ไม่เข้าใจว่าพลาน่าแตกต่างจากมานายังไง ในหนังสือนี่เองก็อธิบายคล้ายๆ กันด้วยแหละนะ” 

“มันคล้ายกันขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

“มานาน่ะ คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก อาจจะสัมผัสได้ยากถ้าไม่สามารถควบคุมความแน่นหนาของมันได้ กว่าจะสัมผัสได้ในครั้งแรกนั้นทุกคนต้องใช้เวลา แต่เมื่อสัมผัสถึงมันได้ แม้จะไม่ตั้งใจก็ยังสัมผัสถึงมานาได้อยู่ดี มานานั้นมีหน่วยที่เล็กลงไปอีกคือละอองมานา ถ้าให้พูดก็ไม่ต่างจากอะตอมเท่าไร แต่โดยรวมแล้วเราไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักมันก็ได้แหละนะ” 

“คล้ายกันจริงๆ แฮะ อืม… สิ่งที่แตกต่างน่าจะเป็นที่พลาน่านั้นจะค่อนข้างจะมีรูปแบบการไหลเวียนที่ค่อนข้างชัดเจน การควบคุมนั้นไม่ยาก แต่ขึ้นอยู่กับการใช้งานมากกว่า พลาน่านั้นเรียกได้ว่ามันคล้ายกับการหายใจก็ได้ล่ะนะ” 

“ไม่เข้าใจเท่าไรเลยนะ” 

“นั่นสินะ ฮะๆๆๆ” 

มันเป็นเรื่องยากที่จะสัมผัสถึงพลาน่าสำหรับผู้ที่เกิดมาท่ามกลางมานาที่รายล้อม และก็แน่นอนว่าคงจะยากที่จะทำให้มามิยะสัมผัสได้ถึงมานาเช่นกัน 

ทว่าเอวานั้นก็สัมผัสถึงพลาน่าได้ แม้จะน่าสงสัยแต่เธอก็เข้าใจและรู้จักมันเป็นอย่างดี 

(หรือว่าเธอจะรับรู้เรื่องนี้มาจากคนอื่น?) 

เอวานั้นชอบหายไปอยู่บ่อยครั้ง แม้จะไม่รู้ว่าไปไหนแต่ก็รับรู้ได้ว่าไม่อยู่ใกล้ๆ 

แม้จะเรียกกลับมาได้แต่ก็ใช่ว่าร่างจิตของเธอจะมาด้วย มันแตกต่างจากตอนนี้ที่เธอหลับใหลไป และอาจจะหลับใหลไปตลอดกาลถ้าช่วยไว้ไม่ทัน 

แม้จะเป็นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์แต่ก็มีชีวิต ช่างเป็นชีวิตที่แสนสั้น 

พลังของซาตานที่ทำร้ายเอวาจนต้องสูญเสียพลังชีวิตเป็นจำนวนมากไปนั้นช่างมหาศาล เรียกได้ว่าเพราะเป็นเอวาถึงยังไม่สลายไปในทันที 

“หวังว่าจะเข้าใจในคาบปฏิบัตินี้นะ” 

“ฉันจะคอยช่วยเหลือเอง” 

มามิยะเข้ามากอดแขนของคุโระแล้วพากันเดินไปยังลานฝึกเพื่อเตรียมตัวสำหรับเรียนคาบปฏิบัติที่ใกล้จะถึงนี้ 

 

 

. 

. 

. 

 

 

เวลาผ่านไปหลายสิบนาที คุโระอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพลาน่าเบื้องต้นไปจนจบ ในที่สุดเขาก็เริ่มจับทางได้แล้ว 

“อย่างนี้นี่เอง” 

“สมแล้วล่ะนะ แล้ว? มันต่างจากมานายังไงน่ะ?” 

“อย่างที่เธอพูด พลาน่านั้นเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ มันก็เหมือนกับการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ล่ะนะ ในขณะที่มานานั้นเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ จึงสัมผัสได้ถึงมานาได้ง่ายยิ่งกว่า และข้อแตกต่างอย่างยิ่งคือ พลาน่านั้นเป็นพลังงานที่มีอุณหภูมิสูงกว่ามานาล่ะนะ” 

“เอ๊ะ? มีอุณหภูมิด้วยงั้นเหรอ?” 

“อา มานานั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่เป็นเบาสบาย เพราะอุณหภูมิที่ต่ำกว่าสภาพอากาศล่ะนะ ส่วนพลาน่านั้น ค่อนข้างอบอุ่นเลยทีเดียว แม้อากาศจะร้อนแต่พลาน่าเองก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย” 

เมื่ออธิบายให้มามิยะฟังจนเข้าใจแล้ว เขาก็จับมือของเธอเอาไว้ 

“ลองสัมผัสดูเองเถอะ” 

แล้วคุโระก็ถ่ายโอนมานาเข้าสู่ร่างกายของมามิยะ ทำให้เธอสัมผัสถึงมานาได้เป็นครั้งแรก 

และในครั้งต่อๆ ไป เธอก็จะเข้าถึงมานาได้ไม่ยากเย็นเท่าเดิม 

“เย็นสบายจริงๆ ด้วย รู้สึกว่าสามารถนอนหลับได้เลยล่ะ” 

“นั่นแหละคือมานาล่ะ” 

แต่ถึงแม้จะสัมผัสถึงมานาได้ แต่มามิยะเองก็ยังใช้งานมันไม่เป็น คงต้องฝึกฝนเหมือนกับที่คุโระต้องฝึกการใช้ศาสตร์เช่นเดียวกัน 

ในระหว่างที่พูดคุย เสียงเท้าก็ดังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่ของคนสองคน แต่เป็นจำนวนมากกว่าสิบคนเลยทีเดียว 

นั่นคือตัวประกอบที่อยู่ห้องเดียวกับมามิยะและมาริเอะ ซึ่งก็มีตัวมาริเอะเองที่เดินนำหน้าและตรงมาหาพวกคุโระอย่างเห็นได้ชัด 

“มารอกันที่นี่เลยงั้นหรือคะ?” 

“ก็นะ นั่งอ่านหนังสือไปได้หลายเล่มเลยทีเดียว” 

มาริเอะแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะบุคลิกของคุโระนั้นก็ไม่ได้ดูเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการอ่านหนังสือเสียเท่าไร แต่ก็เข้าใจว่าเขาจำเป็นต้องใช้ความรู้จากหนังสือ 

“ไปกันเถอะค่ะ” 

มาริเอะจับมือของคุโระแล้วพาเดินเข้าไปข้างในลานฝึก ทางมามิยะเองก็จับมืออีกข้าง ทำให้ทั้งสามตกเป็นสายตาของคนอื่นๆ ที่เดินตามมาด้วย 

แรกเริ่มเดิมทีแค่คุโระก็เป็นเป้าสายตาอยู่แล้ว เพราะไม่รู้จักหน้าค่าตากัน แต่ด้วยความสนิทสนมกับสองสาวที่เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจของหนุ่มๆ แทบทุกคนทั้งระดับชั้น อีกทั้งมามิยะยังมีเสน่ห์กับผู้หญิงด้วยกันจนมีสาวๆ มาตามกรี๊ดเองก็ด้วย 

ทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่าคุโระคือใคร และทำไมถึงสนิทกับทั้งคู่แบบนั้น 

แต่ก่อนที่จะมีใครออกมามีปากเสียงกับคุโระ ริเรียก็เดินตัดผ่านนักเรียนทั้งหลายที่ยืนเกาะกลุ่มกันแล้วไปอยู่ข้างหน้าของสามคนนั้น 

จะเริ่มเรียนกันแล้ว ห้องอื่นๆ ก็เริ่มไปแล้ว เพราะฉะนั้นเงียบๆ หน่อย 

เพราะลานฝึกนั้นมีขนาดใหญ่ จึงแบ่งกันใช้ตามห้อง ซึ่งก็มีมาใช้งานถึงห้าห้องด้วยกัน 

หนึ่งในนั้น เอิร์ลบลอซซัมก็ได้ถลึงตาจ้องคุโระอย่างคับแค้นใจ แต่ว่าคุโระนั้นตัดสินใจเมินเขาเพราะไม่จำเป็นต้องไปสนมดปลวกที่อยู่ตามไรทาง 

“ก่อนจะเริ่มฝึกซ้อม ฉันมีอะไรจะมาแจ้งเล็กน้อยล่ะนะ ชายคนนั้นจะเข้ามาเรียนร่วมกับพวกเธอในฐานะเพื่อนร่วมชั้น จะสนิทหรือไม่ก็แล้วแต่พวกเธอ” 

ริเรียเอาดาบไม้ที่ถือมาด้วยเคาะไหล่ของตนเอง 

“แนะนำตัวสิ” 

“คุโระ แค่นี้” 

“... เฮ้อ ช่างมันเถอะ งั้นมาเริ่มการฝึกกันเลยดีกว่า” 

ริเรียเดินไปรอบๆ 

“อย่างที่รู้กันดีว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติ ทักษะการใช้อาวุธนั้นต้องมีความเข้าใจในอาวุธและความเคยชินในการใช้งาน จะใช้ดาบได้ดีก็ต้องฝึกฟันดาบเป็นร้อยๆ ครั้งต่อวัน และเริ่มฝึกการเคลื่อนไหวอันเป็นอาวุธที่ดีที่สุดของการต่อสู้” 

ริเรียหันกลับแล้วมองไปที่คุโระ 

“ก่อนอื่นก็จับคู่แล้วฝึกต่อสู้กันก็เป็นเรื่องที่ดี นายควรจะเริ่มต้นเป็นคนแรก” 

“เอางั้นก็ได้” 

“งั้นฉันจะเป็นคู่มือให้นะ” 

และเป็นมามิยะที่จะเป็นคู่มือให้คุโระ นักเรียนคนอื่นๆ ก็ถอยออกไป 

“ถอยออกไปอีก ถ้าโดนลูกหลงขึ้นมาไม่รู้ด้วยนะ” 

“ใช่ๆ ถอยไปอีกนิดเถอะ” 

มามิยะย้ำคำพูดของคุโระแล้วไล่คนอื่นๆ ให้ถอยจนไปอยู่รอบนอกของสนามฝึก และแน่นอนว่าริเรียที่ต้องมาคอยดูพฤติกรรมก็ต้องยืนอยู่แถวหน้าสุดโดยมีมาริเอะยืนอยู่ข้างๆ 

“คร้งแรกเลยนะที่ได้ยืนต่อหน้านายซึ่งๆ หน้าแบบนี้เนี่ย” 

“ปรกติแล้วไม่มีใครกล้ามายืนอยู่หน้าชั้นแบบนี้หรอกนะ” 

“แต่ฉันเฝ้ารอคอยที่จะได้ต่อสู้กับนายมาโดยตลอดเลยนะ” 

“งั้นก็ดีใจด้วย เธอได้ทำตามความฝันแล้ว” 

มามิยะและคุโระชักดาบออกจากฝัก ดาบของมามิยะคือดาบคาตานะที่เป็นรูปร่างโค้งสวยงาม เธอตั้งการ์ดให้ดาบอยู่ข้างหน้า ยืดอกหลังตรงไม่ห่อไหล่ ผ่อนแรงและถอยเท้าซ้ายออกไปเล็กน้อย เป็นท่าที่เห็นได้บ่อยในวิชาเคนโด้ 

นอกจากท่าตั้งการ์ดแล้ว เคนโด้ไม่สามารถนำมาใช้จริงได้มากนัก การเคลื่อนไหวเท้าก็ต้องปรับแต่ง การเคลื่อนไหวก็ไม่สามารถใช้กับศัตรูได้ เพราะเคนโด้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้จริงยกเว้นเพื่อเป็นการกีฬา 

แต่อย่างที่บอกว่าการตั้งการ์ดของเคนโด้นั้นสามารถใช้งานได้ จะให้พูดก็เรียกว่าไร้ที่ติ เป็นการ์ดที่ไม่มีข้อบกพร่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ใช้ไม่อ่อนหัด ย่อมยากที่จะเข้าประชิดวงใน 

ทางของคุโระนั้นยืนตามเดิมโดยไม่ตั้งการ์ดป้องกันเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่เพราะไม่มีพื้นฐาน แต่เพราะการเคลื่อนไหวของเขานั้นเป็นธรรมชาติที่สุดในท่าทางเช่นนี้ หากฝืนตั้งท่าแปลกๆ ก็จะเคลื่อนไหวได้ลำบาก 

แต่เดิม แค่พลังอย่างเดียวก็ทดแทนในส่วนของการป้องกันได้แล้ว 

“อ่อนหัด แบบนั้นโดนโจมตีจากตรงไหนก็ได้เลยนะ” 

ริเรียวิจารณ์คุโระจากที่เห็นและประเมิน จริงอยู่ที่คุโระสามารถถูกโจมตีได้จากทั้งหมด แต่ว่าเขาก็มีบรรยากาศที่ไม่ชวนให้บุกเข้าไปซึ่งๆ หน้า 

“เอาล่ะนะ” 

มามิยะก้าวขาแล้วสืบเท้าเข้าหาคุโระด้วยความเร็ว เพียงพริบตาเธอก็มาอยู่ตรงหน้าของคุโระในท่ายกดาบเตรียมแล้ว 

*เคร้ง* 

แต่วินาทีที่เธอฟาดดาบลงมานั้น คุโระก็เคลื่อนไหวเอาดาบของตนเข้ามาป้องกันเสียก่อน แล้วดันกลับมามิยะด้วยพลังล้วนๆ 

“อึ่ก...กินยากจริงนะ ถ้าแบบนี้ล่ะ!” 

มามิยะเข้าหาคุโระในท่าเดิม แต่เธอไม่ได้แค่ฟันดาบมาตรงๆ แต่เป็นตวัดดาบโค้งโจมตีเข้าส่วนร่างกายที่เปิดโล่ง 

*วืดดด* 

แต่แน่นอนว่าไม่ได้ผล คุโระถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวแล้วโค้งตัวไปข้างหลังเพื่อหลบการโจมตีของมามิยะ 

หลังจากที่หลบได้เขาก็ฟันดาบในมือสวนมามิยะไป แต่ทว่าก็พลาดเป้าเพราะเธอเองก็หลบได้พ้นไม่ต่างกัน 

ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไรสักคำเพราะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว ก่อนที่คุโระจะเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีเสียบ้าง 

คุโระถีบพื้นเข้าประชิดมามิยะในก้าวเดียวจนเธอไม่ได้ตั้งตัว 

“!?” 

ไม่ใช่แค่มามิยะที่ตกใจ เพื่อนร่วมชั้นที่รวมไปถึงมาริเอะ หรือแม้แต่ริเรียเองก็เช่นกัน 

(นั่นมันบ้าอะไรน่ะ?) 

ที่เดิมที่คุโระเคยอยู่นั้นเกิดเป็นหลุมขนาดเล็ก นั่นคือผลจากการถีบพื้นด้วยแรงขาอันทรงพลังนั่น 

ในทันทีที่ประชิดตัวได้ คุโระก็ฟาดดาบพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าพลังของเขานั้นมากมาย มามิยะจึงไม่สามารถเลือกที่จะรับได้ 

เธอเบี่ยงตัวออกข้างอย่างเต็มกำลังจนต้องกลิ้งตัวลงบนพื้น แต่เธอก็ตั้งตัวแล้วลุกขึ้นมาได้ทันก่อนที่คุโระจะโจมตีใส่เธออีกครั้ง 

คุโระถีบพื้นเข้าหามามิยะอีกครั้ง เขาเหวี่ยงดาบฟันเป็นแนวนอน และมันรวดเร็วเป็นอย่างมาก 

*เคร้ง* 

แต่มามิยะก็ปัดดาบของคุโระออกไปได้ด้วยการใช้ศาสตร์ และนี่คือครั้งแรกของการต่อสู้นี้ที่เธอใช้ศาสตร์ออกมา แม้จะเร็วกว่าที่ตนคิด แต่ก็สมควรแล้ว เพราะลำพังด้วยแรงของเธอคงไม่สามารถที่จะปัดดาบของคุโระไปได้ทั้งหมด เผลอๆ อาจไม่เป็นผลเสียด้วยซ้ำ 

“นี่น่ะเหรอ ศาสตร์?” 

ร่างของคุโระกระเด็นไปเพราะแรงสะท้อนที่เกิดจากการสัมผัสกันของดาบของทั้งคู่ คุโระหายใจเข้าลึกแล้วถอนหายใจพร้อมมองไปที่มามิยะ 

“เมื่อกี้มันเป็นสีขาว” 

“การใช้ศาสตร์นั้นจะขึ้นอยู่กับการรวบรวม ควบคุมและใช้งาน ทำเป็นลำดับขั้นตอนแล้วสั่งให้มันทำงานตามที่ตนอย่างให้มันทำงาน และเมื่อมันเสร็จหน้าที่มันก็จะหายไปในทันที ศาสตร์น่ะจะมีกระบวนท่าที่ชัดเจน อย่างเมื่อครู่ฉันก็ใช้กระบวนท่าหนึ่งที่เรียนรู้มา เป็นการฟันออกไปข้างหน้า ซึ่งจะฟันเป็นแนวทแยงขึ้น ทำให้ใช้งานได้ทั้งป้องกันและโจมตี” 

“อีกอย่าง มามิยะน่ะเป็นกรณีพิเศษ นอกจากเธอจะใช้งานกระบวนท่าได้อย่างต่อเนื่องและยกเลิกได้ตามใจต่างจากคนอื่นแล้ว เธอยังมีธาตุที่พิเศษ และยังไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร แต่ผลของธาตุนั้นคือสะท้อนการโจมตีของอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ และที่บอกไปก็เพราะว่า ต่อให้นายรู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้ล่ะนะ” 

ธาตุนั้นจะส่งผลถึงการใช้งานศาสตร์ด้วย และถ้าควบคุมได้ดีก็จะใช้ควบคุมสิ่งที่เป็นธาตุเดียวกับของตน เช่ควบคุมการเคลื่อนไหวของน้ำหรือไฟเป็นต้น 

และควบคุมนั้นไม่ใช่การสร้าง มันแตกต่างจากเวทมนตร์อยู่มากโข และเรื่องนี้คุโระเองก็เข้าใจจากการอ่านหนังสือแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ 

“น่าสนใจดีนี่” 

เมื่อได้ยินแบบนั้น คุโระก็ตั้งท่าลวกๆ ด้วยการเอาดาบมาไว้ฝั่งซ้าย ทำท่าราวกับจะฟันไปข้างหน้า 

มามิยะที่เห็นก็สงสัยอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะเข้าใจแล้วบุกเข้าโจมตีคุโระด้วยการสืบเท้าแล้วเหวี่ยงดาบลงมาในแนวตั้ง 

*เคร้ง* 

“อะไรกัน!?” 

แต่แล้วคุโระก็ปล่อยออกมา ศาสตร์เดียวกันกับที่มามิยะได้ใช้ แม้ผลจะน้อยกว่าอย่างมากเมื่อเทียบกัน แต่ก็พูดได้ว่าเขาเลียนแบบกระบวนท่านั้นไปเสียแล้ว 

มามิยะแสยะยิ้ม ก่อนที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของตนเอง แล้วสูดหายใจเข้าพร้อมกับเข้าโจมตีด้วยศาสตร์ของตน 

ดาบที่ปล่อยแสงสีขาวนั้นเข้าโจมตีคุโระอย่างรุนแรงจนคุโระเองต้องเลือกที่จะหลบมากกว่าการตั้งรับ 

แต่ไม่จบแค่นั้น ดาบที่ฟันลงมานั้นเบี่ยงเข้าหาคุโระแล้วฟันใส่ในแนวทแยงขึ้นไปทางซ้าย และคุโระก็หลบได้อีกครั้งอย่างจวนตัว 

ก่อนที่ดาบจะเบี่ยงกลับมาทางเดิมแล้วฟันเฉียงลงขวา ในครั้งสุดท้ายนี้คุโระเกือบหลบไม่พ้น ถ้าเขาไม่ตัดสินใจทำลายพื้นที่ยืนอยู่เพื่อถอยห่างจากมามิยะ 

“หลบได้หมดเลยเหรอเนี่ย ปีศาจชัดๆ” 

“ก็ใช่แหละนะ” 

คุโระแสยะยิ้มแล้วถีบพื้นเข้าหามามิยะแล้วโจมตีด้วยการฟันลง และแน่นอนว่ามามิยะเองก็สัมผัสได้ถึงศาสตร์ เธอจึงสะบัดดาบไปทางซ้าย แล้วตวัดใส่คุโระด้วยศาสตร์การป้องกันของตน 

ประกายสีขาวส่องสว่างไปรอบๆ คล้ายสะเก็ดไฟ ร่างของคุโระลอยออกไปเนื่องจากสู้แรงของมามิยะไม่ไหว แน่นอนว่าหมายถึงศาสตร์ไม่ใช่แรงเพียวๆ 

“ถึงจะเลียนแบบได้ แต่ยังอ่อนไปนะ!” 

แล้วสวิตช์บางอย่างในตัวของมามิยะก็ถูกสับขึ้น เธอเข้าโจมตีคุโระหลายต่อหลายครั้งด้วยศาสตร์อย่างต่อเนื่อง จนรอบๆ ต้องหยุดดูการต่อสู้นี้ 

แม้การโจมตีของมามิยะจะตรึงตราของคนรอบๆ ก็ตาม แต่การหลบของคุโระที่ทำลายพื้นที่ยืนไปเรื่อยๆ ด้วยแรงเพียวๆ ก็เรียกได้ว่าบ้าบิ่นจนทำเป็นเมินไม่ได้เลยเช่นกัน 

การโจมตีของมามิยะนั้นต่อเนื่องจนประกายของศาสตร์แทบจะไม่ได้ลดหายลงไปเลย เธอฟันทแยง ตวัดตรง เหวี่ยง หมุนตัวฟัน ทุกอย่างนั้นต่อเนื่องจนเป็นระบำดาบของหญิงสาวคนหนึ่ง 

และทุกท่าทางก็เรียกได้ว่าเฉียดคุโระไปหลายต่อหลายครั้ง แม้จะเลือกปัดป้องบ้าง แต่มันแทบจะไม่เป็นผล 

(แม้จะเลียนแบบได้ แต่ว่าธาตุของศาสตร์ก็ไม่ได้ปรากฏ เพราะแบบนั้นจึงดึงพลังออกมาได้ไม่มาก แต่ว่าได้ไง? ศาสตร์นั้น แม้จะใช้ครั้งแรกแต่มันจะปรากฏธาตุประจำตัวของผู้ใช้ออกมา แต่ทำไมถึงไม่มีล่ะ?) 

ริเรียเพิ่งความคิดพลางดูการต่อสู้ของทั้งคู่ที่มีแค่มามิยะที่ไล่ต้อนคุโระอยู่ฝ่ายเดียว 

(...หรือว่าจะไร้ธาตุ? แต่แบบนั้นผลของศาสตร์ก็ไม่น่าจะอ่อนแอขนาดนั้นสิ...) 

ริเรียนั้นไม่สามารถหาคำอธิบายให้กับคุโระได้เลย เธอพยายามคิดแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล 

จนในที่สุดการโจมตีของมามิยะก็หยุดลง ดูเหมือนการใช้ศาสตร์ของเธอจะมาถึงขีดสุดเท่าที่จะทำได้ในรอบเดียวแล้ว เธอจึงถอยออกมาแล้วตั้งการ์ดอยู่ดังเดิม 

เธอหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้าเนื่องจากใช้พลาน่าไปเป็นจำนวนมากในคราวเดียว แม้จะฟื้นฟูได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ แต่มันก็ต้องใช้เวลาอยู่ดี เทียบกันแล้วคุโระที่หลบได้และพยายามปัดป้องนั้นดูเป็นต่อกว่าเยอะจนแทบจะดูไม่ออกเลย ว่าเมื่อครู่มามิยะเป็นฝ่ายได้เปรียบ 

“67ครั้งที่เธอฟันดาบใส่ชั้นเมื่อกี้นี้ 1ครั้งเธอปัดดาบของชั้น 3ครั้งที่โจมตี และอีก1ครั้งที่ป้องกัน รวมเป็น72ครั้งจากทั้งหมด” 

“ฮ่าห์ ๆ ฟู่ … ทำลายสถิติตัวเองแล้วสิเนี่ย” 

“และมันก็มากพอที่จะสัมผัสได้ถึงตัวตนของมันจากการโจมตี ตอนนี้ชั้นเข้าใจแล้ว” 

คุโระกางขาแล้วยกตัวลง พร้อมยกดาบมาอยู่ขนาบข้างชี้ไปทางมามิยะ 

“พลาน่านั้นจะเลือกธาตุประจำตัวของผู้ใช้ แตกต่างจากมานาที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้นอยู่กับความถนัดของธาตุ แม้จะไม่มีพรสวรรค์ทางธาตุใดธาตุหนึ่ง แต่ก็ฝึกฝนจนสามารถใช้งานได้ในขั้นต่ำอยู่ดี” 

คำพูดของคุโระนั้นเข้าไม่ถึงใครก็ตามที่ได้ยิน เพราะมันเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่รู้จักนั่นเอง 

“ตอนนี้ชั้นเข้าใจแล้ว ก็มากพอที่จะใช้งานได้แล้วล่ะนะ คิดว่าน่ะ” 

ดาบของคุโระนั้นเรืองแสง เป็นสีที่ไม่คาดคิดว่าจะเห็นเลย 

มันเป็นสีม่วงที่มีประกายสีทองเรืองแสง มันไม่มีธาตุใดที่เข้ากันกับสีที่คุโระได้แสดงให้ทุกคนเห็น และที่น่าแปลกยิ่งกว่า 

นั่นคือการที่คุโระใช้ศาสตร์ได้อย่างแม่นยำและชัดเจนในเวลาไม่นานนี้ เขาแทงดาบออกไปพร้อมถีบพื้นพุ่งตรงไปเป็นเส้นเดียวด้วยความเร็วที่มากกว่าความเร็วเสียง (343เมตรต่อวินาที) 

“อึ่ก!?” 

*เคร้ง* 

เพราะหลบไม่ทัน เธอจึงต้องตั้งดาบรับการแทงที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงของคุโระจนต้องถอยกรูดไปตามแรงของคุโระที่มีมากกว่าอย่างท่วมท้น 

*ครืดดดดดดดดดดด* 

มามิยะใช้ศาสตร์ของตนป้องกันและพยายามจะสะท้อนการโจมตีของคุโระแต่ก็ไม่เป็นผลจนร่างของเธอกระเด็นออกไปเมื่อคุโระหยุดลง 

*กึก* 

มามิยะปักดาบลงบนพื้นแล้วยันร่างของตนขึ้น ทางคุโระเองก็มีการถอนหายใจเป็นระยะยาวออกมา 

“ทักษะของเธอมีมาก ทั้งความรู้และการเคลื่อนไหวที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่เธอกับชั้นมีแตกต่างกันนั้น...” 

คุโระเข้าโจมตีด้วยการแทงอีกครั้ง แต่ไม่ได้รุนแรงเท่าเดิม และมามิยะก็ต้องรับเอาไว้เพราะหลบไม่ทัน 

“...มันคือประสบการณ์ในสนามรบ” 

คุโระหมุนตัวแล้วเตะใส่มามิยะจนเธอลอยกระเด็นไป 

มามิยะที่ถูกโจมตีจนเสียหลักก็ยังมีแรงฮึดที่จะลุกขึ้นมาได้ ก่อนที่จะตั้งท่าแล้วเข้าโจมตีอีกครั้งด้วยศาสตร์ของเธอ 

“พอแล้ว!” 

แต่ก็ถูกห้ามไว้จึงไม่ได้ใช้งาน หากช้าไปอีกก้าวเดียวอาจส่งผลกระทบต่อมามิยะได้ แม้จะน้อยกว่าคนอื่นแต่ผลกระทบก็คือผลกระทบอยู่ดี 

นั่นก็คือข้อแตกต่างจากเวทมนตร์ พลาน่านั้นไม่สามารถหยุดได้นั่นเอง 

“แค่อุ่นเครื่องถึงกับต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ? เสียเวลาเปล่าแถมได้เห็นพัฒนาการของคุโระอย่างชัดเจนอีกด้วย ทั้งความเร็วในการเรียนรู้และพลังของความสามารถที่มี” 

ริเรียอธิบายสภาพที่เห็นจากการต่อสู้ด้วยความเข้าใจของตนเอง 

“แต่ที่น่าสงสัย … คือธาตุของนาย แสงสีม่วงประกายทองนั่นแม้แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เรียกได้ว่าอาจเป็นธาตุใหม่เลยก็ว่าได้” 

“เปล่าหรอก” 

คุโระตัดบทแล้วพูดขึ้นเพื่ออธิบาย 

“ชั้นก็บอกอยู่ว่าพลาน่านั้นจะเลือกธาตุประจำตัวของผู้ใช้ นั่นหมายถึงความสามารถที่ผู้ใช้ใช้งานได้อย่างถนัดที่สุด เรียกง่ายๆ ว่าพรสวรรค์นั่นแหละ และเพราะชั้นถือครองทั้งธาตุแสงและความมืด มันเลยไม่ปรากฏ และแสงสีม่วงประกายทองที่เธอเห็น มันก็คือการรวมกันของทั้งสองอย่างยังไงล่ะ” 

ความมืดและแสงสว่าง ผลของพลังนั้นคืออะไรก็ไม่อาจรู้ แต่ที่แน่ๆ พลังที่คุโระถือครองนั้นช่างน่าหวาดหวั่น มันคือความไร้พ่ายดีๆ นี่เอง 

“บ้าน่า… แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าตนเองถนัดธาตุไหนน่ะ?” 

“ไม่จำเป็นต้องบอก แต่ถ้าเธอต้องการรู้จริงๆ ชั้นจะบอกให้คราวอื่น แค่เธอเท่านั้น คงไม่มีทางที่ชั้นจะบอกคนอื่นๆ หรอกนะ” 

คุโระตัดจบ แต่ว่าริเรียนั้นไม่พอใจ จึงชี้ดาบไม้ไปที่คุโระ 

“ฉันก็บอกอยู่ว่าให้พูดมาไง” 

“เธอไม่ได้บอก และชั้นก็บอกแล้ว ว่าถ้าเธอต้องการจะรู้จริงๆ ไว้ค่อยมาคุยคราวหลัง” 

*เปรี้ยง* 

ประกายสีฟ้าอ่อนส่องไปทางขาวกระทบเข้ากับดาบของคุโระจนเขากระเด็นถอยไปไกล 

“ฉันบอกให้พูดไง” 

“เธอนี่เข้าใจอะไรยากจริงนะ” 

*เปรี้ยง! * 

ริเรียเข้าโจมตีคุโระอีกครั้ง ในครั้งนี้เขาหลบได้อย่างทันท่วงที 

“ฉันนั้นไม่ชอบการค้างคา แค่คำพูดของนายก่อนหน้านี้ก็เกินพอแล้ว” 

“งั้นก็บังคับชั้นสิ” 

“ได้” 

สายฟ้าผ่าเข้าใส่คุโระอย่างต่อเนื่อง แม้ท้องฟ้าจะไม่ได้มืดครึ้มมาก แต่เมฆก็ค่อยๆ ก่อตัวแต่ก็ไม่ได้มืดครึ้มมาก แต่มันก็มีฟ้าผ่ามาอย่างน่าแปลกอยู่ดี 

(มันไม่ใช่เวทมนตร์...นี่มันอะไรกัน?) 

“เธอทำอะไร?” 

“ใช้พลาน่าควบคุมสายฟ้ายังไงล่ะ … ใช่ สายฟ้าคือธาตุของฉัน” 

“ธาตุสายฟ้าของอาจารย์ริเรียน่ะหายากมาก และเธอที่เป็นผู้ใช้ค่อนข้างมีนิสัยที่น่ารำคาญบางจุด นั่นก็คือนิสัยที่อยากรู้ไปซะทุกเรื่องของเธอ--- ว้าย!” 

“ถ้าไม่หยุดพูดอีก ครั้งหน้ามันจะไม่พลาดเป้า” 

“ถ้าแค่หลบฉันก็ทำได้หรอกค่ะ!” 

ริเรียที่โจมตีไปยังมามิยะนั้นได้ปล่อยให้เกิดช่องว่างที่คุโระจะไม่ปล่อยผ่าน 

คุโระเข้าจู่โจมเธอในทันที และเธอก็ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดที่จะหลบไม่ได้ เพราะฉะนั้นเธอจึงหลบดาบของคุโระได้ แต่ว่าคุโระนั้นเร็วกว่า เขาโจมตีซ้อนด้วยการหมุนตัวเตะและมันก็เข้าเป้า 

ริเรียตั้งการ์ดรับลูกเตะของคุโระเอาไว้ได้ แล้วสวนคืนด้วยหมัดตรง ซึ่งแน่นอนว่าคุโระนั้นรับเอาไว้ได้ไม่ต่างกัน 

“ยังไม่ได้เอาจริงสิท่า” 

“นายก็ด้วย ไม่รีบเอาจริงระวังจะตายเอาซะก่อนล่ะ” 

“เธอไม่มีทางฆ่าชั้นได้หรอก ต่อให้ฆ่าชั้นได้ชั้นก็ไม่ตายอยู่ดี” 

“เหลวไหล” 

ริเรียเข้าประชิดคุโระแล้วใช้ดาบฟาดด้วยศาสตร์ โดยคุโระนั้นป้องกันได้ทันด้วยศาสตร์ที่เรียนรู้มา 

เมื่อศาสตร์กับศาสตร์ปะทะกัน มันก็เป็นเรื่องแน่นอนที่ริเรียจะโจมตีเข้าเพราะพลาน่าที่แข็งแกร่งกว่า 

แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ริเรียและคุโระต่างก็สะท้อนซึ่งกันและกัน แม้จะไม่ได้แกร่งเท่า แต่พลังของคุโระก็เกือบจะทัดเทียมกับริเรียเสียแล้ว 

(เพิ่งใช้แค่ไม่กี่ครั้ง เขามีพรสวรรค์เกินไปจริงๆ) 

ริเรียนึกถึงน้องสาวผู้มากพรสวรรค์จนใครๆ ก็ต่างพากันเรียกเธอว่าสัตว์ประหลาด แต่แล้วก็ต้องยอมรับในความสามารถและความพยายามที่แค่ไม่นาน เธอก็เหนือล้ำไปกว่าทุกคน 

แข็งแกร่งที่สุดในโลก สตรีผู้ไร้พ่าย ผู้กล้าไร้มงกุฎ หลากหลายฉายาถูกตั้งขึ้นเพื่อยกยอให้อาคาน่า น้องสาวของริเรียมีชื่อเสียงโด่งดัง 

คุโระนั้นมีบางอย่างคล้ายกับเธอ แต่ริเรียนั้นไม่ทราบ และมันก็ยิ่งทำให้เธอหงุดหงิด 

“...เข้าใจละ เธอมีนิสัยที่น่ารำคาญเหมือนที่มามิยะพูดมาจริงๆ” 

“ใช่ไหมล่ะ---ฮี้!?” 

มามิยะนั้นทำท่าเหมือนจะบอกว่า “เห็นไหมล่ะ!” แต่ก็ถูกริเรียโจมตีใส่ด้วยสายฟ้าซึ่งเธอหลบได้อย่างทันท่วงทีพร้อมเสียงประหลาดๆ 

“ความอยากรู้อยากเห็นเป็นเรื่องปรกติของมนุษย์” 

“เรื่องปรกติของสิ่งมีชีวิตต่างหาก ไม่ใช่แค่มนุษย์แต่สิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ล้วนมีความอยากรู้อยากเห็น มากน้อยก็ไม่เท่ากันนักหรอก” 

“ฉันไม่สนเรื่องพรรค์นั้น” 

“ควรสน” 

*เปรี้ยง* 

หมัดของคุโระที่โจมตีทีเผลอส่งให้ริเรียลอยไปไกลแม้จะตั้งท่าป้องกันได้ทัน 

(ปีศาจชัดๆ) 

“เธอควรจะเลิกสงสัยเรื่องคนอื่นสักที และถ้าอยากรู้นักไว้จะเล่าให้ฟังกันสองต่อสองก็ได้” 

“ลามปามนักนะ” 

*เปรี้ยง* 

ครั้งนี้เป็นหมัดของริเรียที่เข้าใส่หน้าของคุโระจังๆ จนเขาถอยห่างออกไป 

คุโระหันกลับมาแล้วลูบหน้าของตนเองเล็กน้อยแล้วร้องทัก 

“หมัดหนักจริงๆ นะ” 

“มากพอที่จะฆ่านายได้เลยล่ะ ถ้านายยังไม่หยุดพูดจาอะไรแบบนั้น” 

“ถึงจะบอกว่าสองต่อสองแต่ก็มีมามิยะอยู่ด้วย จะกังวลอะไร” 

“ฉันล่ะเกลียดเด็กเวรแบบนายจริงๆ” 

ริเรียเตะเสยใส่ คุโระหลบแล้วหมุนตัวเตะสวนกลับ 

ริเรียเอี้ยวตัวหลบแล้วแทงดาบที่มีพลาน่าครอบคลุมอยู่ใส่ คุโระรับด้วยดาบที่มีพลาน่าของตนและปัดออกพร้อมสวนกลับด้วยการจับโขกหัว 

*เปรี้ยง* 

แม้เสียงจังดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า แต่นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังถูกสวนกลับด้วยการต่อยท้องอีก 

แน่ล่ะว่าไม่ได้ผล คุโระก็ตีเข่าใส่ท้องริเรีย ในขณะที่ริเรียก็ชกใส่หน้าของคุโระ ทั้งคู่ผลัดกันโจมตีชนิดแลกหมัดต่อหมัด 

แต่ผลสุดท้าย คุโระก็ถูกถีบปลิวพร้อมสายฟ้าที่ผ่าใส่อย่างไม่ปรานี จนอาจารย์ห้องอื่นเข้ามาห้ามเธอ 

“อะไรเล่า มันไม่ได้ผลไม่ใช่รึไง!?” 

“ไม่ได้ผลบ้าอะไรล่ะ เขาจะตายเอานะ!” 

“ไม่หรอก ถ้าเจ้านั่นตายง่ายขนาดนี้ เจ้านั่นก็คงไม่มายืนต่อหน้าฉันนานขนาดนี้หรอก” 

“ถูกต้อง หากสิ้นชีพง่ายเช่นนั้น เขาคนนั้นจะมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้เช่นใดกันล่ะ?” 

เสียงที่ไพเราะอย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งคำที่ใช้ก็ค่อนข้างจะโบราณ เสียงนั้นไม่ได้มาจากที่ไหนไกล แต่กลับอยู่เหนือศีรษะขึ้นไป 

เมื่อเงยหน้าขึ้นก็ปรากฏหญิงสาวผมขาวตาฟ้าที่มัดผมซึ่งค่อนข้างยาวของเธอไว้ที่กลางหลังศีรษะในทรงหางม้า เธอสวมชุดที่ง่ายต่อการเคลื่อนไหว และมีเกราะส่วนแขน ขาและหน้าอกไว้ป้องกันร่างกาย ซึ่งมันเป็นเกราะเบาขนาดเล็ก อีกทั้งยังสวมผ้าคลุม ซึ่งทั้งหมดคือสีขาวนวล 

ใบหน้างดงาม แต่มามิยะจำหน้าของเธอได้ 

“คุณฮินาตะ” 

“หืม? เจ้ารู้จักข้างั้นรึ?” 

“...คุณไกอาสินะ ยืมร่างมาแบบนี้ เจ้าของร่างเขาไม่ว่าหรือไง?” 

“เจ้ามิได้รู้จักข้าแต่เป็นเจ้าของร่างนี้เช่นนั้นรึ? ถ้าเช่นนั้นข้าจะชี้แจงให้เจ้าทราบ ว่าเจ้าของร่างนี้และตัวข้านั้นต่างเข้าใจซึ่งกันและกันดี ย่อมเป็นที่แน่ชัดว่านางยอมให้ข้าใช้ร่างของนางได้ตามใจชอบตราบเท่าที่ยังอยู่ในข้อตกลงของข้ากับนาง” 

ไกอาในร่างของฮินะลงมายืนอยู่ต่อหน้ามามิยะ โดยทุกคนต่างพากันถอยห่าง เว้นแต่ริเรีย 

ไกอายกคางของมามิยะขึ้นแล้วจ้องมองไปที่ใบหน้าของเธอ 

“แล้วเจ้ารู้จักข้าได้เช่นไรกันล่ะ?” 

“จากชั้นไง” 

คุโระเข้าโจมตีไกอาโดยไม่ให้เธอได้ตั้งตัว 

เขาฟาดดาบลงเป็นแนวตรงเข้าใส่ไกอา แต่ระดับไกอานั้น การกระทำของเขาย่อมไม่เป็นผล 

ไกอาจับข้อมือของคุโระแล้วบิดออก พร้อมกระแทกฝ่ามือใส่เข้าที่ลิ้นปี่จนร่างของคุโระลอยละล่องไปไกลแสนไกล 

*เคร้ง* 

ดาบของคุโระเองก็หลุดมือกระเด็นไปอีกฟากหนึ่ง แถมข้อมือยังหักจนดูไม่ได้ เรียกได้ว่านั่นเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้อื่นเสียจริง 

“อย่าขยับ ข้ามาเพื่อพูดคุย กับสามีของข้าเท่านั้น” 

“เห อยากจะคุยกับชั้นขนาดที่ต้องบุกเข้ามาอย่างนี้เลยเหรอ?” 

แต่ในพริบตา คุโระก็ลุกขึ้นมาในสภาพที่ปรกติดี โดยไม่มีบาดแผลใดแม้จะมีเลือดติดอยู่ที่ข้อมือก็ตาม 

“ข้าอยากจะเจอเจ้าใจจะขาด แต่ข้ามีธุระที่ต้องทำ เลยล่าช้าเล็กน้อย หวังว่าเจ้าจะไม่ว่าอะไร” 

“อา เพราะงั้นมาทำให้จบๆ กันดีกว่า!” 

ในมือของคุโระนั้นมีดาบใหญ่อยู่ มันเป็นดาบตรงคมเดียวสีดำขาวสวยสดงดงามแม้จะดูธรรมดาก็ตาม 

แน่นอนว่าน่าสงสัย เพราะดาบขนาดใหญ่แบบนั้นไม่มีทางที่จะไม่เห็น แล้วในโลกที่ไม่มีเวทมนตร์เช่นนี้ ผู้คนจะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรกันล่ะ? 

แน่นอนว่าสงสัย และไม่สามารถหาคำตอบได้ถ้าคุโระไม่บอก แต่นอกจากคุโระเอง ตอนนี้ในมือของไกอาก็ปรากฏดาบคาตานะสีขาวนวลอยู่เช่นกัน 

ดาบทั้งสองเข้าปะทะกัน คุโระฟันดาบอีกครั้งและก็ต้องกลับมารับดาบจากไกอาที่โจมตีกลับมา 

ทั้งคู่แลกดาบกันโดยไม่มีใครยอมใคร มันไม่ใช่การโจมตีแบบที่คุโระกับมามิยะแสดงให้เห็น ทั้งคู่สามารถป้องกันและโจมตีกลับได้ในเวลาไม่กี่อึดใจ จึงไม่มีใครถอยห่างออกจากกันไกลเกินสิบเมตร 

อีกทั้งความเร็วและพลังในการปะทะนั้นช่างน่ากลัว จนมามิยะต้องตะโกนให้คนอื่นๆ ถอยกลับเข้าไปข้างใน โดยมีคณาจารย์คอยสอดส่องลาดเลาไว้ 

“เธอเป็นใคร?” 

*เคร้ง* 

“ข้ามิมีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องบอกเจ้า” 

ริเรียโจมตีไกอาด้วยดาบไม้ของตน ไกอาก็หันมารับดาบของเธอ แล้วดันกลับก่อนที่จะหมุนตัวเตะริเรียจนลอยไปไกล 

และในเมื่อมีจังหวะ แน่นอนว่าคุโระจะไม่ปล่อยผ่านไป 

เขาสะบัดดาบไปทางซ้าย แล้วใช้งานศาสตร์ในขณะที่พุ่งเข้าโจมตีไกอาที่หันหลังให้เขาด้วยความรวดเร็ว 

“ช้าเกินไป” 

แต่ไกอาก็หันมาได้ทันจังหวะ ก่อนที่จะปัดดาบที่เต็มไปด้วยพลาน่าสีม่วงประกายทองของคุโระทิ้ง ด้วยดาบที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลาน่าสีฟ้าสดใส 

“อึ่ก!” 

แรงกระแทกนั้นส่งให้ร่างของคุโระกระเด็นถอยห่างไป เรียกได้ว่าพลังของไกอานั้น เหนือชั้นยิ่งกว่าทั้งสองคนอย่างเห็นได้ชัด 

“เจ้าอ่อนแอลงกว่าเมื่อก่อนนะ … มิใช่สิ ข้าต่างหากที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน” 

ไกอาเดินเข้ามาหาคุโระอย่างช้าๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องบางอย่างออกมา 

“พวกข้ามาถึงโลกใบนี้ตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อน ในระหว่างที่ทำตามคำสั่งของอเดล ข้าก็ได้ฝึกฝนจนบรรลุถึงแก่นแท้ของสิ่งที่ผู้คนต่างเรียกกันว่าศาสตร์แล้ว” 

“หนึ่งเดือน? พวกเราแยกกันไปแค่ไม่กี่วินาทีเองนะ” 

“ห้วงเวลาที่เจ้าปรากฏนั้นอยู่ห่างออกไปหนึ่งเดือนจากที่พวกข้าปรากฏออกมายังไงล่ะ มันมิใช่ความแตกต่างของเวลาแต่อย่างใด แต่เป็นช่วงเวลาที่เจ้ากับข้าไปปรากฏนั้นมันแตกต่างกันอยู่ตั้งแต่แรกต่างหาก” 

ไกอาเอื้อมมือยกคางของคุโระขึ้นเพื่อจ้องมองในระยะใกล้ 

“การที่เจ้าปรากฏตัวช้านั้นเป็นความผิดของข้า และข้ายังคงเฝ้ารอคอยวันที่เราจะพบกัน” 

“ ‘แม้นเจ้าจะมิใช่สตรีที่ข้ารัก แต่เจ้ากลับขโมยหัวใจของข้าไปเสียได้’ ” 

“เจ้าล้อเลียนวิธีพูดของข้างั้นรึ?” 

“เหอะ เธอนี่มันน่ารำคาญจริงๆ เลยนะ” 

ไกอาแสยะยิ้ม แล้วก้มลงจูบกับคุโระด้วยความโหยหา แต่นั่นเป็นได้เพียงแค่จูบสั้นๆ เท่านั้น 

นั่นเพราะริเรียที่ฟื้นตัวแล้วได้เข้ามาโจมตี แต่ครั้งนี้เป็นหมัดเปล่า เพราะดาบไม้ของเธอหักครึ่งไปตั้งแต่การปะทะเมื่อครู่เสียแล้ว 

“ช่างเป็นคนที่เข้าใจอะไรยากเสียจริง” 

“ฉันเข้าใจอะไรยากงั้นหรือ องค์หญิง?” 

“ข้านับถือในความปากดีของเจ้า” 

ไกอากระแทกฝ่ามือใส่ลิ้นปี่ของริเรียจนเธอกระเด็นและสำลักน้ำลายออกมา แต่ว่าเธอก็ไม่หมดสติในทันที อีกทั้งยังไม่แสดงความอ่อนแอใดๆ ออกมาให้เห็น 

ริเรียยื่นมือออกราวกับรอที่จะรับอะไรบางอย่าง ในขณะที่อีกมือนั้นยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อสั่งการสายฟ้าให้โจมตีไกอาอย่างต่อเนื่อง 

*เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆ * 

ควันมืดปกคลุมทั่วทั้งสนามโดยมีศูนย์กลางคือตัวของไกอาที่อยู่ไม่ห่างจากริเรียและคุโระเท่าไรนัก 

คิ้วของริเรียกระตุกทันทีเมื่อควันนั้นจาง เธอแสดงสีหน้าราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง 

“เฮ้ยๆ ไม่จริงใช่ไหม?” 

ริเรียนั้นเรียกได้ว่าแทบจะทุ่มพลังเกือบทั้งหมดไปที่สายฟ้าเมื่อครู่ แต่มันกลับไม่ส่งผลต่อไกอาเลยแม้แต่น้อย 

“ข้ามีเกราะคุ้มกันที่ดีเกินกว่าที่เจ้าจะเข้าใจ” 

“อา ท่าจะยากอย่างที่ว่ามาจริงๆ ล่ะนะ” 

*เปรี้ยง* 

สายฟ้าผ่าอีกครั้ง และมันมาพร้อมกับอาวุธบางอย่างที่ลอยข้ามผืนฟ้ามาหาเจ้าของของมัน 

ค้อนขนาดใหญ่ที่มีด้ามจับยาว มันมีสีทอง รูปร่างงดงามราวกับศาสตราวุธแห่งเทพเจ้า 

“ค้อนนั่น … มยอลเนียร์งั้นรึ?” 

“รู้ดีใช่ย่อยนี่?” 

“แน่นอนอยู่แล้ว หนึ่งในศาสตราวุธแห่งเทพ เปี่ยมไปด้วยพลานุภาพแห่งสายฟ้า มีเพียงผู้ที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะสามารถถือครองมันได้ มิคาดคิดเลยว่ามนุษย์เช่นเจ้าจะได้ครอบครองมัน” 

“นั่นก็เพราะฉันเป็นผู้ที่ถูกเลือกยังไงล่ะ” 

ริเรียเหวี่ยงค้อนเข้าโจมตีไกอา อานุภาพของมันนั้นสมชื่อกับที่เป็นศาสตราแห่งทวยเทพ ทั้งพลังและความเร็วนั้นเรียกได้ว่าอาวุธธรรมดานั้นไร้ทางเทียบเคียง 

อีกทั้งยังใช้ศาสตร์ได้อย่างต่อเนื่อง พลังของศาสตร์เองแม้จะเป็นไกอาก็เลี่ยงที่จะปะทะกันตรงๆ 

“หึ!” 

*เคร้ง* 

แต่ก็ใช่จะไร้ทางต่อต้าน ไกอาใช้ศาสตร์โจมตีสวนกลับ 

พลังของทั้งคู่ต้านกันโดยไม่มีใครยอมใคร 

คุโระนั้นใช้จังหวะที่ทั้งสองประชันพลังกัน ลุกขึ้นแล้วจินตนาการถึงความรู้สึกที่สัมผัสได้ถึงพลาน่า 

เขาใช้งานศาสตร์แล้วเข้าโจมตีไกอาอีกครั้ง 

ไกอานั้นไม่สามารถละเลยริเรียแล้วลดดาบลงเพื่อสวนกลับหรือป้องกันคุโระได้ อีกทั้งยังไม่สามารถหลบได้พ้นหากยังคงต้านพลังกับริเรียอยู่ 

แต่นั่นไม่ได้อยู่ในหัวของนางเลย เพราะนางนั้นเข้าใจถึงแก่นแท้ของศาสตร์แล้ว 

เธอหันตัวกลับมาครึ่งหนึ่ง แล้วใช้หมัดที่กำแน่นกระแทกเข้าที่ท้องของคุโระอย่างรุนแรงด้วยการใช้ศาสตร์ 

พลาน่าไม่ได้ครอบคลุมแค่ที่อาวุธ แต่ที่หมัดของเธอก็แสดงออร่าของพลาน่าที่ไหลเวียนอยู่เช่นกัน 

“...แบบนี้ท่าจะแย่แล้วสินะ” 

แม้จะพูดแบบนั้น แต่ริเรียก็ยังคงยิ้มอยู่ นั่นทำให้ไกอาค่อนข้างจะสนใจในตัวริเรียเป็นอย่างมาก 

“เข้าถูกใจเจ้าจริงๆ หากได้เจ้ามาเป็นภรรยาอีกหนึ่งคนให้แก่สามีข้า ข้าคงดีใจมิใช่น้อย” 

“นั่นเป็นเรื่องล้อเล่นที่ไม่สนุกเลยนะ” 

“ข้ามิได้ล้อเล่น” 

ไกอาปัดอาวุธของริเรียออก แล้วเตะส่งเพื่อสร้างระยะห่าง 

“สักวันเจ้าจะเข้าใจ แต่มินานนักหรอก เพราะสิเน่หาของคุโระนั้น ไร้ทางต้านทาน” 

ไกอาเก็บดาบของเธอแล้วหันไปหาคุโระที่ทรุดอยู่ตรงอีกฟากหนึ่ง ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาเขา แล้วพูดกับเขาที่เงยหน้าขึ้นมองเธอ 

“เจ้าในตอนนี้เอาชนะข้ามิได้หรอก เจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ … ในอนาคตอันใกล้เราจะได้พบกันใหม่ ครั้งต่อไปข้าจะมาพบเจ้าแบบที่ชายหญิงเขาทำกัน และหลังจากครั้งนั้น เจ้าจะเป็นฝ่ายตามหาข้า” 

เธอลอยตัวขึ้นสูงแล้วพูดขึ้นอีก 

“เจ้าต้องไปที่เมืองหลวง เจ้าจะพบข้าอีกครั้งที่นั่น” 

“...ชั้นจะรีบไปหาเลยล่ะ” 

“เจ้ามิต้องรีบ เพราะหากเจ้ายังอ่อนแอเช่นนี้ เห็นทีคงจะมิใช่เรื่องดีนัก” 

“...หมายความว่ายังไง” 

“อเดลได้เรียกตัว ผู้ท้าชิงตำแหน่งราชันย์ เพื่อยึดบัลลังก์จากเจ้า ครั้งหน้าจะไม่ใช่แค่ข้าที่เป็นศัตรู เพราะฉะนั้นเจ้าต้องแข็งแกร่ง และต้องดูแลตนเองให้ดี” 

“...หึ ไร้สาระ” 

คุโระพยายามลุกขึ้นแล้วชี้ไปที่ไกอา 

“นอกจากเธอแล้ว ชั้นนั้นแข็งแกร่งที่สุด” 

“นั่นหมายความว่าข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้าสินะ?” 

“อย่างเข้าใจผิดไป เธออาจแข็งแกร่งกว่าชั้น แต่มันก็แค่ตอนนี้เท่านั้น” 

คุโระแสยะยิ้ม 

“ครั้งต่อไป ชั้นจะเป็นฝ่ายชนะ” 

“หึหึ ข้าเฝ้ารอคอยครั้งต่อไปอยู่นะ” 

ไกอาสะบัดผ้าคลุม แล้วเธอก็หายตัวไปอย่างหน้าตาเฉย ทำให้ริเรียที่อยู่ใกล้ๆ และมามิยะที่มองอยู่ห่างๆ ต่างพากันตกอกตกใจ 

“แค่บินได้ก็ตกใจมากพอแล้ว นี่ยังหายตัวได้อีก ยัยนั่นมันอะไรน่ะ? ตอบมาเดี๋ยวนี้เลยนะคุโระ” 

“ไม่ใช่ธุระของชั้นที่ต้องตอบเธอ” 

“จะตอบดีๆ ไหม?” 

“พอเถอะค่ะ ให้คุโระได้พักผ่อนหน่อยเถอะค่ะ” 

และเป็นมามิยะที่เข้ามาขัดจังหวะ จนทำให้ริเรียยอมรามือไป แล้วเธอก็โยนค้อนมยอลเนียร์ของเธอลอยขึ้นฟ้าเพื่อส่งมันไปยังที่อื่น 

ตราบใดที่ยังเรียกมาหาตนได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดมันก็จะมาหาเจ้าของ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องพกติดตัว และคงจะดีกว่าถ้าเอามันไปซ่อนที่อื่น 

“ให้ตายสิ เพราะยัยนั่นแท้ๆ คาบปฏิบัติเลยต้องพักกันไปก่อน และนายคงหนีไม่พ้นถูกเรียกไปพูดคุยแน่ แต่ถ้านายสัญญาว่าจะบอกทุกอย่างให้ฉันฟัง ฉันจะไปแก้ต่างให้เอง” 

“ถ้าเธออยากรู้ขนาดนั้น หลังเลิกงาน ถ้าไม่มีอะไรแล้วให้ไปที่บ้านของมามิยะ ชั้นก็พักอยู่ที่นั่น แล้วชั้นจะเล่าให้ฟัง” 

“ฉันไปด้วยได้ไหมคะ?” 

จู่ๆ มาริเอะก็เข้ามาแทรก แล้วถามอย่างอายๆ 

“...ถ้าพ่อเธอไม่ว่าละก็นะ” 

“จะลองขอค่ะ ถ้าไม่ได้ก็จะหนีค่ะ” 

“...เอาเถอะ ยังไงชั้นก็ไม่ปล่อยให้เธอเจอปัญหาคนเดียวหรอก เตรียมชุดมาเปลี่ยนด้วยก็แล้วกัน” 

มาริเอะยิ้มกว้างแล้วพยักหน้ารับ มามิยะก็กุมขมับแล้วส่ายหน้าเบาๆ 

“ฉันจะไปขอด้วยก็แล้วกัน” 

“ขอบคุณค่ะ คุณมามิยะ” 

ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีการเรียนการสอนในช่วงบ่ายอีก ริเรียนั้นแก้ต่างเรื่องของสตรีริศนาที่บุกเข้ามาโจมตีชายคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าเรียนมาใหม่ 

เพราะการเรียนช่วงบ่ายเป็นต้นไปถูกยกเลิก มาริเอะจึงกลับบ้านเพื่อไปเตรียมการและขออนุญาตบิดาของตนเอง แน่นอนว่ามามิยะเองก็ไปด้วยตามที่เธอได้กล่าวเอาไว้ 

ในขณะที่ทั้งคู่แยกตัวออกไป คุโระก็ได้มาเอลมาอยู่ด้วย 

“เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ” 

“นั่นสินะ น่ารำคาญมากเกินไปเลยล่ะ” 

ชื่อเสียงของคุโระนั้นเรียกได้ว่าโด่งดังไปทั่ว เพราะความสามารถที่ต่อต้านได้แม้กระทั่งริเรีย ถึงแม้ริเรียผู้แข็งแกร่งผู้นั้นจะยังไม่ได้เอาจริง แต่แค่กรณีประมือกับมามิยะอย่างสูสีก็เรียกได้ว่าน่าสนใจกับหลายๆ คนเสียแล้ว 

แต่เพราะเขาไม่มียศระดับขุนนาง จึงมีหลายคนมองเป็นตัวปัญหาและคิดจะเขี่ยทิ้ง แน่นอนว่าคุโระนั้นไม่ได้สนใจ แต่คนที่สนใจคือประธานนักเรียนผู้สนใจในตัวของคุโระต่างหาก 

“ลำบากแย่เลยนะ” 

“...ทอร์เทอร์” 

“คุโระ นายจะเรียกประธานนักเรียนด้วยชื่ออย่างเดียวไม่ได้นะ” 

“ชั้นต้องสนใจด้วยงั้นเหรอ? ใช่ไหมทอร์เทอร์” 

ทอร์เทอร์หัวเราะเบาๆ เป็นการตอบกลับ 

“ไม่เป็นไรๆ สำหรับฉันนายก็เหมือนเพื่อนคนหนึ่งแหละนะ” 

“งั้นเหรอ? ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันถึงขนาดนั้นเนี่ยนะ?” 

“มันคือโชคชะตายังไงล่ะ” 

“บางทีเธอน่าจะไปตรวจเช็กสมองซะบ้างนะ” 

ทอร์เทอร์สะบัดผมโดยไม่สนใจคำพูดของคุโระ แล้วพูดขึ้นอีก 

“ในฐานะนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนนี้ ฉันจะช่วยนายเอง” 

“ไม่ใช่ว่ามามิยะคืออันดับหนึ่งหรอกเหรอ?” 

“อันดับหนึ่งกับแข็งแกร่งที่สุดในโรงเรียนนั้นแตกต่างกัน และอย่างที่บอก ฉันกับคุณมามิยะนั้นยังไม่เคยสู้กันเลยสักครั้ง แม้การประเมินของคุณมามิยะจะสูงกว่าฉันมาก แต่ด้วยความสามารถและประสบการณ์ฉันนั้นเหนือกว่าเพราะอยู่ปีสาม ไม่ว่าฉันหรือคุณมามิยะต่างก็แข็งแกร่งและไร้พ่ายกันทั้งคู่ ด้วยผลลัพท์แบบนั้น สายทะลุทะลวงกับการสะท้อนการโจมตีของคุณมามิยะ เรียกได้ว่าทักษะของคุณมามิยะนั้นค่อนข้างจะมีลูกเล่นแพรวพราวกว่าล่ะนะ” 

แม้จะพูดถึงคนอื่น แต่ทอร์เทอร์ก็ไม่ได้แสดงถึงความเกลียดชังใดๆ อีกทั้งยังชื่นชมเธออีกด้วย 

“เอาตรงๆ ฉันยังไม่มั่นใจว่าจะชนะเธอคนนั้นได้เลยล่ะ” 

แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในแววตานั้นช่างมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ 

ทอร์เทอร์นั้นปรารถนาที่จะต่อสู้กับคนแข็งแกร่งทุกคน 

“สักวันต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดให้ได้ ฉันเลยพยายามมาโดยตลอด ฉันมั่นใจว่าถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ ฉันจะต้องเอาชนะอาจารย์ริเรีย หรือกระทั่งท่านอาคาน่าได้อย่างแน่นอน” 

“เหรอ คนเราก็มีสิทธิ์ที่จะฝันล่ะนะ” 

คุโระปิดหนังสือแล้วยื่นให้มาเอล เพราะถูกกำชับโดยมาเอลว่าอย่าใช้เวทมนตร์ต่อหน้าคนอื่นจะดีเสียกว่า 

“...เอาเถอะ ยังไงก็ตามฉันอยากจะเจอนายในทัวร์นาเม้นต์ที่จะถึงนี้นะ” 

“หา?” 

“ฉันไปล่ะ” 

ทอร์เทอร์โบกมือลาคุโระแล้วเดินออกไป ทำให้คุโระต้องหันไปหามาเอลที่ยืนข้างๆ 

“ทัวร์นาเม้นต์สี่ทหารม้า เป็นทัวร์นาเม้นต์ที่จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่จะเข้าร่วมกองกำลังของสี่อัศวินอันได้แก่ 

ท่านอาคาน่า ฟอร์ แพนโดร่า ผู้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ 

ท่านเรนะ สการ์เล็ต ลาออส ผู้ใช้หอกและโล่สีชาด 

ท่านสวอน ฟอน อาคามาดัสก้า นักล่ามังกร 

และท่านอากิ สตอร์ม ฮัสตัน สายลมแห่งสนธยา น่ะ” 

“อาคาน่า...เหรอ?” 

“สนใจงั้นเหรอ?” 

“พักนี้ได้ยินชื่อบ่อย แข็งแกร่งที่สุด ผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ น้องสาวของริเรียผู้ที่ถูกเรียกว่าสตรีผู้ไร้พ่าย เธอคนนั้นแข็งแกร่งขนาดไหนก็อยากจะสัมผัสอยู่หรอก … แต่มันไม่ใช่เวลา” 

คุโระลุกขึ้น 

“ชั้นต้องไปที่เมืองหลวง จะอะไรก็ได้ นายช่วยได้ใช่ไหม?” 

“แน่นอน ผมจะบอกรายละเอียดให้ที่บ้านของคุณมามิยะ” 

คุโระยิ้มเบาๆ แล้วเดินออกจากโรงเรียน โดยมีมาเอลตามหลังมาติดๆ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว