Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ

ชื่อตอน : ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 129

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2563 00:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ
แบบอักษร

“พะ...พี่ภูผา”

“ครับ”

“ว่าไงครับคนเก่ง” ยิ้ม

“เอ่อ คือ พี่มาอยู่นี่ได้ไงครับ” ผมถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปลกใจปนสงสัยว่าพี่ภูผามาอยู่ที่นี่เวลานี้ได้ยังไงกันนะ มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า

ยิ่งตอนแรกๆที่ผมบอกรักพี่ภูผาไปและก็ผิดหวังกลับกลายเป็นว่าผมโหยหาคิดถึงอยากเจอพี่ภูผาใจแทบขาดแต่ก็ไม่เคยได้เจอเลยเหมือนพี่ภูผาหายออกไปจากชีวิตผมแล้วยังไงยังงั้น แต่สุดท้ายพอผมเริ่มตัดใจยอมรับกับความจริงที่ว่า ผมได้กลายเป็นคนอื่นไปแล้ว แต่พอมาตอนนี้สิ พี่ภูผากลับมายืนข้างหน้าผมซะอย่างงั้นซึ่งมันเป็นความบังเอิญที่บ่อยเอามากๆช่วงหลังมานี้ ผมยังไม่พร้อมที่จะเจอพี่ภูผาเลยตอนนี้ ยิ่งเจอมันก็ยิ่งเจ็บตัดใจไม่ได้สักที

“พี่ไม่สงสารหมอกเหรอ” ผมพูดคนเดียวเบาๆเท่านั้นมันเป็นเพียงคำถามที่ผมไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ใจผมก็มีอยู่แค่นี้จริงๆ ทรมานเหลือเกิน

“พี่ก็อยากมาเที่ยวบ้างไม่ได้เหรอ เรียนก็หนัก ไหนจะกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยอีก พี่เบื่อกรุงเทพจะแย่” คนตรงหน้าเอ่ยขึ้นมาพร้อมยกเหตุผลประกอบไปด้วย ผมไม่รู้หรอกว่าพี่ภูผาเรียนหนักหรือมีกิจกรรมมากน้อยแค่ไหน แต่มันบังเอิญมากจริงๆ เอ๊ะ แต่สำเนียงคำพูดเมื่อกี้นี้ถ้าฟังดีๆเหมือนออกจะติดอ้อนหน่อยๆด้วยซ้ำหรือผมฟังผิดกันนะ

“ได้สิครับ หมอก เอ่อคือ ผ..ผม แค่คิดว่าเรามาเจอกันตรงนี้ได้ยังไง หมอก เอ้ย ผมหมายถึงมันบังเอิญมากๆน่ะครับ” ใช่ครับผมคิดอย่างนั้นจริงๆและไม่รู้จะแทนตัวเองแบบไหนจะยังแทนชื่อตัวเองได้เหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า มันอึดอัดไปหมด ตอนนี้ความรู้สึกมันทั้งประหม่าทำตัวไม่ถูกเลยครับ ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมควรจะทำหน้าตาแบบไหนเสียด้วยซ้ำแต่มันคงดูตลกมากแน่ๆ ไม่งั้นคนตรงหน้าไม่แอบกลั้นขำหรอก คนนิสัยไม่ดี

 

ความรู้สึกของผมตอนนี้มันยิ่งอึดอัดมากขึ้น เพราะคนตรงหน้าผมดันมายืนจ้องหน้าแล้วอมยิ้ม ยิ่งทำให้สถานการณ์ในตอนนี้ของผมมันยิ่งดูแย่ลงไปเสียหมดไม่มีความมั่นใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ผมควรเก็บกล้องถ่ายรูปและขาตั้งกล้องแล้วเดินออกไปจากตรงนี้เลยไหม หรือต้องบอกลาพี่ภูผาก่อนดีไหมนะ มันสับสนมึนงงไปหมดกับการปรากฏตัวของพี่ภูผาแบบไม่ทันตั้งตัวเลยสักนิด

“นั่นสินะ อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น ที่เที่ยวก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ พัทยาก็ใช่ว่าจะเล็กนิดเดียวออกจะตั้งกว้างใหญ่ซะขนาดนั้น สงสัยพระเจ้าอยากให้เรามาเจอกันมั้งครับ หมอกคิดเหมือนพี่ภูไหมครับ” พอพี่ภูผาพูดประโยคยาวเหยียดนี้จบตัวผมนี่ชาดิกเลยครับเพราะคำพูดน้ำเสียงนุ่มๆที่ชวนให้หลงไหลที่ผมโหยหามาโดยตลอดมาตอนนี้ผมกลับได้ยินมันอีกครั้งและในครั้งนี้ผมรู้สึกว่ามันแตกต่างกว่าครั้งไหนๆ มันทั้งให้ความรู้สึกอบอุ่น ห่วงหาและอ้อนวอนจนทำให้ผมสับสนงุนงงว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ใช่พี่ภูผาคนที่เคยปฏิเสธความรักจากสายหมอกคนนี้หรือเปล่า

“พี่ภูว่ายังไงนะครับ” ผมถามคนตรงหน้าออกไปอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่ผมได้ยินว่าเสียงที่พี่ภูผาเปล่งออกมานั้นมันไม่ผิดจากที่ผมได้ยินกับหูตัวเองหรือเปล่า

“พี่ภูถามหมอกว่า หมอกคิดเหมือนกับพี่ภูไหมครับว่าพระเจ้าอาจจะดลบันดาลให้เรามาเจอกันที่นี่เวลานี้ก็ได้” พี่ภูเอ่ยถามผมอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มันดังฟังชัดน้ำเสียงสุขุมนุ่มลึกน่าฟังยังดังก้องกังวาลในหัวผมอยู่เลยตอนนี้ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลยว่าพี่ภูผาจะยังคงเห็นผมเป็นน้องชายของเขาอยู่ แววตาของพี่ภูผาที่มองผมในเวลานี้มันชั่งอบอุ่นเหลือเกินผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ผมโหยหาสิ่งเหล่านั้นที่มันออกมาจากตัวพี่ภูผาว่ามันดีสักแค่ไหน มันดีมากจริงๆครับเหมือนความสุขมันเอ่อล้นแทนความทุกข์ที่แสนเจ็บปวดที่เก็บสะสมมาโดยตลอดที่ผ่านมา มาวันนี้มันกลับทำให้สภาพจิตใจของผมถูกฟื้นฟูได้รับการเยียวยาให้หายดีเหมือนไม่เคยเป็นมาก่อน

หยดน้ำตาของผมเริ่มไหลออกมาเป็นสายอย่างสุดจะกลั้นในตอนนี้สายตาผมพล่ามัวไปหมด มองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าคนตรงหน้าแสดงสีหน้ายังไงอยู่และภาพในตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับภาพในวันวานที่แสนเจ็บปวดของเราสองคนเลยครับ เพียงแต่ตอนนี้ความรู้สึกมันต่างออกไปเทียบกันไม่ติดเลย มันทั้งดีใจโล่งใจเหมือนได้ยกของหนักที่มันสั่งสมกันมาหลายเดือนให้หายเป็นปลิดทิ้ง

“คนเก่งของพี่ภูไม่ร้องนะครับ” พี่ภูผาเอ่ยปลอบพร้อมกับดึงผมเข้าไปกอดเต็มอกกว้างของเขาอย่างที่เคยทำกับผมเมื่อก่อนตอนที่ผมเสียใจร้องไห้กับเหตุการณ์ไหนก็ตามที่ผ่านมา ผมโหยหาอ้อมกอดนี้ปานจะขาดใจผมไม่คิดไม่ฝันว่าผมจะได้รับอ้อมกอดนี้อีกครั้ง ผมคิดถึงมันเหลือเกินครับ

“เด็กขี้แยเอ้ย”

“ไม่ได้ขี้แย ฮึก...ฮือ สักหน่อย”

“พี่ภูขอโทษนะครับกับสิ่งที่พี่ภูทำลงไป ที่ผ่านมาพี่รู้ตัวเองมาตลอดว่าพี่ภูผิดมากแค่ไหน หมอกยกโทษให้พี่ภูสักครั้งได้ไหมครับ” มันไม่มีคำไหนดีไปกว่าคำนี้อีกแล้วครับจะสถานะไหนผมก็ยอมหมดตอนนี้ พี่ภูผาไม่ผิดเลยสักนิดกลับเป็นผมเองเสียอีกที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษที่ทำให้พี่ภูผาอึดอัดใจ

“พี่ภูไม่ต้องขอโทษหมอกนะครับ เป็นหมอกเองเสียด้วยซ้ำที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ฮึก ฮื้อ หมอกขอโทษนะครับถ้าวันนั้นหมอกไม่พูดออกไปเหตุการณ์วันนั้นมันคงไม่เกิดขึ้น” ผมเอ่ยขอโทษกับคนที่ยืนสวมกอดผมในตอนนี้อย่างรู้สึกผิด

“หมอกไม่ต้องโทษตัวเองนะครับ พี่ภูผิดเองและเป็นคนที่ทำร้ายหมอกอย่างแสนสาหัสที่ผ่านมาพี่ภูรู้ว่าหมอกเสียใจและเจ็บปวดกับมันมากแค่ไหน”

“กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้หรือเปล่า”? “ต่อไปนี้มันคงดีขึ้นและถึงเวลาที่พี่ภูจะทำตามความรูัสึกของตัวเองจริงๆซะที” ผมไม่รูัที่พี่ภูผาพูดมาทั้งหมดนี้มันหมายความว่ายังไงเพราะผมไม่ได้สนใจคำพูดตรงนั้นมัวแต่ดีใจจนไม่สามารถจับใจความสำคัญที่อีกคนจะสื่อได้อย่างถี่ถ้วน แต่ตอนนี้ผมดีใจมากจริงๆที่ได้พี่ชายที่แสนดีคนนี้กลับคืนมา

ผมพยักหน้าหงึกหงักในอกกว้างของอีกคน คราบน้ำตาเปื้อนเสื้อของพี่ภูผาเป็นวงกว้างบ่งบอกถึงการร้องไห้อย่างหนักไม่ใช่เป็นเพราะความทุกข์ระทมแต่เป็นร่องรอยคราบน้ำตาของความสุขและความดีใจที่เกิดขึ้นในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาต่างหาก

“พี่ภูพูดจริงๆใช่ไหม จะไม่ทิ้งหมอกไปอีกแล้วใช่หรือเปล่า?” ผมผละออกจากอ้อมกอดของคนตรงหน้าแล้วเอ่ยถามเพื่อให้แน่ใจอีกครั้งว่าพี่ภูผาไม่ได้โกหกผมเพื่อหลอกล่อให้ดีใจ

“พี่เคยโกหกรึไง หืมเด็กดี”

ผมส่ายหน้าทันทีิ เพราะตลอดที่ผ่านมาพี่ภูผาไม่เคยโกหกผมเลยสักครั้งและในครั้งนี้ผมจึงเชื่อคำพูดของคนตรงหน้านี้อย่างไม่มีข้อสงสัยหรือโต้แย้งใดๆ

“ไหนครับ พี่ภูเห็นยืนถ่ายรูปนานเลยได้รูปสวยมาอวดพี่ภูหรือเปล่าครับ” คนตรงหน้าถามผมออกมายิ้มๆพร้อมกับเอามือลูบหัวผมเบาๆไปมา มันชั่งอบอุ่นชะมัด

“นี่พี่ภูแอบดูหมอกถ่ายรูปมานานแค่ไหนละครับ”. ผมถามออกไปอย่างหน้าตาตื่นพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากัน ก็มีอย่างที่ไหนมายืนดูผมถ่ายรูปแล้วมีหน้ามาบอกว่ายืนดูนานแล้ว ไม่คิดว่าคนอย่างสายหมอกจะไม่รู้สึกเขินอายบ้างเลยหรือไง

“คนนิสัยไม่ดี” ผมว่าให้คนตรงหน้าอย่างไม่จริงจังนัก

“พี่ภูเห็นเรามีสมาธิกับการถ่ายรูปเลยไม่อยากรบกวนกลัวคนแถวนี้ไม่ได้รูปสวยต่างหากครับ” แล้วเวลาพูดทำไมต้องยิ้มหน้าละลื่นขนาดนั้นกัน หัวใจจะเหลวเป็นน้ำแล้วไอ้หมอกเอ้ย

 

เป็นเวลาหกโมงเกือบหนึ่งทุ่มฟ้าเริ่มมืดเปลี่ยนเป็นสีดำเกือบสนิทจากที่มีคนเดินเล่นชมชาดหาดอยู่บ้างตอนนี้เหลือผมกับพี่ภูผาสองคนยังเดินเล่นตามแนวชายหาดที่เงียบสงบ เสียงเกลียวคลื่นสาดซัดเข้าหาชาดฝั่งฟังดูเพลินหูไม่ใช่น้อย มันให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาและที่สำคัญไปกว่านั้นยังมีพี่ภูผาเดินเคียงข้างกับผมพร้อมถือกล้องกับขาตั้งให้อีกด้วย ความสุขผมกลับมาแล้วใช่ไหม

“หิวไหมครับ พี่ภูว่าฟ้าเริ่มมืดละนะเราออกมานานมากแล้วเดี๋ยวเพื่อนคนอื่นเป็นห่วงเอานะ” จริงด้วยแหะผมออกมาจากโรงแรมก็ตั้งนานแล้วนะแต่ผมก็บอกพวกเพื่อนๆไว้แล้วว่าผมจะออกมาถ่ายรูปริมชายหาด แต่ตอนนี้ก็นานมากแล้วกลัวเพื่อนๆเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน

“ก็ได้ครับ เดี๋ยวหมอกเข้าที่พักเลยครับ ออกมานานแล้วเดี๋ยวเพื่อนๆกับพี่กายเป็นห่วงเอา แล้วหมอกก็เริ่มหิวแล้วด้วย” ผมพูดบอกคนตรงหน้าออกไปแต่ทำไมพอพูดถึงพี่กายแล้วพี่ภูผาต้องทำหน้าตาดุๆเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลยนะ

“หึ”

“พี่ภูว่าไงนะครับ?”

“เปล่าครับ”

“เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”

“แล้วพี่ภูพักที่ไหนเหรอครับหมอกถามได้ไหม” ผมเอ่ยถามคนตรงหน้าออกไปอย่างคนสงสัยใคร่รู้

“โรงแรม sea view ครับ”

“เอ๋ พักที่เดียวกันเลยนิครับ” “งั้นเราก็เดินไปส่งกันและกันเลยเนอะ พี่ภูไปส่งหมอก หมอกก็ไปส่งพี่ภู ฮ่าๆๆ” ผมพูดเสร็จละหัวเราะไปด้วย

“ครับผม” พร้อมกับคนที่เดินเคียงข้างเอามือมาลูบหัวผมอย่างเบามือไปด้วย ชั่งอบอุ่นในหัวใจอะไรขนาดนี้

 

 

Phupha’s Part

“เฮ้ยๆไอ้ภู กูเห็นพวกน้องมันไปเที่ยวกับเพื่อนว่ะ เนี่ยเพื่อนน้องเช็คอินที่โรงแรมมีพี่กายไปด้วยนะเว้ย เนี่ยมึงดูสิ” ไอ้ตะวันเป็นคนยื่นโทรศัพท์มันให้ผมดู ในรูปมีเพื่อนน้องที่เคยเรียนด้วยกันสมัยมอปลอยกันครบแก๊งแถมไอ้ผู้ชายคนที่ผมไม่ชอบหน้าเอามากๆในตอนนี้ ในใจผมนี่เดือดปุดๆเลยครับ อยากจะเอาไม้หน้าสามฟาดสักทีสองทีข้อหาเข้าใกล้น้อง

“เอาไงมึง” ไอ้ปอนด์เอ่ยถามผมอีกคนประมาณว่ามึงจะเอาไง จะตามน้องมันไปไหมประมาณนั้นมั้งครับ

“ลุก” ผมสั่งพวกเพื่อนๆผมเสียงนิ่ง

“ห๊ะ มึงว่าไงนะ” ไอ้ตะวันเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

“กูบอกให้พวกมึงลุก ไปพัทยาเดี๋ยวนี้” ผมบอกพวกเพื่อนผมปนสั่งแล้วรีบเดินจั้มอ้าวไปยังรถเป้าหมายของผม

“เห้ยๆ ใจเย็นๆเพื่อน น้องมันไม่หนีไปไหนหรอก” เสียงไอ้ตะวันเอ่ยบอกกับผมพร้อมกับวิ่งไล่ตามหลังผมมากับไอ้ปอนด์ติดๆ

“หุบปาก” ผมว่าให้พวกมันอย่างไม่จริงจังนัก

“ฮ่าๆๆ” เสียงพวกเพื่อนผมหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจ

“คนไม่อะไรกับน้องมันอะเนาะ อืมๆเข้าใจแหละ เฉยๆแหละ” เสียงไอ้ตะวันพูดแซะผมไปในที เอาเลยครับตอนนี้พวกมึงจะแซะจะด่ากูยังไงก็ตามสบายเลยครับเพราะตอนนี้จิตใจผมอยู่พัทยาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ระหว่างทางที่ผมเป็นคนขับรถที่มีจุดหมายปลายทางคือพัทยาผมได้ให้เพื่อนผมจองโรงแรมเดียวกับที่พวกน้องๆพักเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ผมต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

พวกผมเดินทางมาถึงโรงแรมที่พวกผมจองไว้และใช่ครับเป็นโรงแรมเดียวกับที่น้องพักอยู่ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะหกโมงแล้วผมให้พวกเพื่อนๆผมไปเช็คอินกันสองคนส่วนผมบอกพวกมันว่าเดียวรอตรงนี้เดี๋ยวไปหาอะไรกินกันและต้องหาซื้อเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวบางส่วนด้วย เพราะพวกผมไม่ได้เตรียมตัวกันเลยไม่คาดคิดว่าจะได้ออกมากระทันหันแบบนี้

แต่ผมไม่ได้บอกพวกมันหรอกนะครับว่าแท้จริงแล้วคือผมมาดักเจอน้องมัน ผมนั่งจับตาดูคนเดินเข้าเดินออกอยู่มุมๆนึงของล็อบบี้โรงแรม และแน่นอนว่าการรอคอยของผมย่อมส่งผลดีกับผม หมอกเดินออกมาจากลิฟต์มุมนึงของโรงแรมและในมือถือกล้องถ่ายรูปกับขาตั้งกล้องมีจุดมุ่งหมายคือชายหาดอย่างแน่นอน

ผมสะกดรอยตามน้องไปเงียบๆอย่างไม่ให้รู้ตัว ผมเห็นอากัปกิริยาทุกอย่างของน้องมันชั่งดูน่ารักน่าทะนุถนอมไปเสียทุกอย่างทั้งที่ตัวเรารูปร่างก็ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิดจะเรียกว่าคิดถึงโหยหาได้ไหมนะ ที่สำคัญผมหวงน้องมากๆ

ผมยืนมองทุกการกระทำของคนตรงหน้าตอนที่น้องกดชัตเตอร์มองภาพตรงหน้าผ่านเลนส์ถ่ายภาพมันชั่งน่ามองน่าหลงไหลทุกๆการเคลื่อนไหว ผมมองในสิ่งที่เขารักที่น้องกำลังทำอยู่เลยทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าที่ผ่านมาผมทำอะไรอยู่ทำไมถึงปล่อยให้คนๆนึงที่รักผมเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และเขาคือคนที่สำคัญที่ผมรักมากที่สุด ฟังไม่ผิดหรอกครับว่าผมน่ะรักน้องไปแล้วหรืออาจจะรักมานานแล้วด้วยซ้ำ เราไม่จำเป็นต้องถามหาเหตุผลมารองรับมากมายนักหรอกครับเพราะถ้ารักมันก็คือรักเว้นเสียแต่ว่าเราจะยอมรับมันได้หรือเปล่าก็แค่นั้น

 

ผมเดินเข้าไปใกล้ๆน้องที่คาดว่าเขาน่าจะต้องหันมาเจอผมพอดี

“พะ...พี่ภู” เสียงเอ่ยทักผมกะท่อนกะแท่นขาดๆหายๆอย่างคนไม่ค่อยมั่นใจนัก

“ครับ”

“ว่าไงครับคนเก่ง” ผมเอ่ยถามน้องไปอีกรอบเพื่อหวังจะได้ยินประโยคยาวๆจากน้องอีกครั้ง

“เอ่อ คือ พี่มาอยู่นี่ได้ไงครับ” ทักคนที่ตัวเองเคยบอกรักเขาทักกันอย่างงี้รึไง มันน่าจับมาฟัดจริงๆผมคิดในใจ

“พี่ก็อยากมาเที่ยวบ้างไม่ได้เหรอ เรียนก็หนัก ไหนจะกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยอีก พี่เบื่อกรุงเทพจะแย่” ให้ตายสิไม่ยักรู้ว่าคนอย่างภูผาก็ทำเสียงออดอ้อนเป็นกำเขาด้วย อย่าให้พวกเพื่อนผมรู้เชียวหัวเราะผมตายเลย

“ได้สิครับ หมอก เอ่อคือ ผ..ผม แค่คิดว่าเรามาเจอกันตรงนี้ได้ยังไง หมอก เอ้ย ผมหมายถึงมันบังเอิญมากๆน่ะครับ”

ใช่ครับ มันชั่งเป็นทริปที่บังเอิญสุดๆเลยเนาะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น