ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน อากิมิ ทุกคืน หมายถึงอะไรกันแน่!? และอิจิ ที่เข้าไปอ่านความฝันเธอเจออะไรซุกซ่อนอยู่!? <อัพทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ตอนที่ 1-12 ละอองความฝัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-12 ละอองความฝัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 258

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2563 17:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-12 ละอองความฝัน
แบบอักษร

ทว่าหลังจากนั้น อากิมิก็ไม่ย่างกรายไปบ้านยามาเอะตามคำชวนของจิโยะอีกเลย 

เวลาผ่านไปครึ่งเดือน 

ระหว่างนั้น ความฝันยังคงดำเนินต่อไป แต่เนื้อหาเปลี่ยนไปเล็กน้อย 

เหล่าเด็กกึ่งโปร่งใสซึ่งมีรูปร่างไม่แน่นอน หายไปทีละคนๆ ยิ่งจำนวนลดลงก็ยิ่งมีเลือดเนื้อเพิ่มขึ้น 

ผิวหนังสีเนื้อที่แปะติดอยู่บนร่างกายเหลวเหมือนเยลลี่ เท้าสีชมพูงอกจากลำตัวคดงอดูเปล่งปลั่งคล้ายลูกอ๊อดที่กำลังเปลี่ยนรูปร่างเป็นกบ 

ผู้ฉีกทึ้งร่างมินาโกะไม่ใช่มือสีขาว แต่กลายเป็นเด็กๆ พวกนี้แทน 

“หยุดนะ!” 

อากิมิตะโกนในฝัน 

“อย่าพาแม่ไปนะ คืนแม่มาเถอะ ขอร้อง” 

อยากให้หยุดงั้นเหรอ? ได้ยินเสียงแหบๆ ถามกลับ  

ถ้าอยากให้หยุด ถ้าอยากให้คืน ก็ส่งตัวแทนมาสิ 

อากิมิกะพริบตา เธอพอจะเดาเจตนาของอีกฝ่ายได้ สันหลังจึงเย็นวาบ เสียงต่ำๆ ดังขึ้นอีกครั้งคล้ายจะกดดัน 

คงรู้ใช่ไหม? 

ส่งตัวแกมาเป็นตัวแทนสิ 

อากิมิร้องกรี๊ดจนตัวลอย แล้วสะดุ้งตื่น 

เนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อ ชุดนอนและผ้าปูที่นอนเปียกโชก ไข้ยังไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ปวดหัวตุบ 

อยากไปบ้าน ยามาเอะ อิจิ แต่วันก่อนเพิ่งจะบุกไปดราม่าใส่รัวๆ  

น่าอายเหลือเกิน 

จะอ้อนคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันไปถึงไหน...คิดแล้วก็เขิน 

ยิ่งย้อนคิดยิ่งขายหน้า  

เธอเริ่มหลบหน้าอิจิที่แวะมาสอดส่องห้องซีในช่วงพัก 

อาการไข้ยังไม่ทุเลา อากิมิจึงกินยาไปเรื่อยๆ ไหนจะกลุ้มใจเรื่องความฝันและกดดันกับการดูแลพ่อจนรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ 

มีเพียงเวลาที่ไม่รอท่าพร้อมกับพลังงานที่เหือดหายไปอย่างช้าๆ 

“...เอ่อ ใช่ลูกสาวบ้านคุณอิชิคาวะรึเปล่า?” 

จังหวะที่โดนทักระหว่างทาง อากิมิใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะเข้าใจความหมาย 

ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าดูซูบผอม เขาน่าจะอายุราวสามสิบห้า  

เหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ตอนนี้สมองทื่อไปหมด ทำให้ลิ้นชักความทรงจำไม่ยอมทำงาน 

ชายคนนั้นขมวดคิ้ว 

“จำไม่ได้เหรอ? เอ่อ ผมทาเคอุจิที่บังเอิญผ่านไปเห็นตอนแม่คุณประสบอุบัติเหตุแล้วไปแจ้งตำรวจไง” 

“อ๋อ” อากิมิผงกศีรษะ 

จริงสิ จะคุ้นหน้าก็ไม่แปลก เขามาเยี่ยมตอนเราเข้าโรงพยาบาลด้วยนี่นา 

ศีรษะมีผมหงอกแซมเกินวัย สวมแว่นตาทรงกลม หางตาสลักด้วยริ้วรอยตื้นๆ หน้าตาดูพึ่งพาไม่ค่อยได้ชวนให้นึกถึง แฮรี่ พอตเตอร์ ในเวอร์ชั่นภาพวาดประกอบหนังสือมากกว่าเวอร์ชั่นภาพยนตร์  

จนถึงตอนนี้ผู้ชายคนนี้ก็ยังมีภาพลักษณ์เช่นเดิม 

“ไม่ได้เจอกันนานนะ สบายดีไหม?” 

ถามแล้วเขาก็ยิ้มเจื่อนพูดว่า “ขอโทษที จะสบายได้ยังไงล่ะเนอะ” 

“ไม่ค่ะ หนูสบายดีค่ะ” อากิมิส่ายหน้า 

“ทั้งหนูและพ่อค่อยๆ กลับไปใช้ชีวิตปกติแล้วค่ะ” 

“เหรอ?” 

เขาหลุบตาลงด้วยความสงสาร 

“ขอโทษนะที่หลังจากนั้นไม่ได้เอาดอกไม้ไปเยี่ยมเลย ฉันไม่ได้ลืมนะ แต่งานยุ่งจนปลีกตัวยาก” 

“ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ” 

“แต่ได้มาเจอหนูที่นี่ก็ถือเป็นวาสนาต่อกันแล้ว ขอจุดธูปไหว้ป้ายจารึกคุณแม่ได้ไหม?” 

บ้านเขาคงอยู่แถวนี้สินะ อากิมิพยักหน้า 

โอตสึฮิโกะยังไม่กลับบ้าน พ่อเกลียดมากเวลาพาคนอื่นเข้าบ้านตอนเขาไม่อยู่ แต่ถ้าเงียบไว้คงไม่รู้หรอก  

แถมทาเคอุจิยังเป็นผู้มีพระคุณอีก จะปฏิเสธอย่างไรได้ลงคอ 

ถ้าให้ชายหนุ่มจุดธูปไหว้แม่แล้วเสิร์ฟชาสักแก้วตอนนี้ น่าจะทันส่งเขากลับก่อนที่พ่อจะมาถึงบ้านได้สบายๆ หรือต่อให้พ่อกลับมาก่อน ถ้าเล่าเรื่องบุญคุณของทาเคอุจิให้ฟัง เขาคงไม่โกรธ 

“เอ่อ อาจไม่ค่อยมีอะไรต้อนรับมากมายนะคะ” อากิมิอึกอัก  

ทาเคอุจิตอบว่า “ทางนี้ต่างหากต้องขอโทษที่มารบกวนกะทันหัน”  

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในสวนของบ้านก็ได้กลิ่นดินและอากาศชื้นๆ  

ท่าทางฝนจะตก อากิมิคิด 

เธอปิดประตูรั้วหลังจากที่ทาเคอุจิเดินเข้าไป 

“อ๊ะ ดีเนอะ” จู่ๆ ทาเคอุจิก็พูดขึ้น 

เด็กสาวมองตามสายตาทาเคอุจิ แต่ไม่เห็นอะไร  

ถ้าจะให้พูดเจาะจงก็คือมีกระถางต้นไม้วางอยู่บนทางเดินปูหินเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรแปลก ก็แค่กระถางธรรมดาๆ ซึ่งวางขายตามห้างร้านทั่วไป 

อากิมิรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย จึงตอบแค่ว่า “ขอบคุณค่ะ” แล้วเดินผ่านเขาไปยังประตูบ้าน 

เขาต้องเป็นคนที่ขยันชมบ้านคนอื่นเป็นแน่  

เธอย้ำกับตนเองว่าอย่าคิดมาก โลกนี้มีคนหลายประเภท อีกอย่างเธอก็เคยชินกับคนพิลึกๆ มาบ้างแล้วหลังจากการดูแลพ่อ 

“เชิญค่ะ” เธอเปิดประตูต้อนรับทาเคอุจิ 

“อื้ม...ดีเนอะ” 

เขาพูดอีกครั้งด้วยเสียงสูงแปลกๆ คราวนี้สัญชาตญาณระแวดระวังภัยในตัวเริ่มส่งเสียงเตือน ทว่าอากิมิเลือกเมินเสียงภายในใจนั้น  

เขาเป็นผู้มีพระคุณ เป็นไปไม่ได้หรอก 

ช่วงนี้แค่เกลียดตัวเองก็แทบแย่แล้ว จะให้ระแวงคนอื่นหรือชิงชังตัวเองมากกว่านี้ก็คงไม่ไหว 

อากิมิหลับหูหลับตาปิดสัญญาณเตือนในใจของตน ทำไม่รู้ไม่เห็นว่าทาเคอุจิล็อกประตูอยู่ด้านหลัง 

แสงแดดทางทิศตะวันตกส่องจากหน้าต่างหลังคาให้เห็นเป็นสีส้มอ่อนๆ 

“ปกติคุณพ่อกลับบ้านกี่โมงเหรอ?” ทาเคอุจิถามระหว่างที่ถอดรอดเท้า 

“ปกติพ่อไม่ทำโอทีค่ะ อีกชั่วโมงกว่าน่าจะกลับมา เพราะขึ้นรถไฟเที่ยวหกโมงเย็นแล้วต่อรถบัสกลับบ้านเป็นประจำ” อากิมิหันไปบอก 

“พ่อเกลียดกิจวัตรประจำวันที่ผิดเพี้ยนยิ่งกว่าอะไรดี ไม่มีทางกลับช้าแน่ๆ ค่ะ” 

“เหรอ?” ทาเคอุจิเอ่ยเสียงต่ำ 

ตอนนั้นเองที่อากิมิเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าเธอกับเขาอยู่ใกล้ชิดกันมาก ลมหายใจรดใบหน้า แขนทั้งสองของเขาพาดไหล่ 

“งั้นก็คงต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนสินะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม 

อากิมิกระเด้งเหมือนสปริง 

เด็กสาวใช้มือปัดแขนที่ยื่นมา พบว่ามือชายหนุ่มซึ่งโผล่จากแขนเสื้อที่ม้วนขึ้นเต็มไปด้วยรอยแผล 

ทุกแผลยาวเหยียดราวกับแมลงสีขาวหลายสิบตัวคลานยั้วเยี้ย  

มันคือแผลกรีดข้อมือของคนที่ชอบทำร้ายตัวเอง 

ภาพเดจาวู*จู่โจมอากิมิอย่างรุนแรง 

รอยแผลเป็นนับไม่ถ้วนตามแขน ร่างกายซูบผอมที่ชวนให้นึกถึงพ่อมดหนุ่มคนนั้น แว่นตาอย่างดี รอยยิ้มเยาะที่เห็นใกล้ๆ 

“ตอนเห็นครั้งแรก ฉันคิดว่า ‘อะไรกัน เหมือนพ่อนี่นา’” ทาเคอุจิพูด 

“แต่เปล่าเลย พอขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอกลับเหมือนแม่มากขึ้นเรื่อยๆ อืม เพราะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมั้ง...เหมือนมากเลย” 

เขาพูดเหมือนย้ำ พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ 

อากิมิไม่พูดไม่จา ถองเข่าใส่หว่างขาชายหนุ่มทันที 

แต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านเหมือนที่คิด เข่าของเธอกระทบเข้ากับวัตถุแข็งๆ อย่างจัง  

กระจับเหรอ? หรือไม่ก็เครื่องป้องกัน 

น่าขำชะมัด  

แต่ความตลกร้ายนั้นปลุกความหวาดกลัวในตัวอากิมิขึ้นมาทันที    

 

 

*เดจาวูหมายถึงภาพหรือเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าเคยเห็นหรือเคยประสบมาก่อน 

ความคิดเห็น