ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน อากิมิ ทุกคืน หมายถึงอะไรกันแน่!? และอิจิ ที่เข้าไปอ่านความฝันเธอเจออะไรซุกซ่อนอยู่!? <อัพทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ตอนที่ 1-6 ละอองความฝัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-6 ละอองความฝัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 157

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 มิ.ย. 2563 09:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-6 ละอองความฝัน
แบบอักษร

เช้าวันนั้นอากิมิไปถึงทันเวลาปิดประตูโรงเรียนแบบหวุดหวิด ก่อนจะรีบไถลตัวเข้าห้องโฮมรูมช่วงเช้าแบบฉิวเฉียด 

จบคาบแรกอันแสนน่าเบื่อพร้อมกับการกลั้นหาวสุดฤทธิ์ 

ก๊อง!  

ได้ยินเสียงเตะขาเก้าอี้เบาๆ เด็กสาวเงยหน้าพบว่ามิฟุเนะยืนอยู่  

“...อะไร?” 

“เปล่า แค่พิราบสื่อสาร” 

“งั้นก็รีบๆ ส่งสารมา” 

คำพูดอากิมิทำให้มิฟุเนะอมยิ้ม 

“เอาละนะ” 

เป็นรอยยิ้มที่รุ่นน้องสมัยมัธยมต้นบอกว่า ‘สวยแต่ดูน่ากลัวหน่อยๆ’ ซึ่งสามารถข่มขวัญคู่แข่งขันได้ภายในพริบตา 

“ต่อจากนี้เป็นข้อความจากคาเนมุระ อาจารย์ประจำชั้น ‘ครูเข้าใจว่าเธอเจอเรื่องน่าหดหู่มาเยอะ แต่หยุดทำให้บรรยากาศในห้องแย่ลงซะทีเถอะ นี่วาคุอิ ตอนอิชิคาวะอยู่ชั้นมัธยมต้น เขาเคยมีเพื่อนบ้างไหม?’ ” 

อากิมิหรี่ตา 

“แล้วโทชิตอบไปว่าไง?” 

“ก็ตอบตามตรงนั่นแหละ อากิมิเป็นคนเด่นคนดังในโรงเรียนมัธยมต้น เนื้อหอมในหมู่รุ่นน้องผู้หญิงเป็นพิเศษ” 

“โห!” 

อากิมิทำเสียงไม่แยแส แล้วเบือนหน้าหนี 

มิฟุเนะทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็เปลี่ยนใจ ยักไหล่เล็กน้อย แล้วหันหลังเดินจากไป 

อากิมิยกนิ้วกดขมับ อาการปวดหนึบตรงขมับเป็นมาเกินสัปดาห์แล้ว ไม่ถึงขั้นต้องกินยาแก้ปวด แต่ความปวดหนึบๆ คอยบั่นทอนพลังงานตลอดเวลา ความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดกำลังลดฮวบ เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจน 

คาบแรกคือวิชาวรรณคดี 

อาจารย์วิชาวรรณคดีสอนแบบไม่มองหน้านักเรียนจนเป็นที่ร่ำลือกันว่าเป็นโรคกลัวสังคม ดังนั้นวันนี้จึงมีตัวหนังสือเขียนด้วยชอล์กเต็มพรืดบนกระดานดำ 

เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งใช้แปรงลบกระดานดำจนมือเป็นระวิง 

เด็กคนนั้นชื่อฮาชิดะใช่ไหมนะ หรือว่าฮาชิโมโตะ? อากิมิคิด 

พอเบนสายตามองมุมกระดานดำ ช่องเวรประจำวันเขียนว่า ‘ฮาเซงาวะ, ฮาชิโมโตะ’  

อ้อ ฮาชิโมโตะจริงๆ ด้วย รู้สึกเธอจะชื่อ ฮาชิโมโตะ ฮินาโนะ 

ส่วนสูงราวหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตรบวกลบ ขนาดยืดสุดแขนปลายเล็บก็ยังแตะไม่ถึงขอบบนสุดของกระดานดำ 

ทว่าเพื่อนในห้องไม่มีใครเสนอตัวช่วยฮินาโนะเลย ทุกคนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เด็กผู้หญิงหลายคนจ้องมองไม่วางตา บ้างก็ยิ้มเยาะขณะสังเกตการณ์ 

เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลายทุกคนจะถูกปรับมาอยู่ระดับชั้นเดียวกัน ‘การกลั่นแกล้ง’ กันค่อยๆ จางหาย ตรงกันข้ามคือการหัวเราะเยาะเย้ยและการเมินเฉยอย่างโจ่งแจ้งกลับเข้ามาแทนที่  

ฮินาโนะซึ่งตัวเล็กและเคลื่อนไหวเชื่องช้าอืดอาดดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายของ ‘การเยาะเย้ย’ เข้าเต็มเปา 

เส้นประสาทอากิมิเต้นตุบ 

อ๊า ไม่เอาแล้ว ไม่ไหว หงุดหงิดจริงๆ  

ความเจ็บปวดตรงขมับยิ่งเต้นเร่าๆ ด้วยความโกรธ 

อากิมิเดาะลิ้นก่อนจะลุกขึ้น 

เธอตรงดิ่งไปที่โพเดียม ยืนข้างฮินาโนะซึ่งตอนนี้ยังลบกระดานไม่ถึงไหน แล้วยื่นมือขวาออกมา 

ฮินาโนะกะพริบตาปริบๆ 

เธอขยับปากเป็นเชิงเร่งว่า ‘เอาน่า’ ฮินาโนะยื่นแปรงลบกระดานให้ด้วยมือสั่นเทา  

จะเข้าใจหรือไม่ก็แล้วแต่  

อากิมิก็ไล่ลบตัวหนังสือทั้งหมดจากบนสุดลงมา 

เบิ่งตาดูซะ! เธอคิดในใจ 

ขนาดคนตัวสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรอย่างฉัน ถ้าไม่ยืดแขนก็ยังลบไม่ถึงด้านบนสุดเลย ดังนั้นคนตัวเล็กอย่างฮินาโนะจะลบไม่ถึงก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นประหลาดขนาดต้องโดนหัวเราะเยาะเหมือนตัวประหลาดขนาดนั้น 

แล้วฮาเซงาวะที่เป็นเวรวันนี้อีกคนหายหัวไปไหน?  

อย่าบอกนะว่าผลักภาระให้ฮินาโนะเพื่อจะได้ไม่ต้องโดนหัวเราะเยาะน่ะ ถ้าใช่จริงละก็มันน่าโมโหนัก  

หากเป็นเธอเมื่อก่อนรับรองว่าคงด่ากราดต่อหน้าทุกคนไปแล้ว 

เธอกะจะหันไปมองแต่ก็เปลี่ยนใจ เพียงแค่ลบกระดานจากมุมหนึ่งถึงมุมหนึ่งจนเกลี้ยงแล้วคืนแปรงลบกระดานให้ฮินาโนะ 

ทั้งห้องเรียนเงียบกริบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทันรู้ตัว หันหลังอยู่ก็ยังรู้สึกได้เลยว่าสายตาทุกคู่ล้วนทิ่มแทง 

อากิมิออกจากห้องซีเงียบๆ โดยไม่หันหลังกลับไปมอง 

พอออกมาที่โถงทางเดินก็ต้องเบิกตาโพลง 

ยามาเอะ อิจิ นั่นเองที่ยืนอยู่แถวนั้น 

“เห็นของดีเข้าแล้วสิ” 

เด็กหนุ่มยิ้มกริ่ม 

“อิชิคาวะเนี่ยใจดีเนอะ” 

อากิมิหน้าแดงแปร๊ด 

“มะ ไม่ใช่อย่างนั้น” 

เด็กสาวลิ้นพันกัน รีบหันหน้าหนี 

“แค่เอือมพวกแอ๊บเป็นเด็กดี แต่มาหัวเราะเยาะเย้ยคนอื่น ไม่เห็นจะน่ารักสักนิด” 

“แต่ช่วยฮาชิโมโตะไว้ได้นี่ ยายนั่นคงดีใจนะ” 

อิจิส่ายหัวเบาๆ  

“ฉันชอบจุดนั้นของอิชิคาวะ” 

เขาเอ่ย 

โถงทางเดินตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ 

อากิมิจ้องหน้าเขาด้วยความงุนงง ใบหน้าอิจิที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆ แดงขึ้น 

“อ๊า ฮ่าๆๆ เผลอพูดออกมาจนได้” 

อิจิหน้าแดงก่ำพลางเอ่ยว่า “งั้นฉันไปก่อนนะ” แล้วเผ่นหนีจากห้องซีถึงห้องเอแบบติดปีก  

อากิมิยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนกริ่งเข้าเรียนคาบต่อไปดังขึ้น 

คืนนั้นอากิมิก็ฝันอีกเช่นเคย 

แขนผอมๆ สีขาวจำนวนนับไม่ถ้วน เหล่าเด็กกึ่งโปร่งใสไต่ขึ้นมาจากพื้น  

เหมือนเดิมเลย แต่เธอไม่ยักชินกับมัน  

ทุกครั้งที่เห็น อากิมิจะตัวแข็งทื่อ ร้องไม่ออกด้วยความขยะแขยงระคนตื่นตระหนก 

ศพของแม่ล้มพับอยู่บนพื้นถนน 

กลุ่มแขนและเหล่าเด็กๆ กรูเข้าไปมะรุมมะตุ้มแม่ของเธอราวกับแมลงวันตอมเนื้อ  

ได้ยินเสียงหัวเราะสูงๆ ดังสนั่น  

เสียงใครกันนะ? 

ร่างของแม่ถูกฉีกทึ้งกัดแทะ อากิมิมองดูร่างมารดาเล็กลงเรื่อยๆ โดยไม่สามารถหยุดยั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้ เพราะเธอไม่มีขา 

จากหัวเข่าลงไปเปิดเป็นรูกลวงโบ๋น่าเกลียด ความมืดมิดขยายวงกว้าง เสียงลมดังหวีดหวิว 

อยากร้อง แต่ลำคอที่แข็งเหมือนหินสะกัดกั้นเสียงไว้ไม่ให้หลุดลอดออกจากลำคอ  

อยากร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเรียกหาใคร 

แล้วเธอก็ลืมตาตื่น 

หันไปมองนาฬิกา ตีสามอีกแล้ว 

อากิมิยกหลังมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก สัมผัสของเหงื่อเหนียวเหนอะ  

เหมือนเมื่อคืนก่อนเปี๊ยบ  

เหมือนเมื่อวานซืน สองวันก่อน และสามวันก่อน  

เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว แต่ไม่สามารถหนีไปไหนได้ 

อากิมิค่อยๆ วางศีรษะบนมือที่ประสานกัน 

ถึงอย่างนั้นตอนเช้าก็ยังมาเยือนอย่างไม่ปราณี 

ความคิดเห็น