facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 5 : ข้อเสนอที่ให้ไป...น่าสนใจหรือเปล่า?

ชื่อตอน : คำถามที่ 5 : ข้อเสนอที่ให้ไป...น่าสนใจหรือเปล่า?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ค. 2563 01:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 5 : ข้อเสนอที่ให้ไป...น่าสนใจหรือเปล่า?
แบบอักษร

    

5 

ข้อเสนอที่ให้ไป...น่าสนใจหรือเปล่า? 

  

               เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานของพี่เซนท์กับผองเพื่อนเรียกให้ฉันหันหน้ามองไปตามทิศทางของเสียงด้วยความเคยชิน พี่ชายฉันเป็นคนอัธยาศัยดีแถมยังมีเพื่อนเยอะแยะ บางครั้งก็ชอบชวนเพื่อนมาเล่นเกมหรือมาทำงานที่บ้านบ่อยๆ 

               วันนี้ก็ยังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวเหมือนเคยเลยนะ 

               ฉันละสายตาจากกลุ่มเพื่อนของพี่เซนท์มาโฟกัสกับการตากผ้าห่มผืนหนาต่อ หนักชะมัด ของพวกนี้เวลาอุ้มน้ำแล้วหนักกว่าพวกผ้าห่มผืนบางๆ อีก แถมราวตากผ้าในบ้านก็อยู่สูงเสียดฟ้าเหลือเกิน ไม่รู้ว่าทำมาให้ใครตากเหมือนกัน  เห็นแล้วก็ถอนหายใจให้กับชะตากรรมของตัวเอง ฉันทำสายตามุ่งมั่นพลางกระชับผ้าห่มอันแสนหนักอึ้งไว้ในอ้อมแขน 

               เราทำได้! 

               “ฮึบ! ฮึบ!” 

               มา! กายพร้อมใจพร้อม ฉันพยายามเขย่งขาและดีดตัวขึ้นกระโดดดึ๋งๆ เพื่อตากผ้าอย่างสุดความสามารถ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งโดดก็ยิ่งท้อ ทำยังไงก็แขวนผ้าไว้บนราวไม่ได้สักที! 

               “ดูนั่นสิ คนแคระกำลังพยายามตากผ้าห่มล่ะ” 

               น้ำเสียงยียวนกวนประสาทที่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นของใครทำฉันคิ้วกระตุกขึ้นมาทันที แอบอู้งานไปเม้าท์มอยกับเพื่อนไม่พอ นี่ยังจะมีหน้ามาล้อเลียนคนอื่นว่าเป็นคนแคระอีกเหรอไอ้พี่บ้า! 

               “ถ้าเห็นว่าตากไม่ได้ก็มาช่วยกันตากเซ่!” 

               “โอ๊ย! โอเค ช่วยแล้วๆ” 

               เจ้าของเสียงโอดครวญรีบยกมือขึ้นมาปัดป้องเหล่าถุงเท้าที่ฉันโยนใส่เขาไปรัวๆ ด้วยความหงุดหงิด ถึงจะดูไม่พอใจแต่สุดท้ายพี่เซนท์ก็ยอมลุกขึ้นมาอาสาช่วยตากผ้าห่มไว้บนราวสูงๆ แต่โดยดี 

               นับจากวันที่ได้ไปขอทุนและพบกับคุณกวีอีกครั้ง นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ใกล้ประกาศผลรอบสี่เข้าไปทุกทีๆ พอเจอกับความผิดหวังเข้าบ่อยๆ ฉันก็พบว่าตัวเองเลิกศรัทธาในความพยายามไปซะแล้ว 

               อันที่จริงฉันชอบคำว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นมากเลยนะ มันเคยเป็นคำคมยอดฮิตตลอดกาลของใครหลายๆ คนรวมถึงฉันด้วย แต่พอโตขึ้น ฉันก็ได้รับรู้ว่าความผิดหวังมันบั่นทอนจิตใจและความสดใสของเราไปได้มากขนาดไหน ถึงจะเคยเชื่อมั่นอย่างสุดใจว่าถ้าพยายามแล้วต้องสำเร็จแน่ๆ 

               แต่ดูเหมือนว่าฉันจะตั้งความหวังไว้สูงเกินไปหน่อย พอถูกผลักตกลงมาก็เลยรู้สึกแย่มากจนไม่กล้าศรัทธากับคำว่าพยายามอีกต่อไปแล้ว... 

  

               “โห ลุ้นว่ะ โอกาสติดตั้งสิบเปอร์เซ็นต์แน่ะ ปาฏิหาริย์ชัดๆ” 

               “พี่เชื่อในปาฏิหาริย์มั้ย” 

               “ไม่เลยสักนิด...” พี่เซนท์ส่ายหน้ารัวๆ 

               “หนูก็เหมือนกัน...” 

               ปาฏิหาริย์ ของแบบนั้นมีแค่ในนิยาย หนัง การ์ตูนหรือภาพยนตร์เท่านั้นแหละ ในโลกแห่งความเป็นจริง ของแบบนี้โอกาสเกิดมีน้อยเสียยิ่งกว่าอัตราการออกของกาชา SSR ซะอีก ตัวแรร์ว่าออกยากแล้ว สิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์กลับเกิดขึ้นยากกว่าหลายร้อยเท่าเลย 

               วันนี้คือวันประกาศผลรอบสี่ ฉันแอบย่องเข้ามาในห้องพี่เซนท์เพื่อยืมโน้ตบุ๊คเขามาเข้าระบบดูผลการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ถึงจะมีประกาศบอกว่าผลการคัดเลือกจะออกตอนเก้าโมงเช้า แต่เด็กหลายๆ คนก็เลือกที่จะดื่มกาแฟโต้รุ่งเฝ้าเว็บกันทั้งคืนไปเลย เพราะเหล่ารุ่นพี่ต่างพากันบอกปากต่อปากว่าผลการคัดเลือกมักออกมาช่วงดึกๆ ในเวลาเที่ยงคืนถึงตีสามเป็นอย่างต่ำ 

               แน่นอนว่าฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ดูเหมือนข่าวลือจะเป็นความจริงเพราะเริ่มมีคนเข้าเว็บไปดูผลการสอบคัดเลือกของตัวเองได้แล้ว ยิ่งเห็นคนแคปภาพหน้าจอมาอวดมากเท่าไหร่ หัวใจฉันก็ยิ่งเต้นเร็วมากขึ้นเท่านั้น 

               คนนี้ติดอันดับหนึ่งที่เลือกไว้ล่ะ ดีจัง โอ๊ะ! คนนี้ก็ติดคณะที่อยากเรียนมาตลอดด้วย... 

               ฉัน...จะมีโอกาสได้ยิ้มกว้างและแสดงความยินดีให้กับตัวเองเหมือนคนอื่นๆ หรือเปล่านะ? 

               “หอม...” 

               และเสียงเรียกของพี่เซนท์ก็ทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเองได้อีกครั้ง 

               “...อื้ม ว่าไง?” 

               “ใจเย็นๆ มือเธอสั่นหมดแล้ว” 

               มือสั่นเหรอ? พอลองยกมือขึ้นมาดูก็เห็นว่าสั่นอยู่จริงๆ ด้วยแฮะ... 

               ตอนนี้เราสองคนนอนเล่นโน้ตบุ๊คอยู่บนเตียงเดียวกัน พี่เซนท์ที่ตาไวยิ่งกว่าเหยี่ยวสังเกตเห็นความกังวลใจของได้รวดเร็วกว่าใครเหมือนอย่างเคย 

               “มัน...ตื่นเต้นน่ะ” 

               “ไม่เป็นไร อย่าไปกลัว” 

               คุณพี่ชายยกสองมือขึ้นมากำไว้แน่นพร้อมส่งความกล้าให้ฉันผ่านสีหน้าและน้ำเสียงที่หนักแน่นของเจ้าตัว 

               “จะไม่ให้กลัวได้ยังไงเล่า...” ของแบบนี้พูดง่ายแต่ทำยากจะตายไป “ถ้าเกิดไม่ได้มอ A ขึ้นมาจริงๆ...จะบอกพ่อกับแม่ยังไงดี?” 

               “ก็บอกไปตามตรงเลย ไม่ต้องห่วง พี่อยู่ข้างเธอ เดี๋ยวช่วยพูดให้” 

               “สังหรณ์ใจไม่ดีเลยแฮะ...” 

               พูดได้แค่นั้นฉันก็ตัดสินใจเลื่อนนิ้วบนแป้นเมาส์ไปคลิกที่ผลแอดมิชชั่นรอบสี่ เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจแล้วสวดภาวนาในหัวว่า ขอให้ติดมอ A ทีเถอะอยู่สามครั้งเห็นจะได้ 

               หน้าเว็บขึ้นสัญลักษณ์หมุนติ้วขึ้นมาเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหยุดนิ่งลง เป็นสัญญาณว่าโหลดเสร็จแล้ว แอดมิชชั่นรอบนี้มีให้เลือกสี่อันดับ ฉันเลือกมอ A ไปสอง ส่วนอีกสองที่สุดท้ายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงรองลงมาและคำนวณไว้แล้วว่ามีโอกาสติดมากที่สุด 

               และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ... 

               “...อ๊ะ!” 

               ฉันไม่ติดที่ไหนเลยสักที่ 

               ไม่ติดแม้กระทั่งมอ A ที่อยากเข้า หรือมหาวิทยาลัยอื่นที่อุตส่าห์เลือกเผื่อเอาไว้ ฉันไม่ติดสักที่เลย สิ่งที่ระบบประมวลผลมาให้คือความว่างเปล่าที่ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นความว่างเปล่าที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีที่ไหนรับคนอย่างฉันเข้าไปเรียนเลย 

               ไม่พบข้อมูลสาขาวิชาที่ผ่านการคัดเลือก 

               ในวินาทีนั้น ฉันว่าฉันเข้าใจความรู้สึกของคนที่ผิดหวังจนอยากฆ่าตัวตายขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ก็ยังยับยั้งความคิดเหล่านั้นไว้ทัน 

               ถึงจะแอบคิดเผื่อใจไว้บ้างว่าต้องไม่ติดแน่ๆ อุตส่าห์เตรียมตัวเตรียมใจไว้เป็นอย่างดีแล้วแท้ๆ ฉันอาจจะคิดว่าตัวเองลงดันเจี้ยนโดยสวมเสื้อเกราะและตีบวกดาบคุณภาพดีเพื่อรับมือกับบอสใหญ่ที่มีชื่อว่า ‘ความบอบช้ำทางจิตใจ’ ตัวนี้เป็นอย่างดี แต่ฉันอาจจะลืมคิดไปว่าความเป็นจริงมันก็โหดร้ายแบบนี้แหละ 

               มันเลวร้ายได้มากขนาดนี้เลย เผลอๆ อาจจะเลวร้ายได้ยิ่งกว่านี้อีก... 

               ฉันที่เพิ่งโดนสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเป็นจริง’ ตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ รู้สึกอับอายมากจนร้องไห้โฮออกมา พี่เซนท์ที่นอนอยู่ข้างๆ รีบพลิกตัวมากอดฉันไว้ทันที 

               “ไม่เป็นไรนะหอม...” 

               “ทำไงดีพี่เซนท์...ไม่ติดสักที่เลย! ไม่ติดเลย...” 

               “ใจเย็นๆ นะ” 

               “ทำไงดี จะบอกพ่อกับแม่ว่ายังไงดี...” 

               ความรู้สึกผิดหวัง หวาดกลัวและความน้อยใจในตัวฉันพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ฉันยกแขนทั้งสองข้างขึ้นโอบตัวพี่เซนท์ไว้แน่น สัมผัสอันแสนอ่อนโยนและอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของเขากำลังทำให้ฉันรู้สึกอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนต้องใช้สองมือขยำเสื้อเขาไว้ 

               ถึงมีอะไรอยากจะพูด แต่ฉันก็ไม่สามารถสะกดคำพวกนั้นออกมาได้ อยากจะบอกพี่เซนท์ว่าขอโทษแต่ก็พูดออกไปไม่ได้เพราะทำยังไงเสียงสะอื้นของตัวเองก็ไม่ยอมหายไปสักที 

               ขนาดจะพูดคำว่า ‘ขอบคุณที่ปลอบนะ’ ก็ยังทำไม่ได้ ไม่รู้ทำไม แต่มันโหดร้ายสำหรับฉันเกินไป ฉันหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย... 

               ฉันทำได้แค่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของพี่ ปล่อยให้ชุดนอนของเขาได้ซับน้ำตาของฉันไปจนหมด เมื่อร้องไห้จนพอใจแล้วก็ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาแบบลวกๆ แล้ววิ่งหนีเข้าไปกอดหมอนข้างและเหล่าตุ๊กตาตัวนุ่มนิ่มในห้องของตัวเอง 

               จะบอกพ่อกับแม่ยังไงดีนะ จะบอกพวกเขาว่ายังไงดี... 

               ฉันได้แต่ปล่อยให้เหล่าตุ๊กตามานั่งล้อมวงเป็นเพื่อนคอยซับน้ำตาและความเสียใจที่เกินจะรับไหวอยู่ตลอดทั้งคืน ฉันรู้ว่าร้องไห้ไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอก แต่มันห้ามตัวเองไม่ได้นี่นา ยิ่งอดทนและพยายามกล้ำกลืนหยดน้ำตาและความเศร้าของตัวเองไปมากแค่ไหน... 

               ฉันก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมมากเท่านั้น 

  

               “ไม่ติดสักที่เลยเหรอ?” 

               “ค่ะ...” 

               นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าไม่อยากให้ถึงตอนเช้าเลย ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับพ่อและแม่ที่มีสีหน้าคาดหวังว่าจะได้ยินข่าวดี แต่สิ่งที่ฉันบอกไปกลับเป็นข่าวร้ายที่ทำให้พวกท่านทั้งสองต้องหุบยิ้มลงแล้วได้แต่มองหน้ากัน 

               “ทำไมถึงไม่ติดล่ะ” 

               “คะแนนคงน้อยไปค่ะ คณะที่หนูเลือกเองก็ไม่ได้รับคนเยอะขนาดนั้นด้วย” 

               “เหรอ...” 

               “...ค่ะ” 

               เสียงตอบรับอันแสนเย็นชาของคุณแม่ทำให้ฉันจิกเล็บลงกับหลังมือตัวเองเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ทรมานจัง อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ฉันไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย 

               “ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ แค่นี้ก็ยังทำไม่ได้” 

               สีหน้าผิดหวังและการส่ายหัวช้าๆ อย่างจนใจของแม่เป็นภาพที่ฉันไม่สามารถทนมองอีกต่อไปได้จนต้องก้มหน้าลง ไม่กล้าแม้แต่จะมองสบตากับใครไม้เว้นแม้กระทั่งพี่เซนท์ที่รีบออกตัวปกป้องฉันอีกครั้ง 

               “อย่าพูดแบบนั้นสิครับ น้องพยายามเต็มที่แล้วนะ” 

               “พยายามเต็มที่อะไรล่ะ ถ้าพยามเต็มที่จริงก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบนี้หรอก ป่านนี้ติดตั้งแต่รอบสามแล้ว ไม่ลากยาวมาจนถึงรอบสี่แบบนี้หรอก” 

               “แม่!” 

               ไม่ได้นะ! ฉันรีบคว้าแขนพี่เซนท์ไว้ทันทีเมื่อเห็นว่าเขาขึ้นเสียงใส่แม่อีกแล้ว พี่ชายฉันไม่สมควรถูกเกลียด เขาทำดีมาตลอดและไม่เคยทำให้พ่อกับแม่ผิดหวังเลยสักครั้ง ฉันจะปล่อยให้เขาถูกพ่อกับแม่ลากมาต่อว่าไม่ได้เป็นอันขาด 

               “เห็นว่าได้คะแนนต่ำสุดในคณะของปีที่แล้วพอดีพ่อก็เลยลองให้ไปเสี่ยงดู ไม่คิดว่าจะไม่ได้จริงๆ นะเนี่ย” คุณพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ ถอนหายใจออกมาเสียงดังเหมือนต้องการให้ทุกคนบนโต๊ะได้ยิน “ซิ่วเถอะลูก” 

               “คะ!?” 

               จะให้ซิ่วงั้นเหรอ? 

               “ทำไมทำหน้าแบบนั้น หอมไม่อยากเข้ามอ A แล้วเหรอ? ถ้ารอบนี้พยายามให้มากขึ้นต้องทำได้แน่ๆ เสียเวลาแค่ปีเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก” 

               คุณพ่อแนะนำฉันด้วยสีหน้าและแววตาที่ดูอ่อนโยนเสียยิ่งกว่าอะไร เคยบอกหรือเปล่าว่าพ่อฉันเป็นคนที่มีน้ำเสียงน่าฟังมาก เหมือนคนจัดรายการวิทยุเลย ตอนเด็กๆ ฉันก็เลยชอบหอบนิทานไปให้คุณพ่ออ่านให้ฟังบ่อยๆ เพราะอยากได้ยินเสียงนุ่มๆ ขับกล่อมให้หลับฝันดี 

               แปลกดีที่พอโตขึ้น ฉันกลับไม่ชอบเสียงของพ่อ ไม่ชอบตอนที่พ่อปลอบใจฉันด้วยคำพูดที่ดูหวังดีแต่กลับเต็มไปด้วยความกดดันและความคาดหวังที่ฉันไม่สามารถแบกรับได้ไหว ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาที่ถูกวางลงบนหัวไม่อาจทำให้ฉันรู้สึกสงบใจได้อีกต่อไป 

               “แต่หนู...” 

               ไม่อยากซิ่ว นั่นคือสิ่งที่อยากจะพูดออกไปแต่กลับโดนคุณพ่อพูดแทรกเข้ามาซะก่อน 

               “ไม่เป็นไร อยู่บ้านอ่านหนังสืออย่างเดียวก็ได้ ถ้าอ่านไม่เข้าใจเดี๋ยวพ่อส่งไปเข้าคอร์สติวเอง” คุณพ่อพูดยิ้มๆ พร้อมกับขยับฝ่ามือที่อยู่บนหัวฉันไปมาเบาๆ “ถ้าเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ลูกต้องได้คะแนนดีแน่ๆ” 

               “...” 

               “เดี๋ยวครับ พ่อกับแม่ถามน้องสักคำหรือยังว่าอยากซิ่วหรือเปล่า?” 

               บอกแล้วว่าพี่เซนท์เป็นพวกหูไวตาไว ความไม่สบายใจของฉันถึงปิดแค่ไหนก็ปิดไว้ไม่มิดหรอก เดือดร้อนพี่เซนท์ต้องมาออกหน้าพูดความในใจที่ไม่กล้าบอกไปให้ทั้งสองคนฟังอีกจนได้ 

               “ไม่ต้องถามก็รู้อยู่แล้ว หอมมันอยากเข้าตามเซนท์จะตาย หยุดเรียนอยู่บ้านอ่านหนังสือสักปีสองปีก็ไม่เห็นเป็นไรเลย” 

               คุณแม่ไหวไหล่ ทำราวกับว่าต่อให้ต้องเสียเวลาไปอีกสักปีสองปีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร ยอมรับว่าฉันเองก็ลังเลเหมือนกัน แต่ความรู้สึกลึกๆ ในใจกำลังกรีดร้องว่าทำไม่ได้หรอก ฉันไม่ได้อยากเข้ามอ A ขนาดนั้น แค่อยากเข้าเพราะพ่อกับแม่บอกให้เข้าต่างหาก 

               ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าได้ไปเรียนที่นั่นแล้วจะมีความสุขจริงๆ หรือเปล่า 

               “ไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ...” 

               พี่เซนท์หันกลับมามองตาฉัน อาจเพราะรู้สึกผิดที่ต้องคอยให้เขายื่นมือเข้ามาช่วยอยู่ตลอด ฉันจึงตัดสินใจลองพูดความในใจออกไปอย่างลังเล 

               “พ่อคะ หนู...ไม่อยากซิ่ว” 

               “ถ้าไม่ซิ่วแล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ตอนนี้หอมยังไม่มีที่เรียนนะ” 

               “งั้น...เรียนมอ R แทนก็ได้นี่คะ?” 

               มหาวิทยาลัย R เป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่มีชื่อเสียงพอสมควร รับนักเรียนไม่จำกัด แถมไม่มีการสอบเข้าด้วย 

               “อย่าคิดจะไปเรียนเชียว ที่แบบนั้นใครๆ ก็เข้าไปเรียนได้ หน่วยกิตก็ถูก แถมยังเรียนไม่จบกันตั้งเยอะ พ่อไม่ยอมให้หอมไปเรียนที่นั่นหรอก” 

               ดูเหมือนว่าพ่อกับแม่ฉันจะไม่พอใจกับทางเลือกนี้นะ 

               “แต่ถ้าไม่เรียนที่นี่หนูก็ไม่รู้จะเรียนที่ไหนแล้วนะคะ” 

               “ก็อยู่บ้านเราไง แค่นั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือรอสอบปีหน้าก็พอ” คุณพ่ออธิบายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ปีนี้เก่งมากแล้ว แต่ยังเก่งไม่พอ ต้องพยายามใหม่นะลูก” 

               “...” 

               “สู้ๆ นะ อย่าทำให้พ่อผิดหวังอีกล่ะ” 

               และคำปลอบโยนของคุณพ่อที่ฟังยังไงก็ไม่รู้สึกดีขึ้นสักนิด ก็ทำให้ฉันอยากร้องไห้ออกมาอีกรอบจนได้... 

  

               “สวัสดีค่ะ ชลิตารับสายค่ะ” 

               “ฮัลโหลค่ะคุณพิ้งค์ นี่หอมเองนะคะ” 

               “อ้าว ว่าไงคะน้องหอม วันนี้ประกาศผลแอดมิชชันรอบสี่แล้วนี่นา สมหวังหรือเปล่าคะ?” 

               น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความร่าเริงของคุณพิ้งค์ทำฉันเผลอยิ้มแหยๆ ออกมา ทำตัวไม่ถูกเลยแฮะ ไม่คิดว่าคุณพิ้งค์จะยกเรื่องนี้มาพูด ฉันตั้งรับไม่ทันจนนิ่งค้างไป ยังดีที่เรียกสติตัวเองกลับมาได้อย่างทันท่วงที 

               “...ไม่ค่ะ” 

               “เหรอคะ ไม่เป็นไรนะ เข้มแข็งเข้าไว้” 

               “ขอบคุณนะคะ เอ่อ...เรื่องทุนการศึกษาที่คุณกวีเคยบอกไว้ ขอคุยรายละเอียดตอนนี้เลยได้หรือเปล่าคะ” 

               “ได้อยู่แล้วค่ะ” 

               คุณพิ้งค์ตอบรับอย่างกระตือรือร้น เรียกรอยยิ้มให้กลับมาบนใบหน้าฉันได้อีกครั้ง 

               “ขอบคุณนะคะ” 

               “แต่ตอนนี้ท่านรองยังไม่เข้าบริษัทเลย น้องหอมรีบหรือเปล่า” 

               “ไม่รีบค่ะ เดี๋ยวหนูค่อยโทรมาทีหลังก็ได้” 

               สงสัยวันนี้จะโทรมาผิดเวลาไปหน่อย ฉันเตรียมกดปุ่มวางสายแต่กลับโดนน้ำเสียงร้อนรนของคุณพิ้งค์คอยรั้งไว้ซะก่อน คุณเลขาฯ คนนี้นิสัยน่ารักดีจัง 

               “ไม่ต้องๆ คุยตอนนี้แหละ ท่านรองเขาฝากบอกพี่ว่าอีกสักพักน้องหอมก็คงโทรมาเพราะวันนี้เป็นวันประกาศผล ถ้าโทรมาปฏิเสธข้อเสนอในวันนั้นก็ไม่ต้องคุยต่อ แต่ถ้ายังสนใจข้อเสนอนั้นอยู่ละก็...” 

               คุณพิ้งค์เว้นวรรคพร้อมทำน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับอยากจะให้ฉันร่วมลุ้นไปกับคำพูดของเธอด้วย เล่นด้วยหน่อยก็แล้วกัน ฉันยืนพิงซิงค์ล้างจานก่อนจะทำน้ำเสียงที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันถามกลับไป 

               “ก็อะไรเหรอคะ?” 

               “ก็ให้น้องหอมติดต่อไปหาท่านรองโดยตรงจ้ะ เพราะยังไม่เข้าบริษัทพี่ก็เลยโอนสายให้ไม่ได้ น้องหอมรีบหยิบกระดาษกับปากกามาจดเบอร์เร็ว” 

               “เอ๊ะ อ่า ได้ค่ะ!” 

               ตอนนี้เลยเนี่ยนะ! 

               หลังจากจดหมายเลขโทรศัพท์มือถือทั้งสิบตัวเสร็จอย่างงงๆ คุณพิ้งค์ก็ขอตัววางสายไปจัดการงานของตัวเองต่อ ทิ้งให้ฉันยืนเอ๋อมองตัวเลขที่รีบจดมาแบบลวกๆ บนกระดาษทิชชูด้วยใจที่เต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ทำอะไรไม่ถูกจนลืมไปเลยว่าบันทึกไว้ในโทรศัพท์ก็ได้นี่นา จะรีบร้อนวิ่งไปหากระดาษกับปากกาทำไมนะ คิดแล้วก็ขำตัวเอง 

               หมายความว่านี่เป็นเบอร์ส่วนตัวของคุณกวีเหรอ โทรไปได้แน่นะ จะไม่โดนเขาด่าใช่มั้ย? 

               เอาวะ เป็นไงเป็นกัน เขาบอกให้โทรก็ต้องโทร! 

               “สวัสดีครับ” 

               “สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงแปลกแปร่งที่ได้ยินทำคิ้วทั้งสองข้างของฉันขมวดเข้าหากันเป็นปม “คุณกวีใช่มั้ยคะ?” 

               “จำเสียงผมไม่ได้หรือไง ผ่านไปแค่ไม่กี่วันก็ลืมเสียงกันแล้วเหรอ” 

               น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ตำหนิมาตามสายทำให้ฉันรู้สึกร้อนรนจนต้องเดินวนไปมาพร้อมคิดหาคำพูดสวยๆ มาแก้ตัว 

               “เอ๊ย! เปล่า เปล่าลืมนะคะ! หนูแค่ถามให้มั่นใจเฉยๆ ว่าไม่ผิดคน” 

               “ไม่ผิดหรอก โทรถูกคนแล้ว” เสียงถอนหายใจที่เล็ดลอดออกมาตามสายทำฉันรู้สึกจั๊กจี้จนต้องหาที่นั่งดีๆ เพื่อคอยทำสมาธิสงบจิตสงบใจไม่ให้ตัวเองว่อกแว่ก “วันนี้เป็นวันประกาศผลนี่ เป็นยังไงบ้าง” 

               “...อ๋อ ไม่ติดค่ะ ไม่ติดสักที่เลย” 

               “เหรอ รู้สึกแย่หรือเปล่า” 

               “ก็...นิดหน่อยค่ะ แต่หนูแอบเผื่อใจนิดๆ แล้วว่าต้องไม่ติดแน่ๆ ก็เลยไม่ค่อยเสียใจเท่าไหร่” 

               ฉันพูดโกหกออกไปอย่างหน้าไม่อาย อยู่ๆ ก็อยากทำให้ปลายสายคิดว่าฉันเป็นคนเข้มแข็งขึ้นมาซะงั้น แกล้งทำเป็นสบายดีทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด 

               “เพิ่งร้องไห้มาเหรอ” 

               “หือ...เปล่านะคะ!” 

               รู้ได้ไงเนี่ย ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ! น้ำเสียงเรียบนิ่งที่เอ่ยถามออกมาสั้นๆ แต่กลับทิ่มตรงเข้าไปในใจได้อย่างพอดิบพอดีทำเอาฉันแทบสำลักน้ำเปล่าที่เพิ่งดื่มไป 

               ทำไมถึงเดาใจคนเก่งขนาดนี้นะ... 

               “คิดจะโกหกกันหรือไง เสียงเธอสั่นขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่ได้ร้องไห้อีก” 

               คุณกวีตำหนิฉันอีกครั้ง อาจเป็นเพราะเราคุยกันผ่านโทรศัพท์ น้ำเสียงที่ฉันได้ยินจึงดูดุและทุ้มต่ำมากกว่าปกติจนทำให้ภาพจำของคุณกวีในหัวฉันดูน่ากลัวขึ้นยิ่งกว่าเก่า 

               “...ไม่ได้ร้องจริงๆ ค่ะ หนูแค่เป็นหวัดเฉยๆ” 

               “...” 

               ปลายสายไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำ นั่นยิ่งทำให้ฉันร้อนตัวหนักขึ้นไปอีก 

               “ปะ เป็นหวัดจริงๆ นะ! ช่วงนี้ฝนตก อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ภูมิคุ้มกันเลยทำงานได้ไม่เต็มที่น่ะค่ะ เจ้าเซลล์เม็ดเลือดขาวมันอู้งาน อุตส่าห์กินยาดักไว้แล้วแท้ๆ แต่ก็ยัง...” 

               ฉันพูดอะไรไม่รู้เป็นตุเป็นตะ ยิ่งพูดก็ยิ่งอายตัวเองแต่หยุดไม่ได้ 

               และอยู่ดีๆ คุณกวีก็พูดเกริ่นขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า 

               “ทุกคนมีวิธีจัดการกับความผิดหวังไม่เหมือนกัน” 

               “คะ?” 

               “ผมเคยสอบวัดระดับภาษาอังกฤษไม่ผ่าน เสียเงินค่าติวค่าเขียนเอสเซย์ไปเป็นหมื่นก็ยังไม่ผ่าน ผมรู้สึกแย่มากก็เลยร้องไห้อยู่หน้าคอมพ์คนเดียวตั้งแต่ตีสองยันหกโมงเช้า” 

               น้ำเสียงเรียบนิ่งของคุณกวีเล่าทุกอย่างออกมาอย่างไร้อารมณ์และไร้ความรู้สึก แต่ฉันสัมผัสได้ว่าบางจังหวะเขาพูดเร็วกว่าปกติเหมือนไม่อยากใช้เวลานึกถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังจะเล่าไปมากไปกว่านี้ 

               “ร้องไห้เพราะสอบไม่ผ่านเนี่ยนะ เธอว่าผมปัญญาอ่อนหรือเปล่า” 

               “ไม่นะคะ! คนเราถ้าเสียใจก็ต้องร้องไห้สิ ไม่เห็นเป็นไรเลย” 

               “ใช่มั้ย ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แค่ร้องไห้เอง ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ใครๆ เขาก็ทำกัน ได้ร้องแล้วก็เหมือนปลดปล่อย รู้สึกดีขึ้นเยอะ” 

               ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาฟังดูมีชีวิตชีวามากขึ้นจนรู้สึกได้ เหมือนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาจากปลายสายด้วยล่ะ 

               นี่เขา...กำลังพยายามปลอบใจฉันอยู่หรือเปล่านะ? 

               “หนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ขอบคุณนะคะ...” 

               “ขอบคุณทำไม ผมแค่เล่าให้เธอฟังเฉยๆ ทีนี้เข้าเรื่องได้หรือยัง” 

               “อ้อ โอเคค่ะ” เสียงคุณกวีกลับมาดุเหมือนเดิมแล้ว ฉันเองก็ต้องรีบตั้งสติตามเข้าให้ทันด้วย จะมัวใจลอยคิดถึงเรื่องเศร้าที่ผ่านไปแล้วไม่ได้เด็ดขาด “หนูโทรมาคุยเรื่องข้อเสนอในวันนั้นน่ะค่ะ คุณกวีสะดวกหรือเปล่าคะ หนูโทรมารบกวนหรือเปล่า” 

               “ไม่รบกวนหรอก ตอนนี้ผมว่างพอดี” 

               “งั้น...จะพูดแล้วนะคะ!” 

               ได้ยินแล้วก็รู้สึกฮึดสู้ขึ้นอย่างน่าประหลาด ดูเหมือนน้ำเสียงที่ฟังดูกระตือรือร้นจนเกินเหตุของฉันจะไปทำให้คุณกวีหลุดหัวเราะออกมาอีกแล้ว 

               “ว่ามาเลย” 

               “หนูสนใจข้อเสนอของคุณกวีค่ะ ต้องทำยังไงเราถึงจะได้ร่วมงานกันคะ” 

               “ง่ายนิดเดียว แค่มาเซ็นสัญญากับผมก็พอ” คำตอบที่ได้รับช่างเรียบง่าย “ถ้าจะให้ผมออกเงินให้หมดจริงๆ เกรดเฉลี่ยเธอต้องไม่ต่ำกว่าสามตลอดสี่ปีเลยนะ ทำได้หรือเปล่า?” 

               “จะลองดูค่ะ!” 

               “ทำได้แน่เหรอ เกรดไม่ถึงสามเมื่อไหร่ผมตัดหางปล่อยวัดเธอทันทีเลยนะ” 

               “เข้าใจแล้วค่ะ!” 

               “เรียบร้อย ทำสัญญาปากเปล่าเสร็จแล้ว ว่างๆ ก็เข้ามาเซ็นสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยละกัน” 

               “...ได้ค่ะ!” แป๊บเดียวเราสองคนก็สื่อสารกันได้เข้าใจแล้วว่าอะไรควรเป็นอะไร รวดเร็วดีเหมือนกันแฮะ “แต่...เกรดแค่นี้จะพอเหรอคะ คุณกวีต้องออกค่าใช้จ่ายให้หนูไปยาวๆ เลยนะ” 

               “รู้สึกผิดเหรอ?” 

               “ค่ะ ต้องรู้สึกผิดอยู่แล้วสิ” 

               “งั้นผมเพิ่มเกรดเฉลี่ยให้เป็นสามจุดแปดก็แล้วกัน ถ้าไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งก็ตัดทุนพร้อมเรียกเก็บเงินย้อนหลังทันที” 

               “...คะ!?” 

               พูดจริงพูดเล่นเนี่ย! ฉันอ้าปากค้างทันที 

               “ยากไปใช่มั้ยล่ะ แค่สามก็พอแล้ว เยอะกว่านี้ผมกลัวเธอไม่ไหว” คุณกวีหัวเราะออกมาอีกครั้ง “แต่กว่าจะได้สามก็ยากเหมือนกันนะ ถ้าใช้เงินผมเธอต้องตั้งใจเรียนสุดๆ จะมาเรียนเล่นๆ ผลาญเงินไปฟรีๆ ไม่ได้เด็ดขาด” 

               “ไว้ใจได้เลยค่ะ หนูจะตั้งใจเรียนแน่นอน!” 

               “ดี” อีกฝ่ายตอบรับด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “ถ้ารู้สึกผิดนัก เรียนจบแล้วค่อยหาเงินมาคืนผมก็แล้วกัน” 

               “แบบนั้นก็กลายเป็นการกู้เงินสิ?” 

               เสียงหัวเราะและคำพูดที่เป็นกันเองของเขาทำให้ฉันสบายใจขึ้นจนปรับคำพูดให้ไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ พอรู้ตัวแล้วก็เผลอยกมือขึ้นมาปิดปาก ทำตัวแบบนี้จะโดนเขาดุว่าอย่ามาตีสนิทกับเขามั้ยเนี่ย 

               แต่ดูเหมือนคุณกวีจะไม่ติดใจอะไร เขาแค่ร้องอืมออกมาหนึ่งคำแล้วเริ่มคุยต่อ 

               “ผมก็ว่างั้น นี่ไม่ควรจะเรียกว่าทุนด้วยซ้ำ” 

               “นั่นสิคะ” 

               “นอกจากค่าเรียนแล้ว ผมจะให้ที่พักฟรีกับเธอด้วย เป็นคอนโดที่ผมเคยซื้อไว้แถวนั้น ใกล้รถไฟฟ้าอยู่นะ เดินทางสะดวกแน่นอน” 

               “โห เกรงใจจังเลยค่ะ ให้อยู่ฟรีตลอดสี่ปีเลยเหรอคะ” 

               “มากไปหรือเปล่า ให้อยู่แค่ปีเดียวก็พอ ผมแค่อยากให้เธอชินที่ชินทางแถวนั้นเฉยๆ” แน่ะ แล้วทำมาเป็นพูดให้ความหวัง ฉันจินตนาการภาพคุณกวีไว้ในใจแล้วทำแก้มป่อง “เป็นไง ข้อเสนอของผมน่าสนใจหรือเปล่า?” 

               “น่าสนใจสิคะ แล้ว...หนูต้องทำอะไรให้คุณกวีบ้าง” 

               ข้อเสนอดีๆ แบบนี้ไม่มีใครอยากให้ฟรีอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องมีค่าตอบแทนเสมอ 

               “แค่ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ ไปงานเลี้ยงด้วยกันไม่ก็พยายามชวนเพื่อนเธอมาร่วมงานสังคมกับงานการกุศลของผมให้ได้” 

               “แค่นี้เองเหรอคะ?” 

               “อืม บ้านคุณอนันต์กับคุณอรุณไม่ค่อยพาครอบครัวมาออกงานเท่าไหร่ ถ้ามีโอกาสได้ทำความรู้จักกันเยอะๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ได้ในอนาคต” 

               “เข้าใจแล้วค่ะ จากนี้ไปก็ขอฝากตัวด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ” 

               “อืม ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ” 

               “ยินดีเหมือนกันค่ะ” จบสักที จะได้วางสายแล้วสินะ คิดแล้วก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา “ถ้างั้นหนูขอตัว...” 

               “เดี๋ยว อย่าเพิ่งวางสายนะ” 

               “อ๊ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ?” 

               น้ำเสียงจากปลายสายฟังดูจริงจังเสียจนฉันยังต้องกลั้นลมหายใจด้วยความลุ้นระทึก มีอะไรจะพูดต่อหรือเปล่านะ 

               “เดี๋ยวก็จำเสียงกันไม่ได้อีก อย่าลืมเมมเบอร์ผมไว้ด้วยล่ะ” 

               พอพูดจบคุณกวีก็ตัดสายฉันทิ้งไปทั้งๆ อย่างนั้นเลย... 

                               

 

               ในที่สุดน้องหอมก็ตัดสินใจได้แล้ว! 

               วันนี้อัพดึกล่ะ! เมื่อหลายวันที่ผ่านมาเห็นในทวิตเตอร์มีคุยเรื่องการใส่คำเตือนในนิยายกัน ก็เลยได้มีโอกาสมานั่งคิดว่านิยายของเราต้องใส่คำเตือนเรื่องอะไรบ้างน้า NC 18+ ล่ะหนึ่ง แต่อีกนานค่ะกว่าจะมีฉากเรต พระนางเพิ่งได้เจอกันเอง ยังไม่ได้สานต่อเลย ยาวไปๆ (ฮา) เรื่องคำหยาบคงมีบ้างเล็กน้อย ไม่เยอะเท่าไหร่ 

               ที่อยากเตือนคือเรื่อง Toxic Parents ค่ะ 

               ไม่รู้มีคนสังเกตหรือเปล่า แต่น้องหอมอยู่ในครอบครัวที่พ่อกับแม่ต่างกดดันให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งสองคนแทบจะไม่ดุด่าพี่เซนท์เลยเพราะเขาเป็นลูกชายในอุดมคติของพ่อกับแม่มาตลอด เรียนดี กีฬาเด่น สอบติดมอดัง แต่เขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลความกดดันมาจากพ่อกับแม่ที่มีต่อน้องสาวด้วย ทั้งสองคนอาจไม่ได้เจอเรื่อรุนแรงถึงขั้นตบตีหรือทำร้ายร่างกายในครอบครัว (แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะไม่มี) แต่คำพูดทำร้ายจิตใจที่พ่นออกมา และการกดดันจนเกินเหตุนี้ก็ทำให้พ่อกับแม่ของพี่เซนท์และน้องหอมเข้าข่าย Toxic Parents ค่ะ เพราะงั้นเราก็เลยขอติดคำเตือนไว้หน่อย 

               ส่วนเรื่องความผิดหวังของน้องหอม ไม่รู้ว่าต้องเตือนมั้ยเพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเขียนจะไปทำให้ใครรู้สึกแย่ขึ้นมาหรือเปล่า ที่รู้ๆ คือเราล่ะหนึ่ง ตอนแต่งก็แอบเหม่อคิดถึงตัวเอง เราก็ไม่ต่างจากน้องหอมหรอกค่ะ เพราะเรื่องไม่ติดมหา’ลัยที่อยากเข้าเป็นประสบการณ์ตรงของเราเอง (ฮา) 

               ถึงจะผ่านมาได้ แต่พอมองย้อนกลับไปก็แอบเศร้าเหมือนกัน ถึงจะมีคนบอกว่าสอบไม่ติดก็ไม่เป็นไรหรอก ชีวิตยังอีกยาวไกล การรับฟังน่ะเป็นเรื่องง่าย แต่การทำใจให้ได้นี่เป็นเรื่องที่ยากสุดๆ เลยค่ะ... 

               เห็นว่าวันนี้ผลแอดมิชชันรอบ 3 ของเด็ก 63 ออกสินะ หวังว่าทุกคนจะสมหวังนะคะ ยินดีด้วยกับชีวิตใหม่ในมหา’ลัย! ส่วนคนที่ไม่สมหวังก็อย่าเสียใจไป ยังเหลือรอบสี่และรอบห้าอยู่นะคะ ถ้าคิดว่าไม่ไหวจะเข้าเอกชนหรือมหาวิทยาลัยเปิดก็ได้ อย่าเศร้าใจไปเลยค่ะ!  

ความคิดเห็น