เรื่องราวความรักแสนอบอุ่นของช่างภาพหนุ่มไส้แห้งกับคุณหนูร่างกายอ่อนแอ (อัพทุกวันไม่เว้นวันหยุด)

ตอนที่ 2-4 อาการป่วยของเธอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-4 อาการป่วยของเธอ

คำค้น : นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ นิยายญี่ปุ่น นิยายแปล เก็บภาพฝันฉันกับเธอ โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 235

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2563 15:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-4 อาการป่วยของเธอ
แบบอักษร

ผมยกกล้องขึ้นมา หันไปทางเธอแล้วมอองผ่านช่องมองภาพ 

เพียงแค่นั่งอยู่บนเตียงเฉยๆ เธอก็เป็นภาพวาดได้แล้ว ผนังสีขาวของห้องนั้นให้ความรู้สึกเหมือนได้หลุดออกมาจากชีวิตประจำวันราวกับถ่ายอยู่ในสตูดิโอ พื้นหลังที่เกลี้ยงเกลาเช่นนั้นเหมาะกับเธอดี ถ้าจงใจเพิ่มค่ารับแสงให้ภาพดูขาวละมุนมากขึ้นอีกก็อาจจะสวย 

“...” 

สีหน้าของเธอที่จ้องกลับมาทางกล้องนั้นแข็งทื่อ แตกต่างจากเมื่อสักครู่ราวกับฟ้ากับเหว สงสัยจะเกร็งและประหม่า 

คนปกติพอได้เห็นแบบนี้อาจจะพูดว่า “ยิ้มหน่อย” แต่การถ่ายรูปคนนั้นแบบนี้แหละดีแล้ว ว่ากันว่าภาพที่ดีจะเป็นภาพแรกและภาพสุดท้าย 

ผมถ่ายภาพเก็บสีหน้าและความรู้สึกที่บ่งบอกความกระอักกระอ่วนของเธอเอาไว้ 

แชะ เสียงชัตเตอร์ของกล้องเปิดและปิดดังสะท้อนไปทั้งห้อง 

การถ่ายแบบเริ่มต้นขึ้นแล้ว 

“งั้น...ช่วยยืนตรงนั้นหน่อยได้ไหม?” 

“ค่ะ” 

เธอลงจากเตียงมายืนที่พื้น 

ผมถือกล้องเอาไว้ในมือพลางเดินวนรอบตัวเธอเพื่อหามุมที่สวยที่สุด 

...จากด้านซ้ายอาจจะสวยกว่า ถ่ายมุมเฉียงจากตรงแถวๆ นี้ 

...แต่หน้าตรงก็ดีเหมือนกัน 

ผมกดชัดเตอร์ไปเรื่อยๆ ย่อเข่าเพื่อปรับระดับความสูงของสายตาบ้าง หามุมที่ดีไปเรื่อยๆ  

เธอยืนตรงทื่ออยู่เช่นนั้นแล้วก็มองามการเคลื่อนไหวของผมไปด้วย แล้วสีหน้าก็ดูทวีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ  

ถ้าให้ยืนเฉยๆ ก็คงกระอักกระอ่วนจริงๆ แหละ อีกนิดก็จะถ่ายวนครบหนึ่งรอบแล้ว เดี่ยวจะต้องบอกเธอแล้วว่าต่อไปจะให้โพสท่าหรือทำอะไร 

แต่แม้จะวนครบหนึ่งรอบจนกลับมาที่เดิมแล้วก็ยังนึกอะไรไม่ออก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยากให้นางแบบทำอะไร รู้สาเหตุได้ไม่ยากว่าเป็นเพราะผมไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการถ่ายแบบคน 

เบื้องหน้าผม เธอกำลังรอคำสั่งอย่างว่าง่าย 

ผมเค้นสมองสุดชีวิตเพื่อไม่ให้เธอรู้ว่าตนเองกำลังว้าวุ่นใจ ปรายสายตามองรอบๆ แล้วก็เจอเก้าอี้ 

“เอ่อ งั้นต่อไปลองนั่งบนเก้าอี้นะ” 

“ค่ะ” 

อย่างน้อยก็พูดออกไปได้อย่างนึงแล้วเลยโล่งใจขึ้นหน่อย 

“หันหน้ามาทางนี้นิดนึง” 

เธอหันใบหน้าเกลี้ยงเกลามาทางผม 

“หันไหล่มาทางนี้ แล้วก็อีกนิดนึง...ใช่” 

เริ่มเครื่องติดแล้วแฮะ 

แต่ ทำไมกันนะ 

ในดวงตาของเธอที่ผมมองเห็นผ่านเลนส์นั้นยังคงฉายแววกังวลอยู่เช่นเดิมตลอดเวลา ไม่ว่าจะบอกให้เธอขยับท่าทางอย่างไร สีหน้าของเธอก็ดูไม่สดใสขึ้นลย 

ทำไมกัน สาเหตุคืออะไร 

ตอนที่กำลังพะว้าพะวง ก็นึกได้ว่าตนลืมบางสิ่งไป 

มันคือสิ่งที่คาเสะแนะนำมาตอนที่ผมโทรศัพท์คุยกับหมอนั่นเมื่อสองวันก่อน 

‘ถ่ายแล้วรีบเอาภาพให้นางแบบดูนะเว้ย’ 

‘ทำไมอะ?’ 

‘คนเขาก็ต้องอยากเห็นสิว่าตัวเองโดนถ่ายออกมาแบบไหน’ 

‘อย่างนี้นี่เอง’ 

ผมนึกถึงเวลาที่มีการถ่ายแบบที่สตูดิโอที่ผมทำงานพิเศษอยู่ นางแบบมักจ้องมองจอมอนิเตอร์ 

‘ฮานาคิมันเชี่ยวกว่าฉันอีกนะเว้ย ไปถามหมอนั่นสิวะ’ 

‘...ก็นายคุยง่ายกว่าอะ’ 

 

“...ตอนนี้ถ่ายได้ประมาณนี้” 

พอเปิดรูปที่ถ่ายไว้ให้เธอดู ความกังวลที่ปกคลุมในดวงตาของเธอก็หายไป  

โล่งอกไปที 

“ผมว่าภาพแถวๆ นี้สวยดี” 

ผมออกความเห็น แล้วเธอก็ค่อยๆ ผ่อนคลายมากขึ้น 

“ฉันดูประหม่ามากเลยค่ะ” 

เธอหลุดยิ้มออกมา 

“แย่ละ ทำหน้าแบบเดียวกันหมดเลยนี่นา” 

เธอพูดกับตัวเองอยู่ แต่ผมแอบตกใจที่ได้ยินคำว่า “แย่ละ” จากปากของเธอ แปลกใหม่ดี ไม่คิดว่าพูดจาแบบนี้กับเขาด้วย 

“คุณยูคิมุระเก๊กเก่งนะเนี่ย” 

สงสัยจะไม่ค่อยได้ถ่ายเซลฟี่ สีหน้าของเธอมีความไม่คุ้นชินแฝงอยู่ แต่ก็มองออกว่าพอจะรู้ว่า “หน้าที่ดี” ของตนเองคือแบบไหน สมกับเป็นผู้หญิงดี 

พอผมพูดแบบนั้นเธอก็ยกมือขึ้นปิดปากอายๆ  

“อ๊ะ! หน้าแบบนี้ดีมากเลย” 

ผมยกกล้องขึ้นมาในทันที ปากก็ร้องบอกให้เธอว่าค้างไว้ ค้างไว้ 

ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมทำมันจะน่าขันมาก พอผมกดชัตเตอร์เลยได้เห็นสีหน้าหลุดหัวเราะมาแทน 

แถมโฟกัสก็ไม่ค่อยตรงจุด แต่ก็เป็นรูปที่ดีอยู่พอตัว 

ใช่แล้ว ต้องชวนคุย 

“มีอะไรที่ชอบทำไหม?” 

“ดูหนังบ่อยอยู่เหมือนกันค่ะ” 

“แนวไหนเหรอ?” 

“เอ่อ...ส่วนมากจะเป็นดิสนีย์ค่ะ” 

พอพูดคุยไปด้วยแล้วสีหน้าและท่าทางของเธอก็ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น 

“อือ หนังดิสนีย์นี่ดีเนอะ ดูได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก” 

“ใช่ค่ะ! ใช่เลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแต่สุดท้ายก็จะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ฉันชอบมากเลยค่ะที่ดูได้แบบไม่ต้องเครียด” 

ผมถ่ายท่าทีของเธอยามที่เล่าถึงสิ่งที่ชอบไปเรื่อยๆ  

“แล้วก็ชอบดูตลกด้วยค่ะ” 

“อ้าว อันนี้ผิดคาด ประเภทไหนเหรอ?” 

“มันไซ*หรือคนโตะ**ค่ะ ตลกดีด้วย แล้วก็คนที่เล่นตลกก็เล่นกันจริงจังมากๆ จะว่ายังไงดี ดูจริงใจดีน่ะค่ะ ก็เลยชอบ” 

“สุดยอดเลย” 

“อะไรเหรอคะ?” 

“เหตุผลที่ชอบน่ะ รู้สึกได้เลยว่าตอนดูก็คิดพิจารณาอะไรๆ ไปด้วย” 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ...” 

เป็นคนจริงจังนะเนี่ย 

พอพูดคุยไปเรื่อยๆ เราก็คุ้นเคยซึ่งกันและกันมากขึ้น 

“ลองออกไปที่ระเบียงทางเดินบ้างไหม” 

พอออกไปจากประตูก็เจอกับอุณหภูมิที่สูงกว่าในทันที ทั้งไฟสังเคราะห์ในห้องเปลี่ยนแปรไปเป็นแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านม่านเข้ามา ลักษณะของความสว่างก็เปลี่ยนไปให้ความรู้สึกสงบนุ่มนวลมากขึ้น 

“ทิศทางแสงดีมากเลย” 

“ทิศทางแสงหรือคะ” 

“อืม แสงอ่อนๆ กำลังดีเลย แล้วก็ส่องทั่วถึงดีด้วย ลองไปยืนตรงนั้นดูหน่อยสิ” 

ตำแหน่งที่ผมบอกมีต้นแสงเป็นบานหน้าต่างซึ่งมีแสงส่องเฉียงลงมาผ่านด้านหลังของเธอไป 

“อันนี้เรียกว่ากึ่งย้อนแสง เป็นการจัดวางที่ทำให้ได้เงากำลังดีเวลาถ่ายรูปคนล่ะ” 

“กึ่งย้อนแสงเหรอคะ เพิ่งเคยได้ยินเลยค่ะ ไม่คิดมาก่อนเลยค่ะว่าถ่ายรูปย้อนแสงให้สวยได้ด้วย” 

“จริงๆ แล้วถ่ายง่ายนะ” 

ผมชวนคุยไปพลาง พอเธอแสดงสีหน้าที่ดีออกมาก็รับกดชัตเตอร์โดยไม่รีรอ 

อยากให้เห็นสีผิวชัดกว่านี้ 

“ขออนุญาตเข้าไปใกล้หน่อยนะ” 

ผมถือกล้องเอาไว้แล้วเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิมหนึ่งถึงสองก้าว แสงที่ผ่านเข้ามาจากทางม่านสะท้อนเข้ากับเสื้อตัวนอกของผมไปยังผิวของเธอให้เห็นชัดขึ้น 

สายตาที่มองผ่านเลนส์เข้ามายังผมนั้นดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูกกับระยะห่างที่ลดลง แต่เมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ แล้วก็บอกได้ว่าเธอปรับตัวได้ดีกว่าเมื่อก่อน 

อยากให้มีความเปลี่ยนแปลงสักหน่อย ผมถ่ายพลางคิดไป เมื่อพูดถึงความคุ้นเคยผมก็นึกถึงสิ่งที่ได้เห็นตอนไปออกกองถ่ายภาพกับสตูดิโอที่ทำงานพิเศษอยู่ 

“ลองทำอะไรใจกล้าดูสักหน่อยไหม” 

“ใจกล้า?” 

“จับข้อมือข้างนี้ของผมหน่อยสิ” 

ผมยื่นข้อมือซ้ายที่กำลังถือกล้องอยู่ให้เธอ 

“ลองจับด้วยสองมือเลย...นั่นแหละ” 

เธอยื่นมือออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วก็จับข้อมือผมไว้เบาๆ เหมือนกำลังถือไข่เอาไว้ในมือ พอบอกให้จับแน่นกว่าเดิมอีกนิด เธอก็ทำสีหน้าและท่าทางเหมือนกำลังกระซิบว่าแบบนี้หรือเปล่านะ ทุกสิ่งทั้งหมดนั้นคือโอกาสทอง ผมถ่ายไปโดยหลงลืมสิ่งรอบตัว 

ภาพของเธอที่ปรากฏในเฟรมนั้นดูเหมือนกับเธอกำลังจับและดึงมือของคนรักไปด้วยสองมือ ความแตกต่างระหว่างองค์ประกอบที่ดูมีการเคลื่อนไหวกับสีหน้าของเธอนั้นถูกสะท้อนออกมาอย่างดี 

“ลองหมุนตัวดูไหม” 

“คะ?” 

ดูเหมือนว่าเธอจะเริ่มตามไม่ทันเสียแล้ว 

“ลองหมุนไปตามเข็มนาฬิกา...เอาละนะ” 

ผมยื่นเท้าซ้ายออกไปทางด้านข้าง แล้วเธอก็ก้มลงมองเท้าของตัวเองให้แน่ใจแล้วก็ลุกลี้ลุกลนก้าวเท้าซ้ายออกไป 

“แบบนั้นแหละ ไปต่อเลย” 

ในทางเดินที่เต็มไปด้วยแสงอ่อนๆ พวเกเราหมุนตัวต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด 

ผมยังคนถือกล้องเอสแอลอาร์ตัวเขื่องหันไปทางเธอ เธอเองก็ยังคงจับแขนผมเอาไว้ เราค่อยๆ หมุนตามเข็มนาฬิกาไปช้าๆ 

เงาของเธอที่ปรากฏอยู่ในเลนส์นั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามการหมุน และดูสีหน้าจะเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว เธอมองมาทางผมบ้าง ทางเพดานหรือหน้าต่างบ้าง แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กๆ  

“ขำอะไรเหรอ?” 

“คิดขึ้นมาว่าเรากำลังทำอะไรแปลกๆ กันอยู่น่ะค่ะ” 

“ก็จริง แต่สีหน้าเมื่อกี้ดีมากเลยนะ” 

พอผมว่าเช่นนั้น เธอก็เบิกตาขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าที่เหมือนต้องทำให้บางสิ่งที่กำลังจะพองโตนั้นแฟบลง 

ผ่านไปสักพักเราก็หยุดหมุนตัว แล้วผมก็ยกกล้องลง 

ผมรีบเช็กรูปที่ถ่ายไปทันที อืม ออกมาไม่เลวเลยทีเดียว 

“ดูไหม” 

ผมเดินไปข้างๆ เธอแล้วก็เอารูปให้ดู​ พอกดต่อๆ กันแล้วก็เห็นชัดถึงเงาและสีหน้าที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ  

“นี่แหละหน้าที่บอกว่าดีเมื่อกี้” 

“เหมือนจะหลุดหัวเราะเลยค่ะ” 

“นั่นแหละดี” 

ผมว่าแล้วมองหน้าเธอ 

ได้กลิ่นหวานๆ เย็นๆ จากตัวเธอ ถึงได้รู้ว่าเข้าใกล้มากถึงขนาดนี้ 

ไหล่แทบจะสัมผัสกัน รู้สึกถึงความร้อนที่ชวนให้จั๊กจี้เหมือนมีปลายเส้นด้ายมาเกลี่ย 

เธอหันหน้ามา แล้วตาของเราก็สบกัน 

หญิงสาวรีบหันหน้าหนีแล้วใช้นิ้วสางผมหน้าม้ายาวไปลงไปจนถึงแถวๆ หู 

ตอนที่ผมกำลังเครียดว่าจะทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนี้อย่างไร คุณเอโต้ก็โผล่มาได้จังหวะพอดี 

 

* การเล่นตลกประเภทหนึ่ง ใช้คนแสดงสองคนพูดคุยสนทนาและตบมุกกัน 

 ** การแสดงละครตลกสั้นๆ 

 

ความคิดเห็น