เรื่องราวความรักแสนอบอุ่นของช่างภาพหนุ่มไส้แห้งกับคุณหนูร่างกายอ่อนแอ (อัพทุกวันไม่เว้นวันหยุด)

ตอนที่ 2-3 อาการป่วยของเธอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-3 อาการป่วยของเธอ

คำค้น : นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ นิยายญี่ปุ่น นิยายแปล เก็บภาพฝันฉันกับเธอ โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 241

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ค. 2563 16:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-3 อาการป่วยของเธอ
แบบอักษร

คฤหาสน์ของคุณยูคิมุระที่ทำให้ผมรู้สึกยำเกรงในตอนแรก พอมาเยือนเป็นครั้งที่สามแล้วก็รู้สึกเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผมไปเสียแล้ว 

“คุณสุวะ ขออภัยจริงๆ ครับ” 

คุณเอโต้ผู้มาต้อนรับผมถึงโถงทางเข้าโค้งศีรษะให้ผม 

“การตรวจร่างกายของคุณหนูฮารุกินเวลามากกว่าที่คาดไว้...” 

คำว่า ‘ตรวจร่างกาย’ ทำเอาผมใจหายวูบ ความรู้สึกเหมือนตอนที่หันไปเห็นของมีคมที่ไม่ทันสังเกตเห็นตั้งแต่แรก 

“ตรวจร่างกายหรือครับ?” 

“ครับ เชิญทางนี้ครับ” 

เดินผ่านทางเดินที่คุ้นเคยไป แล้วคุณเอโต้ก็เปิดประตูบานหนึ่งออกให้ บานที่ปกติพวกเราจะเดินผ่านไปเฉยๆ  

“รบกวนคุณนั่งรอในนี้ฆ่าเวลาไปก่อนได้ไหมครับ” 

ห้องรับแขกนั่นเอง 

มีโต๊ะตัวเตี้ยทรงหนาซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นแบรนด์ต่างประเทศ ตั้งอยู่กับโซฟาหนังสองตัววางหันหน้าเข้าหากัน 

ผมเดินเข้าไปนั่งตรงกลางโซฟาตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด รู้สึกถึงแรงต้านหนักๆ จากสปริงด้านใน 

คุณเอโต้ยังคงยืนอยู่ข้างประตู ร้อนๆ หนาวๆ ยิ่งกว่าตอนอยู่ร้านเค้กที่ไปมาเมื่อวันก่อนอีก 

ไม่นานนักคุณฟุจิอิก็ยกชามาให้ แล้วออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว 

“คุณหมอมาตรวจที่นี่เหรอครับ?” 

ผมถามคุณเอโต้ คุณยูคิมุระออกไปข้างนอกไม่ได้ แปลว่าคุณหมอต้องเข้ามาตรวจที่บ้าน  

“ถูกต้องครับ เห็นว่าน่าจะใช้เวลาอีกสี่สิบถึงห้าสิบนาที” 

นานนะเนี่ย 

“ขออภัยจริงๆ ครับ พอดีว่าเพิ่งเริ่มตรวจเอ็มอาร์ไอเมื่อสักครู่นี้เอง” 

“เอ๋...?” 

เอ็มอาร์ไอที่ว่า... 

“เครื่องตรวจสมองที่เห็นอยู่ในโรงพยาบาลน่ะเหรอครับ?” 

“ใช่ครับ” 

“มีเครื่องนั้นอยู่ในบ้านนี้เหรอครับ?” 

“ใช่ครับ” 

“...” 

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเครื่องมือทางการแพทย์ชิ้นใหญ่ขนาดนั้นจะมาอยู่ในบ้านคน ถึงจะบอกว่าซื้อมาแต่ของประเภทนี้น่าจะราคาแพงไม่เบา ดูเหมือนว่าบ้านนี้จะร่ำรวยกว่าที่คิดไว้ในตอนแรกเสียอีก ผมได้แต่นั่งใบ้กิน 

แต่ที่ยิ่งไปว่านั้น เธอป่วยถึงขนาดจะต้องมีเครื่องตรวจเช่นนั้นที่บ้านทั้งๆ ที่ภายนอกไม่ได้ดูเจ็บป่วยอะไร ในใจของผมหนักอึ้ง 

“...คุณเอโต้” 

“ครับ” 

“ผมขอถามเกี่ยวกับอาการป่วยของเธอหน่อยได้ไหมครับ” 

“ขออภัยครับ คุณหนูฮารุกำชับเอาไว้ว่าถ้าไม่จำเป็นอย่าเล่าให้คุณสุวะฟัง” 

“ครับ?” 

“โปรดเข้าใจกระผมด้วยเถอะครับ” 

คุณเอโต้ก้มศีรษะลง แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกเลย 

 

* 

 

หลังจากตรวจร่างกายเสร็จผมก็ได้พบคุณยูคิมุระ มองอย่างไรก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเธอกำลังป่วยหนัก 

“เมื่อวันก่อนขึ้นรถไฟสายนัมบุน่ะ แล้วมองเห็นอะไรบางอย่างใกล้ๆ สถานีสักที่ก็สงสัยว่า ‘นั่นอะไรอ่ะ’ เลยไปดูให้เห็นกับตา” 

บนผนังสีขาวกำลังฉายภาพถ่ายของบริเวณใกล้ๆ สถานีมินามิทามะที่ผมถ่ายออกมาจากหน้าต่างรถไฟ  

บางสิ่งที่สูงยาวมากเกินกว่าจะเรียยกว่าเป็นแนวอาคาร เสาสีขาวและแผ่นสีน้ำเงินเชื่อมต่อกัน สูงชะลูดเป็นแนว มองผ่านๆ แวบแรกแล้วบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ 

“หวา อะไรเนี่ย สรุปว่าคืออะไรหรือคะ?” 

“สรุปมันคือสะพานล่ะ ที่เห็นอยู่นี่คือช่วงบนของเสาสะพาน” 

เมื่อข้ามสะพานไปก็จะเจอเข้ากับสนามแข่งม้าโตเกียว ผมเปิดภาพให้เธอดู​ที่ผมถ่ายมาก็เพราะคิดว่าเธอน่าจะไม่เคยไป และเธออาจจะสนใจ 

“ฉันไม่เคยไปสนามแข่งม้ามาก่อนเลยค่ะ” 

ดีแฮะที่ถ่ายมา 

เธอมองภาพด้านในสนามแข่งม้าที่เพิ่งเคยเห็นด้วยแววตาเป็นประกาย 

“...ภาพถ่ายนี่เป็นสิ่งที่ดีจังเลยค่ะ” 

เธอพึมพำเบาๆ  

“ทั้งๆ ที่เป็นภาพถ่ายของจริง แต่สวยกว่าของจริงๆ เสียอีก” 

“จะว่าไปก็จริง” 

“ใช่ไหมคะ” 

ตอนที่กำลังจะมาถึงภาพสุดท้าย ผมก็นึกได้ว่ามีเรื่องต้องรายงานให้เธอทราบ 

“จริงๆ แล้วผมจะได้ถ่ายภาพให้นิตยสารด้วยล่ะ” 

เธอหันกลับมามองผม ดูแล้วคงยังไม่อาจทำเข้าใจความหมายของสิ่งที่ผมพูดได้ทั้งหมด 

“ที่ผมเคยบอกก่อนหน้านี้ว่าบางทีก็เอาพอร์ตโฟลิโอไปให้สำนักพิมพ์ดู คราวนี้ผมได้งานแล้วล่ะ” 

รอยยิ้มที่บ่งบอกว่าเข้าใจในที่สุดแผ่กว้างออก 

“ยินดีด้วยค่ะ!” 

เสียงของเธอสดใส 

“สุดยอดไปเลยค่ะ ดีใจด้วยจริงๆ” 

รู้สึกได้ถึงความยินดีอย่างบริสุทธิ์ใจที่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับผม 

“ต้องขอบคุณคุณยูคิมุระเลยนะ ถ้าไม่ได้ภาพนั้นผมอาจจะไม่ได้งานก็ได้” 

พอได้ฟังแล้วเธอกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป 

หว่างคิ้วและริมฝีปากของหดย่นลงด้วยความขุ่นมัว เมื่อรู้สึกตัวว่าตนเองแสดงสีหน้าเช่นนั้นเธอก็กลับมายกมุมปากขึ้น ปฎิกิริยาเช่นนี้ที่ได้เห็นหลายต่อหลายครั้งมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่นะ ผมนึกสงสัย 

“แล้วก็วันนี้นะ...” 

หลังจากดูรูปจนหมด ผมก็ตัดบทพูดขึ้นมา 

“ขอถ่ายรูปคุณได้ไหม” 

พิจารณาจากการแต่งกายของเธอในวันนี้ คุณเอะโตน่าจะบอกเธอแล้ว  

เธอกระพริบตาเหมือนแสดงความลังเล แล้วก็พยักหน้าน้อยๆ  

“หรือว่าไม่โอเค?” 

“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ” 

เธอเงยหน้าขึ้น 

“ถ้าเป็นประโยชน์กับคุณ ฉันยินดีค่ะ แต่ว่า...” 

“แต่ว่า?” 

“ไม่ค่ะ ไม่มีอะไร” 

ตาของเธอหรี่ลงเหมือนไฟอันริบหรี่ หญิงสาวส่ายหน้า 

ผมจึงลงมือเตรียมอุปกรณ์สำหรับถ่ายภาพ ปลดประเป๋าสะพายลงจากบ่า เอาเสื้อวินด์เบรกเกอร์สีขาวออกมาเปลี่ยนใส่แทนเสื้อตัวนอก 

“ทำไมต้องเปลี่ยนเสื้อด้วยเหรอคะ?” 

“ได้ยินว่าเสื้อสีขาวแบบนี้ทำหน้าที่แทนแผ่นรีเฟลกเตอร์ได้น่ะ ถ้าเข้าไปถ่ายใกล้ๆ ตัวแบบแล้วจะทำให้มีแสงในภาพ” 

“ทำให้มีแสง” 

“ก็คือสะท้อนให้แสงไปต้องกับตัวแบบน่ะ เป็นสิ่งสำคัญมาก” 

“แสงน่ะหรือคะ?” 

“เพราะถ่ายภาพคือการถ่ายแสง” 

ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะกินใจ ดวงตาของเธอเปล่งประกายขึ้น ผมเองก็รู้สึกอายๆ ขึ้นมา เลยใช้ปลายนิ้วจับเสื้อวินด์เบรกเกอร์เล่น 

“ก็เป็นความรู้ที่ได้มาจากหนังสือน่ะ พอดีร้อนใจนิดหน่อยที่จะมาวันนี้เลยอ่านนู่นอ่านนี่ไปทั่ว” 

“งั้นหรือคะ...อ่านหนังสือก่อนมาที่นี่ด้วย” 

พอเธอพูดแบบนั้นผมเลยอายขึ้นมาอีกรอบ เลยหยิบกล้องเอสแอลอาร์ขึ้นมา เอาสายพันมือซ้ายแล้วถือเอาไว้ 

“งั้น...ขอถ่ายเลยนะครับ” 

“ฝากตัวด้วยค่ะ” 

ความคิดเห็น