ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 20 เคียงข้าง

ชื่อตอน : บทที่ 20 เคียงข้าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2563 16:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 เคียงข้าง
แบบอักษร

วราธรค่อยๆเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องของผู้ป่วย หลังกลับมาจากที่ลงไปหาซื้อของกินมาให้ธารินและธราทิพย์ หากแต่ก็ต้องกวาดสายตามองรอบๆห้องเมื่อพบเพียงน้องสาวและคนป่วย ไร้เงาของธารินผู้เป็นภรรยา 

"พี่เหมยออกไปคุยธุระกับพี่ขุนน่ะค่ะ"เอ่ยบอกเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มคล้ายจะมองหาใครบางคนซึ่งคงไม่ใช่ใครนอกจากพี่สาวของเธอ 

"ออ นี่ข้าวนะ"เขาวางถุงลงบนโต๊ะหน้าโซฟาก่อนจะเดินออกไปในทันที 

ทว่าก็ต้องชะงักเท้ายืนนิ่งอยู่หน้าประตูเมื่อร่างของใครบางคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ 

"หมอ แล้วเหมยล่ะ?" 

"อ้าว เหมยยังไม่กลับมาอีกหรอ"ที่เขาเดินมาที่นี่ก็เพื่อจะมาดูว่าธารินนั้นดีขึ้นหรือยัง 

"ยัง ก็เมื่อกี้น้องของเหมยบอกว่าเหมยไปกับคุณ" 

"ใช่ แต่เหมยกลับไปนานแล้ว"ไม่รู้ทำไมหัวใจมันเริ่มหวิวๆ ความรู้สึกเป็นห่วงตีตื้นขึ้นมาในอก  

"ผมมีเรื่องจะบอกคุณ"วราธรมองนายแพทย์หนุ่มอย่างสงสัยเมื่อใบหน้าของเขาเข้าสู่โหมดจริงจังจนดูตึงเครียด 

ที่ภูวดลเลือกบอกชายหนุ่มเพราะเขานั้นเริ่มเห็นอะไรแปลกๆที่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างธารินกับวราธร มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งสองมีให้กันแต่เหมือนว่ายังไม่รู้ตัว มันเป็นความรู้สึกซึ่งแตกต่างจากตอนที่พบกันในคราแรก และเขานั้นเป็นผู้ชายย่อมมองออกว่าคนตรงหน้าดูแลน้องสาวเขาได้...ดูจากแววตาที่ทอประกายความเป็นห่วงอยากชัดเจนเมื่อรู้ว่าธารินหายไป 

 

ร่างหนาก้าวเท้าเหยียบขั้นบันไดไปเรื่อยๆก่อนจะหยุดนิ่ง สายตาจับจ้องที่ประตูดาดฟ้าเพราะหลังจากตามหาธารินจนทั่วก็ไม่พบแม้แต่เงา หากว่ายังเหลือดาดฟ้าที่ยังไม่ได้ขึ้นไป เขาเริ่มภาวนาในใจขอให้เธออยู่ตรงนี้... 

เพียงแค่ประตูเปิดออกสายตาก็สบเข้ากับแผ่นหลังเล็กของคนที่นั่งทรุดอยู่บนพื้น ไหล่ของเธอสั่นเทาไปทั้งตัว เสียงสะอื้นดังขึ้นเบาๆท่ามกลางความเงียบ 

เธอคงจะเจ็บปวดมากเลยสินะ...การที่ต้องรับรู้ว่าตนเองไม่ใช่ลูกของคนที่เรียกว่าแม่มาโดยตลอด มันคงจะรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่บนจักรวาลที่ไร้แรงโน้มถ่วง มันไม่มีที่จะยึดเหนี่ยวทำได้แค่เพียงปล่อยตัวไปกับอากาศ ให้มันพัดพาไปตามเส้นทางที่เราไม่สามารถกำหนดได้เลย 

เขาค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปหาธารินช้าๆก่อนจะสวมกอดเธอเอาไว้อย่างปลอบประโลม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกที่จะกอดมากกว่าการลูบเบาๆที่หลัง  

หากแต่ความรู้สึกของเขามันบอกว่าอยากจะกอดเธอ กอดเพื่อซึมซับเอาความเจ็บปวดของเธอมาไว้ที่เขาหากว่ามันจะเป็นไปได้... 

ทำไมถึงห่วง ทำไมถึงสงสาร ทำไมถึงเจ็บปวด ทำไมถึงอยากอยู่ข้างๆเธอ คำถามมากมายก่อตัวในหัวใจหากแต่ก็ยังไร้คำตอบ 

"คุณ..."ธารินเอ่ยเสียงแผ่วจนวราธรรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่มันอยู่ในใจของเธอ เขาประคองหัวเล็กซบลงที่อกของตนพลางลูบมันเบาๆอย่างปลอบประโลม 

"ฉันอยู่ตรงนี้ เธอไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ถ้ารู้สึกว่าอยากจะร้องไห้ช่วยมาร้องกับฉัน อย่าร้องคนเดียวอีก"แขนเรียวกอดกระชับร่างหนาแน่นกว่าเดิมเสียงสะอื้นคล้ายจะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ  

ความรู้สึกที่เคว้งคว้างก่อนหน้านี้คล้ายว่ามันจะหายไปหลังจากที่วราธรฉุดรั้งเธอขึ้นมาจากหลุมดำที่กำลังจะกลืนกินเธอ 

ใบหน้าแดงก่ำพยักตอบเขากับประโยคที่วราธรเอ่ยบอกเมื่อครู่ บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้นก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ท่ามกลางความเงียบหากแต่ทั้งสองกลับเข้าใจในความรู้สึกของกันและกัน 

 

แขนแกร่งยังคงประคองเอวธารินไว้ไม่ห่างแม้ตอนนี้จะลงมาจากดาดฟ้าได้สักพักแล้วก็ตาม ทั้งสองก้าวเดินมาจนใกล้จะถึงหน้าห้องของคนป่วยพลันเท้าเล็กก็ชะงักเมื่อเห็นว่าบริเวณหน้าห้องมีธราทิพย์ยืนอยู่ ใบหน้าของน้องสาวดูจะตึงเครียดกว่าปกติ ธารินรีบวิ่งเข้าไปหาเธอในทันที 

"เมล์ มีอะไรทำไมมายืนอยู่แบบนี้ล่ะ?" 

"เมล์...เมล์...เมล์กลัวพี่เหมย เมล์กลัว"ร่างเล็กโอบกอดพี่สาว น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยความกลัว 

"มีอะไร บอกพี่สิ"จับไหล่ของธราทิพย์ก่อนจะทำสีหน้าจริงจัง 

"อยู่ๆแม่ก็ทรุดลง เมล์ออกไปซื้อของแค่แป๊บเดียวกลับมาอีกทีแม่ก็ไม่หายใจแล้ว"ธารินนิ่งเงียบ เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกเช่นไร  

เสียใจหรอ...เธอควรจะเสียใจในฐานะอะไร ในเมื่อเธอไม่ใช่ลูก 

แต่มันก็รู้สึกเจ็บแปลบๆที่อกด้วยว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอเชื่อมาตลอดว่าคนคนนี้คือมารดา มันคงจะยากหากไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยก็เคยผูกพันแม้มันจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของความรู้สึกที่แม่เคยมีให้เธอ...หรือบางครั้งมันอาจจะเป็นแค่ของปลอมเพื่อหวังเงินจากเธอก็เท่านั้น 

มือหนาจับไหล่ของธารินเบาๆเมื่อรู้สึกว่าเธอดูจะนิ่งผิดปกติ 

ประตูที่ปิดเงียบค่อยๆเปิดออกพร้อมกับสีหน้าไม่ค่อยดีนักของภูวดล 

"ขอโทษนะ พี่ทำเต็มที่แล้ว แต่เรามาช้าไป"ธราทิพย์ทรุดลงบนพื้นในทันทีที่ภูวดลเอ่ยประโยคนั้นจบ ส่วนธารินก็นิ่งเงียบกว่าที่เป็นอยู่ แต่ความเงียบที่ไร้หยดน้ำตากลับดูน่ากลัวกว่าการที่เธอร้องไห้ฟูมฟายเสียอีก มือที่โอบไหล่เธอไว้กระชับแน่นกว่าเดิม 

แม้ไม่มีเสียงสะอื้นเลยสักแอะและแม้ว่าใครคนนั้นจะไม่ใช่แม่ของเธอหากแต่เขานั้นรู้ว่าธารินก็เจ็บปวดไม่น้อย แววตาของเธอมันบอกเช่นนั้น... 

 

ธารินในชุดสีดำสนิทนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ แววตาจับจ้องเพียงโรงศพที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้สดแม้มันจะสวยงามหากแต่มันกลับแฝงไปด้วยความเศร้า  

แขกเหรื่อเริ่มทยอยเข้ามาเรื่อยๆ...จนเริ่มเต็มเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ 

"หิวน้ำมั้ย?"เสียงทุ่มเอ่ยถามอย่างนึกห่วงหากแต่หล่อนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ 

"คุณว่า...ชีวิตหลังความตายมันจะมีความสุขมั้ย?"เธอเอ่ยถามเสียงแผ่ว วราธรเริ่มรู้สึกกลัวใจคนถามเพราะแววตาของเธอมันดูเศร้าจนปวดใจ 

"คงจะมีมั้ง ไม่งั้นเขาคงกลับมากันหมดแล้วแหละ"พลันรอยยิ้มอ่อนๆก็ปรากฏ ในเวลาเช่นนี้เขากลับเป็นคนเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกสบายใจและยิ้มออกมาได้...ทั้งๆที่หน้าโหดๆของเขาไม่มีแววของอะไรแบบนั้นเลยสักนิด 

"ยิ้มบ่อยๆนะ ฉันไม่ชอบเห็นเธอเศร้า"ธารินหันมองคนข้างกายอย่างสับสน ทำไมแค่ประโยคสั้นๆประโยคเดียว กลับมีอานุภาพร้ายแรงถึงเพียงนี้ หากแต่ว่ามันเป็นแค่กับเขาคนเดียว 

"ขอบคุณนะ...พี่ธร ฉัน...เรียกคุณว่าพี่ได้มั้ย?"เขาอบอุ่นจนเธอรู้สึกสนิทใจที่จะเอ่ยเรียกเขาแบบนั้น แต่ก็ยังต้องเอ่ยถามเพราะไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเต็มใจให้เรียกหรือเปล่า 

"พี่แก่กว่าเหมยตั้งหลายปี ก็ต้องเรียกพี่ได้อยู่แล้ว"การแทนตัวที่แปลกใหม่พลอยให้ทั้งสองยิ้มเขินๆ 

"แปลกๆเนาะ"เธอเอ่ยบอกส่วนชายหนุ่มนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย 

ผู้เป็นย่าทอดมองหลานทั้งสองพลางอมยิ้มชอบใจแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ควรจะยิ้มนักหากแต่ภาพตรงหน้ากลับเรียกรอยยิ้มให้ใครหลายๆคน 

 

เสียงพระสวดจบลงไปพักใหญ่พร้อมๆกับแขกเหรื่อที่เริ่มทยอยกลับจนหมดเหลือเพียงแค่คนในครอบครัวที่ยังอยู่ 

"พักผ่อนเยอะๆนะลูก"พ่อและแม่ของสามีเอ่ยบอกลูกสะใภ้อย่างนึกห่วง 

"อย่าคิดมากนะลูกนะ เกิดแก่เจ็บตายมันเป็นเรื่องธรรมชาติ"คนวัยใกล้ฝั่งโอบกอดหลานสะใภ้อย่างปลอบประโลม  

"เป็นกำลังใจให้นะเหมย สู้ๆ"ฑิฆัมพรเอ่ยให้กำลังใจหญิงสาวพลางจับมือเธอเบาๆ 

"พี่ก็เป็นกำลังใจให้นะ"เวหาวางมือบนไหล่เล็กพลางตบลงเบาๆหวังจะให้กำลังใจน้องสะใภ้หากแต่มันกลับทำให้ใครบางคนตวัดสายตามอง 

"อะฮึม!"เสียงนั้นดังขึ้นเบาๆพอที่เวหาจะได้ยินก่อนจะรีบดึงมือกลับแต่ก็รู้สึกสะใจไปในตัวที่เห็นสีหน้าของน้องชายที่คล้ายจะไม่พอใจนักเมื่อเขานั้นแตะต้องธาริน 

หวงจริงหวงจัง...เขายักไหล่กวนๆให้วราธรก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านของตน 

 

ก๊อกๆๆ 

คนที่กำลังจะเอนหลังเพื่อพักผ่อนพลันต้องลุกขึ้นเมื่อเสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะ 

เพียงบานประตูเปิดออกเธอก็ต้องเลิกคิ้วสงสัยพลางเลื่อนสายตามองถาดอาหารที่คนถือคือวราธร 

"หลบหน่อยสิ"เธอหลบให้เขาเดินเข้าไปในห้องอย่างว่าง่ายหากแต่ก็ยังมองตามวราธรด้วยความงุนงง 

"พี่จะทำอะไรอ่ะ?" 

"พี่เอาข้าวมาให้น่ะ เห็นว่าเหมยยังไม่ได้ทานอะไร" 

"เหมยไม่หิวค่ะ พี่เอาออกไปเถอะ"เธอว่าก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งตรงปลายเตียง 

"ไม่ได้ ถ้าเกิดปวดท้องขึ้นมานะจะฟาดซ้ำเลยคอยดู"ธารินหันมองคนที่ยืนท้าวสะเอวตรงหน้า ด้วยว่าประโยคที่ชายหนุ่มเอ่ยคล้ายกำลังกำราบเด็ก... 

"พูดอย่างกับเป็นพ่อแหนะ" 

"ไม่ต้องมาบ่น รีบกินเลย" 

"สี่ทุ่มแล้วทานไม่ได้ค่ะ เหมยไดเอทอยู่"เริ่มหาข้ออ้างเพราะรู้สึกไม่ค่อยจะหิวเท่าไหร่ 

"เดี๋ยวจะได้โดนเอ็ดแทน อย่ามาโยกโย้ หัวหมอนะเราน่ะ รีบมากิน"ยังคงนั่งนิ่ง คนที่ถือถาดอาหารมาให้เริ่มมีอารมณ์หงุดหงิดเมื่อคนตรงหน้าดูท่าจะดื้อรั้นพอตัว เขาเริ่มก้าวดุ่มๆตรงมาหาธารินในทันที 

ร่างบางเริ่มขยับถอยเมื่อเห็นความเจ้าเล่ห์บางอย่างในแววตาของวราธร 

"เอ่อ...พะ...พี่ธรจะทำอะไรคะ?"น้ำเสียงตะกุกตะกักพร้อมๆกับเท้าที่เริ่มก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆอย่างหวาดหวั่น 

"ก็เห็นว่าไม่อยากกินข้าว ก็เลยจะพากินอย่างอื่น" 

ความคิดเห็น