facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 4 : นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 4 : นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2563 21:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 4 : นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (2)
แบบอักษร

 

 4 

นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (2) 

 

               “อยากได้ทุนจากผมเหรอ” 

               หลังจากที่จัดการกับพายุหมุนในหัวตัวเองเรียบร้อย ฉันก็ได้แต่นั่งเหม่อมองไปทางคุณกวีที่กำลังนั่งเท้าคางส่งยิ้มหวานให้อยู่อีกฝั่ง 

               เขาดูมีความสุขนะ รอยยิ้มที่ส่งมาให้ก็ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาทที่แค่ยกมุมปากขึ้นซะด้วย 

               คงกำลังสนุกอยู่กับการจ้องหน้าฉันที่กำลังประหม่าแบบสุดๆ อยู่แน่เลย... 

               “ค่ะ...” เพราะความประหม่าและสับสน ฉันก็เลยเผลอตอบคำถามคนตรงหน้าไปแบบอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่เต็มเสียงเท่าไหร่จนต้องก้มหน้างุดเพื่อหลบเลี่ยงดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่สวยที่มองตรงมาราวกับอยากจะอ่านใจกัน “ขอโทษค่ะ ตอนนี้หนูคิดอะไรไม่ออกเลย ขอเวลาทำใจแป๊บนึงนะคะ” 

               “ตามสบาย ถ้ามีอะไรอยากถามก็ถามได้นะ” 

               “...ถามได้จริงเหรอคะ?” 

               “ได้สิ” เขาพยักหน้ายืนยัน 

               “งั้นขอถามเลยนะคะ” ได้ยินแบบนั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย ฉันเงยหน้าขึ้นพลางพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก มีอะไรอยากถามเยอะแยะเลย “คุณกวี...ไหนตอนนั้นบอกว่าตัวเองเป็นพนักงานบริษัทไง โกหกกันเหรอคะ” 

               “โกหกตรงไหน? ผมเป็นพนักงานบริษัทจริงๆ” 

               “คุณกวีไม่ใช่พนักงานบริษัทซะหน่อย!” 

               “เป็นสิ” เขาปั้นหน้าจริงจังทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาต่อต้านของฉัน “เป็นพนักงานบริษัทที่มีตำแหน่งเป็นรองประธานไง” 

               “อ๊ะ...” 

               อยู่ๆ ก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออกจนได้แต่อ้าปากค้างมองสีหน้าที่ดูมั่นอกมั่นใจแบบสุดๆ ของคุณกวีด้วยแววตาไร้อารมณ์ 

               แบบนี้ก็ได้เหรอ นั่นสินะ ถึงจะเป็นประธานหรือรองประธาน เป็น CEO หรืออะไรก็ช่าง เขาก็เป็นพนักงานบริษัทจริงๆ นั่นแหละ 

               แต่เอ...ใช้คำว่านักธุรกิจจะดูเหมาะกว่าหรือเปล่านะ? ฉันแอบขมวดคิ้วพินิจพิจารณาการแต่งกายของคุณกวีที่ยังดูเรียบร้อยเหมือนครั้งแรกที่เจอกันในร้านขายไก่ทอดไม่มีผิด 

               “พี่ชายผมก็ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันนะ” 

               “อ๋อ เป็นพนักงานบริษัทที่มีตำแหน่งเป็นท่านประธานใช่มั้ยคะ...” 

               “ถูกต้อง รู้ได้ไงน่ะ” 

               คุณกวีอมยิ้มนิดๆ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจ ทำหน้าทำตาเหมือนคนรู้คำตอบอยู่แล้วได้น่าหมั่นไส้มาก 

               “ก็หนูหาข้อมูลก่อนมา” คิดแล้วก็อยากเอาหัวโขกโต๊ะกระจกแรงๆ สักทีสองที ทำไมตอนนั้นถึงไม่เอะใจอะไรเลยนะยัยน้ำหอม ชื่อก็ออกจะคุ้นหูแท้ๆ “ประธานบริษัท S ชื่อนายบรรณวัชร์ใช่มั้ยคะ?” 

               พูดไปแล้วความทรงจำในวันนั้นก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว จะให้ชี้หน้าโวยวายใส่คุณกวีว่าเป็นคนโกหกหลอกลวงก็ดูจะโหดร้ายไปหน่อย เขาไม่ได้ปิดบังชื่อจริงของตัวเองเลยด้วยซ้ำ 

               งั้นที่คุณกวีเคยบอกว่าแอบหนีงานมาเพราะทะเลาะกับเจ้านาย แสดงว่าเขาเพิ่งทะเลาะกับพี่ชายตัวเองมาสินะ 

               “อื้ม เคยบอกไปแล้วไง นั่นชื่อพี่ชายผม” 

               คุณกวีส่งยิ้มให้ฉันอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมกับการถอนหายใจเบาๆ ที่คิดว่าเขาน่าจะแกล้งทำให้ฉันอึดอัดใจเล่นๆ ไปงั้นแหละ เขาดูเปลี่ยนไปนะ ยิ้มบ่อยขึ้นเยอะเลย แถมหน้าตายังดูมีความสุขสุดๆ ด้วย 

               คงหายเครียดกับเรื่องเมื่อตอนนั้นแล้วสินะ ดีจัง 

               “ใครจะไปจำได้ ก็คุณกวีเคยบอกหนูแค่ครั้งเดียวเอง” 

               “เธอก็น่าจะเอะใจหน่อยสิ พี่ชายผมออกข่าวบ่อยจะตาย ไม่คุ้นชื่อนี้หน่อยเหรอ?” 

               จะว่าคุ้นก็คุ้นอยู่หรอก แต่พี่ชายคุณกวีชอบออกข่าวประเภทไหนกัน ไอ้ฉันเองก็ไม่ค่อยชอบติดตามข่าวสารของคนในวงการบันเทิง หรือเหล่าเซเล็บดาราที่พากันออกงานไปสัมภาษณ์เปิดตัวหวานใจหรือฝากผลงานละครให้ผู้ชมและพี่ๆ นักข่าวคอยติดตามซะด้วยสิ พวกกระทู้จัดอันดับนักธุรกิจหรือคอลัมน์คุยเฝื่องเรื่องการเงินก็ไม่เคยอ่าน 

               แล้วจะให้ฉันมารู้จักกับคนในวงการนี้ได้ยังไงกันเล่า แค่รู้ชื่อก็ถือว่าเก่งมากแล้วนะ! 

               “ก็หนูไม่ค่อยได้ตามข่าวบันเทิง...” 

               “งั้นก็เริ่มอ่านข่าวแนวนี้ได้แล้ว เริ่มตั้งแต่เย็นนี้เลย” 

               ยังจะมีหน้ามาไล่ให้ไปอ่านข่าวอีกนะ! ไม่เคยได้ยินหรือไงว่าคนไม่รู้คือคนไม่ผิดน่ะ! 

               ได้ยินคำพูดทีเล่นทีจริงแบบนั้นแล้วฉันก็เผลอจ้องเขม็งส่งรังสีแห่งความไม่พอใจใส่คนตรงหน้าไปอย่างลืมตัว แต่สักพักก็เรียกสติตัวเองกลับมาได้โดยไม่ลืมที่จะส่งยิ้มกลับไปให้อย่างทันท่วงที 

               ตอนแรกนึกว่าจะโกรธซะอีกที่เผลอไปชักสีหน้าใส่ ที่ไหนได้ ผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้ามกับที่คิดไว้เลย คุณกวีแค่หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วตั้งคำถามแปลกๆ ที่ทำให้ฉันอยากกัดลิ้นตัวเองขึ้นมาซะงั้น 

               “โกรธเหรอ?” 

               กล้าถามอะไรแบบนี้ออกมาได้ยังไง ถึงโกรธจริงแต่ใครจะไปกล้าตอบว่าโกรธเล่า! 

               “ไม่ได้โกรธค่ะ ตกใจมากกว่า” 

               สุดท้ายก็พูดไปยิ้มไปเพื่อเล่นละครให้ท่านรองตายใจว่าฉันไม่ได้โกรธเขาจริงๆ นะ 

               ซึ่งฉันก็ไม่ได้โกรธเขาจริงๆ แค่รู้สึกไม่พอใจที่โดนหลอกมากกว่า แต่คุณงามความดีที่เขาเคยซื้อพิซซ่าและซื้อไฮไลท์สีสวยมาให้ก็ยิ่งใหญ่มากจนเสียรู้สึกว่าไม่ต้องไปโกรธคุณกวีหรอก ให้อภัยเขาเถอะ ยังไงตอนนั้นเราสองคนก็เป็นคนแปลกหน้าต่อกันนี่นะ จะโกหกใส่กันก็ไม่แปลก 

               “ขอโทษนะ ผมคิดว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก ก็เลยโกหกไป” 

               ในแววตาที่สะท้อนประกายของความรู้สึกผิดมีใบหน้าของฉันปรากฏอยู่ข้างใน เสียงทุ้มที่เอ่ยคำว่าขอโทษออกมาอย่างจริงใจทำให้ฉันยิ้มได้และพยักหน้ารับคำขอโทษของอีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ 

               “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ หนูเข้าใจ ขอโทษที่วันนั้นทำตัวเสียมารยาทด้วยนะคะ” 

               เพราะไม่สนิทกันก็เลยไม่มีเรื่องให้ต้องติดใจอะไร ในเมื่อเขากล้าพูดคำว่าขอโทษกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ฉันเองก็ยินดีที่จะรับคำขอโทษนี้ไว้ 

               “ไม่เป็นไร ผมก็ขอโทษเหมือนกัน” 

               หลังจากที่ขอโทษกันไปมาเสร็จแล้ว เราสองคนก็นั่งมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น จนคุณกวีเป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยการถามว่า 

               “มาเข้าเรื่องกันดีกว่า คุณพิ้งค์เล่าว่าเธออยากเข้ามอเอกชนใช่มั้ย เรื่องมันเป็นมายังไง ทำไมถึงคิดจะมาขอทุนจากผมล่ะ?” 

               “เปลี่ยนใจแล้วได้มั้ยคะ ไม่เอาทุนแล้ว หนูอยากกลับบ้าน...” 

               น้ำเสียงที่เป็นกันเองของคุณกวีทำให้ฉันเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปโดยไม่ได้ไตร่ตรอง แต่คุณกวีก็ไม่ได้ต่อว่าหรือแสดงท่าทีไม่พอใจกับคำพูดของฉันนะ 

               “อย่าเพิ่งกลับเลย นั่งคุยกันก่อนเถอะ ผมอยากรู้” 

               เจ้าของคำพูดเอนหลังพิงโซฟาก่อนยกมือขึ้นกอดอก ดูเตรียมพร้อมที่จะรับฟังทุกคำพูดของฉันมากจนสัมผัสได้ คิดแล้วก็อยากเอาหัวโขกโต๊ะตายอีกรอบ ในหัวยังรีเพลย์ภาพวันที่ฉันโดดเรียนแล้วไปสั่งสอนให้ท่านรองประธานบริษัทใหญ่ได้รู้ว่าเงินทองมีค่าขนาดไหน และเปรียบเทียบว่าทุกคนคือฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่คอยขับเคลื่อนบริษัทไปข้างหน้าสินะ... 

               แค่คิดก็อายจนอยากมุดดินหนี ไม่เอาทงเอาทุนอะไรแล้ว พาฉันออกไปจากที่นี่ที ขอร้องล่ะ... 

  

               หลังจากที่คุณพิ้งค์นำกาแฟมาให้แล้ว เราสองคนก็ได้คุยลงลึกไปถึงรายละเอียดที่ว่าทำไมฉันถึงอยากเรียนที่มอ Z ถ้าอยากเรียนทำไมถึงไม่เคยไปยื่นพอร์ตโฟลิโอหรือสอบชิงทุนที่นั่นเลยสักครั้ง ฉันก็เล่าไปว่าเพราะพ่อกับแม่อยากให้เข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลที่มีชื่อเสียงมากกว่า แต่คิดว่าคะแนนตัวเองน่าจะไม่ถึง ก็เลยอยากไปเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่เล็งไว้ 

               ถ้าเป็นไปได้ฉันเองก็อยากลองไปสอบหรือเขียนบทความชิงทุนอยู่หรอก แต่เขาดันปิดรับสมัครไปแล้วนี่สิ... 

               เมื่อเล่าจบฉันก็ยกแก้วกาแฟอุ่นๆ บนโต๊ะขึ้นมาจิบ ขมแฮะ ถึงจะเติมน้ำตาลลงไปแล้วก็ยังรู้สึกขมอยู่ดี เบ้หน้ากับตัวเองได้สักพักก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปหลังจากที่ยื่นใบเกรดทั้งหกเทอมให้คุณกวีลองพิจารณา 

               ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบจนแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมื่อกี้เรายังหัวเราะและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน คุณกวีที่เคยส่งยิ้มให้ฉันตอนนี้กลับทำหน้านิ่งกวาดตามองเอกสารในมือเงียบๆ แปลกดีที่ท่าทีของเขาทำให้ฉันนึกถึงวันที่เราได้เจอกันเป็นครั้งแรก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 

               พอเจอบรรยากาศกดดันแล้วก็ทำตัวไม่ถูกแฮะ ตอนนี้ฉันแทบไม่กล้าขยับตัวหรือถอนหายใจออกมาด้วยซ้ำ แค่วางแก้วกาแฟลงกับโต๊ะก็ยังอุตส่าห์ค่อยๆ วางลงไปเพื่อให้เกิดเสียงเบาที่สุดเพราะกลัวว่าเสียงแก้วกระทบกันจะไปทำให้ท่านรองเขาหงุดหงิด ดูเขาทำหน้าทำตาสิ ทำไมถึงได้นิ่งขนาดนั้นนะ 

               ฉันเกลียดความเงียบที่สุดเลย มันทำให้รู้สึกอึดอัดใจยังไงไม่รู้ เฮ้อ... 

               เมื่อวินาทีแห่งความกดดันได้ผ่านพ้นไป ในที่สุดคุณกวีก็วางใบเกรดของฉันลงกับโต๊ะแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า 

               “สองจุดแปด นี่คือเกรดเฉลี่ยรวมทั้งหกเทอมเหรอ?” 

               “ค่ะ...” ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้แล้ว มีแค่นี้จริงๆ ค่ะ... 

               “เหรอ คะแนนน่ารักดี” 

               นั่นชมใช่มั้ยน่ะ ได้ยินแล้วอยากร้องไห้ยังไงไม่รู้... 

               “หนู...ไม่ผ่านเกณฑ์ใช่มั้ยคะ?” 

               “เราไม่มีเกณฑ์ตัดสินแบบตายตัวค่ะ” อาจเป็นเพราะตอนถามคำถามนี้ ฉันหันหน้าไปสบตากับคุณพิ้งค์ที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณกวีพอดี เธอก็เลยช่วยออกปากอธิบายเพื่อคลายข้อสงสัยของฉันด้วยรอยยิ้มสุภาพ “นี่เป็นโครงการที่เกิดจากเจตนารมณ์ของท่านประธานคนก่อน ท่านจัดตั้งโครงการให้ทุนการศึกษากับเด็กเรียนดีแต่ไม่มีเงินทุนพอที่จะเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ” 

               “อย่างนี้นี่เอง” 

               “ปกติโครงการของเรามักจะรับเด็กที่มีผลการเรียนเฉลี่ยสี่จุดศูนย์ขึ้นไป และต้องการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดัง แต่ในกรณีของคุณประทินทิพย์ เป็นการมาขอทุนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนสินะคะ” 

               “ใช่ค่ะ...” 

               เหมือนคุณพิ้งค์ต้องการจะเน้นย้ำให้ฉันเข้าใจว่าความต้องการของฉันและจุดประสงค์ของโครงการนี้ไม่สอดคล้องกันเป็นอย่างมาก ถึงจะบอกว่าไม่มีเกณฑ์ คุณสมบัติหรือเกรดเฉลี่ยที่ตายตัว แต่ทุนนี้มีมาตรฐานของมัน และคุณสมบัติของฉันก็ไม่ตรงกับมาตรฐานที่อีกฝ่ายตั้งไว้เลยแม้แต่น้อย 

               “ทำไมผมต้องให้ทุนนี้กับเธอด้วย” คุณกวีที่นั่งกอดอกฟังอยู่นานถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเธอจะทำประโยชน์อะไรให้เราได้บ้าง ถึงเกรดจะไม่ใช่ตัวตัดสินทุกอย่าง แต่ตอนนี้มันก็เป็นสิ่งเดียวที่วัดความสามารถของเธอได้ชัดเจนที่สุด” 

               เขาพูดถูก ในสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครรู้จักกันเป็นการส่วนตัวแบบนี้ เงื่อนไขในการพิจารณาที่ดีที่สุดก็คือเกรดเฉลี่ยที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าฉันมีความถนัดหรือไม่ถนัดในด้านไหนเป็นพิเศษ 

               แต่คำว่า ‘ทำประโยชน์อะไรให้เราได้บ้าง’ ของเขากลับทำให้ฉันเอะใจจนต้องเปิดปากถามออกไปว่า 

               “ทำประโยชน์? แสดงว่าถ้าผ่านเกณฑ์ก็ต้องใช้ทุนด้วยเหรอคะ” 

               “ไม่ต้องค่ะ แค่จะถูกยื่นข้อเสนอน่ะ ถ้าทางเราเห็นว่าเป็นผู้มีความสามารถ หรือทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรได้ก็จะมีโอกาสได้มาฝึกงานหรือทำงานประจำในบริษัทของเราค่ะ” 

               เหมือนส่งพนักงานในอนาคตของตัวเองไปเรียนฟรีเลยแฮะ พอเรียนจบก็กลับมาทำงานในบริษัท ฉันพยักหน้าให้กับข้อมูลนั้นแล้วเริ่มครุ่นคิดหาทางออกให้กับตัวเอง ฟังจากบทสนทนาก็รู้ว่าคุณกวีน่าจะไม่อยากได้ฉันเข้ามาในโครงการนี้ 

               อยู่ไปก็เปล่าประโยชน์ รีบหาทางลงสวยๆ ให้ตัวเองแล้วหนีออกไปจากที่นี่โดยไม่กลับมาเหยียบซ้ำอีกเป็นครั้งที่สองดีกว่า กลับบ้านกันเถอะ! 

               “สรุปก็คือ หนูไม่ผ่านการคัดเลือกใช่มั้ยคะ” 

               เพราะต้องการจบเรื่องให้เร็วที่สุด ฉันจึงเลือกที่จะไม่อ้อมค้อมและถามออกไปตรงๆ เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนจากอีกฝ่าย 

               “คิดว่าไงล่ะ” 

               แต่คุณกวีเลือกที่จะย้อนถามกลับมาซะงั้น อย่ามาให้ความหวังกันแบบนี้สิ ทำไมถึงไม่ตอบให้มันชัดเจนกว่านี้นะ 

               “ไม่ผ่านแน่นอนค่ะ ทุนนี้สำหรับเด็กเรียนดีแต่ไม่มีเงินทุนมากพอนี่นา” 

               อันที่จริงแล้วฉันเองก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองขนาดนั้น แค่มีปัญหากับครอบครัวเรื่องที่เรียนนิดหน่อย ซึ่งข้อนี้ก็ได้เล่าให้คุณกวีฟังไปคร่าวๆ แล้ว แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดไปถึงเรื่องว่าพ่อกับแม่เอาแต่กดดันว่าต้องเข้ามอ A ให้ได้ขนาดนั้นหรอก อะไรที่คิดว่าไม่จำเป็นฉันก็เลือกที่จะไม่เล่าออกไป 

               “ก็จริง งบเรามีจำกัดน่ะ” คุณกวีอธิบาย ใบหน้านิ่งเรียบดูพอใจกับคำตอบของฉัน แสดงว่าเราสองคนคิดเหมือนกันสินะ “ก่อนไปผมขอถามคำถามสักข้อสิ” 

               “ได้ค่ะ ถามได้ตามสบายเลย” 

               “ไปได้นามบัตรนั่นมาจากไหน” 

               นึกว่าจะถามอะไรยากๆ ซะอีก ง่ายกว่าที่คิดนะเนี่ย 

               “อ๋อ เพื่อนให้มาค่ะ” 

               “เพื่อนเหรอ?” คราวนี้คุณกวีเริ่มขมวดคิ้ว 

               “ค่ะ เขาบอกว่าให้ลองมาขอทุนกับคนคนนี้ดู หนูก็เลยมา” 

               “เพื่อนเธอชื่ออะไร” 

               อยู่ๆ คุณกวีก็เข้าโหมดจริงจัง แววตาคมกริบที่มองจ้องมาราวกับอยากจะอ่านใจกันของเขาทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดจนต้องบอกความจริงไป 

               “ชื่อเจตน์ค่ะ ทำไมเหรอคะ” 

               “...เจตน์ คนที่เป็นลูกชายคุณอนันต์น่ะเหรอ?” 

               “อ๊ะ ใช่ค่ะ” 

               ฉันพยักหน้ารัวๆ เมื่อเห็นว่าคนหน้าดุเลิกขมวดคิ้วทำหน้าตาน่ากลัวแล้ว กลายเป็นว่าตอนนี้สีหน้าของคุณกวีกลับดูอึ้งสุดๆ กับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ ดวงตาเขาเบิกกว้าง น้ำเสียงที่ใช้ฟังดูไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินจนฉันต้องเป็นฝ่ายเอียงคอมองกลับไปด้วยความงุนงง 

               เป็นอะไรของเขานะ ตอนแรกก็ยิ้มแย้มคุยกับฉันอย่างสนุกสนาน คุยไปคุยมาอยู่ๆ ก็ทำหน้าเครียด แล้วตอนนี้ยังมาทำหน้าตกอกตกใจอีก เป็นคนที่แสดงอารมณ์ได้หลากหลายดีนะ เคยเป็นนักแสดงมาก่อนหรือเปล่าเนี่ย? 

               “เธอ...สนิทกับลูกชายคุณอนันต์มากแค่ไหน” 

               คราวนี้น้ำเสียงของคุณกวีฟังดูเคร่งเครียดและต้องการคำตอบที่จริงจัง สังเกตได้จากท่าทีการพูดและการสบตาน่ะ เขาไม่ได้ล้อเล่นหรือทำไปเพราะอยากแกล้ง ถึงจะรู้แบบนั้นแต่ฉันก็ยังย้อนถามกลับไปโง่ๆ ว่า 

               “ถามทำไมคะ...” 

               “แค่อยากรู้เฉยๆ สนิทกันถึงขั้นไหน อธิบายหน่อย” 

               “ให้อธิบายเลยเหรอ พูดยากนะคะ...” ได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วขึ้นมาลูบคางตัวเอง “เอ เคยไปทำรายงานที่บ้าน เคยไปกินข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ เคยไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกัน เวลาทำงานกลุ่มก็จับคู่กันตลอด...” 

               “สนิทพอสมควรสินะ” 

               อีกฝ่ายรีบด่วนสรุป ได้ยินแล้วก็แอบไม่พอใจนิดหน่อย ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ ขัดเก่งจริงๆ... 

               “ของแบบนี้ถามเจ้าตัวน่าจะดีกว่านะคะ” ฉันเผลอทำหน้าบึ้ง “แต่หนูไม่สนิทกับเจตน์เท่ายัยหวานหรอก...” 

               “หวาน? ใช่ชาหวานลูกสาวคุณอรุณหรือเปล่า” 

               “ใช่ค่ะ...เอ๊ย เดี๋ยวนะ ทำไมคุณกวีถึงรู้ชื่อพ่อเพื่อนหนูล่ะ!” 

               แวบแรกฉันยกมือขึ้นปิดปากเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอหลุดชื่อเพื่อนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือคุณกวีก็รู้จักชาหวานเพื่อนฉันด้วยเหรอ! 

               “ผมต้องถามเธอมากกว่าว่าทำไมถึงไปสนิทกับสองคนนั้นได้” 

               “ก็เราเรียนที่เดียวกัน อยู่ห้องเดียวกัน ต้องสนิทกันอยู่แล้วสิคะ” 

               “...” 

               ในตอนนั้นเอง ฉันเห็นคุณพิ้งค์หันมามองหน้าฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจไม่ต่างจากคุณกวีมากนัก ฉันได้แต่ยืนกำกระโปรงนักเรียนของตัวเองด้วยความสงสัยและปล่อยให้ทั้งสองคนจ้องหน้าฉันต่อไป 

               ทะ...ทำไมถึงต้องทำหน้าตกอกตกใจขนาดนั้นด้วยนะ? 

               ถ้าให้ลองเดาดู ฉันว่าคุณกวีคงรู้จักกับพ่อของเจตน์และชาหวาน อาจเคยทำธุรกิจร่วมกันล่ะมั้ง ก็เลยไม่คิดว่าคนแบบฉันจะมารู้จักกับคุณหนูคุณชายทั้งสองคนได้สินะ 

               “เอาสิ” 

               คำตอบสั้นๆ ของเขาทำให้ฉันตะลึงจนอ้าปากค้างตามคุณพิ้งค์ไปอีกคน 

               “คะ?” 

               “ผมจะให้ทุนเธอ มอ Z ใช่มั้ย ตัดสินใจว่าอยากเรียนคณะไหนได้เมื่อไหร่ก็ติดต่อมาละกัน” 

               ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ เมื่อกี้ยังทำท่าเหมือนจะปฏิเสธอยู่เลยแท้ๆ ฉันทำหน้างงแล้วงงอีกจนรู้สึกว่ารอบตัวมีแต่เครื่องหมายคำถามบินวนไปทั่ว 

               “คุณกวีตั้งใจจะทำอะไรกันแน่คะ...” 

               “ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรนี่ โครงการเราสนับสนุนเด็กเรียนดีแต่ยากจนมาหลายคนแล้ว ลองสนับสนุนเด็กเรียนไม่ดีสักคนก็คงไม่เสียหายอะไร” 

               “...” 

               ดูไม่ชอบมาพากลยังไงไม่รู้สิ ฉันนั่งก้มหน้าขบคิดกับตัวเอง หมายความว่ายังไงน่ะ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ นี่ไม่ใช่แค่ความเมตตาที่มาจากใจแน่นอน มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น 

               “ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไงน่ะหอม” 

               “หนู...ไม่เชื่อหรอกว่าคุณกวีอยากจะสนับสนุนกันจริงๆ บอกเหตุผลมาเถอะค่ะว่าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ไหนบอกว่าคนแบบหนูน่าจะทำประโยชน์ให้บริษัทไม่ได้ไง?” 

               “ตอนนี้มีประโยชน์แล้ว” เขาหลับตาลงก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นจากโซฟา เห็นแบบนั้นฉันเองก็รีบลุกตามเหมือนกัน “แค่เป็นเพื่อนกับสองคนนั้น ผมก็ได้ประโยชน์มหาศาลจากเธอแล้ว” 

               “แค่เป็นเพื่อนเนี่ยนะ...” 

               “อืม แค่นั้นก็พอ” คุณกวียกมือขึ้นกอดอกพลางใช้ดวงตาคมกริบคู่นั้นหลุบมองฉันที่ตัวเล็กกว่า ให้ความรู้สึกว่าเราอยู่กันคนละชั้นยังไงไม่รู้ “แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเงื่อนไขนะ” 

               “เงื่อนไขเหรอคะ?” 

               ว่าแล้วเชียว... 

               “เอาแบบนี้เป็นไง ค่าเทอมของเธอ ผมจะออกให้ก่อน เป็นเงินส่วนตัวของผมเอง” คุณกวีเว้นจังหวะการพูดไปเล็กน้อยก่อนยกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “มีข้อแม้เพียงข้อเดียว ผมจะออกเงินให้เธอเรียนแค่หนึ่งปีก่อน ถ้าเกรดปีหนึ่งไม่ถึงสามเมื่อไหร่ เธอจะไม่ได้เรียนต่อทันที” 

               “...!!” 

               เกรดสามในมหาวิทยาลัยเนี่ยนะ... 

               “จริงด้วย บ้านเธออยู่ไกลนะ อยากได้ที่พักใกล้มหา’ลัยแถมติดรถไฟฟ้าด้วยหรือเปล่า ผมหาให้ได้นะ” 

               “มะ...มากเกินไปหรือเปล่าคะ” 

               “ไม่มากไปหรอก” 

               “หมายถึงเกรดน่ะค่ะ มันมากไปนะ!” 

               ฉันเริ่มคิดหนัก แค่ในโรงเรียนยังทำไม่ได้เลย! คุณกวีก็เห็นเกรดเฉลี่ยรวมหกเทอมของฉันไปแล้วไม่ใช่เหรอ คิดจะแกล้งกันหรือไง! สำหรับคนเรียนเก่งนี่อาจเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับคนที่ไม่เก่งอะไรเลยอย่างฉันแล้ว นี่มันยากสุดๆ! 

               “ถ้าคิดว่าไม่ไหวก็ไม่ต้องรับข้อเสนอสิ” คนหน้าดุเริ่มขมวดคิ้วอีกครั้ง “รายละเอียดไว้คุยกันทีหลังก็ได้ รอผลรอบสี่ของเธอออกก่อน ถ้าสนใจก็โทรมาละกัน” 

               “...เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ” 

               แล้วการพูดคุยของเราก็จบลงแค่นั้น 

  

               “ไว้จะติดต่อกลับไปนะคะ” หลังจากที่เดินออกมาจากห้องด้วยสภาพไร้วิญญาณ คุณพิ้งค์ที่ดูมีเรื่องอยากคุยกัลฉันมาตลอดก็รีบประกบข้างชวนคุยทันที “ชื่อน้ำหอมใช่มั้ยคะ ขอเรียกว่าน้องหอมได้มั้ย” 

               “ได้สิคะ” 

               “งั้นเรียกพี่ว่าพี่พิ้งค์นะ พี่เป็นเลขาของท่านรอง หลังจากนี้เราคงได้เห็นหน้ากันบ่อยๆ มาทำความรู้จักกันไว้ดีกว่า” 

               “โอเคค่ะ” 

               หลังจากนี้คงได้เห็นหน้ากันบ่อยๆ งั้นเหรอ นั่นสินะ ถ้าฉันเลือกที่จะรับข้อเสนอของเขา เราก็คงได้เจอกันบ่อยจริงๆ นั่นแหละ 

               “ท่านรองดูถูกใจน้องหอมมากเลยนะ เคยรู้จักกันมาก่อนเหรอ” 

               “ก็ไม่เชิงค่ะ เราเคยเจอกันโดยบังเอิญอยู่ครั้งหนึ่ง วันนี้แค่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเฉยๆ” 

               “เคยเจอกันมาก่อนนี่เอง” คุณพิ้งค์เว้นจังหวะไปเล็กน้อยแล้วพึมพำออกมาเบาๆ “ก็ว่าอยู่ทำไมถึงดูสนิทกัน” 

               อย่าเอาคำว่า ‘สนิท’ มาใช้กับฉันและคุณกวีเลย แค่คิดก็รู้สึกหน้ามืดจนอยากจะเป็นลมแล้ว... 

               “เข้าใจผิดแล้ว! หนูกับคุณกวีไม่สนิทกันหรอกค่ะ” 

               พูดแล้วก็ส่ายหัวรัวๆ ออกอาการต่อต้านอย่างเต็มที่ 

               “เหรอ หายากนะที่ท่านรองจะทำตัวแบบนั้น ปกติเขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่วันนี้ตอนพี่ส่งข้อมูลของน้องหอมไปให้เขาก็ดูตื่นเต้นแบบแปลกๆ พอน้องหอมมาปุ๊บก็คุยเยอะแถมยังยิ้มบ่อยจนน่าตกใจเลย” 

               “เหรอคะ...” 

               น่าจะเป็นอารมณ์ประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกมากกว่า ยอมรับว่าฉันยังแอบตื่นเต้นนิดๆ ตอนได้รู้ว่าเขาคือคุณกวีคนนั้นเหมือนกัน 

               “เป็นอะไรไป กังวลเหรอ?” 

               คุณพิ้งค์เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าฉันเผลอก้มหน้าขมวดคิ้วกับตัวเองอีกแล้ว 

               “ค่ะ หนูไม่รู้ว่าคุณกวีต้องการอะไรจากหนูกันแน่ เกรดหนูน้อยมากเลยนะ ควรจะไม่ผ่านเกณฑ์ด้วยซ้ำ ทำไมคุณกวีถึงยังยื่นข้อเสนอให้ล่ะ แปลกมากเลย...” 

               ยิ่งคิดก็ยิ่งติดใจสงสัย คืนนี้ต้องนอนไม่หลับแน่ๆ 

               “เพราะคอนเนคชันล่ะมั้ง” 

               “คอนเนคชันเหรอ? หนูไม่มีของแบบนั้นหรอกค่ะ” 

               พ่อแม่ฉันไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร จะไปมีของแบบนั้นได้ยังไงกัน ฉันส่ายหัวและโบกมือไปมารัวๆ 

               “อย่าถ่อมตัวเลย ส่วนใหญ่คนที่ได้นามบัตรนั้นมามักไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ให้บัตรค่ะ นักธุรกิจบางคนที่ร่วมงานกับท่านรองก็แค่สุ่มๆ เอาไปมอบให้ทางโรงเรียนหรืออาจารย์ตามสถานศึกษาต่างๆ ได้พิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะมอบโอกาสนี้ให้ใครดี ท่านรองกับพี่เลยตกใจมากตอนเห็นเกรดน้องหอมเพราะไม่คิดว่าจะได้คนแบบนี้มา” 

               อย่างนี้นี่เอง ฉันแสดงท่าทีสนใจและพยักหน้ารับฟังคุณพิ้งค์ที่คอยอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น 

               “ยิ่งรู้ว่าสนิทกับลูกของคุณอรุณและคุณอนันต์แล้ว ท่านรองก็ยิ่งสนใจเข้าไปอีก” 

               “แต่ในกรณีของหนูไม่น่าจะเรียกว่าคอนเนคชันนะคะ...” 

               “ไม่ให้เรียกคอนเนคชันแล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะ เส้นสายเหรอ? ถ้าไม่มีคอนเนคชันก็ไม่ได้นามบัตรมาหรอกค่ะ” แววตาเอาจริงเอาจังของคุณพิ้งค์ทำให้ฉันเผลอก้มหน้าลงอีกครั้ง “ถ้าไม่สนิทกับคนใหญ่คนโตขนาดนั้น น้องหอมก็คงไม่ได้มายืนคุยกับพี่และท่านรองแบบนี้หรอก ทั้งที่วันนี้ควรจะมีเด็กเรียนดีและกำลังขัดสนเรื่องเงินทองจริงๆ มายืนอยู่ในจุดจุดนี้แท้ๆ” 

               “...” 

               เมื่อพูดคำนั้นจบ พี่พิ้งค์ก็ไม่ชวนฉันคุยอะไรอีกเลยจนกระทั่งเราสองคนเดินเข้ามาในลิฟต์ ฉันอดทนยืนรอให้ช่วงเวลาที่แสนอึดอัดค่อยๆ จางหายไป ยอมรับว่าคำพูดของคุณพิ้งค์มีอิทธิพลต่อใจฉันพอสมควร ระหว่างนั้นก็เลยได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า 

               นี่ฉัน...กำลังขโมยโอกาสของคนอื่นอยู่หรือเปล่านะ? 

 

 

               ถ้าไม่มีเพื่อนเป็นหวานกับเจตน์ หอมจะได้มายืนเถียงกับคุณกวีแบบนี้มั้ยนะ? 

               คุณกวีกลับมาแล้ว เย่! เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยข้อเสนอเรียนฟรีหนึ่งปีพร้อมที่พักใจใกล้รถไฟฟ้า (ฮา) 

               ต้องขอโทษที่อัพช้าด้วยนะคะ แงงง อันที่จริงเราเห็นคอมเม้นต์ของทุกคนในเว็บเด็กดีและธัญวลัยแล้วใจฟูมากเลย ขอบคุณนะคะ แต่ช่วงนี้มีญาติมาค้างที่บ้าน เปิดทีวีเปิดหนังกันทั้งวันทั้งคืน เราแทบไม่มีช่วงเวลาเงียบๆ ให้แต่งนิยายเลยค่ะ ขอโทษจริงๆ นะคะ TT 

               เนื่องจากช่วงนี้ยังไม่มีเงินซื้อโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่ ก็เลยต้องมาพิมพ์ในคอมที่ตั้งอยู่บนโต๊ะสูงๆ พิมพ์ไม่สะดวก และเก้าอี้ที่ไม่ซัพพอร์ตหลัง เราเป็นพวกถ้านั่งไม่สบายแล้วจะชอบลุกไปนู่นไปนี่ และนี่คือสาเหตุที่แต่งนิยายได้ช้ามากถึงมากที่สุดนั่นเอง ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะ ตั้งใจว่าจะขอบคุณคนที่มาเม้นต์ด้วยการอัพนิยายเร็วๆ ซะหน่อย ขอโทษจริงๆ ค่ะ TvT 

               สำหรับตอนต่อไป ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมาตอนไหน (ฮา) เวลาในการอัพนิยายหนึ่งตอนที่เร็วที่สุดของเราใช้เวลาเฉลี่ยประมาณห้าวันนะคะ อันที่จริงถ้าแต่งสั้นๆ ก็อัพวันเว้นวันได้แหละ แต่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้จริงๆ เราแบ่งเวลาได้แย่มาก ฮืออ แจ้งให้ทราบไว้ตรงนี้เลยนะคะว่าเราอัพช้า แต่ได้อ่านยาวแน่นอนเพราะตอนนี้ต้นฉบับมีเกือบ 60 หน้าแล้ว พระนางยังไม่ทันได้มีโมเม้นต์หวานๆ เลย อีกยาวค่ะ (ฮา) 

               ช่วงนี้เราชอบฟังเพลงจีนและเพลงเศร้ามากๆ เลยค่ะ แต่ฟังทีไรก็ชอบฮัมกับร้องตามทุกที บางวันเอาแต่ร้องเพลงจนไม่ได้ทำการทำงาน แย่มาก ต้องแบ่งเวลาให้ดีกว่านี้แล้ว55555 

               ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้ออกไปซื้อขนมนมเนยมากินเท่าไหร่ แต่เห็นใครหลายๆ คนชอบถ่ายรูปขนมเค้กสวยๆ กับขนมปังที่สอดไส้ด้วยครีมและสตรอว์เบอร์รีลูกโตๆ มา เราไม่เคยลองกินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย ไว้คราวหลังลองสั่งมากินบ้างดีกว่า รสชาติเป็นยังไงน้า... 

ความคิดเห็น