เรื่องราวความรักแสนอบอุ่นของช่างภาพหนุ่มไส้แห้งกับคุณหนูร่างกายอ่อนแอ (อัพทุกวันไม่เว้นวันหยุด)

ตอนที่ 2-1 อาการป่วยของเธอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-1 อาการป่วยของเธอ

คำค้น : นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ นิยายญี่ปุ่น นิยายแปล เก็บภาพฝันฉันกับเธอ โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 295

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2563 15:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-1 อาการป่วยของเธอ
แบบอักษร

เนื่องจากไม่เคยมาเยือนสำนักพิมพ์แห่งนี้มาก่อน ผมจึงมาถึงเร็วกว่าเวลานัดค่อนข้างนาน 

เพราะไม่เหลือทางเลือกอื่นใดจึงตัดสินใจหาอะไรทำฆ่าเวลา ผมเดินเลยทางเข้าสำนักพิมพ์ไป ก่อนเดินเรื่อยเปื่อยไปทั่วบริเวณใกล้ๆ  

วันนี้ผมจะนำพอร์ตโฟลิโอของตัวเองมานำเสนอ 

สมัยเรียนเคยฝันหวานเอาไว้ว่าจะไล่กวาดรางวัลประกวดแล้วเปิดตัวในฐานะมืออาชีพอย่างงดงามและยิ่งใหญ่ แล้วใครต่อใครก็จะหลั่งไหลกันมาจ้างงาน...แต่เอาจริงๆ ยังไม่เคยกระทั่งสมัครลงประกวดติดต่อกันหลายๆ ปีเลยด้วยซ้ำ 

หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าคงต้องเปลี่ยนตัวเองซะบ้าง คิดว่าเริ่มสั่งสมประสบการณ์จากงานช่างภาพสายธุรกิจก่อนดีกว่า ต้องลองเผชิญหน้ากับบรรณาธิการสักตั้ง ถึงได้เริ่มนำพอร์ตโฟลิโอไปนำเสนอยังสำนักพิมพ์ต่างๆ  

แต่ยังไม่เคยได้งานจากการนำเสนอแบบนี้เลย 

ตอนแรกๆ ก็เรื่องมากเรื่องสำนักพิมพ์ที่จะไปเสนอพอร์ตโฟลิโอ แต่แล้วก็เริ่มร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ ช่วงหลังเลยไปแบบไม่เลือกหน้า ที่ไหนก็ช่างเถอะ ของานผมที...ตอนนี้เริ่มรู้สึกแบบนี้แล้ว 

เริ่มชินกับการโทรศัพท์ไปยังกองบรรณาธิการที่อยากไปนำเสนอพอร์ตโฟลิโอแล้วด้วย ช่วงแรกๆ ใจเต้นแรงเหมือนหัวใจจะเด้งออกมาจากอก  

สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัวเองวาดหวังในตอนสมัยเรียน แล้วแผนชีวิตที่วางเอาไว้ในตอนนั้นก็เริ่มทลายลงไปทีละน้อย รู้สึกเหมือนมีน้ำโคลนซึมขึ้นมาจากใต้เท้า บางครั้งตอนกลางคืนก็อยากจะลุกขึ้นมาตะโกน... 

วนดูบริเวณรอบๆ จนครบแล้วรอบหนึ่งใช้เวลาเพียงแค่ห้านาที สถานการณ์เช่นนี้เวลามักจะเดินช้าอย่างโหดเหี้ยม ผมเจอร้านซับเวย์ข้างถนนใหญ่เลยเดินเข้าไป 

ผมดื่มกาแฟไปพลางเปิดพอร์ตโฟลิโอตัวเองดู 

หน้าแรกๆ เป็นภาพคนและทิวทัศน์เมืองที่ผมถ่ายที่เมจิโระ เพราะเพิ่งถ่ายมาไม่นานและคุณยูคิมุระก็ดูจะชอบ เลยรู้สึกว่าค่อนข้างมั่นใจพอตัว 

ส่วนที่เหลือนั้นไม่มีการปรับเปลี่ยนจากครั้งก่อนๆ วิวทิวทัศน์ไม่ก็ภาพแนวแอบสแตรค หรือภาพถ่ายวัตถุได้แก่เครื่องสำอางที่ถ่ายโดยใช้เครื่องมือในสตูดิโอ เอาเป็นว่าจัดให้ต้องตาคนดูสักอย่างสองอย่าง หากพูดให้ดูดีก็คือมีความหลากหลาย หากจะว่าร้ายก็ต้องบอกว่าไม่มีแนวทางเป็นของตัวเอง 

และภาพสุดท้าย คือภาพของเธอซึ่งผมจงใจใส่ไว้หลังสุด 

ผมปิดพอร์ตโฟลิโอ แล้วก็เปิดอ่านนิตยสารของสำนักพิมพ์ที่ผมกำลังจะนำพอร์ตโฟลิโอไปนำเสนอ 

มันคือนิตยสารแฟชั่นสำหรับผู้หญิงที่มีกลุ่มเป้าหมายอายุตั้งแต่สิบกว่าๆ ไปจนถึงยี่สิบกว่าๆ นามว่า ‘อันจ์ (Ange)’ 

ผมเปิดหน้าเร็วๆ พอเห็นภาพถ่ายที่ถูกใจก็ลองหยุดดูชื่อช่างภาพ นิตยสารแฟชั่นมักจะลงเครดิตให้สตาฟฟ์ที่ข้องเกี่ยวกับการถ่ายแบบเอาไว้ในหน้านั้นๆ เสมอ 

...อ๊ะ 

ผมเห็นชื่อของคนรู้จัก 

ไม่ใช่ช่างภาพ แต่เป็นช่างทำผมซึ่งมักมาที่ทำงานพิเศษของผมบ่อยๆ 

 คุณป้าผู้ดูเหมือนแฮมสเตอร์และมักจะมัดผมเป็นซาลาเปาอยู่เสมอ แม้จะพูดคุยกันแค่เรื่องงานหรือทักทายตามมารยาท แต่ก็เห็นหน้าเห็นตากันมานาน 

พอได้เห็นชื่อหรือผลงานของคนที่เจออยู่เป็นประจำแบบนี้แล้วก็รู้สึกอิหลักอิเหลื่ออย่างบอกไม่ถูก เหมือนเพิ่งจะมาสำนึกได้ว่าพวกเขาเป็นมืออาชีพ 

ใกล้จะได้เวลาแล้ว 

ผมหยิบนิตยสารกลับลงกระเป๋า ตั้งใจจะรูดซิปปิด 

... 

แต่แล้วก็หยิบเอาพอร์ตโฟลิโอกลับออกมาอีกครั้ง แล้วเปลี่ยนเอารูปสุดท้ายไปให้ไว้ในหน้าแรกสุด 

เพราะผมนึกได้ว่าตอนที่ให้คุณโทเนะช่วยดู เขาเปิดไปไม่ถึงหน้าสุดท้าย 

ภาพที่มั่นใจที่สุด ต้องเอาไว้ให้คนอื่นเห็นเป็นภาพแรก 

พอได้ลองทำจริงๆ แล้วถึงเริ่มรู้สึกว่านี่สิถึงจะถูก 

 

ระบบการรับแขกของแต่ละสำนักพิมพ์แตกต่างกันอย่างกับคนละเรื่อง 

สำหรับสำนักพิมพี่ผมมาเยือนในวันนี้ เป็นระบบที่วางโทรศัพท์ติดต่อภายในแหมะไว้ที่ทางเข้าแคบๆ เพียงเท่านั้น ข้างๆ โทรศัพท์เครื่องนั้นมีรายชื่อของกองบรรณาธิการทั้งหมดและเบอร์ติดต่อ ถ้าใช้โทรศัพท์นี้โทรเข้าไป คงจะมีบรรณาธิการสักคนออกมาต้อนรับจากประตูอัติโนมัติซึ่งทำจากกระจกขุ่น 

ผมยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดเบอร์ของกองบรรณาธิการอันจ์ลงไป 

“กองบรรณาธิการอันจ์ค่ะ” 

“ครับ สวัสดีครับ ผมนำพอร์ตโฟลิโอมานำเสนอน่ะครับ ไม่ทราบว่าขอสายคุณวาตานาเบะได้ไหมครับ” 

รอไม่นาน อีกฝ่ายก็มารับสาย 

“วาตานาเบะค่ะ” 

“สวัสดีครับ ผมชื่อสุวะครับ ที่นัดไว้ว่าจะนำพอร์ตโฟลิโอเข้ามาเสนอ” 

“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” 

ผมรอพลางมองผนังดูโปสเตอร์ของประกาศทำภาพยนตร์หรือสินค้าพิเศษที่ผลิตร่วมกันระหว่างแบรนด์ไปเรื่อย แล้วประตูอัติโนมัติก็เปิดออก 

“สวัสดีค่ะ วาตานาเบะจากกองบรรณาธิการอันจ์ค่ะ” 

เธอเป็นผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนที่ทำงานอย่างมีพลังล้นเหลือ แม้จะใส่ชุดดูสบายๆ แต่ก็รู้ได้ไม่ยากว่าตรงตามเทรนด์ที่กำลังฮิตช่วงนี้ 

“เชิญทางนี้ค่ะ” 

เธอเดินนำไปโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง 

เมื่อเดินลงไปบันไดไปถึงชั้นใต้ดินแล้วก็เจอกับพื้นที่สำหรับรับรองที่มีฉากกั้น 

ซ้ายขวาของทางเดินแคบๆ นั้นมีประตูหลายบานเรียงราย สุดทางเดินมีกระถางปลูกดอกไม้ 

เธอเปิดประตูบานหนึ่งออก ผมเดินตามเข้าไปข้างใน มันคือห้องประชุมสไตล์เรียบง่าย มีเพียงโต๊ะยาวกับเก้าอี้เท่านั้น 

คุณวาตานาเบะยื่นนามบัตรมาให้ ผมเองก็นำกล่องใส่นามบัตรออกมาจากกระเป๋าบ้าง 

“วาตานาเบะจากกองบรรณาธิการอันจ์ค่ะ” 

“ผมชื่อสุวะครับ ขอบคุณครับ” 

ผมไม่ได้ทำงานบริษัท เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสแลกนามบัตรกับใคร ทุกครั้งที่ได้แลกนามบัตรอย่างสมกับเป็นคนทำงานทำการก็รู้สึกพอใจในตัวเองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกทุกครั้งไป 

หลังจากนั้นเราก็นั่งหันหน้าเข้าหากัน ผมยื่นพอร์ตโฟลิโอไปให้เธอ ณ วินาทีนั้น ในอกก็แน่นจนอึดอัดไปหมด 

“ขอชมหน่อยนะคะ” 

คุณวาตานาเบะพูดด้วยความนุ่มนวล 

หลังจากเอาพอร์ตโฟลิโอไปนำเสนอที่นู่นที่มาหลายต่อหลายครั้ง ผมได้เรียนรู้หนึ่งอย่าง 

ถ้าบรรณาธิการพลิกหน้าเร็ว แปลว่าผมหมดสิทธิ 

พวกเขามักเปิดหน้าพั่บๆ ไปจนสุดท้ายโดยไม่ได้หยุดดูอะไรเป็นพิเศษ แล้วก็จะรู้ตัวว่าเปิดดูเร็วเกินไป หลังจากนั้นจึงค่อยเปิดย้อนดูหน้าก่อนๆ เพื่อถ่วงเวลา แต่มันชัดตำตาว่าก็แค่ทำท่าทางไปงั้นๆ คำถามก็น้อย แล้วก็จะถูกส่งกลับออกไปด้วยคำว่า “ขอบคุณที่มาในวันนี้” ถึงผมจะไม่เคยตระเวนสัมภาษณ์เข้าทำงานในบริษัท แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคงจะเป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน 

คุณวาตานาเบะเปิดหน้าแรกดู 

...ภาพนั้น 

แม้แต่คาเสะกับฮานาคิยังชม ได้รับเสียงตอบรับดีๆ มาหลายครั้งจนตัวผมเองยังมั่นใจ 

เป็นยังไงล่ะ 

เมื่อได้เห็นภาพดังกล่าว มือของคุณวาตานาเบะก็...หยุดนิ่ง 

เยี่ยม! 

คุณวาตานาเบะไม่พูดอะไร เธอจ้องมองอยู่ประมาณห้าวินาทีแล้วก็เปิดไปหน้าต่อไป 

ภาพที่ถ่ายจากเมะจิโระ เธอพลิกหน้าเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่ความเร็วแบบที่ผมเคยเห็น เธอหยุดมองบางภาพบ้างเป็นบางครั้ง 

“เป็นช่างภาพอิสระมากี่ปีแล้วเหรอคะ?” 

เธอถามผม 

“...ประมาณสามปีครับ” 

ผมโกหก 

จริงๆ แล้วทำงานที่สตูดิโอมาหลายปี พูดให้ถูก ผมคือลูกศิษย์ของคุณโทเนะต่างหาก แต่ถ้าพูดความจริงไปคงไม่มีใครให้ค่ากับความสามารถที่แท้จริงของผม เลยเลือกที่จะไม่พูด ชื่อของคุณโทเนะค่อนข้างเป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจถ่ายภาพ หากเอ่ยชื่อของเขาจะเป็นการยืมชื่อเสียงไปโดยปริยาย ซึ่งผมไม่ต้องการ 

“ถนัดถ่ายรูปคนมากกว่าหรือเปล่าคะ? อยากลองดูไหม?” 

ผมลองคิดดู แล้วก็นึกถึงคุณยูคิมุระขึ้นมา 

“ครับ” 

เมื่อตอบไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาของคุณวาตานาเบะดูจะกร้าวขึ้นในเสี้ยววินาที 

แต่เมื่อเธอเปิดไปถึงครึ่งหลัง ความเร็วในการพลิกหน้าก็เพิ่มขึ้นไม่เกรงอกเกรงใจ ความรู้สึกที่พองโตก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆ แปรจากความคาดหวังไปเป็นความกังวล 

เธอเปิดด้วยความเร็วเท่าเดิมไปจนหน้าสุดท้ายแล้วก็ปิดพอร์ตโฟลิโอ 

“...” 

ผมกดสายตาตัวเองลงไปมองที่โต๊ะพลางภาวนารอคำตอบ ว่าเธอจะพูดแค่ “ขอบคุณ” เหมือนกับทุกคนที่ผ่านมา หรือว่าจะประเมินคุณค่าของผลงานผมบ้างสักนิด 

“ไม่ทราบว่ามีเวลาคุยต่ออีกสักหน่อยไหมคะ?” 

อะไรนะ 

“อ๊ะ...ครับ” 

แล้วคุณวาตานาเบะก็หยิบโทรศัพท์ภายในขึ้นมา 

“สวัสดีค่ะ วาตานาเบะค่ะ ตอนนี้กำลังดูพอร์ตฯ อยู่ ไม่ทราบว่าสะดวกลงมาหาหน่อยไหมคะ?” 

รออยู่สักพักก็มีหญิงที่ดูท่าทางจะมีประสบการณ์มากกว่าเดินเข้ามาในห้อง 

“สึคาดะ จากกองบรรณาธิการอันจ์ค่ะ” 

อีหรอบนี้ผมไม่เคยเจอ 

“ขอดูหน่อยนะคะ” 

เธอว่าเช่นนั้นแล้วก็เปิดพอร์ตโฟลิโอออกดู 

ปฏิกิริยาของคุณสึคาดะนั้นคล้ายคลึงกับคุณวาตานาเบะ ระหว่างที่ดูทั้งสองคนก็จ้องตากันไปพลาง แล้วก็เปิดกลับมายังรูปแรก 

“ภาพช่วงนี้ดูเหมือนจะเป็นแสนปที่ได้แสงจากธรรมชาติ ไม่ทราบว่าถนัดถ่ายในสตูดิโอหรือนอกสถานที่มากกว่ากันหรือคะ?” 

ต้องตอบอย่างไรถึงจะถูกใจอีกฝ่ายกันนะ 

ผมลังเล แต่สิ่งที่ถ่ายช่วงหลังมานี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีกว่า และผมเองก็สนุกกับมันมากกว่า 

“นอกสถานที่ครับ” 

“มีช่างทำผมหรือสไตล์ลิสต์ที่ทำงานด้วยกันบ่อยๆ ไหมคะ?” 

ไม่มี 

“...เอ่อ” 

ในหัวขาวโพลนไปหมด ที่ผ่านมาไม่เคยโดนถามคำถามเยอะขนาดนี้ ทำอย่างไรดี 

“ไม่มีเป็นพิเศษ...” 

สีหน้าของทั้งสองคนหมองลงทันที 

เวรแล้ว 

ตอนนั้นเองก็นึกถึงช่างทำผมที่เห็นชื่อเมื่อสักครู่นี้ 

“...แต่ผมคิดว่าคุณคิมุระเก่งนะครับ” 

ผมเอานิตยสารอันจ์ออกมาจากกระเป๋า 

“เอ่อ...คนนี้ครับ คุณคิมุระ เรย์โกะ ผมรู้สึกว่าเธอดีนะ” 

จริงๆ ก็พูดไปด้วยความจนตรอกเท่านั้น แต่ปฏิกิริยาของทั้งสองคนนั้นดูประหลาดใจไปในทิศทางที่ดีกว่าที่คิด 

“คุณอ่านนิตยสารของเราด้วยหรือคะ” 

“แน่นอนสิครับ” 

บรรณาธิการทั้งสองคนสบตากันอีกครั้ง 

คุณสึคาดะทำหน้าครุ่นคิดอยู่สักครู่แล้วก็หยิบสมุดแพลนเนอร์จัดระเบียบเล่มหนาปึกขึ้นมา แล้วก็จับปฏิทินตั้งโต๊ะที่วางอยู่ให้หันมาทางผม ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ช่วงกลางเดือนหน้า 

“วันนี้คุณว่างไหมคะ?” 

“ว่างครับ!” 

ผมตอบไปโดยไม่ได้เช็คตารางของตนเองด้วยซ้ำ  

“ฉบับหน้ามีคอลัมน์แสนปตามหัวมุมถนนน่ะค่ะ เป็นงานถ่ายภาพนางแบบจากทางบ้านจำนวนหนึ่ง คิดว่าอยากให้คุณถ่ายงานนี้” 

“ครับ” 

คราวนี้ตอบเสียงแข็งกว่าคราวก่อน 

“ส่วนรายละเอียดต่างๆ ถ้าเรียบร้อยแล้วจะติดต่อไปอีกครั้งนะคะ ขอบคุณค่ะ” 

“ขะ ขอบคุณครับ” 

ทั้งสองคนมาส่งผมจนถึงหน้าประตู ผมโค้งศีรษะขอบคุณแล้วก็ก้าวผ่านประตูเลื่อนอัติโนมัติออกนอกบริษัทไป 

... 

ครั้งแรกเลย 

ได้งานแรกแล้ว... 

มีความยินทีก่อตัวขึ้นจากส่วนลึกของร่างกายเหมือนกันฟองสบู่ ความรู้สึกเต็มตื้นนั้นเรียกร้องจะได้รับการปลอดปล่อยออกไป ผมมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ แล้วก็ 

เยส! 

ผมกำมือแน่นแล้วร้องออกมาเสียงเบา 

เบื้องหน้าผมคือถนนลาดยางละเอียดกับกำแพงบล็อกคอนกรีต 

เป็นภาพที่ไม่ได้มีอะไรสวยสะดุดตา แต่ผมคงไม่มีวันลืมตลอดชีวิตแน่นอน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว