เรื่องราวความรักแสนอบอุ่นของช่างภาพหนุ่มไส้แห้งกับคุณหนูร่างกายอ่อนแอ (อัพทุกวันไม่เว้นวันหยุด)

ตอนที่ 1-8 พบกับเธอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-8 พบกับเธอ

คำค้น : นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ นิยายญี่ปุ่น นิยายแปล เก็บภาพฝันฉันกับเธอ โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 256

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ค. 2563 17:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-8 พบกับเธอ
แบบอักษร

ผมเริ่มลงมือทำตามคำขอของเธอ 

ผมเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสายยามาโนเตะที่สถานีชิบุยะ แล้วก็ลงรถที่สถานีเมจิโร 

หลังจากครุ่นคิดสารพัดว่าจะถ่ายอะไรไปให้เธอดูดี สุดท้ายเลยมาจบลงที่เมืองซึ่งไม่ห่างจากบ้านของเธอมากนัก แต่คิดว่าเธอาจจะไม่เคยเห็น 

ผมเองก็ไม่เคยมาที่นี่เหมือนกัน เลยเหมือนกับยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ผมรู้สึกว่าความรู้สึกตื่นตาตื่นใจของตัวเองก็น่าจะได้รับการถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายไปจนถึงเธอด้วย 

เมื่อเดินขึ้นบันไดของชานชาลาไป ก็มีเด็กอนุบาลเดินจากฝั่งเครื่องตรวจตั๋วมาทางผม 

สงสัยจะเป็นทางกลับบ้านของหลายๆ คน มองเห็นเด็กๆ เดินจับมือกับคุณแม่เป็นคู่ๆ อยู่มากกว่าสิบคู่ คุณแม่ทุกคนแต่งตัวสะอาดสะอ้าน เด็กๆ ใส่ชุดเครื่องแบบเรียบร้อยดูมีราศี สงสัยจะเป็นโรงเรียนอนุบาลชื่อดังแน่ๆ  

ผมมองภาพนั้นแถวกดชัตเตอร์ครั้งที่หนึ่ง 

ความไม่เข้ากันของชุดเครื่องแบบเข้ารูปเป๊ะกับรอยยิ้มไร้เดียงสานั้นน่ารักดี 

เธอชอบเด็กไหมนะ? 

ในหัวผมจินตนาการแว้บขึ้นมาถึงภาพของเธอคนนั้นในยามที่มองภาพถ่ายแล้วก็หรี่ตา 

ผมเดินผ่านเครื่องตรวจตั๋วออกไปสู่เมืองแห่งนั้น 

 

เมื่อผมกดออดของคฤหาสถ์ คุณเอโต้ก็พาผมเข้าไปด้านในโดยไม่รอช้า 

บรรยากาศของด้านในยังคงดูว่างเปล่าเหมือนกับครั้งก่อน รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังย่ำเท้าเดินอยู่​ ณ ก้นบึ้งทะเลสาปที่ใสกระจ่าง เมื่อผมจ้องมองไปทางห้องนั่งเล่นที่อยู่ไกลออกไป 

“วันนี้อากาศอุ่นดีนะครับ” 

คุณเอโต้ก็ชวนผมคุย 

“อ๋อ...ครับ รู้สึกเหมือนในที่สุดก็มาถึงฤดูใบไม้ผลิจริงๆ สักที” 

“กระผมได้ยินว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนยังมีหิมะตกในบางพื้นที่” 

“ได้ยินมาเหมือนกันครับ” 

พวกเราเดินขึ้นบันไดไปพลางพูดคุย 

“...คือว่า” 

“ครับ” 

“ท่านอื่นๆ ในครอบครัว ตอนนี้ออกไปทำงานกันอยู่หรือครับ?” 

พยายามเอ่ยถามออกไปให้ไม่ดูสอดรู้สอดเห็น 

“ครับ ทุกท่านยังไม่กลับมา” 

คุณเอโต้ตอบกลับมาสั้นๆ 

เมื่อขึ้นไปถึงชั้นสองก็เจอกับทางเดินที่มีแดดส่อง พอนำมาวางซ้อนกับความทรงจำที่หลงเหลือจากการมาเยือนครั้งก่อนแล้วรู้สึกว่าภาพในหัวชัดเจนขึ้นกว่าเดิม 

“คุณสุวะ” 

“ครับ” 

คุณเอโต้ซึ่งหยุดฝีเท้าอยู่หน้าประตูหันมาทางผม สีหน้าราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ รู้สึกได้ถึงความเชี่ยวชาญในฐานะผู้รับใช้ 

“คุณหนูฮารุตื่นเต้นมากที่จะได้พบกับคุณในวันนี้” 

“...” 

คุณเอโต้เคาะประตูโดยไม่รอให้ผมตอบอะไรเลยด้วยซ้ำ 

“คุณหนูฮารุ กระผมพาคุณสุวะมาแล้วครับ” 

เว้นช่วงสักพัก แล้วคุณเอโต้ก็เปิดประตูออก 

ผ่านพ้นกรอบประตูไป คือพื้นที่ของห้องสีขาว 

วันนี้ไม่มีภาพใดฉายอยู่บนผนังหรือเพดานทั้งนั้น ห้องกว้างๆ ซึ่งขาวราวกับปูนปลาสเตอร์นั้นให้ความรู้สึกเหมือนโบสถ์ที่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกยุคปัจจุบัน 

“ไม่ได้เจอกันนานเลยค่ะ” 

วันนี้เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ 

เตียงถูกย้ายออกไปข้างๆ โดยมีโต๊ะและเก้าอี้สองตัวถูกตั้งวางเอาไว้แทนที่ 

เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้หนึ่งในสองตัวนั้น ผมถูกมัดรวบ ชุดที่ใส่ดูเรียบร้อยเหมือนพร้อมจะไปทานอาหารที่โรงแรม 

“คุณสุวะ ฝากของไว้กับกระผมไหมครับ” 

“อะ อันนี้... ไม่เป็นไรครับ” 

ผมตอบคุณเอโต้แล้วก็ตรวจดูว่ากระเป๋าเป้ของผมยังตั้งตรงดีอยู่ไหม อันที่จริงแล้วผมใส่อะไรบางอย่างเอาไว้ในนั้น 

“คุณสุวะ เชิญนั่งได้เลยค่ะ” 

เธอส่งเสียงเชิญให้ผมนั่นลงที่เก้าอี้ข้างๆ เธอ ผมเดินไปตามที่เธอบอกแล้วนั่งลง 

ได้กลิ่นหอมจางๆ  

เป็นครั้งแรกที่ได้มองเธอในระยะใกล้ขนาดนี้ เธอสง่างามเช่นเดียวกับตอนที่เห็นจากไกลๆ ผิวเรียบเนียนโดดเด่น เมื่อมองใบหน้าด้านข้างแล้วจะเห็นเส้นมนของแนวคางที่ลากยาวเรียบลื่นต่อลงไปยังช่วงคอ ผมและเส้นขนตาดูนุ่มละมุน แผ่นหลังที่ดูเหมือนจะบุบสลายหากไปแตะโดนเข้า 

“คุณสุวะ” 

เสียงของคุณเอโต้ทำให้ผมหันขวับไปมอง 

“ไม่ทราบว่ารับเครื่องดื่มอะไรดีครับ” 

“อะ เอ่อ งั้น... ขอกาแฟก็แล้วกันครับ” 

“คุณหนูฮารุล่ะครับ” 

“ฉันก็ขอกาแฟเหมือนกันค่ะ” 

เมื่อตอบรับด้วยคำว่ารับทราบแล้วคุณเอโต้ก็ถอยหลบฉากไป 

“คุณสุวะ ขออภัยด้วยนะคะที่ครั้งก่อนฉันรับรองคุณได้ไม่ดีนัก” 

เธอหมายถึงอะไรกันนะ 

“หากขาดเหลืออะไรก็บอกมาได้เลยนะคะ” 

อ๋อ สงสัยจะหมายถึงเก้าอี้หรืออะไรเทือกๆ นั้น 

“ไม่หรอกครับ ต้องขอบคุณต่างหากครับที่อุตส่าห์ทำถึงขนาดนี้...” 

ดวงตาของเธอหยีเล็กน้อย 

บางครั้งสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ หรือเสียงที่ใช้ในตอนคุยจะสื่อถึงนิสัยของคนคนนั้น ในกรณีของเธอคงต้องบอกว่านุ่มนวลดุจขนนกและละเอียดลออ 

“ข้างนอกร้อนไหมคะ?” 

“ไม่ครับ อากาศกำลังดี” 

ความนุ่มนวลของเธอกลับทำให้ผมเกร็งจนนึกคำพูดไม่ออก 

เกิดความเงียบงันตามมา รู้สึกได้เลยว่าเราทั้งสองคนต่างก็ประหม่าด้วยกันทั้งคู่ 

“ขอบคุณนะคะที่ถ่ายภาพมาให้ฉันดู” 

เธอกล่าวทำลายความเงียบก่อน 

“ไม่เป็นไรครับ...” 

จริงด้วย 

“ผมเอารูปของคุณยูคิมุระให้เพื่อนของผมดูล่ะครับ” 

ผมต้องบอกให้เธอรู้เรื่องนี้ 

“เพื่อนสองคนน่ะครับ เป็นช่างภาพมืออาชีพที่มีผลงานเป็นเอกลักษณ์เยอะแยะทั้งคู่เลย...ทั้งสองคนชมใหญ่เลยครับ บอกว่าภาพสวยมาก ผมเพิ่งเคยโดนชมขนาดนั้นเป็นครั้งแรกเลย” 

ผมคิดว่าตัวเองสื่ออารมณ์ออกไปได้ครบถ้วนแล้ว 

สีหน้าที่เธอแสดงกลับต่างจากที่คาดเอาไว้ หว่างคิ้วและริมฝีปากเกร็งขึ้น ดูเหมือนกับกำลังเก็บกลั้นความรู้สึกบางอย่าง 

ทำไมกันนะ 

ดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกถึงสายตาของผมที่ตั้งคำถามอยู่ในใจ จึงยกมุมปากขึ้นให้สีหน้าดูใกล้เคียงกับรอยยิ้มมากขึ้น ผมนึกได้ว่าครั้งก่อนที่เจอกันก็ได้เห็นปฏิกิริยาแบบเดียวกันนี้ 

แล้วประตูก็เปิดออก คุณเอโต้เดินเข้ามาพร้อมกับหญิงสาวอีกคนที่ดูอายุน้อยกว่า 

หญิงสาวคนนั้นถือถาดที่มีชุดชาวางอยู่แล้วเดินเข้ามาหาพวกผมอย่างช้าๆ เธอน่าจะอายุใกล้สามสิบ ผมคิดเออออในหัวว่าถ้ามีคนรับใช้เป็นผู้หญิงด้วยก็น่าจะสะดวกกว่าในหลายๆ เรื่อง 

“ขอบคุณมากค่ะคุณฟุจิอิ” 

หญิงสาวที่ชื่อฟุจิอิวางกาแฟและอาหารว่างลงบนโต๊ะแล้วก็ถอยไปโดยไม่พูดอะไร 

“เชิญครับคุณสุวะ” 

คุณเอโต้วางโน้ตบุ๊ครุ่นบางลงบนโต๊ะ 

ผมเอายูเอสบีออกมาจากกระเป๋าแล้วเสียบเข้ากับโน้ตบุ๊ค หน้าตาของเบราเซอร์ที่ดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับโปรเจคเตอร์เอาไว้แล้วรวมไปถึงวิธีใช้โน้ตบุ๊คนั้น ผมรู้จักดีราวกับเป็นสัญชาตญาณ  

ตอนแรกก็เห็นเพียงผนังสีขาวกับเตียงในห้อง แต่เมื่อมองไปดีๆ แล้วจะเห็นว่าบนเพดานมีไฟและทรงลูกบาศก์ที่น่าจะเป็นเครื่องฉายติดอยู่จำนวนหนึ่ง และมีชั้นหนังสือขนาดเล็กวางติดผนัง 

แสงไฟดับลง ทำให้ห้องมืดตามไป 

“อยากเห็นจังเลยค่ะ” 

เสียงของเธอฟังดูสดใส 

“พอคุณคาดหวังแล้วผมก็เริ่มกดดันแฮะ...” 

“อ๊ะ ขอโทษทีค่ะ” 

ไม่ต้องลุกลี้ลุกลนขนาดนั้นก็ได้ 

“ไม่เป็นไรค่ะคุณเอโต้” 

เธอพูดออกมาทันที เหมือนกับครั้งที่แล้วที่ผมมาทีนี่เลย ผมจะสงสัยว่ามันเรื่องอะไร แต่ก็ยังไม่กล้าพอจะถาม 

“งั้นจะเริ่มแล้วนะครับ” 

เมื่อผมคลิกรูปภาพ มันก็ถูกฉายขึ้นไปบนผนังที่อยู่ตรงหน้า 

ภาพของเหล่าเด็กอนุบาลที่ผมถ่ายตอนอยู่ที่สถานี 

“น่ารักจัง” 

ดวงตาของเธอหยีลง เหมือนกับภาพที่มจินตนาการเอาไว้ในหัวไม่มีผิด ความอบอุ่นซึมวาบในอกพร้อมกับความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น 

“สถานีเมจิโระครับ ของรถไฟสายยามาโนเทะ” 

“ฉันไม่เคยลงรถที่สถานีเมจิโระเลยค่ะ” 

“งั้นก็พอดีเลยครับ คุณแม่ทุกคนแต่งตัวสะอาดสะอ้าด เลยคิดว่าน่าจะเป็นโรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อพอตัว แต่ว่า...” 

ผมกดปุ่มลูกศรไปยังภาพถัดไป เมื่อผ่านพ้นที่ตรวจตั๋วออกไปแล้วกะเจอกับลานกว้าง และประตูโรงเรียนอันน่าเกรงขามที่มีต้นซากุระแตกใบและสีเขียวเข้มปกคลุม 

“แต่จริงๆ เป็นโรงเรียนเอกชนรวมหลายชั้นปี” 

“อ๋อ” 

”พอไปถึงลานกว้างหน้าสถานีเมื่อกี้แล้วเลี้ยวขวาก็เจอเลย รู้เลยว่า ‘อ๋อ ที่นี่นี่เอง’” 

“อย่างนี้นี่เอง” 

เอาล่ะ ดูเหมือนว่าเธอก็สนใจอยู่พอตัว  

“แล้วผมก็เลยเดินเลียบถนนใหญ่หน้าสถานีไปทางที่คนเยอะๆ” 

ผมกดแสดงรูปต่อไป เธอเพ่งแต่ละภาพเหมือนจะเก็บให้ครบทุกรายละเอียด ผมจึงลดความเร็วของการเลื่อนรูปลง 

แล้วเธอก็หันขวับมามองผม 

“เอ่อ ฉันดูช้าไปไหมคะ...?” 

“ไม่เป็นไรครับ ค่อยๆ ดูก็ได้” 

เธอส่งยิ้มขื่นๆ มาให้ 

“เจอห้องเรียนดนตรีเล็กๆ อยู่ติดถนนด้วยล่ะ” 

ผมเปิดให้เธอดูภาพที่ถ่ายผ่านประตูกระจกเข้าไปเห็นคุณครูอายุรุ่นลุงกับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่หันหน้าเข้าหากันพลางตีกลองของตนเองไป หลังจากนั้นผมก็กดเล่นวิดีโอ 

“ว้าว” 

ช่วงหลังมานี้ วิดีโอได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถใช้เพื่อแสดงสิ่งที่อยู่ในภาพถ่ายให้เห็นภาพยิ่งขึ้น ทั้งคุณครูและเด็กชายคนนั้นตีกลองไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน 

“น่ารักจัง” 

“ใช่ไหมล่ะ” 

ตอนนั้นเองผมถึงรู้ตัวว่าตนเองกำลังพูดด้วยระดับภาษาที่เป็นกันเองกับเธอ 

“อ๊ะ ขอโทษครับ ผมดันเผลอใช้ภาษาพูดกับเพื่อนไป” 

“พูดแบบนั้นเถอะค่ะ จู่ๆ มาพูดสุภาพแบบนี้ฉันก็จั๊กจี้แปลกๆ” 

“แต่ว่า” 

“คุณสุวะอายุมากกว่าฉันไม่ใช่หรือคะ?” 

“ผมอายุยี่สิบสี่” 

“ฉันอายุยี่สิบค่ะ” 

“งั้น...” 

ผมก็เลยพูดกับเธอด้วยภาษาที่ใช้โดยปกติ ไม่ได้สุภาพเป็นพิเศษเหมือนที่แล้วมา 

“คุณสุวะชอบเด็กหรือคะ?” 

“อืม จะว่าชอบก็ชอบนะ” 

ภาพเริ่มเปลี่ยนจากถนนใหญ่ไปเป็นย่านที่พักอาศัย 

อาคารเรียงเป็นแนว ดูเงียบสงบและสง่างาม แต่บางช่วงก็ปะปนไปด้วยอาคารที่ดูมีเอกลักษณ์แปลกตา บ้างก็ดูเป็นบ้านสไตล์ที่พักตากอากาศ บ้างก็มีนาฬิกาลูกตุ้มแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า  

อุโมงค์ต้นไม้ในสวนสาธารณะขนาดเล็ก 

รอบเครื่องเล่นทรงกลมนั่นมีต้นไม้ออกใบเขียวขจี เป็นอุโมงโค้งที่ขนาดพอดีสำหรับให้เด็กลอดได้ ดูเหมือนของที่หลุดออกมาจากหนังสือนิทานภาพ ผมเองเห็นแล้วรู้สึกคิดถึงสมัยเป็นเด็กขึ้นมาเลยลองคลายลอดดู และถ่ายวิดีโอมาด้วย เผื่อเธอจะได้เห็นลักษณะของมันอย่างชัดเจน 

“นี่ไง ดูแล้วรู้สึกไหมว่าเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กเลยน่ะ?” 

“ฉันว่าคุณชอบเด็กจริงๆ นั่นแหละค่ะ” 

“เรียกว่าชอบเด็กได้เหรอ” 

“ได้ค่ะ” 

เธอมองภาพแต่ละภาพที่เปลี่ยนผ่านไปด้วยดวงตาโตๆ เหมือนจะซึมซับทุกภาพเข้าไป ดูแล้วชวนให้นึกถึงคนที่ดื่มน้ำอย่างกระหายหลังจากเพิ่งวิ่งเสร็จ ผมเลยยิ่งรู้สึกได้ชัดเจนว่าเธอคงไม่ได้ออกไปข้างนอกนานแล้วจริงๆ  

“...แล้วก็นะ พอเดินออกไปที่ถนนใหญ่อีกทีก็เจอร้านที่สวยมากๆ” 

เมื่อเห็นภาพนั้น เธอส่งเสียงอุทานว้าวออกมาอย่างประทับใจ 

อาคารที่ดูเหมือนกล่องประดับลวดลายสลัก ประกอบไปด้วยกำแพงสีน้ำตาลกับหน้าต่างกระจก ดูเหมือนอาคารที่จะเห็นตามหัวมุมถนนในปารีส 

“ร้านเค้กหรือคะ?” 

เธอเห็นแล้วบอกได้ทันที แต่ตัวผมเองได้รู้ตอนที่แอบมองเข้าไปด้านในร้าน 

“ร้านชื่อเอกูร์ดูซ พอลองหาข้อมูลดูถึงรู้ว่าเป็นร้านดังล่ะ” 

สีหน้าของเธอที่มองภาพถ่ายของร้านนั้นดูเปล่งประกายสดใส 

“ชอบเค้กเหรอ?” 

“ค่ะ” 

“งั้นก็พอดีเลย แต่ขอโทษทีนะ พอดีเขาบอกว่าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพด้านในก็เลยไม่มีภาพเลย” 

ผมพยายามหาคำพูดเพื่อสื่อสารออกไป 

“เค้กที่อยู่ในตู้โชว์ส่วนใหญ่มันดูวิบวับจริงๆ นะ แล้วก็ได้กลิ่นหอมๆ ที่ดูมีคลาส บนแท่นหินอ่อนก็มีขนมอบไม่ก็มาการองหรือแยมวางเอาไว้ เห็นแล้วแบบ หรูมาก! อะไรงี้ เกร็งไปทั้งตัวเลย” 

“ฮุฮุ” 

เธอหัวเราะออกมาแล้วดูตาลอยๆ เหมือนกำลังคิดจินตนาการตามไปด้วย 

“เขาบอกว่าทานในร้านได้ก็เลยลองกินดูด้วย” 

“รสชาติเป็นยังไงบ้างคะ?” 

ผมกดคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊คเพื่อตอบสนองต่อความใคร่รู้ของเธอ 

เค้กทรงยาววางอยู่บนจานสีขาว 

“เอ๋” 

“ลองขอเขาดูอีกที เขาเลยยอมให้ถ่าย แต่มีข้อแม้ว่าห้ามอัปลงโซเชียลมีเดีย” 

สตรอว์เบอร์รี่ ครีมสด และเค้กสปอนจ์ ภาพตัดของเค้กแสดงให้เห็นสีสันสดใสของสตรอว์เบอร์รี่ที่แทรกอยู่ระหว่างวิปครีมที่เต็มเปี่ยม แม้ตัวเค้กจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเค้กอะไร 

“อันนี้เป็นช็อตเค้กชื่อว่าชานตีเฟรซ เมนูแนะนำอันดับหนึ่งของร้านล่ะ” 

“น่าทานจังค่ะ” 

“เนอะ แถม…อร่อยมากๆ ด้วย” 

ผมพูดเน้นย้ำ 

“พอเค้กเข้าปากนะ ตกใจหมดเลย ทุกอย่างค่อยลายๆ ในปาก มันแบบ พอเทียบกับช็อตเค้กที่เคยกินมาแล้วรู้สึกว่ามันอร่อยจนเหมือนเป็นของคนละอย่างกันเลยอ่ะ ในใจผมงี้แบบ อร่อยโคตร!” 

ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจความหมายแม้ผมจะพูดจาด้วยภาษาไม่สละสลวย 

“ดูน่าอร่อยมากเลยค่ะ...” 

เธอจ้องมองภาพที่ฉายอยู่บนผนัง ด้วยสายตาเหมือนกับกำลังเปิดดูหนังสือรวมภาพถ่ายของต่างประเทศ เหมือนกำลังรับชมสิ่งงดงามที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตนเอง 

ผมจ้องมองเธอแล้วก็ยิ่งรู้สึกประหม่ากับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำต่อจากนี้ 

น่าอายชะมัด ถ้าเธอไม่ชอบจะทำยังไงดี 

ความกังวลและความกลัวลอยขึ้นมาในหัว ทั้งตัวของผมแข็งเกร็ง 

แต่พอมองแววตาปลงๆ ของเธอ ผมก็รวบรวมความกล้า 

“...อยากกินมั้ย?” 

“คะ?” 

ผมวางกระเป๋าเป้ลงบนพื้นแล้วเปิดซิปออก ค่อยๆ นำสิ่งที่อยู่ด้านในออกมา...กล่องเค้กสีขาว 

“จริงๆ ผมซื้อมาด้วยล่ะ” 

เธอนิ่งไป 

วินาทีหนึ่งผมคิดไปว่าทำพลาดแล้วแน่ๆ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น 

เธอจ้องมองกล่องเค้ก แล้วก็มองผม 

ผมส่งยิ้มให้เธอเหมือนจะบอกว่าเซอร์ไพรส์ 

“ผมซื้อชานตีเฟรซมาให้” 

พอได้เห็นสีหน้าของเธอแล้ว ผมก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่รวบรวมความกล้าแล้วเอาเค้กนี่ออกมาให้ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว