ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 17

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 17

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 607

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2563 11:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 17
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 17 

 

คิ้วเรียวดั่งใบไผ่ลู่ลมขมวดเข้าหากันจนคนมองอดที่จะยื่นปลายนิ้วไปนวดตรงกลางหว่างคิ้วให้ใบไผ่ทั้งสองแยกออกจากกัน ไม่ได้ 

ปลายนิ้วเรียวออกแรงนวดอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเกลี่ยปอยผมของอีกคนออกด้วยแรงอันแผ่วเบาซึ่งแต่ละการกระทำนั้นเต็มไปด้วยความเอาใจใส่ 

“ฝ่าบาท ยาจากหมอหลวงพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเรียกจากราชขันทีผู้ถวายงานดังขึ้น ดึงสายตาขององค์ฮ่องเต้ออกจากดวงหน้าคมของชายหนุ่มอันเป็นที่รัก 

“ยังมียาต้องกินอีกหรือ?” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พระองค์ไม่ต้องการรบกวนคนป่วยที่อยู่ในอ้อมกอดของตน 

“หมอหลวงบอกว่ายาถ้วยนี้จะช่วยให้บาดแผลสมานเร็วขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” ราชขันทีผู้รู้งานก็ลดเสียงของตัวเองลงเช่นกัน 

“อืม” เพียงแค่องค์ฮ่องเต้ยกมือขึ้นมาสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เหลากงกงผู้รู้งานก็วางชามยาอย่างแผ่วเบาแล้วถอยหลังออกไป 

องค์ฮ่องเต้หันกลับมาให้ความสนใจกับคนที่ตนกำลังตระกองกอดอีกครั้ง หานตงพึ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วยามจะปลุกให้ลุกขึ้นมากินยาก็น่าสงสารยิ่งนัก 

เมื่อคิดได้เช่นนั้นพระองค์ก็หันมาคว้าชามยาขึ้นไปจรดยังริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะใช้ริมฝีปากของตนทำหน้าที่แทนช้อน ป้อนยาให้คนที่ยังคงอยู่ในห้วงแห่งนิทรา 

การป้อนยาด้วยวิธีนี้ช่างดีนัก ไม่รบกวนคนป่วยแถมคนป้อนยังได้ ‘กินเต้าหู้ (1) ’ อีกด้วย 

...กว่ายาจะหมดชาม องค์ฮ่องเต้ก็ได้กินเต้าหู้จนอิ่มหนำเลยทีเดียว 

คนไม่รู้สติย่อมกลืนยาได้ไม่ทัน บางส่วนที่เอ่อล้นออกมาตามมุมปาก องค์ฮ่องเต้ก็ใช้แขนเสื้อของตนซับให้อย่างไม่กลัวว่าคราบยานั้นจะเปรอะเปื้อน อาภรณ์แสนงดงามแม้แต่น้อย 

พอเห็นริมฝีปากที่ตนพึ่งแอบขโมยกินเต้าหู้ไปขึ้นสีแดงระเรื่อ ใบหน้าก็รู้สึกเห่อร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ 

มิใช่เรื่องผิดสักหน่อยที่บุรุษอย่างเขาจะอยากสัมผัสคนที่ตนพึงพอใจ นิดๆ หน่อยๆ คงไม่เป็นอันใดดอก คนตรงหน้ายังกินเต้าหู้เขาหน้าด้านๆ ออกจะบ่อยไป 

คิดเรื่องไร้สาระไปพลางไล่ปลายนิ้วเกลี่ยไปตามใบหน้าได้รูปที่ในตอนนี้กำลังขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยพิษไข้ เครื่องหน้าเกลี้ยงเกลาดุจเทพเซียนนี้นับวันก็ยิ่งงดงามและน่าหลงใหลนัก 

ไม่นึกเลยจริงๆ เด็กน้อยผู้อ่อนแอที่เอาแต่วิ่งตามเขาเสมอ ในยามนี้กลับกลายเป็นบุรุษรูปงามได้เพียงนี้ 

 

“พระอาญามิพ้นเกล้า” 

องค์ฮ่องเต้ผู้กำลังชื่นชมบุรุษงามในอ้อมกอดมีอันต้องหยุดความหรรษาของตนอีกครั้งเมื่อราชขันทีคนสนิทเอ่ยขึ้น 

“มีสิ่งใด” เจ้าเหนือหัวผู้อยู่หลังม่านปักลายดิ้นทองเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มิได้ไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ แต่การกระทำของเหลากงกงอาจจะทำให้คนป่วยตื่นเอาได้ 

“ท่านอัครมหาเสนาบดีและท่านเสนาบดีรอเข้าเฝ้าฝ่าบาทอยู่ที่ตำหนักฉางเร่อพ่ะย่ะค่ะ” 

เพียงแค่ได้ยินว่าผู้ใดมารอพบตนอยู่ที่ตำหนักทรงงาน ดวงหน้าที่เคยผ่อนคลายกลับตึงเครียดขึ้นในทันที 

“มีเรื่องอันใดหรือ?” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถาม การที่เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาขอเข้าเฝ้าพร้อมกันแบบนี้คงมีเรื่องสำคัญไม่น้อย 

“เรื่องชนเผ่าซงหนูทางตอนเหนือพ่ะย่ะค่ะ” 

เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืององค์ฮ่องเต้ที่คิดจะปฏิเสธก็ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจ 

องค์ฮ่องเต้หันกลับมามองดวงหน้าของชายหนุ่มในอ้อมกอดก่อนจะจรดริมฝีปาก ลงกลางหน้าผากของอีกคน ค้างไว้ไม่นานก็ตัดใจขยับออกมาเพื่อลุกขึ้นจากแท่นบรรทม แต่ขยับเพียงแค่นิดเดียวเสียงครางอื้อจากคนป่วยก็ดังขึ้นในทันที 

คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจ เขาขยับด้วยความระมัดระวังเหตุใดคนบนเตียงยังส่งเสียงเหมือนถูกรบกวน 

เมื่อลองขยับอีกครั้งองค์ฮ่องเต้ก็พบว่าชายแขนเสื้อของตนนั้นถูกใครอีกคนนอนทับอยู่ จะขยับกายถอดชุดออกก็กลัวจะเป็นการรบกวนคนป่วย อาภรณ์ที่เขาสวมใส่ใช่ชิ้นสองชิ้นที่ไหนกัน 

“ปลุกให้ตื่นดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงที่เห็นทุกอย่างเอ่ยถามด้วยความหวังดี 

“อย่าปลุก” คนรักยังคงมีไข้ เขาคงไม่ใจร้ายปลุกอีกคนให้ตื่นขึ้นมา 

“แต่ฝ่าบาทต้องเสด็จไปยังตำหนักฉางเร่อนะพ่ะย่ะค่ะ หวังไทฮองไทเฮาทรงกำลังเสด็จไปเช่นกัน” เหลากงกงรีบเอ่ยเตือนองค์ฮ่องเต้ด้วยความหวังดี 

“....นำกรรไกรมาให้เรา” ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยออกไป 

“ฝ่าบาทให้กระหม่อมนำกรรไกรมาถวายทำไมพ่ะย่ะค่ะ” ถึงจะสงสัยแต่เหลากงกงก็เดินไปหยิบกรรไกรมาถวายองค์ฮ่องเต้ตามคำสั่ง 

ไม่ทันที่ราชขันทีจะได้คำตอบผ้าต่วนเนื้อดีปักลายดิ้นทอง ฉลองพระองค์ของฝ่าบาทก็ถูกผู้ที่สวมใส่แขนเสื้อออกอย่างไม่ไยดี 

“ไปกันเถอะ” เมื่อปัญหาถูกจัดการเรียบร้อย องค์ฮ่องเต้ก็ลุกออกจากแท่นบรรทม ตรงไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ที่สวมใส่ 

“เหลากงกง” องค์ฮ่องเต้ที่กำลังจะก้าวออกจากตำหนักหยุดเดินก่อนจะเอ่ยขึ้น 

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” ราชขันทีขานรับในทันทีเมื่อผู้เป็นเจ้าเหนือหัวเอ่ยเรียก 

“เจ้าไม่ต้องตามเราไป” ประโยคที่เอ่ยออกมาด้วยสุรเสียงราบเรียบ ทำให้เหลากงกงต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ 

“เมื่อหานตงตื่น ให้เขากลับไปรักษาตัวที่เรือนจนกว่าจะหายดี” 

“พ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงน้อมรับ พอจะเข้าใจแล้วว่าฝ่าบาทต้องการสิ่งใด 

“หลังจากนั้นก็ให้เข้ามาอยู่ในวัง” แค่ผู้เป็นนายเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้น ราชขันทีผู้รู้งานก็น้อมรับคำสั่งในทันที 

“น้อมรับพระบัญชา” 

..................................... 

 

กลิ่นจันทน์หอมอ่อนๆ ที่กรุ่นกำจายจากสัมผัสอ่อนนุ่ม ทำให้ชายหนุ่มที่พึ่งฟื้นตัวไม่อยากตื่นขึ้นจากนิทรา 

เจ้าของกลิ่นหอมนี้จะเป็นใครไปได้ นอกเสียจากคนที่กกกอดเขาเมื่อก่อนหน้านี้ นึกได้เพียงเท่านั้นชายหนุ่มก็แนบใบหน้าเข้าหาผ้าเนื้อนุ่มแล้วถูไถไปมาอย่างออดอ้อนทั้งที่เปลือกตายังคงปิดสนิท 

“หากรู้สึกตัวแล้วก็ตื่นเสียเถิด” กลิ่นหอมคุ้นเคย เนื้อผ้านุ่มก็ใช่ แล้วไยน้ำเสียงถึงแปลกไป 

“เหลากงกง?” คนที่พึ่งเปิดเปลือกตาขึ้น สะลึมสะลือถามออกไปเมื่อพบว่าคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงนั้นกลับกลายเป็นราชขันที 

“ทำไมถึงเป็นท่าน?” หานตงที่ยังคงตื่นไม่เต็มตา พยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งก่อนจะบิดขี้เกียจพร้อมเอ่ยถามออกไป ได้รับยาชั้นดี ได้นอนพัก ร่างกายก็กลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้งเหมือนไม่เคยเจ็บไข้ 

“เจ้าควรลุกออกมาก่อนจะถามสิ่งใด” ประโยคที่ได้ยินทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ 

“แท่นบรรทมขององค์จักรพรรดิ ใช่ที่ที่เจ้าควรขึ้นไปหลับนอน?” 

ชายหนุ่มรีบกระโดดลงจากเตียงเมื่อได้ยินประโยคเตือนสติจากเหลากงกงและนึกขึ้นได้ว่าก่อนหลับไปนั้น ฝ่าบาทพาเขาไปนอนยังที่ใด 

“ทำไมท่านถึงไม่ปลุกข้า ปล่อยให้ข้านอนบนนั้นได้อย่างไร” หานตงรีบเอ่ยถามอีกคน ทำไมถึงปล่อยให้เขายึดครองแทนบรรทมของฮ่องเต้ไปตั้งหลายชั่วยาม 

“ฝ่าบาทยังไม่รบกวนเจ้า แล้วข้าจะกล้ารบกวนได้อย่างไร” คนตรงหน้าเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนไปทางตำหนิ 

“ท่านอย่าพูดเยี่ยงนั้น ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาเพราะเห็นว่าข้ากำลังเจ็บไข้ต่างหาก” ถึงราชขันทีผู้นี้จะดูเจ้าเล่ห์ แต่นอกจากฝ่าบาทแล้ว เหลากงกงก็คืออีกคนที่ดีต่อเขาไม่น้อย ควรจะผูกมิตรเอาไว้ 

“ดูสิ่งที่อยู่ในมือเจ้าเสียก่อน” เหลากงกงเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่หานตงจะพูดอะไรต่อ 

“นี้คือสิ่งใด?” ชายหนุ่มยกเศษผ้าต่วนเหนือดีในมือขึ้นมากางดูด้วยความไม่เข้าใจ เศษผ้าเนื้อดีหลายชิ้นทำไมถึงมาอยู่ในมือของเขาได้ 

“สิ่งที่อยู่ในมือเจ้าคือชายแขนฉลองพระองค์ของฝ่าบาท” 

“ห่ะ!” หานตงอุทานออกไปอย่างไม่เชื่อหู ชายแขนเสื้อของฝ่าบาทมาอยู่ในมือของเขาได้อย่างไร 

“ฝ่าบาททรงมีราชกิจต้องไปสะสาง พระองค์กลัวจะรบกวนเจ้าที่กำลังหลับทับชายฉลองพระองค์ ก็เลยใช้กรรไกรตัดส่วนนั้นออกเสีย” 

ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อได้ยิน ในใจเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเต้นเร้า ฟูฟ่องจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ 

...ฝ่าบาทช่างใส่ใจกระหม่อมยิ่งนัก 

 

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เจ้ากลับไปรักษาตัวที่เรือนจนกว่าจะหายดี” เหลากงกงเอ่ยพร้อมเดินนำชายหนุ่มออกมายังห้องด้านนอก 

“ขอรับ” หานตงเดินตามออกมาอยากนอบน้อมก่อนจะรับเสื้อคลุมตัวนอกของตนจากนางกำนัลมาสวม 

“หลังจากนั้นเจ้าต้องเข้ามาอยู่ในวัง” เหลากงกงเอ่ยพร้อมยื่นห่อผ้าขนาดพอดีให้หานตง 

“ท่านหมายถึง?” คิ้วของชายหนุ่มต้องขมวดเข้าหากันอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ ให้เข้ามาอยู่ในวังยังไง ให้ไปอยู่ตรงไหน 

“ฝ่าบาทมีพระประสงค์ให้เจ้ามาคอยรับใช้ข้างพระวรกาย” 

“ข้าไม่เข้าใจ ข้าจะเข้ามาอยู่ในวังได้อย่างไร” สมองของคนพึ่งฟื้นไข้ย่อมประมวลผลอะไรไม่ทัน 

“แล้วเจ้าคิดว่าผู้ใดบ้างที่สามารถเข้ามาอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในเพื่อคอยรับใช้ฝ่าบาทได้” แทนที่เหลากงกงจะให้คำตอบกลับให้คำถามมาแทน 

“ผู้ใดบ้าง อย่างนั้นหรือ...” ชายหนุ่มเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยต่อ 

“ก็คงมีกงกงอย่างท่าน ขันที นางข้าหลวงแล้วก็นางกำนัล” หานตงไล่ตำแหน่งข้ารับใช้ต่างๆ ก่อนจะฉุดคิดได้ 

“ท่านอย่าบอกนะว่า!” ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงก่อนจะรีบนำห่อผ้าในมือลงไปปิดส่วนกลางของตัวเองเอาไว้ เมื่อเห็นอีกคนพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม 

...เหลากงกงผู้นี้ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะจับข้าตอนเป็นขันทีอย่างนั้นหรือ 

 

“ข้าล้อเจ้าเล่น ข้าจะไปทำลายสิ่งที่เจ้าใช้ปรนนิบัติฝ่าบาทได้อย่างไร” 

ชายหนุ่มหายใจทั่วท้องในทันที ถึงจะรู้สึกเขินๆ กับส่วนท้ายประโยคที่ได้ยิน แต่ความสงสัยที่มีกลับมากกว่า 

“แล้ว...ข้าจะเข้ามาอยู่ในวังคอยรับใช้ฝ่าบาทได้อย่างไร” ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ ไม่เป็นขันทีก็เข้ามาอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้มิใช่หรือ 

“หากเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาทไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ เจ้าจะได้เข้ามาอยู่ในวังในฐานะขันที” เหลากงกงเอ่ยก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน 

“โดยความเป็นชายของเจ้าจะยังคงอยู่เช่นเดิม” คนตรงหน้าผละออกไปด้วยรอยยิ้ม 

“เจ้ากลับเรือนเถิดข้าจะให้คนไปส่ง อย่าลืมรีบรักษาตัวให้หายดีอีกห้าวันข้าจะส่งคนไปรับเตรียมตัวให้พร้อม” 

หานตงพยักหน้ารับช้าๆ แล้วเกิดตามขันทีที่ยืนรออยู่ด้วยความคิดที่ยังไม่เข้าที่เท่าใดนัก 

“อ๋อ ของที่เจ้าฝากข้าไว้อยู่ในห่อผ้านั่นแล้ว อย่าลืมศึกษาให้ละเอียดล่ะ” เหลากงกงเอ่ยตามหลังและเมื่อหานตงลองเปิดห่อผ้าดูใบหน้าของเขาก็ต้องรู้สึกเหอร้อนขึ้นมาทันที 

...ตำราปกสีดำนั่นยังอยู่อีกหรือ 

 

ชายหนุ่มที่พึ่งขึ้นนั่งบนรถม้าซึ่งถูกเตรียมไว้เพื่อไปส่งตน กลับนึกอะไรขึ้นได้ เมื่อรับรู้ถึงสายตาของเหล่าขันทีและนางกำนัลที่มองเขามาตลอดเส้นทางตั้งแต่ก้าวออกมาจากตำหนักจนถึงประตูวัง 

หานตงก้มมองเศษชายแขนเสื้อขององค์ฮ่องเต้ก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วพึมพำออกมา 

“ต้วนซิ่วจือผี่ พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ...” สำนวนที่เขาได้ยินตั้งแต่จำความได้ผุดขึ้นมาในสมองทันที สิ่งที่องค์ฮ่องเต้ปฏิบัติต่อเขานั้นมันคือเหตุการณ์เดียวกันในหน้าประวัติศาสตร์ที่ร่ำเรียนมามิใช่หรือ 

ชายหนุ่มหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สุดท้ายเขาก็ฝืนโชคชะตาไม่ได้ สำนวนนี้ยังคงเกิดขึ้นจากคนแซ่ต่ง แถมเขายังเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นเสียด้วย 

“ข้าควรรู้สึกอย่างไร” ควรดีใจที่ความรักขององค์ฮ่องเต้ซึ่งมีต่อเขานั้นมากมายถึงขั้นยอมตัดแขนเสื้อเพื่อไม่ให้รบกวนตน หรือควรรู้สึกผิดที่ทำให้สำนวนนี้เกิดขึ้นจนมาได้.... 

 

เช้าวันครบกำหนดตามที่เหลากงกงนัดหมาย ขันทีซึ่งได้รับหน้าที่มารับชายหนุ่มก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าจวน 

“คุณชาย ข้าขอตามคุณชายไปด้วยได้ไหมขอรับ ให้ข้าไปด้วยนะขอรับ” เสี่ยวกวงนั่งกอดขาของเขาร้องไห้โอดครวญมาตั้งแต่เมื่อคืนก็ว่าได้ 

“เจ้าจะโวยวายทำไม ข้าบอกแล้วไงว่าข้าจะไม่ทิ้งเจ้า” หานตงถอนหายใจก่อนจะบอกบ่าวคนสนิท 

“คุณชายพูดจริงนะขอรับ” เสี่ยวกวงยังคงน้ำตานองเต็มสองแก้ม 

“ให้ข้าเข้าไปดูลู่ทางในวังเสียก่อนแล้วข้าจะมารับเจ้าเข้าไปอยู่ด้วย” หานตงรับคำ เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าหากมีโอกาสจะทูลขอฝ่าบาทให้เสี่ยวกวงเข้าไปอยู่ด้วย 

“คุณชายรับปากแล้วนะขอรับ คุณชายจะไม่โกหกข้าใช่ไหมขอรับ” เสี่ยวกวงรีบเช็ดน้ำตาด้วยความดีใจ 

“อืม เลิกร้องไห้ได้แล้ว” หานตงส่งยิ้มให้อีกคนด้วยความเอ็นดูก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบป้ายหยกคู่กายมาห้อยเอาไว้ 

ชายหนุ่มมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลืองขัดมันแล้วก็ได้แต่นึกขำ ไม่คิดเลยว่าตนจะได้สวมใส่เครื่องแต่งกายของขันทีเช่นนี้ 

“ข้าวของมีเท่านี้หรือขอรับ” ขันทีชั้นผู้น้อยเอ่ยถามเมื่อเห็นเพียงห่อผ้าและกล่องไม้ไม่กี่ใบ 

“มีเพียงเท่านี้ ข้าต้องขอรบกวนพวกท่านแล้ว” หานตงเอ่ยรับ ก่อนจะหันกลับมาหาเสี่ยวกวง 

“ดูแลตัวเองให้ดี” 

“ขอรับคุณชาย” 

เมื่อบ่าวคนสนิทรับคำชายหนุ่มก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะก้าวเดินออกจากเรือนของตน ตามเหล่าขันทีที่ขนของเดินนำหน้าออกไป 

“พวกท่านไปรอข้าที่รถม้าก่อนเถิด ข้าขอไปลาท่านพ่อก่อน” หานตงเอ่ยบอกเหล่าขันทีตรงหน้าก่อนจะแยกตัวออกไปยังเรือนของบิดา 

“ท่านพ่อ ลูกเองขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยขออนุญาตเมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเรือนของผู้เป็นบิดา 

“มีสิ่งใด” คนด้านในเพียงถามกลับมาไม่ได้อนุญาตให้เขาเข้าไปด้านใน 

“ลูกมาลาท่านพ่อขอรับ” ถึงจะไม่มีความผูกพันกันเท่าใดนัก แต่ในฐานะบุตรแล้วนี่คือสิ่งที่เขาควรทำ 

คนภายในห้องเงียบอยู่นานจนจะครบ ‘หนึ่งเค่อ (2) ’ ก็ยังไม่เอ่ยตอบ หานตงจึงตัดสินใจเอ่ยออกไปอีกครั้ง 

“ขอให้ท่านพ่อรักษาสุขภาพ ลูกขอลา” รู้ดีว่าผู้เป็นบิดาไม่ชอบตน แต่ในเมื่อลูกชายอย่างเขาจะจากไปก็ควรเอ่ยอะไรบ้างมิใช่หรือ 

หานตงหมุนกายเพื่อเดินตรงออกมา เมื่อทำหน้าที่ของบุตรชายเรียบร้อย แต่ก่อนที่ข้อขาจะได้ก้าวออกไปนั้น เสียงจากบุคคลที่อยู่ด้านในก็ดังขึ้น 

“ดูแลตัวเองให้ดี อย่าทำให้ชื่อเสียงของวงตระกูลมัวหมอง” 

“ขอบคุณท่านพ่อที่ชี้แนะ ลูกจะจำเอาไว้” หานตงหันกลับไปประสานมือคารวะผู้เป็นบิดาซึ่งอยู่ด้านในก่อนจะหันหลังเดินออกมา 

แต่ก้าวไปได้เพียงแค่ไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มก็ต้องหยุดเดินอีกครั้งเมื่อพบกับซุนเทียนซึ่งมีฐานะเป็นพี่ชายของตน 

“คารวะพี่ใหญ่” หานตงประสานมือค้อมกายคำนับผู้เป็นพี่ตามมารยาทที่ควรทำ 

“พยายามได้ดีหนิ” ซุนเทียนไม่ได้ตอบรับการคำนับแต่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“ข้าแค่ทำตามพระประสงค์ของฝ่าบาท” หานตงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม 

“คนไร้ความสามารถเช่นเจ้าอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาทก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด” ซุนเทียนยังคงใช้สายตาหยามเหยียดมองมาที่เขาเช่นเดิม 

“จะเกิดประโยชน์หรือไม่ ฝ่าบาทเป็นผู้ตัดสินพระทัย” หานตงยังคงยกยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าก่อนจะก้าวเดินต่อแล้วหยุดลงข้างซุนเทียน 

“ทั้งพี่ใหญ่และข้าต่างมีหน้าที่ถวายงานรับใช้ฝ่าบาทแตกต่างกัน” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะยกมือขึ้นตบลงบนไหล่ของผู้เป็นพี่เบาๆ 

“เราทั้งคู่ควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเพื่อฝ่าบาทมิใช่หรือ” หานตงทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะก้าวเดินต่อเพื่อขึ้นรถม้าไปยังวังหลวง ไม่สนใจซุนเทียนที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม 

ในเมื่อเลือกที่จะรัก หน้าประวัติศาสตร์จะกล่าวถึงเขาเช่นไรก็ช่างเถอะ ต่อไปนี้ เขาแค่ขอทำหน้าที่คนรักให้ดีที่สุดเท่านั้นก็พอ... 

 

“เจ้ามาแล้วหรือ” เพียงก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักทรงงาน ยังไม่ทันจะได้ทำความเคารพ สุรเสียงของโอรสสวรรค์ก็ดังขึ้นเสียก่อน 

“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระ...” 

“ไม่ต้องมากพิธี มากับข้า” 

ยังไม่ทันได้ตั้งตัว หานตงที่กำลังจะถวายพระพรก็ต้องถูกองค์ฮ่องเต้ดึงตัวปลิวให้เดิมตามอีกคนไป 

“ฝ่าบาทจะพากระหม่อมไปไหนพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ 

พระองค์ยังไม่ทันได้ถอด ‘เหมี่ยนกวน (3) และเหมี่ยนฝู (4) ’ ที่สวมใส่ยามออกว่าราชการเลยมิใช่หรือ 

ขบวนเหล่ากงกงกับนางกำนัลที่คอยรับใช้ยังไม่ทันจะตั้งแถวตามเสด็จด้วยซ้ำ 

“เจ้าจะถามทำไมให้มากความ” องค์ฮ่องเต้ว่าออกมาไม่จริงจังนักพร้อมจูงมือหานตงให้เดินตามตน 

“เออ...ฝ่าบาทปล่อยข้อมือของกระหม่อมก่อนดีไหมพ่ะย่ะค่ะ” หานตงมองไปยังมือนุ่มที่กอบกุมข้อมือของตนเอาไว้แล้วเอ่ยออกไป เมื่อรับรู้ถึงสายตาของข้าราชบริพารที่มองมา 

ถึงจะเสียดายแต่ฝ่าบาทจูงมือเขาเดินไปตลอดทางเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมนัก 

“อ่า ข้าลืมไป” องค์ฮ่องเต้ปล่อยมือข้อมือของหานตงก่อนจะกระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วก้าวเดินต่อ 

“ชุดนี้...เหมาะกับเจ้าดีนะ” ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าระหว่างทางนั้นเงียบจนเกินไป 

“พระองค์ตรัสออกมาจากพระทัยจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามออกไป ชุดขันทีนี่มันเหมาะกับเขาตรงไหนกัน 

“เปล่า ข้าแค่อยากหาเรื่องคุยกับเจ้า” อีกคนตอบกลับมาไม่จริงจังนัก 

“คุยเรื่องอื่นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ไม่ต้องทรงแกล้งชมกระหม่อม” หานตงตอบกลับไป 

“เช่นเรื่องอะไรล่ะ” กลายเป็นภาระของหานตงที่จะต้องหาหัวข้อในการสนทนา 

“อืม...เรื่องป้ายหยกที่กระหม่อมห้อยอยู่ที่เอวดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” คำถามของหานตงดึงสายตาขององค์ฮ่องเต้ให้หันมาสนใจได้ในทันที 

“ป้ายหยกของเจ้า...ทำไมหรือ” อีกคนหันกลับไปเดินต่อทำเป็นจำไม่ได้ทั้งที่ใบหูนั้นกำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ 

“กระหม่อมแค่อยากบอกผู้ที่ให้ป้ายหยกชิ้นนี้ว่า กระหม่อมยังคงรักษาเอาไว้อย่างดี ไม่เคยให้ห่างจากตัวพ่ะย่ะค่ะ” หานตงยังคงเดินหน้าเกี้ยวพาหยอกเย้าอีกคนต่อไป 

“ก็...ดีแล้วมิใช่หรือ” องค์ฮ่องเต้ตอบกลับมาเพียงเท่านั้น 

“ฝ่าบาทคิดว่าผู้ที่ให้จะดีใจไหมพ่ะย่ะค่ะ ที่กระหม่อมยังคงพกป้ายหยกนี้ติดตัวเสมอ” หานตงยังคงรุดหน้าแกล้งคนรักไม่เลิก 

“ข้าจะไปรู้หรือ” ผู้ถูกถามยังคงทำเป็นไม่รู้เรื่องว่าเขาพูดถึงใคร 

“งั้นกระหม่อมถามใหม่ ฝ่าบาทดีพระทัยไหมพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าไปยืนเคียงข้างองค์ฮ่องเต้ก่อนจะยื่นหน้าไปถามอีกคนด้วยรอยยิ้ม 

“เจ้านี่มัน...” คนถูกแกล้งเอ่ยขึ้นก่อนจะดีดหน้าผากชายหนุ่มหนึ่งทีเป็นการลงโทษ แล้วเร่งฝีเท้าเดินนำไปก่อน 

“ฝ่าบาท อย่าทรงเดินเร็วนัก ระวังล้มพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มต้องกลั้นขำกับท่าทางเขินอายของอีกคนก่อนจะรีบเดินตามไป 

 

 

“ที่แห่งนี้คือ ที่ไหนพ่ะย่ะค่ะ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเมื่อเขาทั้งคู่เดินเข้าไปในเรือนหลังหนึ่ง ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่การตกแต่งนั้นช่างสวยงามวิจิตรตระการตา 

“เรือนที่พักของเจ้าอย่างไรเล่า” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านใน 

“เจ้าพอใจหรือไม่” อีกคนหันมาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม 

“ฝ่าบาท ไม่มากเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบเอ่ยถาม เขาเข้าใจว่าตนเองจะได้อยู่เรือนรวมกับขันทีคนอื่นเสียอีก แล้วทำไมได้เรือนแยก แถมยังตกแต่งอย่างสวยงามเช่นนี้ 

“สำหรับเจ้ายังน้อยไปด้วยซ้ำ” 

“เป็นพระมหากรุณายิ่งนัก” หานตงรีบคุกเข่าน้อมรับความเมตตาที่อีกคนมีให้ 

“ข้าบอกแล้วไงว่าระหว่างเราไม่ต้องมาพิธี” คนถูกคารวะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มพร้อมเข้ามาประคองให้ชายหนุ่มยืนขึ้น 

“พ่ะย่ะค่ะ” หานตงขานรับพร้อมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงต่อหน้าโอรสสวรรค์ 

“เจ้าชอบที่นี่หรือไม่” คำถามดังขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม 

“ชอบพ่ะย่ะค่ะ ไม่ว่าพระองค์ประทานอะไรให้กระหม่อม กระหม่อมก็ชอบทั้งนั้น” หานตงยิ้มรับคนตรงหน้าพร้อมก้าวเข้าไปหาอีกคน พร้อมประสานสายตาด้วยความลึกซึ้ง 

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ควรตอบแทนข้าบ้าง” องค์ฮ่องเต้เอ่ยตอบโดยไม่ถอยหนี 

“ฝ่าบาทต้องการให้กระหม่อมทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” หานตงถามกลับไปด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า 

องค์ฮ่องเต้ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อแต่เดินนำชายหนุ่มเข้าไปอีกห้องซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำหรับแต่งตัว 

โอรสสวรรค์ซึ่งอยู่ในฉลองพระองค์เต็มยศเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกทองเหลืองลานใหญ่ก่อนจะกางสองแขนขึ้นเป็นการบอกว่าในตอนนี้พระองค์ต้องการเปลี่ยนฉลองพระองค์ 

ช่วงก่อนหน้านี้หานตงอาจได้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิด แต่ก็ในยามที่ฝ่าบาททรงงานเท่านั้น งานรับใช้ของขันทีเหล่านี้ชายหนุ่มยังไม่รู้ว่าต้องทำสิ่งใดบ้าง 

พอมองหาตัวช่วยเขาก็พบว่าเหล่าขันทีและนางกำนัลที่ตามเสด็จมานั้นไม่ได้เข้ามาด้านใน แม้แต่เหลากงกงเองยังอยู่เพียงแค่ประตูด้านหน้า 

“หานตงข้าเมื่อยแขนแล้ว” เมื่อเสียงเร่งเร้าจากอีกคนดังขึ้น ชายหนุ่มจึงต้องจำใจเดินตรงเข้าไปทำหน้าที่ 

“กระหม่อมของประทานอภัย” ทำความเคารพองค์จักรพรรดิก่อนล่วงเกินจึงค่อยยกมือขึ้นถอดเหมี่ยนกวานออกจากพระเศียร ถึงจะไม่ค่อยถนัดนัก แต่ก็ไม่เกินความสามารถที่มี ก่อนจะหันมาจัดการปลดสายคาดเอวแล้วจึงถอดเหมี่ยนฝูออกทีละชิ้นจนเหลือเพียงแค่ฉลองพระองค์ตัวใน 

ร่างกายที่มีเพียงเสื้อตัวในเนื้อบางปกปิดย่อมดึงดูดสายตาให้ชายหนุ่มจดจ้อง ภายใต้ผ้าต่วนสีขาวนี้คือผิวเนียนที่เขาเคยสัมผัสมิใช่หรือ 

“เจ้าจะจ้องข้าอีกนานหรือไม่” คนถูกจ้องเอ่ยถามพร้อมสายตาคมกริบที่มองผ่านกระจกทองเหลืองมายังชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลัง 

“ฝ่าบาททรงยั่วยวนกระหม่อม” หานตงไม่เพียงแต่ประสานสายตากลับอย่างไม่ยอม แต่ยังใช้สองแขนโอบกอดรอบเอวของอีกคนให้ประชิดเข้าหาตนก่อนจะก้มลงสูดดมกลิ่นหอมจากกายของอีกคนอย่างหลงใหล 

“ใครยั่วยวนเจ้ากัน ข้าแค่ให้เจ้าช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า” คนถูกกอดว่าพลางหันมาจรดปลายจมูกลงบนกลุ่มผมของชายหนุ่ม 

“ไยฝ่าบาทถึงชอบแกล้งกระหม่อมนัก” ชายหนุ่มบ่นพึมพำก่อนจะเริ่มเลื่อนฝ่ามือของตนเข้าไปในสาบเสื้อของผู้ที่ตนโอบกอด 

ริมฝีปากเริ่มจูบซับ ไล่ไปตามลำคอระหง ไล่เลียขบเม้นไปทั่วทั้งใบหู ก่อนจะค่อยๆ จับใบหน้าของอีกคนให้พินมาหาแล้วช่วงชิงเอาริมฝีปากของโอรสสวรรค์ซึ่งก็คือคนรักของตน 

หนึ่งมือทำงานกระตุ้นจุดอ่อนไหวไปพร้อมเรียวลิ้นแสนซุกซน กวาดต้อนเก็บเกี่ยวเอาสายน้ำหวานอันโอชะอย่างตะกละตะกลาม 

ปลายนิ้วหยอกเย้ายอดตุ่มไตสีชมพูอ่อนอยู่สักพักจนมันแข็งเป็นไตสู้มือ ก็เริ่มเลื่อนลงต่ำไปยังจุดอ่อนไหวด้านล่างของอีกคน 

“หานตงเดี๋ยวก่อน” เรียวปากที่พึ่งเป็นอิสระเอ่ยห้ามพร้อมมือของเขาที่ถูกฉุดรั้งเอาไว้ 

“ฝ่าบาทต้องการให้กระหม่อมหยุดจริงๆ หรือ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระเส่าพร้อมลมร้อนเป่ารดลงบนท้ายทอยของอีกคน 

“ข้า...อ่า...หานตง” เจ้าของร่างตรงหน้าแทบทรุดเมื่อฝ่ามือของเขาโอบล้อมจุดอ่อนไหวของอีกคนเอาไว้แล้วรูดรั้งขึ้นลงเบาๆ 

“เสี่ยวตงจะทำอย่างอ่อนโยน จางเกอมิต้องกลัว” เอ่ยคำหวานขับกล่อมให้อีกคนคล้อยตาม แต่การกระทำกลับรัวเร็วไม่ให้อีกคนตั้งตัว 

คนถูกเอาเปรียบรู้ตัวอีกที กางเกงที่สวมใส่ก็ถูกปลดลงไปกองอยู่ที่พื้นเสียแล้ว 

“เสี่ยวตง อื้อ อย่าเร็วนัก อ่า” ร่างกายของคนถูกกระทำเกร็งขึ้นไปตามความเสียวซ่านที่ได้รับ สองมือกอดเกี่ยวร่างกายของชายหนุ่มเอาไว้เป็นหลักไม่ให้ตัวเองล้ม ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนักเมื่อสะท้อนในกระจกทองเหลืองตรงหน้า 

“จางเกอ...จางเหว่ยของข้า” ชายหนุ่มพึมพำไปพร้อมการจูบซับไปตามไหล่ลาดและซอกคอของอีกคน มือก็ทำหน้าที่อย่างช่ำชองเร่งเร้าให้คนในอ้อมกอดได้ไปถึงปลายทางในไม่ช้า 

“เสี่ยวตง ข้า อ่ะ อื้อ...” เสียงครางหวานขาดหายเมื่อชายหนุ่มจับใบหน้าของอีกคนให้มารับจุมพิตอันเร่าร้อนอีกครั้ง 

คนถูกปรนเปรอทนได้อีกไม่นานความสุขสมก็พุ่งทะยานถึงขีดสุดปลดปล่อยสายน้ำสีข่าวขุ่นเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งฝ่ามือของหานตน 

ทั้งคู่แลกเรียวลิ้นต่อไปอีกไม่นาน หานตงก็ต้องยอมปล่อยริมฝีปากบวมเจ่อเป็นอิสระด้วยความเสียดาย และไม่ลืมล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดให้อีกคนไปด้วย 

“ไปที่เตียงกันเถอะ” หานตงกระซิบคนในอ้อมกอดที่ในตอนนี้หมดแรงจนแทบยืนไม่อยู่พร้อมจูบซับไปตามขมับที่ชุ่มเหงื่อ 

คนในอ้อมกอดกลับส่ายหน้าไปมาพร้อมแกะมือของเขาออกจากเอวของตน 

“พอเท่านี้ก่อน” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นก่อนจะถอยออกจากเจ้าของมือที่ในตอนนี้มึนงงจนทำอะไรไม่ถูก 

“เหลากงกงเข้ามา” เสียงเรียกราชขันทีคนสนิทเป็นเหมือนสิ่งเตือนสติให้ชายหนุ่มถอยออกไปยืนด้านข้าง เมื่อมองไปยังเจ้าของเสียงก็พบว่าอีกคนได้ดึงกางเกงขึ้นมาสวมใส่เรียบร้อยแล้ว 

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ราชขันทีคนสนิทตรงเข้ามาน้อมรับพระบัญชาในทันที 

“เราจะกินข้าวที่นี่” 

“พ่ะย่ะค่ะ” ราชขันทีน้อมรับก่อนจะส่งสัญญาณให้เหล่าขันทีและนางกำนัลเข้ามาแต่งตัวให้ผู้เป็นเจ้าเหนือหัว โดยมีหานตงยืนมองอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ 

...พระองค์กำลังคิดสิ่งใด พระองค์จะมาแกล้งให้ข้าอยากแล้วจากไปแบบนี้ไม่ได้! 

 

“หานตงมากินข้าวกับข้า” องค์ฮ่องเต้ที่อยู่ในฉลองพระองค์ชุดใหม่เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนจะนั่งลงยังเก้าอี้ 

“กระหม่อมทำเช่นนั้นมิได้พ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“เจ้ากล้าขัดใจข้าหรือ” มีหรือที่หานตงจะกล้าขัดคำสั่งผู้มีอำนาจเหนือกว่า 

หานตงที่ยังคงเคืองๆ อีกคน จำใจนั่งลงด้านข้างก่อนจะทำหน้าที่คีบอาหารถวายให้องค์ฮ่องเต้ 

“เจ้าก็กินด้วยสิ” คนตรงหน้าสั่งอย่างไรหานตงก็ทำตามด้วยความเฉยเมย 

“ยังเคืองข้าอยู่หรือ” นั่งกินอาหารด้วยกันภายใต้ความเงียบไปสักพัก ผู้ที่เริ่มบทสนทนาก็คือคนที่เคยปฏิเสธเขาถึงสามครั้ง 

“กระหม่อมหรือจะกล้าโกรธเคืองพระองค์” หานตงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะวางตะเกียบและถ้วยข้าวลงแล้วลุกขึ้นยืน 

“กระหม่อมอิ่มแล้วพ่ะย่ะค่ะ เชิญฝ่าบาทเสวยต่อ” 

“เสี่ยวตงอย่าเป็นแบบนี้” องค์ฮ่องเต้คว้าข้อมือของเขาเอาไว้ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด 

“ฝ่าบาทจะต้องรู้สึกผิดอันใด กระหม่อมเป็นเพียงขันทีผู้ต้อยต่ำ ไม่ว่าฝ่าบาทต้องการให้ทำสิ่งใดกระหม่อมก็ต้องทำ” หานตงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงระดับเดิม ไม่อยากจะพูดกระแทกแดกดัน แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ 

“ข้ามีเหตุผล เจ้าเข้าใจข้าด้วย” คนพูดสบตากับเข้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด 

หานตงจ้องอีกคนนิ่งก่อนจะต้องถอนหายใจ มีหรือเขาจะทนน้ำเสียงกับสายตาแบบนี้ได้ 

“กระหม่อมเข้าใจพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” หานตงกุมมือของคนรักเอาไว้ด้วยความอ่อนใจก่อนจะส่งยิ้มให้ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็พ่ายแพ้คนคนนี้อยู่ดี 

“งั้นเรามากินข้าวกันต่อเถอะ” รอยยิ้มคือรางวัลสำหรับคนแพ้ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ 

...กระหม่อมยอมให้ฝ่าบาทชนะตลอดไปก็ได้พ่ะย่ะค่ะ 

 

พึ่งวันที่สองหลังจากเข้ามาอยู่ในวัง หานตงก็ต้องพบเจอกับหน้าที่แสนสำคัญที่ได้รับมอบหมาย 

“สิ่งนี้คือ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามหัวหน้าราชขันทีผู้ดูแลกำกับหน้าที่ของขันทีทั้งวังด้วยความไม่เข้าใจ ก้อนจะก้มมองสมุดปกแดงในมือที่พึ่งรับมา 

“ต่อไปนี้นี่คือหน้าที่หลักของเจ้า” คนตรงหน้าตอบก่อนจะยื่นสมุดอีกเล่มให้ พอลองเปิดดู ด้านในก็มีตัวอักษรเต็มไปหมดจนลายตา 

“สมุดปกแดงคือสมุดที่ใช้สำหรับบันทึกว่า ในแต่ละค่ำคืนสตรีนางใดได้รับพระมหากรุณาเข้าไปปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาท” คำอธิบายที่ได้ยินทำให้หานตงต้องละสายตาจากตัวหนังสือขึ้นไปมองคนตรงหน้า 

“ส่วนบันทึกเล่มนั้นคือรายชื่อพระสนมและนางในทั้งหมดในฝ่ายใน” หานตงก้มลงมามองสมุดในมืออีกครั้ง สตรีขององค์จักรพรรดิมีมากมายขนาดนี้เลยหรือ 

“เจ้าต้องจดบันทึกชื่อสตรีทุกคนที่ได้รับพระมหากรุณาจากฝ่าบาทลงในสมุดปกแดง หมอหลวงจะได้ใช้สิ่งนี้ในการคำนวณระยะเวลาตั้งครรภ์” หานตงพยักหน้ารับพอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมต้องจดเอาไว้ว่าฝ่าบาทไปนอนกับใครบ้าง 

แต่ทำไมต้องมอบหมายหน้าที่นี้ให้เขาด้วย การที่ต้องมาจดชื่อสตรีที่คนรักของตนไปนอนด้วยมันเป็นอะไรที่ทิ่มแทงจิตใจยิ่งนัก 

“มีกฎอีกข้อที่เจ้าจะต้องจำเอาไว้” 

“อะไรหรือขอรับ” หานตงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ 

“ฝ่าบาทอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หมอหลวงแนะนำให้พระองค์ปลดปล่อยอย่างน้อยอาทิตย์ละสองถึงสามครั้ง” 

หานตงถึงกับอ้าปากค้างเมื่อได้ยิน นี่วิเคราะห์กันขนาดนี้เลยหรือ แต่สองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์เขาว่าน้อยไปนะ ในหนึ่งคืนเขาสามารถทำให้ฝ่าบาทปลดปล่อยได้มากกว่านั้นอีก 

“หากฝ่าบาทไม่มีรับสั่งให้ผู้ใดเข้าไปปรนนิบัติ เจ้าต้องเป็นผู้จัดหาให้พระองค์ จำเอาไว้สมุดปกแดงเล่มนี้ห้ามว่างเปล่าเด็ดขาด มิเช่นนั้นเจ้าจะมีความผิด” 

ความคิดของหานตงต้องสลายทันทีเมื่อได้ยิน สมุดปกแดงเล่มนี้เอาไว้จดเพียงแค่ชื่อสตรี หากว่างเปล่าก็จะกลายเป็นเขาเองที่จะต้องรับโทษเสียอย่างนั้น 

“ข้าขอถามได้หรือไม่ ทำไมข้าถึงได้รับหน้าที่นี้” หานตงถามออกไปตามตรง มันคงบังเอิญเกินไปที่อยู่ดีๆ เขาได้รับหน้าที่นี้ 

“ฟู่หวงไทไทเฮาเห็นว่าฝ่าบาทโปรดปรานเจ้า จึงมอบหน้าที่สำคัญนี้ให้ ช่างเป็นโชคดีของเจ้าจริงๆ ที่พระนางทรงมีพระเมตตา” 

เป็นอีกครั้งที่หานตงร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้ ทำได้แค่ยอมรับชะตากรรมของตน มีพระเมตตาอันใด พระนางต้องการให้เขาอกแตกตายเสียมากกว่า 

...ไยสวรรค์จึงชอบกลั่นแกล้งข้านัก 

ฮึบไว้หานตง ฮึบไว้ 

 

หมายเหตุ 

(1) กินเต้าหู้ เป็นคำสแลง หมายถึง แต๊ะอั๋ง ลวนลามขำๆ หาเศษหาเลยแบบเบาๆ 

(2) เค่อ คือหน่วยนับเวลา 1 เค่อ เทียบเท่ากับ 15 นาทีโดยประมาณ 

(3) เหมี่ยนกวาน หรือ มาลามงกุฎ ซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะของ ฮ่องเต้ มีลักษณะเป็นหมวกรูปทรงกระบอกม้วนอยู่บนศีรษะ และประดับด้วยลูกปัดหยก 5 สีแขวนด้านหน้าและด้านหลัง 

(4) เหมี่ยนฝู หรือฉลองพระองค์ในพระราชพิธี ประกอบไปด้วยสองส่วน คือส่วนฉลองพระองค์อย่างทางการ และส่วนมาลามงกุฎหรือเหมี่ยนกวาน ทั่วไปจะทรงสวมเข้าชุดกับสายคาดเอวและฉลองพระบาทสีแดงที่เหมาะสมกัน นอกจากสายคาดเอวและรองเท้าแล้วจะมีเสื้อคลุมยาวคล้ายกระโปรงเป็นส่วนประกอบด้วย ฉลองพระองค์ส่วนบนจะใช้สีดำซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสรวงสวรรค์ ส่วนล่างใช้สีเหลืองที่เป็นสัญลักษณ์ของพื้นพิภพ โดยที่ตัวฉลองพระองค์ส่วนบนปักเป็นภาพที่แตกต่างกันหกภาพ และเสื้อส่วนล่างจะปักภาพที่แตกต่างกันอีกหกภาพ ภาพทั้งสิบสองนี้เรียกรวมกันว่า สัญลักษณ์ ๑๒ ประการแห่งจักรพรรดิ 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

โถ่ หานตงผู้น่าสงสารเกือบได้แล้วอีกนิดเดียวเอง 

แถมยังถูกกลั่นแกล้งให้มารับหน้าที่นี้อีก เป็นพระเอกที่น่าสงสารเหลือเกิน 

ดูท่าฝ่าบาทของเราจะหลงเจ้าเด็กคนนี้ไม่น้อยเหมือนกัน 

แต่ทำไมฝ่าบาทถึงปฏิเสธหานตงของเราล่ะ 

แล้วเมื่อไหร่ทั้งคู่จะเป็นของกันและกันเสียที 

แอบสปอยตอนหน้าหานตงของเราจะสมหวังแล้วค่ะ >< 

รอติดตามกันต่อไปจ้า 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ 

อย่าลืมคอมเม้นให้กำลังใจกันบ้างนะ 

แท็กติดตามหรือเอาไว้หวีด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น