facebook-icon Instagram-icon

เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยการกดถูกใจและดาว รวมทั้งซื้อนิยายด้วยกุญแจหรือเหรียญด้วยนะคะ ^^

บทที่ 3 แก้แค้น 5

ชื่อตอน : บทที่ 3 แก้แค้น 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 63

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ค. 2563 11:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 แก้แค้น 5
แบบอักษร

ร่างสูงในชุดปฏิบัติการหมอบราบกับพื้นพร้อมร่างของคู่หูร่างเล็กที่คลานตามกันมาโดยรักษาระยะห่างตามที่ได้ฝึกฝนมา 

ชายหนุ่มมองเห็นสถานที่เป้าหมายแล้ว เขารายงานสภาพแวดล้อมโดยรอบให้คู่หูที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยผ่านทางไมค์จิ๋วที่ติดไว้ ก่อนส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเคลื่อนที่ไปอีกทางหนึ่ง พวกเขาต้องสำรวจบริเวณข้างนอกก่อนว่าปลอดภัยหรือไม่ ทั้งสองทำงานกันอย่างรวดเร็วแต่คล่องแคล่วว่องไว 

“เคลียร์”เสียงใสรายงานผ่านทางไมค์ตัวจิ๋ว ทำให้เขาเริ่มขยับเข้าไปใกล้สถานที่เป้าหมายมากขึ้นอีกหนึ่งขั้น เมื่อเห็นว่าปลอดภัย เห็นทีคราวนี้คงถึงคิวบุกแล้วล่ะ 

ร่างของผู้บุกรุกทั้งสองมาหยุดอยู่หน้าประตูไม้ ประตูบานนี้ทำให้ความคิดหนึ่งของชายหนุ่มผุดขึ้นมา ไม่นึกเลยว่าเขาต้องมาเยือนที่นี่เป็นครั้งที่สอง 

“สนใจจะเข้าไปหลบฝนข้างในไหม”เสียงใสถาม 

ชายหนุ่มกรอกตา นี่ไม่ใช่เวลาจะมาถามเล่นๆนะ แค่เสียเวลาไตร่ตรองสักนิด มันก็ทำให้ชายหนุ่มนึกถึงกลิ่นถั่วหมักได้ไม่ยาก เขาเงี่ยหูฟังเสียงข้างใน มีเสียงดังตุ๊บๆ เสียงข้าวของหล่นกระจาย เสียงร้องโอดโอย เสียงอะไรบางอย่างกระแทกกันอย่างแรง แต่ไม่ดังเหมือนเสียงโลหะกระทบกัน มันอาจจะเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่แข็งขนาดนั้น อะไรบางอย่างที่สามารถฉีกขาด ฟกช้ำ หรือเลือดไหลได้ ถ้าให้เดานะ 

มีคนถูกซ้อมอยู่ข้างใน 

“แย่แล้วล่ะ”เสียงใสเอ่ยอย่างเห็นใจคนข้างใน นี่ขนาดคู่หูเขาพูดเสียงไม่ดังไม่เบา แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาดู แสดงว่าคนข้างใน... 

“กำลังเมามันอยู่แน่ พี่อยากเข้าไปร่วมด้วยไหม” 

“งานนี้สุภาพสตรีรออยู่ข้างนอก” 

เสียงห้าวเอ่ย ก่อนจะให้สัญญาณคู่หู เมื่อร่างเล็กเปิดประตูให้ เขาก็ตรงเข้าประจำตำแหน่งที่ควรอยู่ จากข้อมูลที่ได้รับ จึงรู้ได้ว่าคนข้างในอยู่ตำแหน่งไหนบ้าง มือใหญ่ยกปืนขึ้นในระดับที่พอดี ไม่ทันที่คนข้างในจะตั้งตัว เพราะมัวแต่ตกใจที่เห็นผู้บุกรุก กระสุนสี่นัดก็ตรงเข้าเจาะกลางกบาลเรียงตัวพอดิบพอดี ร่างสูงใหญ่น้ำหนักหลายกิโลของมาเฟียทั้งสี่ล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังลั่น เป็นการตายที่รวดเร็ว ฉับไว ไม่เจ็บปวด และไม่ทันรู้ตัวสักนิด 

มัจจุราชยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หน้าประตู เมื่อมั่นใจว่าไม่มีเหยื่อคนไหนลุกขึ้นมาฟาดงวงฟาดงาอีก ชายหนุ่มก็ตรงเข้าไปหาเป้าหมายทันที 

“ข้างบน”ชาร์มมิ่ง สจ๊วตเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง เขาถูกเชือกมัดห้อยลงมาจากเพดาน ทั่วทั้งตัวของหนุ่มนักต้มตุ๋นเต็มไปด้วยบาดแผล รอยฟกช้ำ เลือดไหลไม่หยุดที่บริเวณปาก ดูเหมือนไอ้หนุ่มโชคร้ายนี่จะโดนเล่นงานหนักสุดที่ใบหน้า เดาได้เลยว่าคนที่สงเคราะห์ให้คงต้องเกลียดและอิจฉาความงดงามที่ชาร์มมิ่งได้รับมาจากพระเจ้าตั้งแต่เกิดเป็นแน่ 

“ขอบใจ”หนุ่มปริศนาตอบ ก่อนจะวิ่งพรวดไปที่บันได ตอนนี้ไม่มีเวลามากนักแล้ว 

“ช่วยผม...”ชาร์มมิ่งพยายามเอ่ยอีกครั้ง 

ชายหนุ่มปริศนาโยนมีดพกให้ ตอนแรกหนุ่มนักต้มตุ๋นคิดว่ามีดนั่นจะถูกส่งมาปลิดชีพซะแล้ว ปรากฏว่าวัตถุสีเงินคมปลาบกลับลอยละลิ่วไปอยู่ในมือใครคนหนึ่ง 

“เดี๋ยวฉันจัดการเอง” 

  

  

  

 ร่างบางสมส่วนราวกับนางแบบบนแคทวอล์คอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ตอนนี้กลิ่นกำยานฉุนกำจายอบอวลไปทั่งห้องแคบที่เปิดแอร์คอนดิชั่นแห่งนี้ 

เฟลมมิ่งได้แต่ถามตัวเองในใจว่าเป็นไปได้อย่างไร เธอเห็นเจมส์ แมคเจลแลนเดินเข้ามาใกล้ด้วยมาดผู้ชนะ ในขณะที่หญิงสาวไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบโต้เลยสักนิด ในที่สุดร่างเธอก็ถูกช้อนขึ้นมาไว้บนเตียงนุ่ม พื้นผิวสัมผัสของมันนุ่มสบายในความรู้สึก แต่ในใจของหญิงสาวกลับร่ำร้องขอความช่วยเหลือเมื่อร่างอ้วนใหญ่เริ่มคร่อมทับ 

“นี่คือสิ่งมหัศจรรย์ที่ฟาโรห์อียิปต์ค้นพบ เธอเห็นด้วยไหม” ฝ่ายชายถามขึ้น 

ในหัวของเฟลมมิ่งเต็มไปด้วยหมอกสีขาวโพลน เธอกำลังถูกมอมเมาอย่างรุนแรง หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับปากพูด ไม่มีความคิดด้วยซ้ำว่าควรทำอะไรต่อไป พูดง่ายๆคือไม่รู้สึกอะไรเลยเว้นแต่สัมผัสทางกาย เธอเห็นหน้าอดีตผู้อำนวยการร่างอ้วนก้มลงมาที่ซอกคอ เขาทำให้เธอรู้สึกเสียวซ่านมากกว่าที่ควรจะเป็น ร่างกายอ้วนใหญ่กดทับลงมาบนเรือนร่างเธอจนขยับไปไหนไม่ได้ หญิงสาวรู้สึกถึงมืออวบอูมของอีกฝ่ายกำลังลูบไล้หน้าท้องเธอ เฟลมมิ่งได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องคราง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร การลูบที่แผ่วเบาหากแต่ลากวนเวียน ก่อนที่เธอจะรู้สึกวาบหวิวเมื่ออีกฝ่ายกำลังจะเลื่อนต่ำลงไป 

จู่ๆร่างของเฟลมมิ่งก็เบาหวิวอย่างน่าอัศจรรย์ เธอหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น ราวกับมีใครบางคนยกหินหนักออกไปจากร่างเธอ 

ประตูห้องเปิดอยู่ 

เฟลมมิ่งหันไปมอง เธอบอกตัวเองได้แค่นั้น ที่หางตาของหญิงสาว วัตถุสองสิ่งกำลังเคลื่อนไหวเข้าโรมรันกันอย่างบ้าบิ่น ไม่ใช่สิ นั่นมันคนต่างหากล่ะ มีเสียงครึกโครม อะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับหิ้งจนมันพังโครมลงกองอยู่ที่พื้น มีเสียงอึกทึกต่ออีกเล็กน้อย ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสนิทราวกันไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ประมาณหนึ่งนาทีได้ ก่อนที่จะมีเสียงเปิดหน้าต่าง  

กลิ่นกำยานฉุนจัดซึมซาบไปทั่วทุกอณูในห้องนี้จนมันกลายเป็นกลิ่นของผ้าปูเตียงไปเสียแล้ว หญิงสาวนอนนิ่ง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แม้แต่จะหยิบผ้าห่มมาคลุมเรือนร่าง 

สัมผัสหนึ่งที่แผ่วเบาและรู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนและเกรงใจส่งผ่านมาทางเสื้อคลุมสีดำสนิทที่ถูกคลุมบนเรือนร่างงดงาม เตียงข้างหนึ่งยวบลงจนหญิงสาวผวาตกใจ 

“ไม่เป็นไรแล้วนะ” 

ใครกัน  

นัยน์ตาคู่คมของเฟลมมิ่งหยุดอยู่ที่ข้างเตียง ที่นั่นมีร่างของใครคนหนึ่ง...เจ้าของเส้นผมน้ำตาลเหลือบดำ นัยน์ตาสีเขียวสว่างคล้ายใบโคลเวอร์ยามต้องแสงแดด ใบหน้าปรากฏหนวดและไรเคราเล็กน้อย เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าดินปืนและเนคไทสีเหลือง...สีที่ปัญญาอ่อนในความคิดของหญิงสาว หากแต่ชายหนุ่มผู้นี้คงไม่คิดเช่นนั้น เขามีเรือนร่างสมส่วนและสมบูรณ์ ร่างกายท่อนบนบ่งบอกว่าเป็นคนสูงสง่าคนหนึ่งเลยทีเดียว 

“ผมอยู่นี่แล้ว” 

มือใหญ่สากระคายเอื้อมมากุมมือนุ่มนิ่มอย่างปลอบประโลม วินาทีนั้นชื่อของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของเฟลมมิ่ง 

เบอร์ลิน เรดคลิฟ 

  

  

  

 มีดพกสีแวววาวอยู่ในมือของหญิงสาวร่างปราดเปรียวเพรียวลม เธอหาเก้าอี้โชคร้ายมาได้หนึ่งตัวก่อนจะจัดการต่อตัวเพิ่มความสูง จากนั้นจึงฟันฉับทีเดียว ร่างของชาร์มมิ่ง สจ๊วตก็หล่นปุลงมากองบนพื้นห้องอย่างไม่ปรานี 

“โอ๊ย! เจ็บนะคุณ หัดทำอะไรให้มันนุ่มนวลแบบผู้หญิงทั่วไปไม่ได้เหรอ” 

“ฉันมาช่วยก็บุญเท่าไหร่แล้ว” 

ดูคำตอบของแม่คุณสิ เขาเคยนึกอยากเจอทาลินน์ เรดคลิฟเป็นคนแรกหลังจากที่หนีออกไปจากที่นี่ได้ แต่พอมาเจออะไรแบบนี้เข้าแล้ว เห็นทีเขาคงต้องถอนคำพูด 

“คุณมาช้า”ชาร์มมิ่งจัดท่าที่เหมาะสมให้ตัวเองอย่างทุลักทุเล 

“ก็ดีกว่าไม่มา” 

“คุณปล่อยให้พวกมันทำร้ายผม ตุ๊ยหน้าผมจนเยินหมดแล้วเนี่ยเห็นไหม!” 

“รู้แล้วน่า บ่นมากจริงพ่อคนอ่อนแอ เดี๋ยวฉันดูแผลให้นะ” 

ทาลินน์ เรดคลิฟก้มหน้าลงมาสำรวจบาดแผลฟกช้ำน่ากลัวของชายหนุ่ม ชาร์มมิ่งนอนนิ่ง เขาพยายามหายใจช้าๆเพราะกลัวเธอจะตกใจ จู่ๆหัวใจก็เต้นรัวเร็วขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป จนเขากลัวว่าเธอจะได้ยินเหลือเกิน 

“อดทนหน่อยนะ”หญิงสาวว่าแล้วก็หันไปเปิดกล่องอุปกรณ์ข้างตัว เธอทำอะไรยุกยิกอยู่ข้างกล่อง ชาร์มมิ่งนับอัตราการเต้นหัวใจของเขาได้หนึ่งร้อยแปดสิบครั้งภายในสองนาที จากนั้นเธอจึงหันหน้ามาหาเขาพร้อมปากคีบและสำลีที่ถูกชุบยาจนชุ่ม 

“อ...โอ๊ยๆๆๆ เจ็บนะ”ชายหนุ่มร้องตอนที่หัวใจเต้นได้สองร้อยสิบครั้งภายในเวลาสองนาทีสิบวินาที 

“เจ็บเพราะยา หรือเจ็บเพราะมือฉัน”ทาลินน์ถาม 

“ไม่รู้สิ น่าจะทั้งสองอย่าง” 

“ฉันเบามือแล้วนะ” 

“เบากว่านี้ไม่ได้เหรอ” 

“งั้นก็ทำเองไป๊” 

“ผมเป็นคนเจ็บนะ อย่าลืมสิ” 

ทาลินน์ถอนหายใจเฮือก ไม่น่าเชื่อว่านักต้มตุ๋นจะรับบทคนไข้ได้น่าสงสารขนาดนี้ 

“ฉันจะพยายามก็แล้วกันนะ” 

คราวนี้ชาร์มมิ่งไม่ร้องสักแอะ ชายหนุ่มทำเพียงมองหญิงสาวทำแผลให้เขาอย่างตั้งอกตั้งใจ พร้อมกับบอกตัวเองว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นคนสวยมากคนหนึ่งเมื่อมองใกล้ๆ 

ชักอยากได้พยาบาลประจำตัวซะแล้วสิ 

“ผมต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเปล่า” 

“ถ้าอาการคุณหนัก เห็นทีฉันคงต้องส่งคุณเข้าโรงพยาบาลจริงๆ เจ็บตรงไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า ฉันเคยเรียนปฐมพยาบาลในหลักสูตรตอนเข้าอบรมมาบ้าง อาจจะพอช่วยปฐมพยาบาลคุณแบบง่ายๆได้” 

“ไม่รู้สิ ผมเจ็บมาซักพักแล้ว คุณลองเอามือคลำดูหน่อยสิ ผมไม่กล้าขยับ กลัวจะกระเทือนแผลน่ะ” 

“ตรงนี้เหรอ”ทาลินน์ถาม แตะไปที่ซี่โครงซีกซ้ายท่อนที่เท่าไหร่ก็ไม่แน่ใจ เพราะเห็นรอยช้ำอยู่เยอะ 

“ไม่ใช่ เหนือขึ้นไปอีก” 

“นี่เหรอ” 

“ไม่ๆ เหนือขึ้นไปอีก ซ้ายหน่อย” 

“ตรงนี้เหรอ” 

“ไม่ใช่ ขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง” 

“ตรงนี้หรือเปล่า” 

“ตรงนี้”มือใหญ่เป็นสองเท่าของทาลินน์เป็นฝ่ายจับมือหญิงสาวไปวางที่ตำแหน่งนั้นเสียเอง 

“นี่คุณ...”ทาลินน์พูดไม่ออก เมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวถี่เร็วข้างใต้ผิวหนัง 

ทาลินน์กำลังสัมผัสหัวใจของนักต้มตุ๋นหนุ่มที่ชื่อ ชาร์มมิ่ง สจ๊วต แค่นั้นก็ทำให้หญิงสาวคิดไปเรื่อย เธอไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เขาทำให้เธอโมโห เขาทำให้เธอรู้สึกคลั่งจนแทบบ้าในทุกๆเหตุการณ์ที่ตอนจบเขาจะต้องหนีรอดไปได้อยู่ร่ำไป 

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกลแสนไกล ทาลินน์รู้สึกเหมือนเธอพยายามเงี่ยหูฟัง และก็พบว่ามันเป็นเสียงของคนที่นอนอยู่นั่นเอง 

“...คุณ ผมเรียกตั้งนานแล้ว ไม่ได้ยินเหรอ” 

“เอ่อ...ได้ยินสิ เจ็บตรงไหนเหรอ” 

“เปล่าหรอก แค่จะบอกว่าคุณหน้าแดง” 

นี่เป็นครั้งแรกที่ทาลินน์ เรดคลิฟไม่รู้จะเถียงอะไร 

“ผมชอบนะ เวลาที่คุณหน้าแดง” 

“จะจีบฉันหรือไง” 

“ก็เห็นอยู่ ไม่น่าถาม” 

“งั้นเปลี่ยนจากโรงพยาบาลเป็นสถานีตำรวจก็น่าจะดีนะ” 

“คุณนี่มันเคี่ยวจริงๆ งานนี้ใช้งานผมจนคุม ไม่ขอบคุณซักคำ ซ้ำยังจะเอาผมไปเข้าตะรางอีก เฮ้อ...ทำดีไม่ได้ดี ทำไมนายมันซวยขนาดนี้นะ ชาร์มมิ่ง” 

“ผู้ชายอะไรขี้บ่นจัง”บอกเสร็จก็ก้มหน้าก้มตาทำแผลให้อีกฝ่าย ชายหนุ่มเองก็ไม่ตอบโต้อะไรกลับอีก เขาทำแค่มองดูเธอทำแผลให้เงียบๆเท่านั้น 

“เสร็จแล้ว”หญิงสาวประกาศในที่สุด 

“ช่วยผมลุกขึ้นหน่อยสิ” 

ทาลินน์พ่นลมหายใจเล็กน้อย แม้จะไม่เต็มใจเท่าไหร่ แต่ก็อดสงสารคนตรงหน้าไม่ได้ ก็หน้าเยินขนาดนี้ ขืนไม่ช่วย เดี๋ยวเธอก็จะโดนว่าอีก 

ในที่สุดร่างของชาร์มมิ่งก็ค่อยๆลุกขึ้นมาพิงผนังได้ 

“โอ๊ย! ยิ่งลุกยิ่งเจ็บ”ชายหนุ่มครวญ 

“ฉันน่าจะเรียกปอเต็กตึ๊งมานะ หน่วยนั้นเขามีเปล คุณต้องชอบแน่”หญิงสาวตอบ 

“ผมยังไม่ตายนะคุณ แล้วที่เจ็บนี่ก็เพราะใครกันแน่” 

“พูดเหมือนฉันเป็นต้นเหตุ” 

“กอดปลอบผมหน่อยสิ” 

ทาลินน์หันขวับมามอง 

“อะไรนะ!” 

“คุณได้ยินแล้วนี่ รางวัลของผมไง ทุ่มไม่อั้นหน่อยสิคุณ ใจถึงหรือเปล่าล่ะ” 

แหนะ! มีการทวงบุญคุณ 

ทาลินน์นิ่งไปนิดจนชายหนุ่มเกือบจะเย้ยกลับ แต่แล้วนัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยของเจ้าหล่อนก็โชนแสง  

“ได้สิ” 

ว่าแล้วหญิงสาวก็โน้มตัวเข้าหาชายหนุ่ม ชาร์มมิ่งกำลังจินตนาการไปไกลยามที่ร่างสาวแนบชิด อยากรู้จังว่าเนื้อตัวเธอจะนุ่มนิ่มแค่ไหนยามที่ต้องถูกบดเบียดด้วย... 

“ขอบใจมากที่ดูแล “มัน” เป็นอย่างดีนะ” 

ชาร์มมิ่งตาค้างด้วยความประหลาดใจ ก็ในเมื่อเขายังไม่รู้สึกเนื้อแนบเนื้ออย่างที่คิดเลย แล้วจู่ๆเธอมาขอบคุณเขาเรื่องอะไรกัน  

แต่เมื่อมองไปที่สิ่งที่อยู่ในมือของหญิงสาว ชาร์มมิ่งก็กัดฟันกรอดเพราะเสียรู้ให้เจ้าหล่อน ทาลินน์กำลังกำสร้อยคอรูปหัวกะโหลกคาดผ้าปิดตาเอาไว้ หญิงสาวสวมสร้อยเส้นนี้ให้เขาตอนอยู่ที่โรงแรมสามดาวในเขตการปกครองที่สิบเจ็ด เธอบอกว่ามันติดไมค์ตัวจิ๋วเอาไว้ และมันสามารถรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี แต่ก็ย้ำนักย้ำหนาให้เขาระวัง เพราะเจ้าสร้อยคอนี้เป็นสื่อเพียงอย่างเดียวที่บอกใบ้ให้สองแฝดเรดคลิฟตามมาช่วยเขาและน้องสาวที่นี่ได้ ทาลินน์เชื่อว่าชายหนุ่มน่าจะทำงานแบบนี้ได้สำเร็จ แต่ไม่รู้ว่าเขาบอกเรื่องนี้กับเฟลมมิ่งด้วยหรือเปล่า 

เพราะมีสร้อยคอเส้นนี้ สองแฝดเรดคลิฟจึงได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างที่ทั้งชาร์มมิ่งและเจมส์ แมคเจลแลนพูดตั้งแต่ต้นจนจบ 

“ฉันจะกลับไปที่รถ คงต้องวอเรียกกำลังเสริมซักหน่อย ที่นี่เกิดเรื่องมากเกินไป ฉันคงเคลียร์เองไม่ไหว”ทาลินน์บอก 

“แล้วไหนกอดของผมล่ะ”ชาร์มมิ่งทวง 

“ไปบอกน้องสาวคุณเถอะ” 

น้องสาว ใช่แล้ว! ป่านนี้เฟลมมิ่งจะเป็นยังไงบ้าง! 

ชาร์มมิ่งลุกพรวดขึ้นจากพื้นห้อง โกยอ้าวไปที่บันไดโดยไม่สนว่าตัวเองจะเจ็บปวดแค่ไหน 

  

  

  

 กลิ่นกำยานค่อยๆจางลงแล้ว เนื่องจากเบอร์ลินปามันทิ้งไปตอนเปิดหน้าต่าง ชายหนุ่มพยุงให้เฟลมมิ่งนั่งพิงหัวเตียง เขาส่งน้ำดื่มให้หญิงสาว 

“ดื่มมากๆ แล้วคุณจะดีขึ้น” 

เฟลมมิ่งทำตามที่ชายหนุ่มบอก เธอดื่มมาเป็นแก้วที่ห้าแล้ว ค่อยๆจิบไปทีละนิดๆจนมันหมดในที่สุด 

“ดีมาก”ชายหนุ่มว่า แล้วทำท่าจะรินต่อ 

“พอแล้ว”เสียงหวานเอ่ยขึ้นค่อยๆ เบอร์ลินมองหญิงสาวเล็กน้อย ประเมินคร่าวๆจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า ในที่สุดเขาก็สรุปกับตัวเองได้ จึงปล่อยแก้วน้ำทิ้งไว้อย่างนั้น 

“คุณมาที่นี่ได้อย่างไร เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”เฟลมมิ่งถาม 

เบอร์ลินถึงกับอึ้ง เขาไม่สันทัดเรื่องพูดเสียด้วยสิ ยิ่งต้องเล่าอะไรยาวๆ เป็นฉากเป็นตอนด้วยแล้ว ยิ่งเรียบเรียงเรื่องราวไม่ถูกเข้าไปใหญ่เลย 

“พี่ชายคุณรู้เรื่องนี้ดี”คำตอบสั้นๆตามเคย แต่อย่างน้อยเฟลมมิ่งก็วางใจได้ อย่างน้อยเธอค่อยไปเค้นความจริงจากพี่ชายทีหลัง 

“ขอบคุณนะคะ ที่มาช่วยพวกเรา” 

ใบหน้าสวยคมของหญิงสาวอยู่ตรงหน้าเบอร์ลิน ยิ่งชายหนุ่มขยับเข้ามานั่งใกล้ขึ้น ตอนช่วยพยุงเธอให้นั่งพิงหัวเตียง ยิ่งทำให้เขาได้เห็นใบหน้าเธอชัดมากกว่าครั้งไหนๆ 

จะผิดไหมที่หัวใจของเขาเริ่มสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

ระหว่างตำรวจกับนักต้มตุ๋น มันจะจบลงอย่างไรนะ 

เบอร์ลินไม่อยากคิดเรื่องที่ไม่มีวันรู้คำตอบในตอนนี้ น่าแปลกนะที่หญิงสาวเองก็ไม่ได้ก้มหน้าหนี บางทีอาจจะเป็นเพราะกำยานก็ได้ เบอร์ลินก็เป็นแค่ผู้ชายที่โชคดี เป็นคนที่หัวเราะทีหลังดังกว่า หรือเพราะเขาเป็นพระเอกตัวจริงกันแน่ก็ไม่อาจทราบได้  

เบอร์ลินโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ทำให้เฟลมมิ่งเห็นนัยน์ตาสีสวยชวนสนเท่ห์ เธอชอบดวงตาของเขา ชอบประกายไหววูบเวลาที่เห็นเขาผิดหวังยามที่เธอหนีจากเขาได้อีกครั้ง และเธอยังชอบประกายตานิ่งงันและมั่นคงของชายเย็นชาคนนี้ แม้มันจะทำให้เธออารมณ์เสียบ่อยครั้ง แต่เพราะนั่นคือเขาไม่ใช่เหรอ...ผู้ชายมาดเย็นชาแต่กลับขี้อายเกินใคร...เบอร์ลิน เรดคลิฟ 

เบอร์ลินโน้มหน้าเข้าไปใกล้มากขึ้น เขาจินตนาการถึงริมฝีปากสีกุหลาบของสาวน้อยตรงหน้า จินตนาการถึงรสสัมผัสที่ไม่อาจฝันถึง จินตนาการถึงความรักที่เริ่มเบ่งบาน มันช่างนานแสนนานเหลือเกินในความรู้สึก...ยามที่เรารู้สึกอยากสัมผัสใครซักคนมากขนาดนี้ 

  

  

  

  

 ชาร์มมิ่งกัดฟันเดินขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากใคร ในที่สุดชายหนุ่มก็มองเห็นห้องเจ้าปัญหา ไอ้อดีตผู้อำนวยการอ้วนนั่นต้องลากน้องสาวเขาขึ้นมาที่ห้องนี่แน่ เมื่อสำรวจดูดีแล้วว่าไม่มีห้องอื่นอีกยกเว้นห้องนี้ห้องเดียว ชาร์มมิ่งก็ถลาตรงไปข้างหน้า พร่ำบอกกับตัวเองในใจว่าเฟลมมิ่งจะต้องไม่เป็นอะไร 

ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรง ตามมาด้วยอาการหอบของชายหนุ่มเนื่องจากพึ่งออกแรงเฮือกสุดท้ายไป เขากวาดตามองหาใครคนหนึ่งที่อยากจะเห็นมากที่สุด 

ร่างอ้วนๆอุดมไขมันของเจมส์ แมคเจลแลนนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นห้อง ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือด เดาว่าต้องถูกใครซักคนที่มีฝีมือขั้นเทพพิฆาตไปหมาดๆ นอกจากนั้นบนพื้นยังมีเสื้อผ้าเกลื่อนกลาด แต่ที่เห็นแล้วแทบจะทำใจไม่ได้ก็คือเสื้อผ้าของน้องสาวเขาขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี 

“เฟลมมิ่ง พี่มาแล้ว เธอเป็นยังไงบ้าง เฟลม...” 

  “ชาร์มเหรอ”เสียงหวานสั่นเครือ 

           ภาพที่ชาร์มมิ่งเห็นก็คือ เบอร์ลินและเฟลมมิ่งนั่งอยู่บนเตียงเดียวกัน ชายหนุ่มกำลังติดกระดุมเสื้อคลุมเม็ดสุดท้ายให้หญิงสาว ก่อนจะผละออกมา เขาเดินตรงไปที่ประตู แต่ยังไม่ได้ก้าวออกไปเลย ณ เวลานั้น เบอร์ลินหยุดนิ่งพอดีกับร่างของนักต้มตุ๋นหนุ่ม 

           “ดูแลเธอให้ดีนะ”ว่าแล้ว เบอร์ลิน เรดคลิฟก็จากไปอย่างเงียบๆ 

“เขาทำอะไรเธอหรือเปล่า”ชาร์มมิ่งปราดเข้ามาหาน้องสาวเมื่อได้สติ พร้อมกับกอดไว้แน่นหนา เฟลมมิ่งร้องไห้ตัวโยน เมื่อสติสัมปชัญญะเริ่มกลับมาเต็มที่อีกครั้ง เธอจำเหตุการณ์ทุกอย่างได้ดี เรื่องร้ายๆต่างๆที่ไม่นึกว่าตัวเองจะต้องมาประสบ 

“เบอร์ลินมาทัน ฉันเกือบไปแล้ว...” 

“พี่รู้ๆ”ชาร์มมิ่งรู้ว่าไอ้อดีตผู้อำนวยการร่างอ้วนไม่มีทางได้แอ้มน้องสาวของเขาแน่ แต่ที่เขาอยากรู้มากที่สุดก็คือเรื่องของไอ้สายสืบหนุ่ม เบอร์ลิน เรดคลิฟต่างหาก 

“แล้วเบอร์ลินทำอย่างไรต่อ” 

เบอร์ลินทำอะไรน่ะเหรอ  

“โอ...เขาเป็นคนดีมากเลย ชาร์ม”พูดเสร็จเธอก็ร้องไห้อีก ชาร์มมิ่งได้แต่ลูบหลังลูบไหล่น้องสาว เธอพึ่งผ่านเรื่องร้ายๆมา เธออาจจะเสียใจ ร้องไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เธออาจจะดีใจที่เบอร์ลินมาช่วยทัน นี่อาจเป็นน้ำตาของความซาบซึ้งใจก็ได้ 

แต่สิ่งหนึ่งที่ชาร์มมิ่ง สจ๊วตไม่รู้ก็คือ น้องสาวของเขายังคงนึกถึงตอนที่เบอร์ลิน เรดคลิฟสวมเสื้อคลุมให้เธออย่างนุ่มนวล และ... 

ถ้าเพียงแต่เขาจะจูบเธอ 

  

  

  

 ไม่นานนัก กำลังเสริมที่ทาลินน์ เรดคลิฟเรียกก็มาถึงในอีกสองชั่วโมงถัดไป สองแฝดเรดคลิฟอยู่รับหน้าเจ้าหน้าที่ เจมส์ แมคเจลแลนถูกจับได้พร้อมหลักฐานที่ทาลินน์อัดเสียงของเขากับชาร์มมิ่งตอนคุยกันในรถ งานนี้อดีตผู้อำนวยการโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงดิ้นไม่หลุด เป็นอันปิดคดีลงได้ในที่สุด 

“คุณบอกว่างานนี้ผู้เสียหายคือสองพี่น้องสจ๊วตงั้นเหรอ”สารวัตรจอห์นนี่ เชปพาร์ดถาม 

           “ค่ะ”ทาลินน์ตอบ 

           “แล้วไหนล่ะ ผู้เสียหายของเรา” 

           “ถ้าสารวัตรอยากได้ตัวพวกนั้นไปดำเนินคดีเก่าๆล่ะก็ เสียใจค่ะ ช่วงที่ชุลมุน พวกนั้นอาศัยจังหวะหลบหนีไปได้” 

           “งั้นเหรอ”สารวัตรเชปพาร์ดพยักหน้ารับอย่างเสียดาย ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยคดีที่อุกฉกาจก็ปิดได้ด้วยดี 

           “เสร็จคดีนี้แล้วก็ไปหาอะไรกินเถอะ งานนี้ฉันเลี้ยงพวกเธอเอง ‘ตำรวจนอกเครื่องแบบ’” 

           สองแฝดเรดคลิฟแอบกลืนน้ำลาย ใช่แล้ว ตอนแรกพวกเขาเป็นนักสืบเอกชน แต่ตอนนี้แปลงร่างกลายเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบไปแล้ว 

           “แล้วรถของพวกเธอล่ะ”สารวัตรเชปพาร์ดถาม 

           “สองพี่น้องสจ๊วตเอาไป”คราวนี้เบอร์ลินเป็นคนตอบ 

           “เสียใจด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะวอไปบอกพวกที่สถานีที่เหลือให้ช่วยติดตามเอารถกลับมาคืนให้ก็แล้วกัน”สารวัตรเชปพาร์ดบอกด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะชวนให้สองแฝดเรดคลิฟขึ้นรถมาด้วยกัน 

             

ครั้งนี้ถือว่าสองพี่น้องสจ๊วตทำความดีไถ่โทษ ผมเลยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้พวกนั้นขับรถหนีไปได้อย่างสบายใจ แต่มันก็แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเจอกันครั้งหน้าอีกเมื่อไหร่ล่ะก็ 

         “ผมจะจับเธอให้ได้ ยัยนักต้มตุ๋น” 

ความคิดเห็น