facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 4 : นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 4 : นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2563 21:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 4 : นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (1)
แบบอักษร

4 

นี่ก็เรียกว่าคอนเนคชันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง? (1) 

  

               “ไง ได้ข่าวว่าไปกินหมูกระทะมาเหรอ อิ่มเลยล่ะสิ” 

               “อิ่มมากกก ไม่ไหวแล้ว ขยับตัวไม่ได้เลย” 

               เสียงร้องโอดครวญด้วยความทุกข์ทรมานของฉันทำให้พี่เซนท์หลุดขำ เขายื่นมือออกมาดีดหน้าผากฉันเล่นไปหนึ่งเพี๊ยะ ก่อนจะโยนกระเป๋าเป้ลงพื้นเพื่อทิ้งตัวลงมานั่งกางแขนโอบไหล่ฉันบนโซฟายาวตัวเดียวกัน 

               “อะ ซื้อมาฝาก รีบกินเร็ว ละลายหมดเดี๋ยวไม่อร่อย” 

               “ขอบคุณนะคะ ใจดีจัง” 

               สิ่งที่พี่เซนท์ยื่นมาให้คือน้ำส้มเกล็ดหิมะหนึ่งแก้ว สงสัยวันนี้พี่ชายฉันคงไปเดินเล่นในตลาดมาแน่เลย เห็นซื้อมาฝากพ่อกับแม่อีกสองสามขวดด้วย 

               “ไม่เป็นไร ดื่มซะจะได้หายเครียด” 

               รอยยิ้มปลอบโยนและแววตาเป็นห่วงเป็นใยของเขาทำให้ฉันยิ้มกว้างออกมาแทบจะในทันที 

               “ทำไมวันนี้ทำตัวน่ารักจัง พี่ชายใครเนี่ย?” 

               “พี่ชายที่แสนดีของเธอไง” 

               พี่เซนท์หัวเราะเสียงดังก่อนจะเอียงคอมองฉันด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู เมื่อกี้พี่เขาแกล้งทำเป็นเก๊กเสียงหล่อด้วยนะ ทำตัวน่าหมั่นไส้ชะมัด เห็นแล้วคันไม้คันมือสุดๆ 

               “ปากหวาน” ฉันยกมือที่เพิ่งจับแก้วน้ำส้มเกล็ดหิมะเย็นๆ ไปจับแก้มพี่เซนท์ต่อ ไอความเย็นที่ส่งผ่านไปยังแก้มทำเขาสะดุ้งโหยงขึ้นมาเล็กน้อย เพราะแบบนั้นก็เลยโดนพี่เซนท์ผลักหัวไปหนึ่งทีเป็นการเอาคืน “วันนี้กลับช้าจัง แอบหนีไปเดินตลาดกับสาวสวยอีกแล้วเหรอ?” 

               “ฮะ? สาวไหน ไม่ได้ไปเที่ยวกับสาวซะหน่อย” 

               พี่ชายฉันปฏิเสธหัวแข็ง แต่ท่าทีที่ไม่ชอบมาพากลของเขาทำให้ฉันรู้สึกไม่ไว้วางใจจนต้องยื่นหน้าเข้าไปมองตาใกล้ๆ เป็นการกดดันทางอ้อม ไม่เชื่อหรอก ทำตัวมีพิรุธขนาดนี้ แอบมีแฟนแล้วแน่นอน 

               “ไม่ได้ไปเที่ยวกับสาวอะไร หนูได้กลิ่นน้ำหอมนะ ฉุนมาก ไม่ได้เดินจับมือคุยกันอย่างเดียวใช่มั้ยเนี่ย” 

               พูดแล้วก็ยกมือขึ้นมาบังจมูกไว้เพื่อสื่อให้พี่เซนท์รู้ว่ากลิ่นมันแรงจริงๆ นะ เป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นฉุนสุดๆ ขนาดยังไม่เดินเข้ามานั่งใกล้ๆ ยังได้กลิ่นลอยมาจากหน้าประตูเลย 

               “เฮ้ย บ้า...” พี่เซนท์เลิกคิ้ว แถมยังทำหน้าทำตาเหมือนไม่เชื่อใจกันแบบสุดๆ อีก ฉันก็เลยชี้นิ้วบอกให้ลองดมเสื้อตัวเองดูสิ ผ่านไปไม่กี่นาทีคนไม่เชื่อใจน้องก็แสดงสีหน้าประหลาดๆ ออกมา “โห กลิ่นแรงจริงว่ะ” 

               “บอกแล้ว สารภาพมาเถอะน่า แอบคบกับใครอยู่น่ะ บอกมานะ บอกมา!” 

               “ไม่ได้คบใครจริงๆ โว้ย!” 

               หลังจากที่แกล้งแซวและชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยได้สักพัก พี่เซนท์ก็หยิบลูกชิ้นขึ้นมาป้อนฉันพร้อมกับตั้งคำถามไปด้วย 

               “เมื่อกี้ไปคุยกับพ่อมาเหรอ?” 

               “อื้อ เพิ่งคุยเสร็จเมื่อกี้เอง คุยเสร็จปุ๊บพี่เซนท์ก็มาพอดี” 

               “แล้ว...ไม่เป็นไรใช่มั้ย” 

               คนอายุมากกว่าแค่สามปีเริ่มกระอักกระอ่วนใจที่จะถามต่อขึ้นมาเมื่อเห็นว่าฉันเผลอหลบตาเขาทันทีที่ได้ยินคำถาม ไม่ใช่ว่าไม่อยากตอบนะ ฉันแค่ไม่รู้จะอธิบายให้ฟังยังไงเฉยๆ 

               พี่เซนท์อยู่กับฉันมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต คอยช่วยทำการบ้าน ช่วยตากผ้าห่มบนราวสูงๆ ช่วยอาบน้ำให้แมว เราสองคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่ามีใครคนหนึ่งเป็นลูกรักของพ่อกับแม่ และใครอีกคนหนึ่งที่ถูกเอามาเปรียบเทียบตลอดว่าทำไมความสามารถถึงได้ด้อยกว่าพี่คนโตมากขนาดนี้ 

               พี่ชายฉันเป็นคนดี เขาคอยช่วยแก้ตัวเรื่องความโง่เขลาของฉันให้พ่อกับแม่ฟังตลอด เวลาที่เกรดตกพี่เซนท์จะบอกว่าเขาสอนฉันไม่ดีเอง เวลาที่ทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่พ่อกับแม่กำหนดไว้ พี่เซนท์จะรีบกระโจนเข้ามาบอกว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเขา เพราะเขาไม่ยอมปิดไฟนอนและมัวแต่คุยกับเพื่อน ฉันก็เลยไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ 

               ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมพี่ถึงต้องพยายามคอยแก้ต่างให้ฉันขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นคนผิดเลย จนกระทั่งได้เห็นสีหน้าที่โกรธจัดของแม่ และใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของพ่อเวลาเห็นเกรดของฉัน พี่เซนท์รู้ว่าฉันพยายามเต็มที่แล้วแต่ก็ได้แค่นี้ ฉันไม่มีหัวด้านการเรียนเลยแม้แต่น้อย ถ้าเขาไม่ยอมเข้ามาช่วย ฉันก็จะถูกด่าและถูกเปรียบเทียบกับใครอีกหลายคน แต่ถ้าพี่เข้ามาช่วย พ่อกับแม่ก็จะแค่ถอนหายใจแล้วปล่อยฉันไป จากนั้นก็พากันพูดปลอบใจว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเขาเลยแล้วปล่อยฉันให้นั่งก้มหน้าอยู่คนเดียวบนโต๊ะอาหาร 

               ไอ้คำว่า ‘รักลูกไม่เท่ากัน’ มันเป็นแบบนี้นี่เอง...  

               นี่เรียกว่าน้อยใจหรือเปล่านะ ฉันได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง น่าจะเรียกว่าน้อยใจแหละ เพราะฉันไม่ได้เกลียดพ่อกับแม่ ไม่ได้เกลียดพี่เซนท์ ฉันแค่เกลียดตัวเอง เกลียดที่ไม่สามารถทำตามความคาดหวังของพ่อกับแม่ได้ เกลียดจริงๆ... 

               เพราะไม่อยากให้คนที่รักต้องมาเป็นห่วง ฉันก็เลยแกล้งส่งยิ้มและส่ายหัวรัวๆ จนผมม้าปลิวเพื่อยืนยันว่าไม่เป็นไรจริงๆ 

               “ไม่เป็นไรจริงๆ พ่อแค่บอกว่ารอรอบสี่ได้ แค่นั้นแหละ” 

               “อย่ามาแกล้งยิ้ม พี่ไม่เชื่อหรอกว่าพ่อจะเรียกหอมไปคุยแค่นี้ มีอะไรมากกว่านั้นใช่มั้ย?” 

               “ก็...ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” 

               ไม่คิดว่าจะรู้ทันนะเนี่ย... 

               “บอกมาเถอะน่า เราพี่น้องกันนะ มีอะไรก็ต้องแบ่งต้องเล่าดิ อย่าเก็บไว้คนเดียว” 

               “ต้องแบ่งต้องเล่าอะไรล่ะ ทีพี่เซนท์ยังไม่บอกเลยว่าตอนนี้แอบคบกับใคร เก็บไว้คนเดียวอยู่นั่นแหละ” 

               “เอ๊า! ก็ไม่มีจริงๆ ยังโสด ไม่เชื่อทักแชทไปถามไอ้น็อตได้เลย มันนี่แหละไปเดินตลาดกับพี่” 

               คนมีพิรุธส่งเสียงโวยวายออกมาทันที ท่าทีลุกลี้ลุกลนดูเป็นกระต่ายตื่นตูมของพี่เซนท์ทำให้ฉันหัวเราะออกมา ตลกชะมัด เมื่อไหร่จะยอมเปิดตัวแฟนคนนั้นซะที ของแบบนี้แค่ได้กลิ่นน้ำหอมก็รู้แล้ว หลอกฉันไม่ได้หรอก! 

               “อ๋อ เหรอ...” ฉันแกล้งทำเป็นรับรู้ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง รู้ตัวอีกทีก็โดนคนข้างๆ ดีดหน้าผากไปอีกหนึ่งเพี๊ยะด้วยความหมั่นไส้ “พ่อบอกว่าถ้าหนูไม่ติดมอ A พ่อกับแม่คงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เอาแต่ถามอยู่นั่นแหละว่าทำไมเรื่องแค่นี้ถึงทำไม่ได้” 

               “ว่าแล้วเชียว...” พี่เซนท์พยักหน้ารับเบาๆ สีหน้าดูไม่แปลกใจกับคำตอบที่ได้รับเลยแม้แต่น้อย “เมื่อไหร่พ่อกับแม่จะเลิกทำวะ กดดันฉิบหาย” 

               “นั่นสิ...กดดันจะตายอยู่แล้ว” 

               เมื่อพูดจบเราสองคนพี่น้องก็เงยหน้ามองฟ้าแล้วถอนหายใจออกมาพร้อมกัน 

               “ไหวหรือเปล่า? ไม่ไหวก็บอกนะ พี่จะได้เรียกพ่อกับแม่มานั่งคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที” 

               “ต้องไหวอยู่แล้ว ไม่ไหวได้ไงล่ะ” สีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่ายทำให้ฉันต้องยกสองมือขึ้นมาโบกปัดไปมารัวๆ “อย่าคิดมากเลย ใครจะไปรู้ หนูอาจจะติดมอ A ในรอบสี่ก็ได้นะ!” 

               “...นั่นสิ ใครจะไปรู้เนอะ” 

               ดูเหมือนว่าพี่เซนท์จะใจเย็นขึ้นแล้วนะ ฉันลอบพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากแกล้งยิ้มแกล้งทำเป็นมีความหวังทั้งที่แทบไม่มีหวังเลยให้ตัวเองรู้สึกแย่เอาเล่นๆ หรอก แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ คนรอบตัวฉันก็จะพากันคิดมากแบบนี้ไง 

               แกล้งยิ้มได้ก็ต้องแกล้งยิ้มต่อไปซะ เข้าใจมั้ยหอม จะให้คนอื่นมาเป็นห่วงไม่ได้นะ! 

               “อันนี้สมมตินะ ถ้าหนูไม่ติดมอ A ขึ้นมา พี่เซนท์จะผิดหวังหรือเปล่า?” 

               “ก็ไม่นะ สำหรับพี่ หอมจะติดที่ไหนก็ได้ ไปติดที่ไกลๆ แล้วได้อยู่หอยิ่งดีเลย” 

               “อะไรเนี่ย ไม่อยากให้หนูอยู่ใกล้บ้านเหรอ” 

               แอบน้อยใจเหมือนกันนะ ไม่คิดถึงน้องสาวตัวเองบ้างหรือไง ฉันตั้งใจจะยกกำปั้นขึ้นไปทุบไหล่พี่เซนท์สักทีสองทีให้เขาหงุดหงิดเล่น 

               แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องลดมือทั้งสองข้างลงโดยอัตโนมัติ 

               “อืม ไม่ต้องอยู่บ้านก็ดีเหมือนกัน...” 

               น้ำเสียงของพี่เซนท์ไม่เจือแววล้อเล่นหรือติดตลกเหมือนทุกทีที่เราหยอกล้อกัน เขาพูดแค่นั้นก่อนลุกไปหยิบกระเป๋าเป้แล้วเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเองโดยไม่คิดจะบอกฝันดีกันสักคำ 

               หมายความว่ายังไงน่ะ พี่เซนท์ไม่อยากให้ฉันอยู่ในบ้านหลังนี้เหรอ ทำไมล่ะ... 

  

               หลังจากที่ได้ลองโทรติดต่อไปตามเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ในนามบัตรแล้ว ฉันก็ได้รับรู้ว่าโครงการที่เจตน์พูดถึงมันมีอยู่จริง ให้ทุนจริง และชื่อของคนที่คอยให้ข้อมูลฉันผ่านโทรศัพท์มาตลอดก็มีอยู่จริง เป็นโครงการที่ไม่จำกัดเกรดเฉลี่ย ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย... 

               ฟังดูดีนะ แต่มันน่ากลัวตรงนี้นี่แหละ! 

               อาจเป็นเพราะคำพูดคำจาของผู้หญิงที่คอยถือสายคุยกับฉันมาตลอดสิบนาทีฟังดูน่าเชื่อถือมาก ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกคล้อยตามเรื่อยๆ เขาบอกว่าลองมาคุยกันก่อนก็ได้ สะดวกวันไหนล่ะ เดี๋ยวจะนัดวันเวลาให้ 

               งั้น...ลองดูหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรเนอะ! คิดได้ดังนั้นฉันก็ตกปากรับคำว่าจะลองไปคุยรายละเอียดกับทางนั้นดู 

               วันนี้ก็เลยต้องถ่อออกมาข้างนอกพร้อมกับผองเพื่อนทั้งสามคนที่พอได้ยินข่าวแล้วก็รีบขอตามมาด้วยทันที อุตส่าห์บอกแล้วว่าไปคนเดียวได้ ไม่ต้องลำบากมาด้วยกันหมดหรอก นี่เป็นปัญหาของฉัน ฉันก็ต้องมาจัดการเองสิ 

               พูดจนปากเปียกปากแฉะขนาดนี้แต่เพื่อนรักทั้งสามคนกลับไม่ยอมฟังฉันเลย สุดท้ายก็ได้นั่งรถไฟฟ้ามายืนมองตึกหรูหรากลางเมืองใหญ่ด้วยกันจนได้... 

               “แล้วมันต้องใช้เอกสารอะไรบ้างอะหอม” 

               “ไม่รู้เหมือนกัน เขาไม่ได้บอกอะ ฉันก็มัวแต่ตื่นเต้นจนลืมถาม” ได้ยินแบบนั้นเจ้าของคำถามอย่างขิมก็จ้องหน้าฉันด้วยแววตากินเลือดกินเนื้อ “จะ...ใจเย็น อย่างน้อยฉันก็เตรียมสำเนาเกรดหกเทอม สำเนาทะเบียนบ้าน แล้วก็สำเนาบัตรประชาชนมาเผื่อนะ!” 

               “ดีมาก แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วล่ะ” 

               เจตน์ที่วันนี้แต่งตัวมาในแฟชั่นเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวหลวมที่พับแขนเสื้อไว้ให้ดูทะมัดทะแมงคอยพยักหน้าให้กำลังใจฉันอย่างเต็มที่ สมแล้วที่เป็นเจตน์ ส่งพลังบวกให้คนอื่นเก่งมากเลย ดีจัง ฉันเองก็อยากได้สกิลนี้บ้าง 

               “ไม่ต้องเข้าไปหรอกหอม ยืมเงินฉันก่อนก็ได้” ชาหวานทำหน้าบึ้ง เธอเขย่าชายเสื้อเจตน์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนเขย่งขาขึ้นไปพูดใกล้ๆ หูว่า “ไอ้คนทรยศ! จะเอานามบัตรนั่นไปให้หอมทำไม!” 

               “เราแค่อยากช่วยหอมเฉยๆ” 

               “ช่วยด้วยการส่งเพื่อนไปขอเงินคนอื่นเนี่ยนะ ทำไมไม่มาขอเงินฉันล่ะ!” 

               น่าสงสารชะมัด ฉันส่งยิ้มปลอบใจให้เจตน์ที่ดูทำตัวไม่ถูกกับชาหวานที่กำลังเริ่มทำตัวเป็นเด็กน้อยคอยร้องงอแงอยู่ข้างๆ 

               “ยังไงก็สู้ๆ นะ” 

               “แกทำได้!” 

               “อะ...อื้อ” ปรับอารมณ์ไม่ทันเหมือนกันนะเนี่ย อยู่ดีๆ ทั้งสองคนก็เลิกเถียงกันแล้วหันมายกนิ้วโป้งเป็นกำลังใจให้ฉันซะงั้น “ทำไงดี ไม่กล้าเดินเข้าไปเลย ฉันกลัว...” 

               “จะกลัวอะไรเล่า” 

               ขิมหรี่ตามองฉันด้วยความหงุดหงิด คงเพราะอากาศร้อนด้วยแหละ ใบหน้าที่ดูดุอยู่แล้วก็เลยยิ่งดุเข้าไปอีกเวลาที่เธอขมวดคิ้ว 

               “ก็มันน่ากลัวอะ ทำไมตึกใหญ่จัง! ให้เดินเข้าไปเฉยๆ เลยเหรอ! ต้องกดบัตรคิวมั้ย ต้องบอกเขาหรือเปล่าว่ามาหาใคร...เฮ้ย! แล้วฉันมาหาใครเนี่ย!” 

               ยิ่งกลัวก็ยิ่งลนลาน ทำไงดี ฉันไม่ได้ถามชื่อของผู้หญิงที่โทรไปสอบถามรายละเอียดเอาไว้ซะด้วย จำได้แค่ว่าสแกนใบเกรดกับบัตรประชาชนส่งให้อีกฝ่ายผ่านอีเมล แทบไม่ได้อ่านชื่อเมลด้วยซ้ำ ฉันรีบก๊อปรีบส่งน่ะ 

               “เอาน่า เดินเข้าไปเถอะ ไปถึงแล้วเดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ” 

               “เข้ามาเป็นเพื่อนหน่อยไม่ได้เหรอ นะ ใครก็ได้” 

               “ไม่ใช่เด็กแล้วนะ จะเข้าก็เข้าไปคนเดียวสิ” ขิมจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิด 

               “น่านะ เข้ามารอข้างในก็ได้ มีที่นั่งตั้งเยอะแยะ” 

               ทำไมถึงใจร้ายใจดำกันขนาดนี้นะ อยากจะร้องไห้โฮ แค่เดินเข้าไปเป็นเพื่อนมันยากตรงไหนเนี่ย! 

               “หอมเข้าไปคนเดียวเถอะ เดี๋ยวพวกเราไปนั่งรอที่คาเฟ่แมว ถ้าคุยเสร็จแล้วก็โทรมา...” 

               “คาเฟ่แมว! เดี๋ยวนะ แล้วฉันล่ะ? จะทิ้งฉันให้เดินเข้าไปคนเดียวจริงๆ เหรอ!” 

               ทำไมถึงต้องไปนั่งรอที่คาเฟ่แมวด้วย! ฉันแทบจะกรีดร้องออกมาเป็นภาษาละตินเมื่อเห็นแววตาเป็นประกายวิบวับของเพื่อนทั้งสามคน ที่ไม่อยากเข้าไปเป็นเพื่อนฉันก็เพราะกะจะไปคาเฟ่แมวเนี่ยนะ จะบ้าตาย... 

               “ใช่” 

               และยัยขิมคือคนที่ใจร้ายที่สุด เธอยืนยันคำตอบของตัวเองด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เหมือนภารกิจหลักในวันนี้คือการมาคาเฟ่แมว ส่วนภารกิจรองคือการมาส่งฉันเข้าไปขอทุนสินะ ก็ว่าอยู่ทำไมวันนี้ถึงแต่งตัวจัดเต็มมาทั้งกลุ่ม มีแค่ฉันที่ต้องแต่งชุดนักเรียนมอปลายมาคนเดียว จำไว้เลยนะ จำไว้! 

               “ทำไมใจร้ายกันขนาดนี้อะ!” 

               “ฉันใจร้ายมาตั้งนานแล้ว โทษทีนะหอม พยายามเข้าล่ะ” 

               “ขิมมม!” 

               สุดท้ายก็โดนเพื่อนทิ้งจนได้ จะมาให้ความหวังกันตั้งแต่แรกทำไมเนี่ย จำไว้เลยนะ ไอ้พวกคนใจร้าย! 

  

               เพราะไม่รู้ชื่อของคนที่คุยโทรศัพท์ด้วย เมื่อทำใจกล้าเดินตรงเข้ามาหาฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้แล้วฉันก็เผลอไปแสดงท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ ให้เขาเห็นจนได้ โชคดีที่คุณผู้หญิงที่คุยด้วยดูเข้าใจสถานการณ์ได้รวดเร็วมาก แค่มองหน้าและเครื่องแบบก็รู้แล้วว่าฉันคงมาขอทุน สิ่งเดียวที่คุณพนักงานคนนี้อยากได้ก็คือชื่อจริงของฉัน 

               หลังจากที่บอกชื่อจริงของตัวเองไปก็ได้คำตอบกลับมาว่า 

               “คุณประทินทิพย์นะคะ มีนัดกับคุณชลิตาตอนเที่ยงตรง เดี๋ยวจะแจ้งให้ทางนั้นทราบนะคะ ไปนั่งรอที่โซฟาด้านโน้นได้เลยค่ะ” 

               คุณชลิตาคงจะเป็นชื่อของผู้หญิงที่ฉันได้พูดคุยสอบถามข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์เมื่อหลายวันก่อนสินะ ฉันพยักหน้าเบาๆ พร้อมขอบคุณพี่พนักงานคนนั้นก่อนปลีกตัวมาหาที่นั่งเงียบๆ 

               ตอนแรกคิดว่าคงได้นั่งเตรียมตัวเตรียมใจสักสิบนาที แต่คุณชลิตาคนนั้นดันมาเร็วกว่าที่คิด 

               “คุณประทินทิพย์ใช่มั้ยคะ?” 

               “อ้อ ใช่ค่ะ! หนูเอง สวัสดีค่ะ” 

               น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้ฉันต้องลุกขึ้นยืนและยกมือไหว้ผู้หญิงในชุดสูทพร้อมกางเกงขายาวดูทะมัดทะแมงคนนี้ด้วยความเคารพ 

               โห สวยมากเลย เขียนคิ้วสวยมาก ลิปสติกสีสวยของคุณชลิตาทำฉันเผลอมองตาค้าง แอบถามได้มั้ยนะว่าเป็นลิปสติกยี่ห้อไหน เบอร์อะไร สีสวยมาก! 

               “ท่านรองกำลังรออยู่เลยค่ะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นยี่สิบเก้านะคะ ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเครียด ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ” 

               “ขอบคุณนะคะ” 

               ได้ยินแล้วรู้สึกสบายใจขึ้นเลย ฉันส่งยิ้มกลับไปให้อีกครั้ง 

               “เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกเหรอเหรอคะ?” 

               “อ๊ะ ใช่ค่ะ” หลังจากที่เดินตามเข้ามาในลิฟต์แล้ว คุณชลิตาก็หันมาชวนฉันคุย เพราะเห็นว่าเป็นเด็กล่ะมั้ง เธอคงชวนคุยไปเรื่อยเพราะไม่อยากให้ฉันเครียดน่ะ “เพิ่งเคยเข้ามาในที่แบบนี้เป็นครั้งแรก ตึกใหญ่และสวยมากค่ะ เห็นครั้งแรกก็อ้าปากค้างเลย ของจริงสวยกว่าในรูปอีก” 

               “ใช่มั้ยล่ะคะ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาที่นี่ก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้น” 

               เมื่อเห็นว่าสามารถชวนคุณชลิตาคุยเรื่องความสวยงามของที่นี่ได้ ฉันก็เปิดปากชมไปเรื่อยว่าออกแบบได้ดีมาก มีต้นไม้ใบเขียวอยู่รอบๆ ช่วยให้รู้สึกร่มรื่น ไม่เหมือนตึกใจกลางเมืองใหญ่หลายๆ ที่ ซึ่งคนข้างๆ เองก็ยิ้มรับและช่วยอธิบายให้ว่ามีการออกแบบตกแต่งยังไง และสร้างเพื่อคำนึงถึงบุคลากรที่เข้ามาทำงานในตึกนี้ยังไง 

               ใครจะไปรู้ว่าช่วงเวลาแห่งความสบายใจมักผ่านไปเร็วเสมอ 

               “ไม่ต้องเครียดนะคะ ทำตัวตามสบาย” 

               “ได้ค่ะ” 

               รู้ตัวอีกทีลิฟต์ก็มาหยุดอยู่ที่ชั้นยี่สิบเก้าเรียบร้อยแล้ว เดินตามโถงทางเดินมาเรื่อยๆ ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ถึงห้องของ ‘ท่านรอง’ ที่คุณชลิตาพูดถึง ท่านรองที่ว่าเขาย่อมาจากอะไรนะ รองประธานบริษัทงั้นเหรอ? 

               ว่าแต่...ท่านรองเขาชื่ออะไรนะ 

               ตายแล้ว! ฉันยังไม่รู้เลยว่าท่านรองคนนี้หน้าตาเป็นยังไง ดูเหมือนว่าฉันจะเข้าใจผิดว่านามบัตรใบนั้นเป็นของท่านประธาน ที่จริงแล้วเป็นของท่านรองต่างหาก ลืมได้ไงเนี่ย! 

               ไอ้เราก็เคยเห็นแต่หน้าตาของประธานบริษัทซะด้วยสิ ฉันจะคุยกับเขารู้เรื่องมั้ยเนี่ย! 

               “ดะ...เดี๋ยวค่ะ!” เมื่อรู้ตัวว่าลืมหาข้อมูลของบุคคลสำคัญไปอย่างไม่น่าให้อภัย ฉันก็รีบเบรกตัวเองและคุณชลิตาที่กำลังยื่นมือออกไปจับลูกบิดประตูไว้ทันที “ขอเวลาทำใจแป๊บนึงได้มั้ยคะ?” 

               “ได้สิคะ พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกนะคะ” 

               คุณชลิตาพยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้ม เธอเดินห่างออกมาจากประตูแล้วให้เวลาฉันได้สูดลมหายใจเข้าปอดอย่างเต็มที่ แต่แค่นี้มันยังไม่พอหรอก ฉันยังไม่รู้ข้อมูลของท่านรองคนนี้เลย ทำไมถึงหาแต่ข้อมูลของท่านประธานนะ... 

               ฉันโทษตัวเองในใจก่อนจะรีบส่งยิ้มให้คุณชลิตาที่ยืนรออยู่ข้างๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดเน็ตค้นหาชื่อรองประธานบริษัท S ทันที 

               ซวยแล้ว ดูเหมือนว่าฉันจะใช้เน็ตฟังเพลงระหว่างทางมากเกินไปหน่อย ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเลยทำให้รูปภาพของท่านรองคนนี้ไม่ยอมโหลดขึ้นมา รอแล้วรออีกก็ยังโหลดไม่เสร็จสักที! 

               “ใกล้ได้เวลานัดแล้ว คุณประทินทิพย์พร้อมหรือยังคะ?” 

               “อะ...ค่ะ! พร้อมค่ะ” 

               โอ๊ย! ไม่รู้ด้วยแล้ว โหลดไม่เสร็จก็ช่างมัน ไปทั้งอย่างนี้แหละ! 

               ฉันรีบหันไปส่งยิ้มแหยๆ ให้คุณชลิตาที่ไปสแตนด์บายเตรียมเปิดประตูรอแล้ว เธอส่งสายตาเรียกฉันให้เข้าไปยืนใกล้ๆ แล้วผลักประตูเข้าไปพร้อมกับคำว่า ‘ขออนุญาตค่ะ’ ซึ่งฉันเองก็ก้มหัวน้อยๆ ก่อนก้าวขาเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ 

               อย่างน้อยก็ขอแอบดูหน่อยเถอะว่าโหลดไปถึงไหนแล้ว ฉันก้มมองโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ ผลลัพธ์ที่ได้คือความว่างเปล่า รูปยังโหลดไม่เสร็จเหมือนเดิมเลยจ้า... 

               แต่ข่าวดีคือฉันรู้ชื่อจริงเขาแล้ว มันโหลดเสร็จแล้ว! อย่างน้อยก็ต้องใช้จังหวะนี้รีบจำชื่อแล้วทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม เพราะความประทับใจแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก 

               เรื่องแปลกก็คือเมื่อสะกดชื่อตัวอักษรเหล่านั้นในใจได้ครบแล้วก็ต้องเผลอขมวดคิ้วออกมาด้วยความประหลาดใจ      ทำไมชื่อนี้มันดูคุ้นๆ นะ ไม่ได้คุ้นเพราะเห็นตามข่าวหรือตามคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์หรือเน็ต แต่ชื่อนี้ทำให้ใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย 

               นาย ‘บรรณวิชญ์’ งั้นเหรอ ชื่อคุ้นมากเลย 

               ถ้าจำไม่ผิด...ฉันรู้จักผู้ชายชื่อนี้อยู่คนหนึ่ง อาจจะเป็นคนชื่อเหมือนกันก็ได้ คงไม่ใช่คนรู้จักหรอก ฉันรีบเก็บโทรศัพท์มือถือเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงแล้วเตรียมยกมือไหว้ทักทายท่านรองที่เพิ่งลุกจากโต๊ะและกำลังเดินตรงเข้ามาหาฉัน 

               หน้าคุ้นมากเลยแฮะ ทั้งผมสีดำสนิทที่ถูกเซตเป็นทรงดูเรียบร้อย คิ้วเข้มๆ ที่เห็นแล้วก็แอบนึกอิจฉาอยู่ในใจว่าอยากได้คิ้วแบบนั้นบ้างจัง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ยิ่งมองเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตามากขึ้นเท่านั้น 

               “สวัสดีครับ คุณประทินทิพย์ใช่มั้ย?” 

               เสียงทุ้มที่แสนคุ้นหูยิ่งทำให้ฉันมั่นใจ ผู้ชายคนนี้จะเป็นใครไปได้อีกถ้าไม่ใช่... 

               “...คุณกวี” 

               ให้ตายเถอะ ฉันจำเขาได้ และดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็คงจะจำฉันได้เหมือนกัน 

               คุณกวีดูตกใจนิดหน่อยตอนได้ยินฉันเรียกชื่อเขา แต่ก็ไม่ได้ตกใจนานมากนัก เขาแค่พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนคลี่ยิ้มบางๆ ให้ฉันที่กำลังทำตาโตมองคนตรงหน้าด้วยความสับสน 

               “ใช่ ผมเอง” คุณกวียอมรับโดยที่รอยยิ้มยังไม่จางหายไปจากใบหน้า “ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอเธอที่นี่” 

               “...” 

               ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะได้เจอเขาที่นี่เหมือนกัน... 

               “เป็นไงบ้างหอม วันนั้นเธอกลับไปเรียนต่อใช่มั้ย ไม่ได้โดดเรียนต่อนะ?” 

               “มะ...ไม่ไว้ใจกันเหรอคะ! วันนั้นหนูกลับไปเรียนจริงๆ นะ เอาพิซซ่าที่คุณกวีซื้อให้ไปแบ่งให้เพื่อนกินด้วย อร่อยมากเลย” 

               “ดีแล้ว นึกว่าเธอจะชิ่งหนีหอบเอาพิซซ่าเข้าไปกินต่อในห้างต่อซะอีก” 

               เขาพูดติดตลก แววตาคู่นั้นฉายประกายแห่งความสุขที่ฉันมองยังไงก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงดูแฮปปี้ขนาดนี้ ดีใจที่ได้เจอกันอีกเหรอ? ไม่สิ คุณกวีอาจจะกำลังตลกกับหน้าตาของฉันก็ได้ ตอนนี้ฉันอ้าปากค้าง เบิกตากว้าง คำพูดคำจาก็ติดๆ ขัดๆ จนอยากยกมือขึ้นมาตบปากตัวเองสักทีสองที 

               “ไว้ใจกันหน่อยสิคะ หนูเป็นคนรักษาคำพูดนะ” 

               ไม่เชื่อใจกันเลยหรือไง...ฉันเผลอทำหน้างอใส่ ก่อนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่คุณกวีที่ฉันเคยคุยด้วยนี่นา ไม่ใช่พนักงานบริษัทคนนั้น 

               เขาไม่ใช่คนที่ฉันคิดว่าเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว 

               “ไปนั่งคุยกันดีๆ เถอะ คุณพิ้งค์ช่วยชงกาแฟมาให้ผมที” เราคงยืนคุยกันนานเกินไป คุณกวีก็เลยทำลายบรรยากาศแห่งความอึดอัดใจด้วยการผายมือไปที่โต๊ะและโซฟาข้างๆ ฉันเองก็พยักหน้ารับแล้วเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับเขาอย่างว่าง่าย “เธอชอบดื่มอะไร” 

               “น้ำเปล่าก็ได้ค่ะ” ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว ดื่มได้หมดนั่นแหละ 

               “เอาอะไรที่มันเข้ากันหน่อยสิ ดื่มกาแฟเป็นเพื่อนผมที” 

               คุณกวีทรุดตัวนั่งก่อนเท้าคางมองสำรวจใบหน้าฉันด้วยความเบื่อหน่าย อะไรของเขาเนี่ย ไม่บอกให้คุณพิ้งค์ยกกาแฟมาสองแก้วเลยล่ะ จะมาถามฉันเพื่อ? 

               “แล้วจะถามทำไมคะเนี่ย...” 

               น้ำเสียงแหลมสูงที่ค่อยๆ ลดลงจนเกือบเบาของฉันทำให้คุณกวีหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เกือบขึ้นเสียงใส่เขาแล้ว เกือบไป ลืมไปเลยว่าผู้ชายคนนี้คือใคร เขาไม่ใช่คนที่ฉันจะทำหน้าบึ้งหรือขมวดคิ้วใส่ได้เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกันอีกต่อไปแล้ว... 

               “ดื่มได้หรือเปล่า?” 

               “ได้ค่ะ แต่คุณกวีดื่มกาแฟอะไรคะ หนูดื่มเป็นแต่ลาเต้กับมอคค่านะ” 

               ฉันเป็นพวกชอบดื่มกาแฟแบบใส่นมใส่ช็อกโกแลตหรือใส่วิปครีม เอาเป็นว่ากาแฟอะไรที่ใส่ของหวานทุกอย่างลงไปเพื่อให้มันไม่ขมมาก ฉันก็ชอบหมดนั่นแหละ 

               “กาแฟดำ” 

               “งั้นขอน้ำเปล่าดีกว่าค่ะ” 

               “ก็บอกให้ดื่มกาแฟเป็นเพื่อนผมไง” 

               ท่านรองที่เพิ่งทำหน้าเบื่อโลก อยู่ๆ ก็กลายร่างมาเป็นคนเอาแต่ใจซะงั้น เขาทำหน้าบึ้งเล็กน้อย เห็นแบบนั้นฉันก็เลยเผลอทำหน้าบึ้งใส่เขาบ้าง คิดว่าทำได้แค่คนเดียวหรือไง 

               “ก็กาแฟดำมันขม” 

               “เติมน้ำตาลเอาก็ได้” 

               “ถ้าเติมน้ำตาลแล้วจะไม่ขมเหรอคะ?” 

               “อืม มีครีมเทียมด้วย ตกลงเอากาแฟนะ” 

               “กาแฟก็ได้ค่ะ” 

               คุณชลิตาที่น่าจะมีชื่อเล่นว่า ‘คุณพิ้งค์’ พยักหน้าให้กับการตัดสินใจของฉันก่อนเดินหลบมุมออกไปเงียบๆ เปิดโอกาสให้ฉันและคุณกวีได้นั่งคุยกันตามลำพังอยู่สองคน 

               “เอาจริงๆ นะคะ หนู...ไม่รู้จะพูดอะไรดี” 

               ถึงจะเห็นว่าการสนทนาของเราลื่นไหลเหมือนรู้จักกันดีมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ในใจกลับฉันรู้สึกประหม่าแบบสุดๆ 

               อะไรเนี่ย นี่มันเรื่องบ้าอะไร มีเรื่องบ้าแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง? คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวฉันเป็นสิบรอบ ความกังวลพุ่งสูงถึงขีดสุดแต่ก็ยังปั้นหน้ายิ้มคุยกับเขาต่อได้ ทั้งที่ในใจอยากจะร้องกรี๊ดออกมาดังๆ ก่อนขออนุญาตเปิดหน้าต่างห้องแล้วกระโดดหนีตายลงไปเลย 

               คำพูดที่เตรียมไว้ก็หายไปหมด ตั้งใจจะมาขอทุนแท้ๆ แต่ตอนนี้ในหัวฉันกลับมีแต่คำว่า ทำไมคุณกวีถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ หมายความว่าไง นี่มันเรื่องบ้าอะไร? ไหนบอกว่าตัวเองเป็นพนักงานบริษัทไง! แล้วไอ้ป้ายรองประธานที่ติดอยู่บนโต๊ะนั่นมันคืออะไร! 

               คุณกวีมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย! 

 

 

แบ่งตอนเมื่อไหร่แสดงว่าเราแต่งทั้งตอนไม่ทันนะคะ (ฮา) 

เผลอแต่งยาวอีกแล้วค่ะ ตอนนี้กำลังปั่นอย่างสุดความสามารถอยู่ค่ะ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์จากเว็บเด็กดีและธัญวลัยนะคะ ดีใจมากเลย ขอโทษที่อัพช้าด้วยค่ะ แงงง (T__T) อีกวันสองวันไว้เจอกันใหม่นะคะ จะรีบปั่นค่ะ! โมเม้นต์น้องหอมกับพี่เซนท์จะเยอะกว่าคุณกวีแล้ว555555 

ความคิดเห็น