facebook-icon Instagram-icon

เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยการกดถูกใจและดาว รวมทั้งซื้อนิยายด้วยกุญแจหรือเหรียญด้วยนะคะ ^^

บทที่ 3 แก้แค้น 3

ชื่อตอน : บทที่ 3 แก้แค้น 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 57

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2563 11:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 แก้แค้น 3
แบบอักษร

สองวันไม่ใช่วันเวลาที่ยาวนานเลยสำหรับสองพี่น้องสจ๊วต เมื่อถึงวันที่กำหนด ทั้งสองก็ขออนุญาตซีเคออกมาข้างนอกบ้านอีกครั้ง สองพี่น้องทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำเมื่อสองวันที่แล้ว คราวนี้ทั้งสองมั่นใจว่าข้าวของที่จะให้ชาลีและเจคอบนำไปส่งได้ซื้อครบหมดทุกชิ้นแล้ว ครั้งนี้น้อยกว่าครั้งก่อน หากแต่น้ำหนักมากกว่า หวังว่าสองตัวแสบนั่นคงจะไม่บ่นหรอกนะ 

มอเตอร์ไซต์สองคันคุ้นตาเข้ามาเทียบท่าในตรอกเดิม ทั้งสี่คนทักทายกันด้วยถ้อยคำเดิมๆ ก่อนจะเริ่มขนของขึ้นรถ 

“ชาร์ม หมู่นี้ได้ออกไปไหนบ่อยหรือเปล่า”ชาลีถามขึ้น 

“ไม่นี่ แค่มาหาพวกนายเมื่อสองวันที่แล้ว นอกนั้นก็ไม่ได้ไปไหนอีก” 

“งั้นเหรอ” 

“ทำไมเหรอ”เฟลมมิ่งถามขึ้น 

“ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสิ่งที่คิดถูกหรือเปล่า” 

“ว่ามา”ชาร์มมิ่งสั่ง 

“เมื่อสองวันที่แล้วที่ฉันเอาของไปส่งให้น่ะ ตอนขากลับฉันเห็นรถตำรวจป้ายทะเบียนของเมืองนี้จอดอยู่ไม่ห่างจากโรงเลี้ยงเด็กกำพร้ามากนัก แบบนี้เขาเรียกว่าถูกสะกดรอยตามหรือเปล่า”เจคอบเล่า ได้ยินเช่นนั้น สองพี่น้องสจ๊วตแทบไม่ต้องปรึกษากันก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว 

“รีบไปเถอะ ถ้าเป็นไปได้ พยายามใช้เส้นทางลัด ไปถึงช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ฉันไม่อยากให้พวกนายสองคนถูกจับ ไม่งั้นของพวกนี้คงไปไม่ถึงมือพวกน้องๆ” 

“ฉันจะพยายามนะ ชาร์ม”ชาลีตอบรับ 

  

  

  

  

หลังจากส่งชาลีและเจคอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว สองพี่น้องสจ๊วตก็รอดูจนกระทั่งมอเตอร์ไซต์ทั้งสองคันเลี้ยวเข้าไปในตรอกทางด้านซ้ายมือ คนละทางกับที่ใช้เมื่อสองวันก่อน ถ้ามีคนสะกดรอยตามจริงๆล่ะก็ พวกนั่นก็น่าจะไปรออยู่ที่จุดเดิม ซึ่งก็คงต้องรอเก้อเป็นชั่วโมงกว่าจะรู้ว่าเป้าหมายที่เฝ้าอยู่ได้ลอยนวลไปแล้ว 

คราวนี้ชาร์มมิ่งและเฟลมมิ่งไม่ได้ยื้อเวลาอยู่กับสองตัวแสบแห่งโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าไว้นานนัก ยิ่งสองหนุ่มนั่นออกจากตรอกแห่งนี้ได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้คนที่สะกดรอยตามคำนวณเวลาเดินทางได้คลาดเคลื่อนยิ่งขึ้น ถ้าโชคดี ตำรวจนั่นอาจจะตามไม่ทันสองหนุ่มชาลีและเจคอบก็ได้ 

เมื่อรู้ว่าถูกตำรวจสะกดรอยตาม สองพี่น้องสจ๊วตจึงเลือกออกเส้นทางใหม่แทน แม้ว่ามันจะไปโผล่ห่างจากป้ายรถเมล์ไกลหน่อยก็ยอม...ยังไม่ใช่วันนี้หรอกที่สองพี่น้องนักต้มตุ๋นจะเสียท่าถูกจับเข้าซังเต 

“ไปไหนต่ออีก เฟลม”ชาร์มมิ่งถาม เรื่องแผนที่และทิศทางไม่ใช่เรื่องถนัดของชาร์มมิ่งซักเท่าไหร่ 

“ตรงไปอีกหน่อย แล้วเลี้ยวขวา เราต้องเดินไปอีกสิบนาทีกว่าจะโผล่ถนนใหญ่”เสียงหวานบอก ทั้งสองพี่น้องต่างเหลือบซ้ายแลขวาเป็นระยะเพื่อป้องกันการถูกสะกดรอยตาม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่พบใครที่น่าสงสัย ทุกๆอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผน ถ้าไม่ติดที่ตอนเลี้ยวขวา สองพี่น้องสจ๊วตก็พบกับร่างของใครคนหนึ่ง 

“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าคิดหนีเป็นอันขาด”เสียงใสของทาลินน์ เรดคลิฟตะโกนบอกพร้อมกับจ่อปืนโคลท์กระบอกเดิมมาที่สองพี่น้องนักต้มตุ๋น 

โอ๊ะโอ เลี้ยวขวาทีไร เป็นต้องป๊ะกับแม่นี่ทุกที ชาร์มมิ่งคิดอย่างขำขัน เขาทำตามที่สายสืบสาวบอกโดยการไม่วิ่งหนี ซ้ำยังยกมือขึ้นเหนือศีรษะอย่างเอาใจอีกฝ่ายด้วย 

“โอ คนสวย ผมรอให้คุณใส่กุญแจมือผมมาหลายวันแล้วนะ นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว” 

ขนาดตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ แต่ชาร์มมิ่ง สจ๊วตก็ขอทิ้งมุกจีบสาวเด็ดๆไว้ได้อยู่ดี 

ทาลินน์เดินตรงไปหาชาร์มมิ่งโดยยังจ่อปืนโคลท์ไว้ที่เป้าหมายเหมือนเดิม งานนี้หากใครโกยอ้าวล่ะก็ เธอจะส่งกระสุนพิฆาตไปยัดรูตูดซะ ถ้าเป็นไปได้ล่ะก็ ไม่ต้องรอให้ไอ้หนุ่มปากหมาวิ่งหรอก เธออยากจะยัดกระสุนใส่รูตูดเขาจะแย่แล้ว 

“วันนี้พี่ชายคุณไม่มาเฝ้าเหรอ”ชาร์มมิ่งยิงคำถาม 

“เป็นห่วงเขาเหรอ นักต้มตุ๋น” 

“แน่นอน กลัวเขาจะเสียใจถ้าหากคุณทำอะไรผมขึ้นมา” 

“คิดว่าไม่นะ เบอร์ลินแค่ไปดักรอพวกนายที่ทางออกเดิม ป่านนี้น่าจะออกมาแล้ว อีกไม่นานก็คงถึง” 

ไม่ทันขาดคำ ร่างสูงสง่าของเบอร์ลิน เรดคลิฟก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของสองพี่น้องสจ๊วต ใบหน้าหล่อเหลาคงสีหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับผู้ชายเงียบขรึม เขาก้าวอาดๆเข้ามาประชิดเฟลมมิ่งโดยที่ไม่ได้ชักปืนโคลท์ขึ้นมาจ่อเหมือนอย่างแฝดน้อง 

“ไม่กลัวฉันแย่งปืนออกมาจากกระเป๋าเก็บปืนเหรอ”เฟลมมิ่งถาม  

“ไม่”สั้นๆ แค่นั้นจบสำหรับเบอร์ลินผู้พูดน้อยต่อยหนัก ดูท่าทางเขามั่นใจว่าเฟลมมิ่งไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ หญิงสาวลองขัดขืนดู เธอรู้ว่าปืนอยู่ห่างจากมือเธอเพียงไม่กี่นิ้ว เพราะเบอร์ลินเข้ามาประชิดหญิงสาวทางด้านหลัง แต่เรี่ยวแรงของชายหนุ่มมีมากกว่า เขาล็อคเธอได้อยู่หมัดพร้อมทั้งใส่กุญแจมือไพล่หลังภายในเวลาไม่กี่วินาที 

“ฉันเจ็บนะ”เฟลมมิ่งร้องเบาๆ หวังให้เขาคลายมือออกจากข้อมือเธอ ถ้าเป็นไปได้ล่ะก็นะ...เพราะเธอรู้วิธีปลดกุญแจมือทางด้านหลัง 

“ไม่หรอก วันนี้ผมเบามือ” 

เบามือน่ะใช่ แต่เล่นจับแบบไม่ปล่อยเลยนี่สิคือปัญหา 

 “ไปกันเถอะ มีคนรอพบพวกเธออยู่” 

  

  

  

  

สองพี่น้องสจ๊วตถูกพามาที่โรงแรมระดับสามดาวในเขตการปกครองที่สิบเจ็ด ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ติดชานเมือง เมื่อมาถึง ทั้งสองพี่น้องก็ถูกพาไปนั่งที่มุมรับแขก เนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันธรรมดา จึงไม่ค่อยมีแขกมาใช้บริการมานัก โรงแรมจึงดูโหรงเหรงพิกล ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ล่ะก็ ชาร์มมิ่งคงรู้สึกคึกมากกว่านี้ เพราะจะมีแหล่งเงินแหล่งทองเคลื่อนที่มากมายเดินกันขวักไขว่ หวานหมูสำหรับคนมือไวอย่างนักต้มตุ๋นหนุ่ม 

“ไม่รู้เลยว่าคุณจะแอบชอบผมอยู่”ชาร์มมิ่งเอ่ยกับสายสืบสาว 

“ฉันไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยนะ” 

ทาลินน์ไม่มีท่าทีเขินอายที่ถูกหนุ่มหล่อรวบรัด ยิ่งทำให้ชาร์มมิ่งแปลกใจกับท่าทางนั้น แต่ก็ไม่ได้วาดหวังว่าหญิงสาวตรงหน้าจะต้องมีท่าทางแบบหญิงสาวทั่วไปที่เขาเคยเห็น 

“พาผมมาโรงแรมแบบนี้ จะเปิดห้องนานหรือเปล่า ผมคิดค่าบริการชั่วโมงละหนึ่งร้อยยูโรนะ” 

“แพงไปนะ เท่าที่ดู...นายก็ไม่ได้มีดีอย่างที่ให้ราคานี่” 

“ผมมีโปรโมชั่นทดลองฟรีสามสิบนาทีแรก คิดให้คุณเป็นพิเศษเลยนะ” 

“สิ่งเดียวที่ฉันอยากจะได้จากคุณคืออะไรรู้ไหม หนุ่มนักต้มตุ๋น” 

“คุณขอมากกว่านั้นก็ได้ เห็นอย่างนี้ผมก็เป็น “ป๋า” เหมือนกันนะ” 

“ถ้ายังไม่หุบปาก ฉันจะส่งลูกซองไปทักทายน้องชายของคุณ” 

เงียบ 

เบอร์ลินมองหนุ่มสาวทุ่มเถียงกันด้วยแววตาบางอย่าง ทาลินน์ไม่ใช่เด็กๆแล้ว และผู้ร้ายในแบบที่น้องสาวชอบเข้าไปข้องแวะด้วยก็มักจะเป็นคนที่มีลักษณะแบบชาร์มมิ่ง สจ๊วตนี่แหละ 

“นึกว่าจะพาไปหาสารวัตรของคุณที่สถานีตำรวจซะอีก”เฟลมมิ่งถามขึ้นมาดื้อๆ 

“วันนี้ผมไม่ใช่สายสืบ” 

“แล้วจับฉันมาทำไม” 

“เดี๋ยวก็ได้รู้” 

“ถ้าฉันโทรไปแจ้งตำรวจจริงๆ คุณจะถูกจับข้อหาสวมรอยพวกเดียวกันไหม” 

เบอร์ลินไม่ตอบ เขารู้อยู่แล้วว่าเธอไม่มีทางโทรศัพท์ได้ในเมื่อมือถูกสวมกุญแจมือไพล่หลังอยู่แบบนี้ 

“คุณจะไม่บอกอะไรฉันจริงๆเหรอ” 

เฟลมมิ่งพยายามชวนตำรวจหนุ่มคุย เผื่อเขาจะหลุดปากเรื่องอะไรสักอย่างออกมา แต่หมอนี่เริ่มทำเธออารมณ์เสียซะแล้วสิ เขาเป็นเหมือนแท่งน้ำแข็งก้อนใหญ่เดินได้ไร้อารมณ์ มีหน้ากากอยู่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้นในชีวิตนี้ ซึ่งก็คือสีหน้าในแบบที่เธอเห็นทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากัน เธอไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นสีหน้าอื่นที่นอกเหนือจากนี้ แต่จะเป็นไปได้เหรอที่คนๆหนึ่งจะโตขึ้นมาได้ด้วยอารมณ์เพียงแบบเดียวเท่านั้น 

เฟลมมิ่งยังคงสังเกตดูสองสายสืบนรกนี้อยู่สักพัก พบว่าทั้งคู่ไม่มีวี่แววว่าจะออกไปตามรอยของชาลีและเจคอบ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่าเป้าหมายของสายสืบเรดคลิฟอาจจะเป็นตัวเธอกับชาร์มมิ่งมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ 

ถ้าอย่างนั้นจะสะกดรอยตามรุ่นน้องของเธอไปถึงโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์ไมเคิลทำไมนะ 

เฟลมมิ่งได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ หญิงสาวยังไม่คิดจะถามอีกฝ่ายตอนนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนพูดน้อยอย่างเบอร์ลินจะไม่ตอบคำถามใดๆทั้งสิ้น 

ผ่านไปสิบห้านาที โทรศัพท์มือถือของเบอร์ลินก็ดังขึ้น ชายหนุ่มรับสาย พยักหน้าเล็กน้อย โต้ตอบกับปลายสายภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที จากนั้นจึงวางสายไป 

“ไปกันได้แล้ว” 

เฟลมมิ่งพึ่งรู้ว่าวันนี้สองแฝดนรกสวมบทบาทเป็นนักสืบเอกชน ไม่ได้มาในฐานะสายสืบอย่างที่เคยเจอกันบ่อยๆ เธอพึ่งสังเกตว่าตอนถูกจับตัวมา เขาไม่ได้แสดงตราตำรวจหรือเปิดไฟไซเรนที่รถยนต์เลย นั่นก็แปลว่าที่สิ่งที่เขาบอกเธอที่มุมรับแขกเป็นเรื่องจริง ถ้าไม่นับปืนโคลท์ (ของราชการไม่ใช่เหรอ) กับรถตำรวจ (จะเปิดหรือไม่เปิดไฟไซเรนก็เถอะ) 

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอสงสัย ถ้าวันนี้สองแฝดนรกนี่มาในฐานะนักสืบเอกชนล่ะก็ แปลว่าพวกเขาต้องทำงานให้ใครซักคนหนึ่งอยู่ 

เฟลมมิ่งไม่ขอคิดต่อ เพราะอาชีพนักต้มตุ๋นของเธอก็มีศัตรูล้อมหน้าล้อมหลังไม่เว้นอยู่แล้ว หากให้รวบรวมดีๆล่ะก็ มันคงมากกว่าเอกสารในแฟ้มตราช้างอย่างแน่นอน 

สองแฝดเรดคลิฟพาสองพี่น้องนักต้มตุ๋นออกมาทางด้านหลังโรงแรม ที่นั่นมีรถญี่ปุ่นสีดำสองคันจอดรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อพวกเธอไปปรากฏตัวในที่โล่ง คนบนรถก็ก้าวลงมา 

อดีตผู้อำนวยการเจมส์ แมคเจลแลน 

“ในที่สุดเราก็ได้เจอกันอีกครั้ง ฉันรอเวลานี้มาสามวันแล้ว”เจมส์ แมคเจลแลนไม่เสียเวลาทักทายตามมารยาท เขาเอ่ยสิ่งแรกที่นึกได้ในหัวออกมา 

“ฉันก็คิดถึงแกนะ ถ้าเป็นไปได้ ฉันชอบตอนที่เราเจอกันที่ร้านอาหารนั่นมากกว่า”ชาร์มมิ่งเปิดปากบ้าง เขายังอารมณ์ดีได้ แม้จะเดาไม่ถูกว่าในอนาคตข้างหน้าตนต้องเจออะไรบ้าง 

“แกทำฉันแสบมากไอ้เด็กเมื่อวานซืน ที่ร้านอาหารนั่นเป็นวันของแก แต่วันนี้...ฉันเป็นใหญ่วะ” 

ชาร์มมิ่งยิ้มรับ ไม่มีอะไรสามารถบดบังเสน่ห์อันล้นเหลือของชายหนุ่มคนนี้ได้เลย 

“ถ้าหมายถึงไขมันลงพุง ฉันจะไม่เถียงเลย” 

“ไอ้...” 

แต่ก่อนที่เจมส์ แมคเจลแลนจะได้สำเร็จโทษนักโทษปากดี ทาลินน์ก็คว้าหมับเข้าที่กำปั้นอวบอูมไว้ก่อน 

“อย่าลืมสิคะว่าตอนนี้คุณอยู่ต่อหน้าใคร” 

ได้ยินเช่นนั้น ชายร่างอ้วนก็หน้าแดงด้วยความโกรธ 

“เห็นไหมว่าเธอรักฉันมากแค่ไหน”ชาร์มมิ่งบอกกับชายร่างอ้วน 

“หุบปาก ชาร์มมิ่ง สจ๊วต”ทาลินน์แหว 

“วันนี้เธอไม่ใช่สายสืบ สาวน้อย จะจับฉันข้อหาอะไรไม่ทราบ แค่ใส่กุญแจมือฉันก็ยังไม่มีสิทธิเลย”อดีตผู้อำนวยการโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์ไมเคิลตอกกลับ 

“งั้นฉันก็ควรจะปลดล็อคกุญแจมือของเขาทิ้งซะ เขาอาจจะไม่ใช่คนดีนัก แต่ฉันคงสะใจพิลึกที่ได้เห็นเขาตุ๊ยหน้าคุณ” 

เงียบ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนเถียงชนะ ทาลินน์ เรดคลิฟ 

“เอาตัวไปขึ้นรถได้แล้ว”เจมส์ แมคเจลแลนตะโกนสั่ง สิ้นคำ ชายในชุดดำสี่คนคล้ายแก๊งมาเฟียข้ามชาติก็เดินลงมาจากรถญี่ปุ่นสีดำ พวกเขาตรงมากระชากสองพี่น้องสจ๊วตไปจากมือนักสืบเอกชนทั้งสองอย่างรวดเร็ว 

“นี่ค่าจ้างของพวกคุณ”เจมส์ แมคเจลแลนยื่นเช็คให้เบอร์ลิน ชายหนุ่มตรวจสอบจำนวนเงินที่อยู่บนกระดาษ ก่อนพยักหน้ารับ เขาให้สัญญาณน้องสาว แล้วทั้งคู่ก็หายลับเข้าไปในโรงแรมสามดาว 

เฟลมมิ่งยอมรับว่าเธอยังรู้สึกสับสน แต่ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ สองแฝดนักสืบเอกชนนี่ทำงานให้ไอ้อดีตผู้อำนวยการร่างอ้วน จากนั้นก็รับค่าจ้าง แล้วก็จากไป 

รถญี่ปุ่นสีดำทั้งสองคันแล่นออกจากบริเวณลานโล่งด้านหลังโรงแรมระดับสามดาว หากแต่หญิงสาวหนึ่งเดียวบนรถยนต์กลับมองไปที่ประตูหลังของโรงแรมนั้นไม่คลาดสายตา 

นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีของการเป็นนักต้มตุ๋นที่หญิงสาวต้องการตำรวจมากที่สุด 

ความคิดเห็น