facebook-icon Instagram-icon

เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยการกดถูกใจและดาว รวมทั้งซื้อนิยายด้วยกุญแจหรือเหรียญด้วยนะคะ ^^

บทที่ 3 แก้แค้น 2

ชื่อตอน : บทที่ 3 แก้แค้น 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 58

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2563 11:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 แก้แค้น 2
แบบอักษร

ซีเคพานักต้มตุ๋นสาวมาที่ห้องสมุด ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้องนั่งเล่นนัก เขาแง้มประตูไว้เล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับปิดสนิทอย่างที่หญิงสาวคิดไว้ ซีเคคงคำนึงถึงเรื่องความเหมาะสมระหว่างชายหญิง จึงได้แง้มประตูเอาไว้ เพื่อให้ชาร์มมิ่งซึ่งเดินตามมาได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่ไม่สามารถได้ยินบทสนทนาที่คนสองคนจะคุยกันได้ เพราะซีเคคงอยากได้ความเป็นส่วนตัว 

           “ฉันรอฟังอยู่นะ”ร่างสูงของชายหนุ่มยืนพิงชั้นวางหนังสือสูงเทียมเพดาน ในขณะที่เฟลมมิ่งไม่กล้ายืนอยู่ในระดับสายตาเขา จึงนั่งลงบนโซฟาแทน 

           จู่ๆเธอก็พูดไม่ออกเสียงั้น 

           “จะชวนฉันไปเที่ยวที่ไหนอีกงั้นเหรอ” 

           “ครั้งนี้คุณจะไปกับฉันแน่เหรอคะ” 

           ซีเคยิ้มมุมปาก แต่ไม่ใช่ยิ้มที่เฟลมมิ่งอยากได้ 

           “ถ้าที่นั่นมีอยู่จริงนะ” 

           “ต้องให้ฉันทำอย่างไรคุณถึงจะยอมลดกำแพงลงคะ”คราวนี้เฟลมมิ่งจ้องอีกฝ่ายเขม็ง เธอจะไม่หลบสายตาเขาอีกแล้ว 

           “เรื่องนี้จริงจังเหรอ สาวน้อย” 

           “ฉันก็จริงจังกับทุกเรื่องที่ทำ” 

           ซีเคพยักหน้า แต่ไม่พูดอะไรอีกเลย เฟลมมิ่งไม่รู้ว่าเธอพูดอะไรผิดไป เธอไม่อยากเป็นคนเริ่มพูดก่อน ทั้งๆที่เธอเป็นคนผิด เธออยากให้เขาเป็นคนพูด แต่ชายตรงหน้ากลับแปลงร่างเป็นน้ำแข็งเดินได้ บทจะเย็นชา ใครๆก็เทียบไม่ติด ยิ่งทำให้เฟลมมิ่งคิดถึงเมื่อสองวันที่แล้ว หลังจากทำพีอาร์ให้อีกฝ่ายจนประสบความสำเร็จ ซีเคก็จ่ายค่าตอบแทนให้เธอกับพี่ชายอย่างงามเหมือนที่เคยตกลงกันไว้ที่ผับตอนครั้งแรกที่เจอกัน แต่หญิงสาวไม่ได้อยากให้มันออกมาในรูปแบบนี้ เฟลมมิ่งหลอกใช้ซีเคทำงานให้ แล้วเขาก็ยังจ่ายเงินก้อนงามให้เธออีก เขาทำเพียงยื่นเช็คที่มีตัวเลขถึงหกหลักมาให้โดยไม่พูดอะไร ไม่อยู่รอ หรือแม้แต่จะฟังคำขอบคุณด้วยซ้ำ 

           “ฉ...ฉัน”เฟลมมิ่งพูดได้แค่นั้น 

           “อยากทำอะไรล่ะ บอกฉันมาสิสาวน้อย อย่าลืมสิว่าฉันเป็นเจ้านายเธอ และเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้นะ” 

           เฟลมมิ่งตัดสินใจแล้ว 

           “ไม่มีค่ะ” 

           “แน่ใจนะ” 

           เฟลมมิ่งพยักหน้า ซีเคหรี่ตาลงนิดหนึ่ง มันไม่ได้บั่นทอนความหล่อของอีกฝ่ายให้ลดลงเลยสักนิด แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น 

           “ฉันขอตัวออกไปข้างนอกนะคะ”เฟลมมิ่งลุกขึ้นจากโซฟาทันที ร่างสูงสวยก้าวตรงไปที่ประตู 

           “ฉันไม่ได้อยากได้ยินคำนี้”เสียงห้าวดังตามหลังมา 

           “คุณรั้งฉันไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” 

           ซีเคก้าวเข้ามาใกล้ หญิงสาวได้ยินเสียงรองเท้าสลิปเปอร์สัมผัสกับพื้นไม้ปาร์เก้ในห้องสมุด เขาเดินตรงมาหาเธอ 

           “จำกฎในคฤหาสน์หลังนี้ข้อแรกได้หรือเปล่า” 

           “จำได้ค่ะ”เฟลมมิ่งรับคำ กฎที่ว่าทุกคนในบ้านหลังนี้เปรียบเสมือนเพื่อน ไม่มีใครใหญ่หรือดีกว่าใคร 

           “จุดประสงค์ของฉันก็คือ อยากให้เธอเข้ากับคนอื่นในคฤหาสน์หลังนี้ได้ อยากให้ทุกคนรู้จักกันให้มากขึ้น คอยช่วยเหลือและมีน้ำใจต่อกันยามที่สมาชิกคนใดคนหนึ่งเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือ สาวน้อยของฉัน...เธอทำได้ดีทีเดียว เธอทำให้ทุกคนที่อยู่ข้างนอกห้องนี้ทำงานให้ พวกเขาช่วยเหลือเธอด้วยความเต็มใจ ฉันเชื่อว่าต่อให้ไม่มีของรางวัลมาล่อ หากเธอร้องขอและถ้าพวกเขาใจดีพอ เธอจะได้รับความช่วยเหลือที่วิเศษสุดเท่าที่จะหาได้ แต่มันต้องไม่ลงเอยแบบนี้ เฟลมมิ่ง...เธอไม่ควรหลอกใช้ใครให้เป็นสะพานไปสู่จุดหมายของเธอ” 

           เฟลมมิ่งมองไม่เห็นอะไรอีกนอกจากอกกว้างของชายหนุ่มเจ้าของบ้าน มันทำให้เธอคิดถึงใครคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว อุบัติเหตุในวันนั้นคร่าชีวิตของเขาให้ไม่มีวันกลับมาหาเธอและชาร์มอีก หากเขายังอยู่ล่ะก็...เธอเชื่อว่าเขาจะต้องสอนเธอแบบนี้แน่ 

           ผ้าเช็ดหน้าสีขาวปักตัวอักษรไว้ที่ขอบอ่านได้ว่า ซีเค ถูกยื่นมาให้ 

           “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันสบายดี”เฟลมมิ่งไม่ได้ร้องไห้ ถึงแม้จะอยากร้องอยู่ร่อมร่อ หญิงสาวทำเพียงเงยหน้ามองซีเค เขาอายุห่างจากเธอเท่าไหร่นะ อาจจะเก้าหรือสิบปี เธอไม่แน่ใจนัก ดวงตาคมของเธอมองอีกฝ่ายเนิ่นนาน  

           ชีวิตในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ได้สุขสบาย เธอไม่ได้เรียนหนังสือเป็นงานเป็นการ ตั้งแต่เด็กจนโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ เธอยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมมนุษย์ทุกคนที่นับถือศาสนาคริสต์ต้องเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เธอรู้แค่ว่าคริสมาสต์เป็นแค่เทศกาลหนึ่งก่อนสิ้นปี และไม่มีเด็กเหลือขอโชคดีคนไหนจะได้รับของที่ดีที่สุดจากพระเจ้าและเศรษฐีใจบุญ 

           ชีวิตที่ผ่านมาอาจโหดร้าย หญิงสาวภาวนาให้ความชั่วร้ายต่างๆที่เธอได้พานพบมาตลอดยี่สิบสี่ปีเจือจางลง หวังว่ามันคงไม่บดบังคำๆหนึ่งที่เธออยากบอกให้คนตรงหน้าได้รับรู้ 

           เฟลมมิ่งดันผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ออกอย่างเบามือ 

“ขอโทษด้วยนะคะ” 

“ไม่เป็นไรหรอก”เสียงห้าวเอ่ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผ้าเช็ดหน้า หรือเรื่องหลอกใช้ก็ตาม 

“ฉันไปนะคะ” 

“โชคดีนะ สาวน้อย” 

เฟลมมิ่งเดินตรงไปที่ประตู แต่กลับพบว่าบริเวณที่ควรจะว่างเปล่ากลับเต็มไปด้วยสมาชิกคฤหาสน์คิงที่ควรจะอยู่ในห้องนั่งเล่น 

คนอื่นๆดูเหมือนพึ่งรู้ตัวว่าถูกเฟลมมิ่งจับได้ จึงเดินชนกันให้ควัก บางคนก็แก้ตัวกับหญิงสาวเป็นพัลวันก่อนจะหลบหน้าไป แต่เธอกลับไม่รู้สึกโกรธสักนิด เพราะทุกคนกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ถึงเวลาที่เธอจะก้าวเท้าออกไปทำภารกิจของตัวเองซักที 

ซีเคเดินมาหาชาร์มมิ่งที่หลบอยู่หลังเสาหลังจากแก้ตัวกับน้องสาวเสร็จ เขาตบบ่าเพื่อนใหม่ก่อนเอ่ย  

“ตามไปสิ เป็นห่วงนักไม่ใช่เหรอ” 

  

  

  

  

สองพี่น้องสจ๊วตตรงไปที่ตรอกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวเมือง หลังจากที่ชาร์มมิ่งทราบว่าน้องสาวต้องการจะทำอะไร เขาก็ยินยอมช่วยเหลือเต็มที่ เพราะมันเป็นเรื่องของน้องๆที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์ไมเคิล ก่อนจะมาที่ตรอกแห่งนี้ ทั้งสองไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลนัก มันอาจฟังดูแปลกซักหน่อยที่นักต้มตุ๋นจะเข้าไปในห้างสรรพสินค้าโดยที่ไม่หยิบจับอะไรออกมาเลย แต่แน่นอนว่าวันนี้แปลกกว่าวันอื่น เพราะทั้งสองพี่น้องมีเงินมากพอที่จะซื้อของได้เป็นโหลๆโดยไม่เสียดายตังค์ซักแดงเดียว 

เมื่อมาถึงที่หมายแล้ว ทั้งสองก็วางข้าวของมากมายประดามีลงจากบ่า ก่อนที่ชาร์มมิ่งจะหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาใครคนหนึ่ง 

มีเสียงรอสายไม่นานนัก สักพัก เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็รับสาย 

“ฮัลโหล” 

“นี่ชาร์มมิ่งนะ” 

“รู้แล้ว สวัสดียามบ่าย ชาร์ม” 

“วันนี้นายมีส่งของที่ไหนบ้าง” 

“แถวๆเขตการปกครองที่สอง” 

“อืม ไม่ไกล เสร็จแล้วแวะมาหาฉันที่เดิมนะ มีของจะให้ไปส่ง” 

“ดีเลย ฉันไม่ได้ออกนอกเมืองมานานแล้ว แล้วจะบอกเจคด้วย” 

“ดี รีบมาล่ะ” 

คนที่ชาร์มมิ่งโทรไปหาคือหนึ่งในน้องๆที่เคยอยู่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยกัน ชื่อชาลี หมอนี่อายุอ่อนกว่าชาร์มมิ่งห้าปี มันเป็นเด็กแสบประจำโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนกับ เจค หรือ เจคอบ เพื่อนสนิท ในวันที่สองพี่น้องสจ๊วตหนีออกมาจากโรงเลี้ยงเด็กกำพร้า สองเพื่อนซี้ได้ขอติดตามออกมาด้วย หลังจากที่หนีพ้นแล้ว ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตน ไอ้สองหนุ่มยังคงอยู่ด้วยกัน หากแต่ลดความคะนองลงและตัดสินใจประกอบอาชีพเป็นเด็กส่งของ สองพี่น้องสจ๊วตพึ่งได้พบคู่แสบสามปีหลังจากที่แยกกันเมื่อมาถึงเมืองนี้ จึงได้ให้ที่อยู่และเบอร์ติดต่อไว้เผื่อขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วงสองปีที่ผ่านมา สองพี่น้องสจ๊วตปล้นได้เท่าไหร่ จะนำมาหักออกหกสิบเปอร์เซ็นต์เพื่อไว้ใช้ซื้อข้าวของและเสื้อผ้าดีๆส่งกลับไปให้น้องๆคนอื่นที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์ไมเคิล แน่นอนว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้ สองพี่น้องสจ๊วตไม่มีทางใช้การขนส่งทางไปรษณีย์ได้อย่างบริสุทธิ์ใจนัก เพราะเงินที่ได้มาไม่ใช่เงินที่ถูกกฎหมาย ซ้ำยังนำไปซื้อของอีก หากตำรวจสืบสาวจากเงินไปจนกระทั่งถึงของที่ส่งไปโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์ไมเคิลได้ล่ะก็ น้องๆที่นั่นจะต้องเดือดร้อนฐานรับของโจรเป็นแน่ นี่จึงเป็นสาเหตุให้ชาร์มมิ่งและเฟลมมิ่งใช้บริการส่งของของสองเด็กแสบ...ชาลีและเจคอบ 

สองพี่น้องสจ๊วตรออยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็มองเห็นร่างสูงผอมของวัยรุ่นสองคนกำลังจอดมอเตอร์ไซต์ไว้ในที่ลับตาคน ก่อนเดินมาหา ทั้งหมดทักทายกันอย่างสนิทสนม ก่อนแลกเปลี่ยนข่าวสารระหว่างกัน พวกเขามีเวลาไม่มากนัก อย่างน้อยก็ไม่ควรให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาสังเกตเห็นและจำได้ เพราะสองพี่น้องสจ๊วตยังมีคดีติดตัวที่ดิ้นไม่หลุด ดังนั้นเมื่อคุยกันเสร็จ ทั้งหมดจึงช่วยกันขนของขึ้นรถมอเตอร์ไซต์จนครบ 

“แล้วเจอกันอีกสองวันข้างหน้า”ชาร์มมิ่งบอก ยังเหลือของอีกเล็กน้อยที่เขาอยากให้น้องๆที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าได้ใช้ 

“น่าจะให้ซีเคช่วยสงเคราะห์ให้นะ ไหนๆก็เปลี่ยนผู้อำนวยการแล้ว”เจคอบเอ่ย 

ชาร์มมิ่งหัวเราะอย่างขบขัน นั่นสินะ จากนี้ไปคงไม่ต้องเสี่ยงออกมาให้เมื่อยตุ้มแล้ว 

“ฉันแค่หาเรื่องออกมาเจอพวกนายเท่านั้นแหละ” 

ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทว่าท่ามกลางความเงียบ ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อขึ้นมาข้างในใจของทุกคน ณ ที่นี้  

“พวกนาย...มีเงินพอใช้กันหรือเปล่าล่ะ”ไม่ว่าเปล่า ชาร์มมิ่งก็ควักธนบัตรห้าร้อยยูโรออกมาสองใบก่อนยื่นให้ชาลีและเจคอบ ทั้งสองหนุ่มพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนรับมาเก็บไว้ 

“พวกฉันจะรีบเอาของไปส่งให้เร็วที่สุด ไว้เจอกันใหม่” 

มอเตอร์ไซต์สองคันสตาร์ทเครื่องและแล่นออกไปจากตรอกด้วยความเร็วหกสิบกิโลเมตร สองพี่น้องสจ๊วตมองรุ่นน้องจากไปจนลับตา จากนั้นจึงเดินกลับออกไปบ้าง 

  

  

  

  

ทันทีที่มอเตอร์ไซต์สองคันแล่นผ่านร่างของชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่หันหลังให้แล้ว เจ้าตัวก็หันหน้าออกถนน มองทะเบียนของยานพาหนะทั้งสองคันก่อนจดลงไปในสมุดฉีกที่พกติดตัวมา จากนั้นก็ไม่ลืมที่จะเก็บกล้องส่องทางไกลขนาดเล็กลงในกระเป๋าเสื้อโค้ต ดวงตาที่ถูกปกปิดโดยแว่นกันแดดสีดำยี่ห้อเรย์แบนทำให้ใบหน้านั้นดูสุขุมยิ่งขึ้นไปอีก เขาไม่รู้หรอกนะว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าที่ผลสำรวจบอกว่าผู้ชายส่วนใหญ่จะดูหล่อเหลาขึ้นมาเมื่อสวมแว่นดำ 

ชายหนุ่มเดินตามร่างของสองพี่น้องสจ๊วตอยู่ห่างๆ เขาไม่แปลกใจที่สองพี่น้องคู่นี้จะมาโผล่อีกตรอกหนึ่งทั้งๆที่มอเตอร์ไซต์โผล่ออกมาจากตรอกที่เขายืนอยู่ ถึงอย่างไรซะ สองคนนี้ก็ยังคงระวังตัวทุกฝีก้าว เขาคาดว่าสองพี่น้องสจ๊วตคงเดินไปตามถนนอีกสักพัก ก่อนจะจับรถโดยสารสักคันไปยังที่ไหนสักแห่ง ชายหนุ่มไม่รีบร้อนนัก เพราะวันนี้เขาได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มามากพอแล้ว จึงไม่คิดจะเสี่ยงสะกดรอยตามทั้งสองพี่น้องไปจนถึงแหล่งกบดานหรอก ก็อย่างที่เขาได้ยิน อย่างไรซะ อีกสองวันข้างหน้า สองคนนั้นก็ต้องกลับมาที่นี่อีก 

ชายหนุ่มเว้นระยะห่างมากพอที่สองพี่น้องสจ๊วตจะไม่ระแคะระคายใจ เขาเดินตามไปจนกระทั่งอีกฝ่ายหยุดลงที่ป้ายรถเมล์ เจ้าตัวจึงหยุดเดินบ้าง แกล้งทำเป็นนั่งเล่นที่ม้านั่งแถวนั้น ควักหนังสือพิมพ์ที่พับเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตอีกข้างออกมาทำทีเป็นอ่าน โดยไม่ลืมถอดแว่นตาดำออก เพื่อไม่ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาสงสัยเอา 

สองพี่น้องสจ๊วตจับรถเมล์ได้ในที่สุด นัยน์ตาปราศจากแว่นตาดำมองเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จนกระทั่งรถเมล์คันนั้นลับหายไปจากสายตา เขาควักสมุดฉีกขึ้นมาจดเลขรถเมล์ไว้เพื่อคำนวณเส้นทางที่สองพี่น้องสจ๊วตจะกลับบ้าน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรออกไปหาน้องสาว 

“เบอร์ลินเหรอ”เสียงใสจากอีกฝั่งรับสาย 

“โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์ไมเคิล...แล้วพี่จะตามไปสมทบกับเธอที่นั่น

ความคิดเห็น