facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 มิตรหรือศัตรูดูให้ออก 50%

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 มิตรหรือศัตรูดูให้ออก 50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.5k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2563 22:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 มิตรหรือศัตรูดูให้ออก 50%
แบบอักษร

11  

ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ 

 

ตลอดทั้งบ่ายคุณป๋านั่งทำงานอยู่ในห้องโถงกลาง รับโทรศัพท์คุยงานอยู่หลายสาย โดยมีกระต่ายน้อยนอนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ไม่ไกล ทำตัวว่าง่ายไม่ป่วนให้คุณป๋าเสียสมาธิ ตากลมมองหน้าจอมือถือสลับกับคุณป๋า เพิ่งได้รู้ก็วันนี้ว่าคนนั่งทำงานเฉยๆ ยังมีเสน่ห์ถึงเพียงนี้ บางช่วงจังหวะใจลอยถึงขนาดจ้องได้นานเป็นห้านาทีสิบนาที โดยมีตาคมเหลือบมองกลับมาบ้างเป็นระยะ จะว่าไม่ทำให้คุณป๋าเสียสมาธิเลยก็คงไม่ได้ 

กระต่ายน้อยช่างยั่วเย้า บางคราวก็ยั่วยวนโดยไม่รู้ตัว เพราะใส่กางเกงขาสั้นยามนอนคว่ำเล่นโทรศัพท์ขากางเกงมันจึงพะเยิบสูงขึ้นมา เผยต้นขาขาววับๆ แวมๆ ทำเอาเจ้าของนึกอยากลุกขึ้นไปฟัดให้แก้มช้ำอยู่หลายที 

จนกระทั่งฝืนหนังตาถ่วงหนักไม่ไหวแล้วนั่นแหละถึงได้ผล็อยหลับไป ตาคมเหลือบมองกระต่ายดื้อที่ไม่ยอมกลับเข้าไปนอนในห้องดีๆ อย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนจะลุกไปหยิบผ้าห่มผืนนุ่มมาคลุมตัวให้ และจัดท่าทางให้นอนสบายยิ่งขึ้น ปลายนิ้วสากเกลี่ยแก้มขาวใสเบามือ ประกายอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งวาบผ่านดวงตา ความรู้สึกอยากจับยัดใส่กรงไม่ให้ใครได้พบเห็นรุนแรงนัก 

....กระต่ายตัวนี้ มีแค่เขา อยู่ในโลกของเขาก็พอ 

ดูท่าคนตัวเล็กจะยังเพลียมากอยู่ เพราะกว่าต้นน้ำจะตื่นขึ้นมาก็เย็นย่ำแล้ว 

"ผมหลับไปนานแค่ไหน" คนเพิ่งตื่นขยี้ตางัวเงีย เส้นผมฟูฟ่องไม่เป็นทรงน่ามันเขี้ยวที่สุด ทั้งที่หากนอนตอนเย็นแล้วจะปวดหัว ต้นน้ำกลับรู้สึกว่าร่างกายได้ชาร์จแบตเต็มเสียที 

คุณป๋านั่งอยู่ไม่ไกลวางงานลง ยื่นมือมาลูบเส้นผมชี้โด่ชี้เด่ให้เข้าที่ 

"เกือบๆ สามชั่วโมง" 

นานทีเดียวสำหรับการงีบหลับเอาแรง 

"ถึงว่าสิ ผมหิวอีกแล้ว" 

"ไปอาบน้ำเถอะ ฉันนัดเกล้าไว้ตอนหนึ่งทุ่มครึ่งที่เล้านจ์ของโรงแรม" 

เพราะวันนี้เจ้าตัวเล็กคงไม่อยากออกไปไหนไกล 

ต้นน้ำครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเขาอยากเจอคนคนนั้นไหม ต่อให้ป๋าอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนทั้งหมดแล้ว ต้นน้ำก็อดกลัวใจอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี 

คุณป๋าของเขาทั้งเก่งทั้งหล่อ เพอร์เฟคขนาดนี้ ใครอยู่ใกล้แล้วไม่ตกหลุมรักมีด้วยหรือ ดูอย่างตัวเขาสิ เก่งมาจากไหนก็แพ้ให้คุณป๋าราบคาบ 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ 

ต้นน้ำเชื่อคำพูดของคุณป๋า 

ในเมื่อคุณป๋าบอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร 

"ผมควรแต่งตัวยังไง เป็นทางการหรือเปล่า" 

"ไม่ต้องหรอก แต่งตามปกติเถอะ" 

ดังนั้นต้นน้ำจึงเลือกเสื้อไหมพรมสีครีมตัวใหญ่กับกางเกงยีนเข้ารูปสีดำ เครื่องประดับประจำตัวที่ขาดไม่ได้คือโช้คเกอร์หนัง ซึ่งคุณป๋าเป็นฝ่ายเดินมาติดตะขอด้านหลังให้ด้วยตัวเอง 

กระต่ายน้อยยิ้มตาหยีกล่าวขอบคุณ 

"ขอบคุณครับ" 

นิ้วมือสากเลื่อนขึ้นคลึงติ่งหูเล็กที่มีต่างหูของเขาสวมอยู่เล่น ของชิ้นนี้ตั้งแต่เขาใส่ให้ต้นน้ำไม่เคยถอดออกเลยสักครั้ง ใบหน้าเล็กคลอเคลียเข้าหาสัมผัสของคุณป๋าด้วยความชอบใจ ก่อนคุณป๋าจะผละไปจัดการตัวเองบ้าง 

ต้นน้ำจึงเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดดูอะไรเรื่อยเปื่อยค่าเวลา ก่อนการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันสีเขียวจะเด้งขึ้นมา 

....คุณกรณ์ 

'ต้นน้ำว่างวันไหน ผมจะเอาเสื้อผ้าไปคืนให้' 

เสื้อผ้าของคุณป๋าที่คุณกรณ์ใส่กลับไปวันนั้น ต้นน้ำแทบลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่สำคัญคือเขาอยากขอโทษชายหนุ่มอย่างจริงจังด้วยตัวเองอีกครั้งด้วย กลับไปคงต้องหาเวลาไปเจอหน่อยแล้ว แต่ทางที่ดีไม่ให้คุณป๋ารู้จะดีที่สุด 

กลีบปากบางเม้มแน่น เขายังไม่ได้กดเข้าไปอ่านข้อความทันที อาศัยอ่านเอาจากแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาด้านบน ดังนั้นคุณกรณ์จึงยังไม่รู้ว่าเขาเห็นข้อความแล้ว 

เพราะไม่รู้ว่าคุณป๋าจะพากลับวันไหน อีกอย่างยังมีเรื่องหนึ่งที่ต้นน้ำร้อนใจ เขายังต้องหาเงินอีกจำนวนสองล้านสำหรับซื้อที่ดิน เรื่องนี้คงต้องพึ่งบารมีของมาม่าจริงๆ จังๆ แล้ว จำนวนเงินสองล้านไม่นับว่ามาก แต่ป๋าไม่อนุญาตให้ต้นน้ำรับงานคนอื่นแล้ว มาม่ารู้จักคนในเครือข่ายเป็นวงกว้าง น่าจะพอมีใครสักคนทำสัญญากู้ยืมให้เขาได้ 

ต้นน้ำได้รับเงินมาจากคุณป๋าห้าล้าน คงไม่กล้ารบกวนอีก อีกอย่างเรื่องส่วนตัวของเขา ต้นน้ำอยากลองหาทางด้วยตัวเองสักตั้ง 

อีกอย่างเขามีเดิมพัน 

เงินก้อนนี้คือทั้งหมดที่เขามี หากจ่ายค่าที่ไปแล้วคงเหลือติดตัวไม่มากเท่าไหร่ ป๋าบอกให้เขาเลิกรับงานคนอื่นก็จริง แต่ยังไม่ได้บอกให้เขาเลิกทำอาชีพนี้ เท่ากับป๋าอยากผูกขาดเขาไว้คนเดียว แต่ต้นน้ำยังต้องหาเงินสำหรับเลี้ยงตัวเองและเด็กๆ ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เรื่องนี้คงต้องคุยกับป๋าอย่างจริงจัง 

ป๋าอยากให้ต้นน้ำอยู่ในฐานะไหน เป็นเพียงโฮสคนหนึ่ง หรืออยากให้ต้นน้ำเป็นคนสำคัญในชีวิตของป๋า ถึงตอนนั้นป๋าคงมีคำตอบให้ต้นน้ำแล้ว 

 

เล้านจ์ของทางโรงแรมหรูหราโอ่อ่า สมกับเป็นโรงแรมระดับห้าดาว ตอนที่ภูผาและต้นน้ำมาถึง เกล้าก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว คุณป๋าเพียงสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงสแล็กเรียบง่าย ผิดกับเกล้าที่ยังอยู่ในชุดสูทเต็มยศเพราะเพิ่งกลับมาจากที่ทำงาน 

"มาแล้วหรือครับ เชิญนั่งเลย" เกล้าลุกขึ้นต้อนรับผู้มาทีหลังทั้งสองคน ดวงตาสุกสกาวหันมาทางต้นน้ำและยิ้มให้เล็กน้อยด้วยท่าทางเป็นมิตร 

"มานานหรือยัง" ภูผาเอ่ยปากถามขณะนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับเกล้า ส่วนต้นน้ำนั่งข้างคุณป๋า 

"ไม่นานครับ เพิ่งมาถึงสักครู่ สั่งไวน์ไปแล้วด้วย ขวดนี้พี่ผาน่าจะชอบนะ ต้นน้ำล่ะครับ ดื่มได้ไหม" 

คนตัวเล็กจ้องขวดไวน์ราคาแพงบนโต๊ะ บริกรเดินตามเข้ามาเพื่อรินให้กับแขกที่มาเพิ่มอีกสองท่าน 

"ไม่ถนัดเท่าไหร่ครับ แต่ก็ดื่มได้" ต้นน้ำตอบตามความเป็นความเป็นจริง ไม่ได้ต้องการหักหน้าใคร ด้วยหน้าที่ทำให้ดื่มเก่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าชอบ ต่อให้เป็นน้ำผลไม้หมักราคาแพงนี่ก็เถอะ 

ภูผาหันไปสั่งน้ำส้มคั้นให้กระต่ายน้อยหนึ่งแก้วโดยไม่ถามเจ้าตัว โดยมีดวงตาคู่หนึ่งมองการกระทำเหล่านั้นโดยไม่พูดอะไร 

เป็นกระต่ายน้อยที่ยิ้มกว้างเสียจนแก้มแทบปริ มือลูบต้นขาคุณป๋าใต้โต๊ะเบาๆ เป็นการขอบคุณ 

ป๋ารู้ใจต้นน้ำที่สุด! 

"สั่งอาหารเถอะ จะได้ไม่ต้องรอนาน" 

ต่างคนต่างดูเมนูและสั่งอาหารจานเดียวมาคนละอย่าง ต้นน้ำเลือกเป็นสเต๊กง่ายๆ หนึ่งชิ้นให้เหมาะกับไวน์แดง เขาเพียงมาเป็นเพื่อนคุณป๋า ในเมื่ออยากให้เขาทำความรู้สึกกับเกล้าเขาก็จะทำให้ แต่นี่ไม่ใช่มื้ออาหารที่รอคอยอะไร รีบกินรีบกลับไปใช้เวลาจู๋จี๋กับคุณป๋าสองคนดีกว่า 

"พวกเธอสองคนเคยเจอกันแล้ว" หลังจากบริกรรับออเดอร์และเดินจากไป ภูผาจึงเป็นคนเริ่มต้นบทสนทนา แม้ว่าสถานการณ์ครั้งที่แล้วจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็นับว่าเคยเจอกันแล้วจริงๆ 

ตาหงส์เหลือบมองคนฝั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกัน 

"ยินดีที่ได้รู้จักครับเกล้า" 

"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับต้นน้ำ" 

"พวกเธออายุเท่ากัน ไม่ต้องมากพิธีหรอก" 

อ้อ อายุเท่ากันสินะ แต่หลายๆ อย่างช่างดูแตกต่างกันมากจริงๆ 

"เกล้าต้องอยู่ประจำการที่นี่ตลอด เขาคุ้นชินกับที่นี่มากกว่าฉัน เธออยากไปเที่ยวไหนก็ลองให้เขาแนะนำดู" 

"แหม ป๋าพูดเหมือนมีเวลาว่างพาผมไปเลย" กระต่ายน้อยกระเง้ากระงอดคุณป๋าอย่างไม่จริงจัง ตาหงส์ยังคงเป็นประกายระยิบระยับยามมองคุณป๋า ไม่ได้เก็บซ่อนอะไรทั้งสิ้น 

ป๋าไม่แนะนำว่าต้นน้ำเป็นใคร เกล้าเองก็ไม่ได้ถาม แต่การกระทำระหว่างทั้งสองคนนั้นชัดเจนมากขนาดนี้ หากบอกว่าไม่รู้ก็คงหลอกตัวเองแล้ว 

"วันเสาร์นี้ฉันว่าง หามาแล้วกันว่าอยากไปไหน" 

เกล้าได้ยินทั้งสองคนพูดคุยกันจึงเอ่ยแนะนำขึ้นมาที่หนึ่ง 

"วัดหลงซานไหมครับ ใครมาไต้หวันก็ต้องไปไหว้พระขอพรที่นี่ ชื่อเสียงโด่งดังมากโดยเฉพาะเรื่องความรัก ต้นน้ำลองไปดูสิ" 

"ถ้าเรื่องความรักคงไม่ต้องขอพรแล้วล่ะ เพราะผมเจอแล้ว" คำตอบนี่แม้จะพูดออกไปด้วยรอยยิ้มทีเล่นทีจริง แต่เกล้ากลับเหมือนได้ยินคำเตือนบางอย่างอยู่ในใจความ 

รอยยิ้มเรียบง่ายบนใบหน้าจึงกว้างมากขึ้นกว่าเดิม อดเหลือบสายตามองไปทางคนด้านข้างต้นน้ำแวบหนึ่งไม่ได้ ภูผาเพียงแค่แกว่งแก้วไวน์ในมือไปมาโดยไม่พูดอะไร 

"แต่ก็น่าสนใจ เราไปกันนะครับ" กระต่ายน้อยกล่าวเสริมพร้อมกับหันไปถามความเห็นคุณป๋า 

ภูผาเพียงตอบกลับมาคำเดียว "ได้" 

เกล้ายิ้มรับสถานการณ์ตรงหน้าโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน 

"แล้วก็ ผมอยากไปบ่อน้ำพุร้อน เห็นว่าที่ไต้หวันมีหลายที่ได้รับความนิยม ถ้าป๋ามีเวลาเราไปพักกันสักคืนหนึ่งก่อนค่อยกลับได้ไหมครับ" ด้วยความเคยชินจึงหลุดเรียกชื่อคุณป๋าโดยไม่ทันรู้ตัว เกล้าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยกับคำเรียกแปลกหูนั้น แต่ไม่ได้ถามอะไร ทั้งยังหวังดีเอ่ยแนะนำสถานที่ให้อีกด้วย 

"ถ้าบ่อน้ำพุร้อนขึ้นชื่อของไต้หวันก็ต้องเป็นแถวๆ เป่ยโถวครับ ขับรถจากนี่ไปประมาณสี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว พักสักคืนก็ดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาแช่น้ำ เดินเที่ยวเพลินๆ ผมเคยไปครั้งหนึ่งประทับใจมาก เดี๋ยวจะส่งข้อมูลที่พักให้นะครับ" 

"ดีเลย ขอบคุณครับ" ในเมื่ออีกฝ่ายเสนอตัวอยากช่วยถึงเพียงนี้ ต้นน้ำก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธน้ำใจ 

หลังจากนั้นบริการนำอาหารเข้ามาเสิร์ฟพอดี บทสนทนาจึงหยุดลง เปลี่ยนเป็นการพูดคุยถึงเรื่องรสชาติอาหารแทน 

ส่วนใหญ่แล้วบทสนทนาดำเนินไปโดยคนสองคนคือเกล้ากับต้นน้ำ มีภูผาตอบคำบ้างไม่มากนัก แต่ทุกคำพูดล้วนไม่พลาดจากหูคุณป๋าเลย 

เกล้าไม่ได้พยายามเอาใจหรือพูดคุยในฐานะสนิทสนมเป็นพิเศษกับภูผาให้ต้นน้ำเห็นสักนิด อีกฝ่ายวางตัวดีมาก ตอบโต้กับต้นน้ำอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ถึงอย่างนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่ปิดไม่มิด 

และต้นน้ำไม่ปล่อยให้มันหลุดรอดสายตาไปเช่นกัน 

มื้ออาหารจบลงที่ของหวานซึ่งมีเพียงเกล้ากับต้นน้ำเท่านั้นที่รับ เสียงโทรศัพท์ของภูผาดังขึ้นในตอนนั้นพอดี ร่างสูงใหญ่จึงขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ด้านนอก 

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปในอีกแบบหนึ่งทันที 

มือเล็กวางช้อนของหวานลง ดวงตาหงส์นิ่งงัน จ้องมองคนฝั่งตรงข้ามด้วยดวงตาเรียบเฉย ทว่าข้างในกลับไม่เป็นเช่นนั้น เขารู้ดี ผู้ชายคนนี้มองคุณป๋าด้วยสายตาแบบเดียวกันกับเขา! 

แม้จะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้แล้วก็ตาม แต่ต้นน้ำที่คุ้นเคยกับสายตาแบบนี้ดียิ่งกว่าใครไม่มีทางมองพลาดไปได้ 

"คุณชอบเขา" ต้นน้ำเอ่ยบอกข้อเท็จจริงที่รับรู้โดยไม่ปิดบัง 

คนถูกเผยความลับกลับเพียงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันหรือท้าทาย เป็นเพียงรอยยิ้มธรรมดาที่ส่งขึ้นไปถึงดวงตายามมองมาทางต้นน้ำ ยิ้มของคนที่รู้ตัวเองดี 

"ผมชอบเขาแล้วยังไง ถ้าความสัมพันธ์มันพัฒนาได้ก็คงไม่ต้องรอมาจนถึงสามปี" 

เกล้ารู้ดี รู้มาตั้งแต่ต้น 

ภูผาแบ่งแยกเส้นระหว่างเขาทั้งสองคนชัดเจน เกล้าจึงไม่เคยคิดสารภาพความในใจ ที่มันเป็นอย่างทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว ความรู้สึกที่เขามีให้ภูผาไม่ต้องการหวังผลใดๆ 

แต่ถึงอย่างนั้นต้นน้ำก็ยังไม่วางใจอยู่ดี ดวงตาที่ใช้มองอีกฝ่ายไม่ลดความระมัดระวังลงแม้เพียงเสี้ยวเดียว 

"ต้นน้ำไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่เคยบอกความรู้สึกของตัวเองกับเขา" 

แต่คุณป๋าไม่ใช่คนโง่ เขาจะมองไม่ออกเลยหรือไงว่าเกล้ารู้สึกอย่างไรกับตัวเอง สายตาเทิดทูนบูชาที่แม้กระทั่งต้นน้ำยังมองออก คุณป๋าที่อยู่ด้วยกันมาตั้งสามปีจะไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร 

ความรู้สึกหวงแหนอัดแน่นอยู่เต็มอก แต่เขาเป็นใครล่ะ มีสิทธิ์อะไรต่อว่าเกล้าเรื่องนี้ สถานะอะไรก็ไม่มี เป็นเกล้าเสียอีกที่ทำประโยชน์ให้คุณป๋าได้มากกว่าตัวเขาเอง 

"ผมไม่ได้ห่วง" ตาหงส์เลื่อนออกจากคนตรงหน้า มองไปตามทางที่คุณป๋าเพิ่งเดินหายไป ต้นน้ำเองก็อยากมีประโยชน์กับคุณป๋านอกจากเรื่องบนเตียงบ้าง อยากยืนเคียงข้างกันด้วยความภาคภูมิใจ 

เกล้ามองต้นน้ำด้วยสายตาทอประกายรอยยิ้มจางอ่อน มีใครบ้างที่อยู่ใกล้คนคนนั้นแล้วสามารถหักห้ามใจตัวเองได้บ้างเล่า ไม่แปลกที่ต้นน้ำจะนึกกลัว 

ตัวเองมีพร้อมพอที่จะหยุดคนเพอร์เฟคไปเสียทุกอย่างคนนั้นหรือเปล่า เกล้าเข้าใจความรู้สึกเหล่านั้นดี 

"พี่ผาให้ความสำคัญกับต้นน้ำมากนะ ถ้าผมเดาไม่ผิด ที่เขากลับไทยกะทันหันเพราะต้นน้ำใช่ไหม" 

ตาหงส์ถอนกลับมายังคนฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง ไม่ตอบคำ พิจารณาสีหน้าของอีกฝ่ายไปด้วย 

เห็นต้นน้ำไม่ตอบ เกล้าจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ เช่นเดิม 

"คนบ้างานขนาดนั้นยอมทิ้งเรื่องที่ให้ความสำคัญมากที่สุดกลับไปหา นั่นหมายความว่าสำหรับพี่ผา เขาเห็นต้นน้ำสำคัญมากยิ่งกว่างานเสียอีก เพราะฉะนั้นต้นน้ำไม่มีอะไรต้องกลัว" 

"...." 

"ถ้าเรื่องระหว่างผมกับเขามันเป็นไปได้ มันก็คงเป็นไปตั้งแต่สามปีที่แล้วแล้ว" 

คำพูดของเกล้าทำให้ความกระวนกระวายใจของต้นน้ำสงบลง สัญชาตญาณบ่งบอกว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้าย หากว่าไม่ใช่ เขาก็แสดงละครเก่งมากทีเดียว 

 

 

 

50% 

>>>> 

ตัวละครเกล้านี่เทาๆ เนอะ 

แบบนี้ถือว่ามาดีได้หรือเปล่าหนอ 

เอ....หรือว่าแสดงละครเก่งกันนะ 

ปล.ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจค่า 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว