facebook-icon Instagram-icon

เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยการกดถูกใจและดาว รวมทั้งซื้อนิยายด้วยกุญแจหรือเหรียญด้วยนะคะ ^^

บทที่ 1 เปิดฉาก 1

ชื่อตอน : บทที่ 1 เปิดฉาก 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 134

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 เม.ย. 2563 12:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 เปิดฉาก 1
แบบอักษร

เสียงรองเท้าสองคู่วิ่งไปตามตรอกแคบๆในยามบ่ายของเดือนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี แม้นักวิ่งทั้งสองคนจะรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิและความชื้นที่มากขึ้นตามร่างกาย แต่เชื่อเถอะ แค่อากาศร้อนแค่นี้คงไม่ทำให้สองพี่น้องสจ๊วต นักต้มตุ๋นมือฉมังอันลือชื่อหยุดวิ่งได้ 

  ชาร์มมิ่ง สจ็วต หนุ่มรูปหล่อแต่ยึดอาชีพเป็นนักต้มตุ๋นตั้งแต่หนีออกมาจากโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าได้คลำมือไปที่กระเป๋ากางเกงเพื่อตรวจสอบว่าของที่ขโมยมายังไม่หายไปไหน มันคือสร้อยคอไพลินเม็ดงามราคาเหยียบล้านของคุณหญิงคนดังแห่งเขตการปกครองที่สิบหก รู้ไหม อะไรๆมันจะง่ายดายกว่านี้เยอะ ถ้าหากว่าหล่อนยังหลงคารมคมคายของเขาอยู่ และสามีของหล่อน ท่านนายพลแห่งเขตการปกครองที่สิบหกจะไม่ไหวตัวทัน แจ้งความจับเขาและน้องสาวแบบนี้ 

  เฟลมมิ่ง สจ๊วต สาวน้อยใบหน้ารูปไข่น่ารักแต่ซ่อนความฉลาดล้ำลึกเอาไว้ภายใต้ใบหน้าใสซื่อ เธอกำลังคำนวณเส้นทางในการหนีเอาตัวรอดจากสายสืบที่วิ่งตามมาข้างหลังสองคน หญิงสาวสบถในใจอย่างหัวเสีย ให้ตายสิ สองคนข้างหลังดันวิ่งตามมาเร็วเป็นบ้า ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ ถ้าสมองของเธอยังหาเส้นทางหนีเอาตัวรอดไม่ได้ต่อไปแบบนี้ มีหวังเธอและพี่ชายต้องเสร็จแน่ๆ 

           เบอร์ลิน เรดคลิฟ หนุ่มหน้าตายสายสืบชื่อดังกระฉ่อนสถานีตำรวจกำลังโฟกัสไปที่นักต้มตุ๋นผู้เป็นเป้าหมายสองคนที่กำลังหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาอาจจะไม่ใช่คนพูดมาก แต่บอกได้เลยว่าตอนนี้เขาเริ่มจะเหนื่อยแล้ว และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ เขาและน้องสาวต้องทำผู้ร้ายหลุดมือแน่ ซึ่งเรื่องแบบนี้เขาจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด เพราะมันจะกระทบต่อชื่อเสียงของนักสืบเอกชนและสายสืบจำเป็นของสถานีตำรวจในเมืองแห่งนี้ 

           ทาลินน์ เรดคลิฟ แม้จะเป็นสายสืบหญิง แต่เธอก็ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้แน่ ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่ถูกจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงอันตรายประจำสถานีตำรวจประจำเมืองนี้ เธอและพี่ชายสร้างวีรกรรมเอาไว้เยอะ และที่สำคัญก็คือ ไม่มีใครกล้าท้าตีเธอเรื่องความรู้ได้ เพราะหญิงสาวเป็นเจ้าของไอคิวหนึ่งร้อยห้าสิบ คลังสมองของเธออัดแน่นไปด้วยข้อมูล รูปพรรณสัณฐานของวายร้ายแห่งเมืองนี้ ฉะนั้น เพียงแค่มองหน้าตาและท่าทางปราดเดียว หญิงสาวสามารถวิเคราะห์และดึงข้อมูลออกมาจากเซลล์สมองเพื่อใช้ในทันที ในตอนนี้หญิงสาวสามารถบอกได้เช่นกันว่านักต้มตุ๋นตรงหน้าฉลาดเป็นกรด เธอและพี่ชายอาจจะต้องออกแรงและใช้สมองสักหน่อยเพื่อให้ได้ตัวผู้ร้ายคู่นี้มา 

           ในที่สุดพี่น้องสจ๊วตก็ตัดสินใจเลี้ยวขวาที่ซอยข้างหน้า คงต้องเสี่ยงดวงกันหน่อยล่ะงานนี้ ถ้าโชคเข้าข้างล่ะก็ งานนี้ทั้งสองอาจจะเจอทางลัดที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนก็ได้ 

           งานนี้แหละ จะได้ฉวยโอกาสหนีรอดจากสองสายสืบฝาแฝดจอมตื๊อเสียที 

           “หยุดนะ งานนี้พวกแกหนีไม่รอดแล้ว”ทาลินน์ชักปืนโคลท์ออกมาจ่อตรงหน้าทันที 

           ชาร์มมิ่งหยุดวิ่ง เขากะพริบตาถี่ๆด้วยความมึนงง เมื่อครู่นี้ชายหนุ่มคิดว่ายัยนี้น่าจะเป็นคนที่วิ่งรั้งท้ายไม่ใช่เหรอ ไหงตอนนี้มาดักหน้าเขากับน้องสาวได้แล้วล่ะ 

           “อย่าดุสิคนสวย ผมว่าปืนผ่าหน้าไม้ไม่เหมาะกับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างคุณนะ”ชาร์มมิ่งหยอดคนตรงหน้า 

           ทาลินน์มองอีกฝ่ายด้วยความไม่ชอบใจ หมอนี่ไม่ได้จงใจชมเธอด้วยซ้ำ เขาแค่จะอ่อยสาวก็เท่านั้นเอง แทนที่ผู้ร้ายตรงหน้าจะทำให้เธอรู้สึกประนีประนอม กลับกลายเป็นว่าเธอยิ่งจ่อปืนเข้าไปใกล้เขามากขึ้น เพราะเขาดันพูดออกมาว่าเธอตัวเล็ก 

           เธอไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงตัวเล็ก แม้แต่เพื่อนที่สถานีก็ยังไม่มีใครหลุดปากพูดแบบนี้กับเธอเลยสักคน 

           “หันหน้าเข้าหากำแพง ยกมือไว้บนหัว อย่าตุกติกเป็นอันขาด พวกเราดักไว้หมดแล้ว หากมีการขัดขืนล่ะก็ ลูกตะกั่วในปืนโคลท์ได้ไปกลิ้งเล่นอยู่ในกบาลแกแน่”พูดเสร็จก็ผลักร่างของชาร์มมิ่งติดกำแพง ก่อนจะใช้มือคลำไปทั่วร่างของชายหนุ่มเพื่อหาอาวุธที่อาจซุกซ่อนอยู่ 

           แต่จู่ๆชายหนุ่มก็ร้องขึ้นมาอย่างเสียวๆ 

           “อ่า ผมไม่คิดว่าคุณตำรวจจะเล่นปูไต่กลางวันแสกๆแบบนี้นะครับ” 

           “หุบปากนะ! ฉันไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นสายสืบเฉพาะกิจย่ะ”ทาลินน์แหว เธอกำลังคลำไปที่กระเป๋ากางเกงของอีกฝ่าย ในที่สุดหญิงสาวก็พบอะไรบางอย่าง มือเล็กจึงล้วงเข้าไปข้างใน 

           “อ่า ขยับมาทางซ้ายอีกหน่อยจะดีมาก” 

           ทาลินน์ส่งเสียงหึ แต่ไม่คิดจะทำร้ายร่างกายอีกฝ่าย เธอรอจนกระทั่งมือล้วงไปโดนวัตถุบางอย่าง 

           “ฉันเจอแล้ว”ทาลินน์บอกพี่ชายที่กำลังค้นตัวเฟลมมิ่งอยู่เช่นกัน หญิงสาวชูสร้อยคอที่โดนขโมยมาได้ให้เบอร์ลินเห็น ชายหนุ่มพยักหน้ารับเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะดึงร่างของเฟลมมิ่งขึ้นมา 

           แค่นี้คดีก็น่าจะปิดลงได้แล้วสินะ 

  

  

  

           ตอนที่ไปถึงสถานีตำรวจ ร่างอ้วนของท่านนายพลมากชื่อก็นั่งรออยู่แล้ว ทันทีที่เห็นหน้าพี่น้องสจ๊วต ท่านนายพลก็ก่นด่าไม่หยุดปาก จนต้องลากสองพี่น้องนักต้มตุ๋นไปขังไว้อีกห้อง รอจนกว่าท่านนายพลจะอารมณ์เย็นกว่านี้ แล้วค่อยดำเนินคดีต่อ 

           “นี่คือของที่ถูกขโมยไปค่ะ”ทาลินน์บอกท่านนายพล พร้อมกับยื่นสร้อยคอไพลินให้ชายร่างอ้วน 

           “ทำดีมากคุณสายสืบ สารวัตรเชปพาร์ด ลูกน้องคุณทำงานได้ดีมาก”ท่านนายพลเอ่ยปากชม ในระหว่างนี้เขาคงต้องอยู่ที่สถานีตำรวจอีกนานเพื่อดำเนินคดีกับสองพี่น้องนักต้มตุ๋น จึงเรียกสารถีรถม้าประจำตัวมาบอกให้เอาสร้อยคอไพลินไปเก็บไว้ในรถก่อน 

           สารวัตรเชปพาร์ดยิ้มในหน้า เมื่อเห็นว่าคดีอุกฉกาจนี้กำลังจะจบลง ก็มองไปที่ลูกน้องสายสืบ...ฝาแฝดเรดคลิฟด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นจึงเดินไปตบบ่าเบอร์ลิน 

           “งานก็เสร็จแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องเอกสารการดำเนินคดี สายสืบอย่างพวกเธอคงไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่งกับเอกสาร เพราะงั้นวันนี้ฉันอนุญาตให้พวกเธอลาพักครึ่งวัน” 

           เบอร์ลินตาโต เขามองหน้าสารวัตรด้วยความทึ่งแต่ไม่พูดอะไร สงสัยสารวัตรเชปพาร์ดคงจะเห็นใจพวกเขาสองคนที่ตามคดีนี้มาเป็นอาทิตย์ เพราะสองพี่น้องสจ๊วตก็ใช่ย่อย เล่นเอาตำรวจทั้งโรงพักเหนื่อยไปตามๆกัน ในที่สุดพอจับผู้ร้ายได้แล้ว สารวัตรก็คงอยากให้พวกเขาได้พักผ่อนเต็มอิ่มบ้าง 

           “ขอบคุณค่ะ สารวัตร”ทาลินน์ตอบแทนพี่ชาย ก่อนจะเอ่ยขอตัวไปเก็บของที่ห้องทำงาน แล้วค่อยออกไปหากาแฟข้างนอกกินกับพี่ชาย 

           สารวัตรเชปพาร์ดมองสายลืบสองคนเดินหายเข้าไปในห้องทำงาน จากนั้นจึงตัดสินใจเดินไปหาท่านนายพลที่ห้องของตน 

  

  

  

           “ฉันมีความคิดดีๆนะชาร์ม”เสียงหวานดังขึ้น 

           “ฉันกำลังรอให้เธอบอกนี่แหละเฟลม”ชาร์มมิ่งเอ่ย 

           “ฉันไม่อยากถูกมัดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี่ และตอนจบจะต้องไม่เข้าไปนอนในซังเต เพราะฉะนั้น พี่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฉันหน่อย รู้แล้วบอกด้วย ฉันจะได้หาวิธีพาพวกเราออกไปจากที่นี่” 

           ชาร์มมิ่งรู้อยู่แล้วว่าถ้าเป็นเรื่องคำนวณล่ะก็ขอให้บอกน้องสาว แต่ถ้าเป็นเรื่องข้อมูลดิบล่ะก็ สายตาของนักต้มตุ๋นผู้ว่องไวไม่มีทางพลาด 

           “มียามเฝ้าอยู่หน้าห้องหนึ่งคน ที่หน้าต่างหนึ่งคน พวกตำรวจคงกะปิดทางหนีเราเต็มที่ชัวร์”ชาร์มมิ่งบอก 

           “อืม งานนี้ไม่ยากหรอก ชาร์ม” 

           “ว่ามาเลย น้องรัก พี่รออยู่” 

           “ก่อนอื่น เราคงต้องแก้เชือกที่มัดมือออกก่อน”เฟลมมิ่งเสนอ 

           “ในห้องนี้ไม่มีอาวุธหรือของมีคมเลยนะ” 

           “กลัวอะไร ชาร์ม มีมือก็ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์” 

           ว่าแล้วสองพี่น้องสจ๊วตก็หันหลังชนกันทำตามแผนขั้นตอนแรก นั่นก็คือ แก้มัดมือออกเสียก่อน! 

  

  

         เมื่อดำเนินเรื่องเอกสารเรียบร้อยแล้ว สารวัตรเชปพาร์ดคิดว่าคงถึงเวลาเสียทีที่จะพาท่านนายพลไปพบนักต้มตุ๋นตัวร้ายทั้งสองคนในห้องขังอีกฝั่งหนึ่ง สารวัตรวัยกลางคนคิดว่าคดีนี้ควรปิดได้เสียที เย็นนี้เขาจะได้ไปฉลองกับลูกน้องคนอื่นๆที่ร้านอาหารในเมือง 

           นี่เขาเป็นคนรอบคอบใช่ไหม สารวัตรถามตัวเอง เนื่องจากเขาเป็นคนสั่งให้ตำรวจสองนายไปเฝ้าไว้ที่ประตูห้องหนึ่งคนและทางหน้าต่างอีกหนึ่งคน หากพี่น้องสจ๊วตคิดจะเล่นตุกติกล่ะก็ มันต้องถูกรวบตัวเอาไว้ได้แน่นอน 

           “ทางนี้ครับ ท่านนายพล”สารวัตรผายมือเชิญท่านนายพลให้เดินไปที่ห้องคุมตัวผู้ต้องหา หากแต่พอไปถึงหน้าห้อง ตำรวจที่ควรจะยืนเฝ้าอยู่ดันหายไปเสียแล้ว 

           “นี่มันอะไรกันสารวัตรเชปพาร์ด”ท่านนายพลถาม เมื่อครู่ตอนที่สารวัตรสั่งงานลูกน้องในสายงาน เขาก็อยู่ด้วย จึงได้ยินคำสั่ง แต่ตอนนี้ล่ะ ตำรวจนายนั้นหายไปไหนแล้ว 

           “ถอยออกมาห่างๆครับ ท่านนายพล”สารวัตรเชปพาร์ดบอก ก่อนจะกันท่านนายพลไปอยู่ข้างหลัง มือเอื้อมไปชักปืนโคลท์ออกมาจากที่คาดด้านหลัง มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยื่นไปกระชับลูกบิด 

           มันล็อก 

           เขาอยากจะบ้าตาย ก็กุญแจห้องนี้มันอยู่กับตำรวจที่เฝ้าหน้าห้องคนนั้นนี่หว่า นี่มันวันซวยอะไรของเขาวะเนี่ย ประเด็นคือก่อนเขาจะไปพบท่านนายพล เขาก็เป็นคนสั่งให้ลูกน้องล็อกประตูนี้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายหนี แต่ไอ้ที่ให้ล็อกน่ะ มันต้องล็อกจากข้างนอก ไม่ใช่จากข้างใน พับผ่าสิ แล้วทีนี้จะเปิดประตูอย่างไร 

           สารวัตรเชปพาร์ดหยิบว็อกกี้ ท็อกกี้ขึ้นมาก่อนเรียกไปหานายตำรวจที่เฝ้าอยู่ที่หน้าต่าง 

           “ครับ สารวัตร”นายตำรวจตอบรับ 

           “ตรงนั้นมีอะไรผิดปกติบ้างไหม”สารวัตรเชปพาร์ดถาม 

           “ไม่มีครับ ทุกอย่างปกติดี” 

           แต่สารวัตรเชปพาร์ดต้องการยืนยันเพื่อความแน่ใจ 

           “เห็นอะไรบ้าง จ่า” 

           เสียงเงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนจ่าคนเดิมจะตอบกลับมา 

           “ผมเห็นศีรษะผู้ชายนั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่พวกเราจัดให้สองพี่น้องนักต้มตุ๋นนั่งครับ” 

           “ผมสีอะไร” 

           “ดำครับ” 

           สีเดียวกับของชาร์มมิ่ง สจ๊วต 

           “เห็นแค่นั้นเหรอ พวกเขากำลังทำอะไรอยู่” 

           “ไม่ทราบครับ ข้างบนปิดผ้าม่านไว้ ผมมองเห็นเพราะมีรอยม่านแง้มไว้เท่านั้น” 

           แต่สารวัตรไม่ได้ให้ใครปิดผ้าม่านในห้องนั้น 

           “ไม่เป็นไร เลิกกันแค่นี้” 

           “ครับ” 

           สารวัตรเรียกจ่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆมาแทน  

           “เตรียมอุปกรณ์ เราจะพังประตูเข้าไป”สารวัตรเชปพาร์ดบอก 

           “สารวัตรครับ ทราบแล้วเปลี่ยน”จ่าในว็อกกี้ ท็อกกี้วอบอกด้วยเสียงร้อนรน 

           “มีอะไร” 

           ท่านนายพลจะกลับแล้วหรือครับ” 

           “ยังนี่ ตอนนี้ท่านนายพลอยู่กับฉัน ทำไมเหรอ” 

           “ก็...รถม้าของท่านนายพลน่ะสิครับ สารถีกำลังขับพามันออกไป” 

           “อะไรนะ บัดซบเอ้ย!”สารวัตรเชปพาร์ดสบถ ก่อนจะถลันออกไปข้างนอกสถานีโดยไม่ฟังเสียงร้องถามของท่านนายพล 

           “หยุดก่อนๆ บอกให้หยุดไง!”สารวัตรเชปพาร์ดตะโกนเรียก หากแต่ไม่ทันเสียแล้ว สารถีพึ่งขับรถม้าพ้นเขตของสถานีตำรวจไป 

           “เกิดอะไรขึ้น สารวัตร แล้วสารถีพารถม้าของผมไปไหน”ท่านนายพลถาม 

           “เดี๋ยวเราก็รู้ครับ เราต้องลองพังห้องคุมตัวผู้ต้องหาเข้าไปก่อน”สารวัตรเชปพาร์ดตอบ 

           อย่าให้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้เลย 

  

  

  

กว่าจะพังห้องคุมตัวผู้ต้องหาเข้าไปได้ก็กินเวลานานอยู่โข ท่านนายพลคาดหวังว่าจะได้เห็นสองพี่น้องสจ๊วตนั่งรอชะตากรรมอยู่  

แต่ก็เปล่า ร่างที่นั่งอยู่คือร่างเปลือยของนายตำรวจคนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องคุมตัวผู้ต้องหา เขาถูกมัดเอามือไพล่หลัง ท่าเดียวกับที่สองพี่น้องนักต้มตุ๋นถูกจับมัดไว้ก่อนหน้านี้ 

เป็นอย่างที่สารวัตรเชปพาร์ดคิด ป่านนี้ชาร์มมิ่งก็คงปลอมตัวด้วยเสื้อผ้าตำรวจของจ่าคนนี้ แล้วเดินลอยชายพาร่างของเฟลมมิ่งออกไปจากสถานีตำรวจได้อย่างสบายๆ 

แต่ประเด็นก็คือ ทั้งสองพี่น้องทำอย่างไรถึงให้จ่าคนนี้ปลดล็อกห้องจากข้างนอกให้ ทั้งๆที่เขาก็กำชับนักหนาแล้วว่าห้ามเปิดจนกว่าเขากับท่านนายพลจะกลับมา 

หวังว่าคงไม่ใช่มุกขอไปเข้าห้องน้ำหรอกนะ 

“ไหนเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้น”สารวัตรเชปพาร์ดถาม 

“ครับ ผมได้ยินเสียงพี่น้องสจ๊วตร้องขอความช่วยเหลือ ตอนแรกก็นึกว่าเป็นมุกหลอกตำรวจ ก็เลยแข็งใจทำหน้าที่ต่อไป แต่อยู่ๆไอ้คนเป็นพี่ชายก็ตะโกนขึ้นมาครับว่าน้องสาวเป็นหอบหืด คือว่า...ลูกสาวผมก็เป็นโรคนี้ครับ เลยรู้ว่าอาการมันทรมานแค่ไหน ผมทนไม่ได้เลยเปิดประตูเข้าไป ผมเห็นคนน้องสาวกำลังชัก แต่เธอถูกมัดมือติดอยู่บนเก้าอี้ มันเป็นภาพที่ทรมานมากครับ ผมไม่รู้ว่าควรจะเริ่มปฐมพยาบาลอย่างไรก่อนดี จู่ๆคนเป็นพี่ชายก็บอกให้ผมไปปิดหน้าต่าง ปิดผ้าม่านด้วย เพราะฝุ่นจากข้างนอกหน้าต่างเข้ามามากเกินไป น้องสาวเขาเลยเกิดอาการแพ้ ผมก็ทำตาม จากนั้นเขาก็บอกผมว่าในกระเป๋ากางเกงของเขามียาแก้หอบหืดอยู่ ให้ผมมาหยิบไปช่วยน้องสาวเขา ผมก็ทำตามอีก ผมล้วงกระเป๋ากางเกงลงไปไม่เจออะไรก็เลยสงสัย ตอนนั้นแหละครับที่ผม...สลบไป” 

ฉลาดนักนะพี่น้องสจ๊วต สารวัตรเชปพาร์ดพอจะรู้ประวัติสองพี่น้องนักต้มตุ๋นนี้บ้าง ทั้งสองคนนี้มีโรคประจำตัว แต่ไม่ใช่โรคหอบหืดแน่นอน ไอ้เรื่องฝุ่นข้างนอกหน้าต่างเขาคงไม่เถียง เพราะที่ไหนๆก็มีฝุ่นทั้งนั้น แต่ประเด็นนี้ทำให้ต้องมีการปิดหน้าต่าง และไอ้จ่าที่เฝ้าอยู่ตรงหน้าต่างจะไม่มีวันสงสัยเลย เพราะเห็นเพื่อนร่วมงานเป็นคนเดินมาปิดเอง จึงได้รายงานเขาว่าไม่มีอะไรผิดปกติ  

และเรื่องที่โกหกว่าเป็นหอบหืด ในความเป็นจริงคงไม่มีคนเป็นโรคหอบหืดที่ไหนเก็บยาประจำตัวไว้กับคนอื่นหรอกนะ มันดูไม่มีเหตุผล แต่ลูกน้องของเขาก็ถูกหลอกจนได้ ทีนี้ถ้าคิดไม่ผิด พอจัดการลูกน้องเขาเสร็จแล้ว สองคนนั้นก็คงจะเดินออกมาทางประตูนี้สบายๆ แล้วก็ล็อกประตูข้างในไว้ เพื่อถ่วงเวลาให้เขาหันไปสนใจที่ประตูแทนที่จะรีบออกไปตามหาข้างนอกสถานี 

“นี่ก็แปลว่าสารวัตรปล่อยให้ผู้ร้ายหนีไปได้อย่างนั้นเหรอ!”ท่านนายพลทำท่าจะโวยวายอีกรอบอย่างเอาเรื่อง ก็มันสมควรไหมล่ะ นักต้มตุ๋นหนีไปได้พร้อมกับสร้อยคอไพลินในรถม้า 

“สารวัตรครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้หนอกว่าไอ้นี่คืออะไร มันวางอยู่บนเก้าอี้อีกตัวที่คนเป็นน้องสาวเคยถูกจับมัดไว้ครับ มันเอ่อ...จ่าหน้าถึงท่านนายพลครับ”จ่าแก้มัดให้ตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงส่งกระดาษแผ่นหนึ่งคล้ายการ์ดให้สารวัตรเชปพาร์ด 

“ไหนดูสิ”สารวัตรเชปพาร์ดหยิบมาดู 

เขาดูอยู่ปราดเดียว ก่อนส่งต่อให้ท่านนายพล 

“คุณต้องไปตามจับพวกมันมาให้ได้นะสารวัตร ไม่งั้นงานนี้ผมไม่ยอมเด็ดขาด”ท่านนายพลตะโกนลั่นห้อง เขาคว้าการ์ดแผ่นนั้นมาจากสารวัตรเชปพาร์ดแต่ยังไม่ได้ดู 

“ผมเกรงว่าคงจะทำอย่างนั้นไม่ได้แล้วครับ”สารวัตรเชปพาร์ดบอก ร่างชายวัยกลางคนเดินไปหยุดอยู่ที่ประตูห้อง 

“ทำไมล่ะ” 

“ก็เพราะว่าเอกสารการดำเนินคดีนี้ท่านได้เซ็นรับรองปิดคดีไปเรียบร้อยแล้วครับ” 

ท่านนายพลอึ้งสนิท 

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” 

ร่างชายวัยกลางคนหายไป ท่านนายพลพยายามสงบสติอารมณ์ทีไม่ได้ดั่งใจ ก่อนก้มลงไปมองการ์ดในมือ แต่ยิ่งมอง ท่านนายพลก็รู้สึกอยากจะฉีกการ์ดนั่นเป็นชิ้นๆ 

เพราะมันคือการ์ดที่สองพี่น้องสจ๊วตทิ้งไว้เยาะเย้ยเหยื่อที่เสียรู้พวกเขานั่นเอง 

  

  

  

สองแฝดเรดคลิฟถูกตามตัวกลับมาที่สถานีหลังออกไปได้ไม่ถึงสามชั่วโมง 

“นึกว่าพวกเราปิดคดีได้แล้วเสียอีก”ทาลินน์เอ่ยขึ้นกับสารวัตร เธอกับพี่ชายรู้เรื่องที่พี่น้องสจ๊วตแหกหน้าตำรวจ หนีเอาตัวรอดไปได้อีกครั้ง 

“ปิดได้แล้ว สาวน้อย ฉันแค่อยากถามเรื่องความเป็นไปได้”สารวัตรเชปพาร์ดกล่าว 

“เกี่ยวกับอะไรคะ” 

“เป็นไปได้ไหมที่เราจะสกัดสองพี่น้องสจ๊วต” 

ทาลินน์นิ่งไปชั่วครู่ก่อนตอบ 

“เป็นไปได้ยากมากค่ะ สารวัตร” 

“ไหนอธิบายมาสิ” 

“เพราะว่ารถม้าที่ขโมยไปเป็นรถของท่านนายพล ถ้าให้ออกหมายจับตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้วค่ะ สองคนนั้นคงจะเปลี่ยนรถตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ออกมาจากสถานีได้ เพราะรถหรูๆของท่านนายพลจะเป็นเป้าสายตาของประชาชน แต่จะไม่เป็นเป้าสายตาของตำรวจในช่วงแรก นี่ก็ผ่านไปสามชั่วโมงแล้ว ถ้าเราแจ้งไปว่าให้สกัดรถของท่านนายพล เราก็จะได้แต่รถเปล่ากับสารถีที่ไม่รู้เรื่องอะไร เพราะสองพี่น้องนั่นคงไม่ประมาทเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว” 

“แล้วถ้าเราแจ้งให้นายสถานีที่ท่ารถกับท่าเรือให้สกัดจับสองคนนั้นล่ะ”สารวัตรเชปพาร์ดถามอีกครั้ง 

คราวนี้ทาลินน์หันไปปรึกษากับพี่ชาย ดูเหมือนเบอร์ลินจะมีคำตอบให้น้องสาว แต่ก็อย่างว่า เขาเป็นคนฉลาดหลักแหลมแต่ห่วยเรื่องการอธิบายขั้นตอนสุดๆ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทาลินน์หันมาตอบ 

“เป็นไปได้ค่ะ แต่โอกาสที่จะได้ตัวก็มีน้อยเช่นกัน เพราะว่าสองพี่น้องสจ๊วตก็คงจะรู้ดีอยู่แล้วว่าตำรวจจะต้องออกหมายจับ ฉะนั้นพวกเขาอาจจะหายตัวไปกบดานที่ไหนสักแห่งก่อน หรือไม่ก็เดินทางออกจากเมืองนี้ด้วยเส้นทางค้าของเถื่อน” 

สรุปว่ายังไงๆก็ไม่มีทางได้ตัวสองพี่น้องนักต้มตุ๋นในเร็วๆนี้ 

“เอาเป็นว่าพักเรื่องคดีนี้ไว้ก่อนก็แล้วกันนะ” 

ความคิดเห็น