email-icon facebook-icon Twitter-icon

งานเขียนแรกในชีวิตค่ะ ยินดีรับคำติชมค่ะ :))

ตอน 70 อย่าปล่อยมือผม (จบ)

ชื่อตอน : ตอน 70 อย่าปล่อยมือผม (จบ)

คำค้น : รัก โรแมนติก ดราม่า ธุรกิจ สืบสวน อีโรติก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 26 เม.ย. 2563 18:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 70 อย่าปล่อยมือผม (จบ)
แบบอักษร

“เมื่อกี้เราเล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตกันอยู่ไม่ใช่หรือเจน ในเมื่อเจนยิงแล้วก็ถึงคราวพี่ยิงบ้าง”  

เขาพูดช้าๆ ก่อนจ่อปืนลูกโม่ทรงโบราณตรงหัวใจ เขาลั่นไกหนึ่งนัดโดยไม่รั้งรอ ภาพสะท้อนในดวงตาดำขลับยังคงมีเพียงเธอเท่านั้น  

เจนนินทร์กรีดร้องเสียงหลง มึนงง ไม่ทันตั้งตัว ปัดแขนของภูเบศออกอย่างลนลาน แข้งขาอ่อนแรงเธอทรุดลงคลานเข้าไปหาร่างของทัดเทพที่นอนอยู่บนพื้นทว่ายังไม่สิ้นลม  

เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนล้า พยายามฝืนร่างพูดอีกหลายประโยคสุดท้ายกับเธอ 

“เพราะไม่เคยรักใครมาก่อน เลยไม่รู้ว่าต้องรักยังไง แม้ไม่รู้ว่าต้องรักยังไง...แต่ไม่มีวันไหนที่พี่ไม่รักเจน อย่าลืมพี่...อย่าลืมความรักของพี่”  

ชายหนุ่มยิ้มเศร้าให้กับตัวเอง มองภาพหญิงสาวตรงหน้าเป็นภาพสุดท้ายในชีวิตก่อนหลับตาลงช้าๆ ทันทีที่พูดจบ ใบหน้ายังคงประดับรอบยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มสุดท้ายที่ดูจริงใจยิ่งนัก ไม่หลงเหลือความเจ้าเล่ห์อีก ...ดีเท่าไหร่แล้วที่ได้ตายในอ้อมกอดเธอ 

เขารู้แล้วว่าเขาต้องแลกและเสียอะไรบ้างเมื่อรับข้อเสนอแต่งงานของสุดคณา 

เขารู้แล้วว่าโมเดลของเขาผิดพลาด เมื่อไม่มีเจนเขาจะมีความสุขได้อย่างไร 

เขามีหัวใจนะ เขารักเธอจริงๆ แต่ถ้าเธอไม่เชื่อ เขาจะใช้ความตายของเขาพิสูจน์ให้เธอดู  

ในเมื่อเกมนี้ เล่นอย่างไรก็ไม่ชนะ ถ้าอย่างนั้น... 

ให้ความตายของเขาฝังในความทรงจำของเธอแทนที่ความทรงจำผิดพลาด...ที่เขาเคยทิ้งเธอไป 

‘อย่าลืมพี่...อย่าลืมความรักของพี่’ 

 

เจนนินทร์ถึงกับกรีดร้องก่อนจะเป็นลมล้มพับไปทันที เสียงเพลงเพลงเดิมยังคงแว่วดังอยู่เบื้องหลัง มันวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น จวบจนลมหายใจสุดท้ายของทัดเทพถูกพรากจากไป 

 

Love, is all that I can give to you 

Love, is more than just a game for two 

Two in love can make it 

Take my heart and please don't break it 

'Cause love was made for me and you 

I said love was made for me and you 

You know that love was made for me and you 

                             

_____________________ 

1 ปีของฉันที่เดียวดาย 

หลังจากหนึ่งเดือนที่ทัดเทพหายไปเฉยๆ ฉันก็ไม่ได้รับข่าวคราวอะไรเลยจนเห็นภาพงานแต่งของเขาว่อนในอินเตอร์เน็ต ฉันตัดสินใจโทรหาเขา ไม่ได้ตั้งใจจะยื้อ คนที่ใช้ตรรกะทุกอย่างแบบเขาจะทิ้งฉันทั้งทีมีหรือจะไม่มีเหตุผลนานัปการมารองรับ แต่ฉันก็ยังอยากรู้ว่าเพราะอะไร แค่อยากได้ยินจากปากเขา 

  ภายหลังฉันถึงรู้ว่า ความรักมันไม่มีเหตุผลอะไรมาก หมดรักก็คือหมดรัก  

เหมือนที่พ่อหมดรักแม่ แม่หมดรักฉัน 

คนไม่มีหัวใจเท่านั้น ถึงจะไม่ผิดหวัง ใครรักก่อนคนนั้นแพ้ คือสัจธรรมที่ฉันควรจดจำไว้ 

เมื่อเขาบอกว่าอย่าโทรหาเขาอีกเพราะนั่นจะทำให้ฉันเดือดร้อน ตอนแรกฉันก็นึกว่าเป็นข้ออ้างในการตัดสายฉัน แต่ที่เขาเตือนภายหลังฉันถึงรู้ว่ามันมีมูลอยู่ไม่น้อย 

หลังจากที่โทรหาเขา ชีวิตของฉันที่นี่ก็ไม่ได้ราบเรียบอีกต่อไป มีเหตุการณ์มากมายที่สร้างความเจ็บปวดคล้ายมดกัดยุบยิบเล็กๆ น้อยๆ แต่ฉันก็เชื่อว่าทุกอย่างคงจะผ่านไปได้ เวลาย่อมเยียวยาทุกสิ่ง 

แต่ที่แปลกนิดหน่อยก็คือหลังจากที่เขาจากไป ฉันกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวอีกเลย  

แรกๆ ฉันก็คิดว่านี้คงเป็นกลไกการทำงานของจิตใต้สำนึกอะไรสักอย่าง ที่ทำให้ฉันลืมเรื่องราวผิดหวังได้อย่างง่ายดาย และมุ่งความสนใจไปที่อื่น อย่างเช่น มีคนสะกดรอยตามฉัน ถึงจะเป็นกลไกการทำงานของจิต แต่ต้องบอกว่ามันสมจริงมากทีเดียว มันเหมือนกับว่าฉันคิดมากจนมีคนตามฉันอยู่จริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือวิญญาณ แต่ตามทฤษฎีแล้วมันก็มีความเป็นไปได้นั่นแหละ ฉันตั้งสมมติฐานขึ้นมา 3 ข้อ คือ 1. ฉันจินตนาการไปเองว่ามีคนตาม 2. มีผีคอยตามฉัน 3. มีคนคอยตามฉันจริงๆ ไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่ง แต่ฉันไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใคร...แม้แต่กับดาวอำภา  

ทว่าหลังๆ ฉันกลับมั่นใจว่า ฉันไม่ได้คิดไปเอง  

มันเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยแอปเปิ้ลเขียวผลเดียว 

ครั้งแรกมันถูกวางอยู่หน้าห้องของฉัน หลังจากนั้นมันก็ตามฉันไปตามที่ต่างๆ วางอยู่ในจุดที่ไม่ควรจะอยู่เพียงเพื่อให้ฉันเห็น แอปเปิ้ลก็กลายเป็นสิ่งยืนยันว่ามีคนติดตามฉันจริงๆ เขารู้ว่าฉันชอบแอปเปิ้ลเขียวที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหมด เพราะเขาอยากให้ฉันรู้ถึงการมีอยู่ของเขา และเขาก็กำลังแสดงให้เห็นว่าเขามีตัวตนจริงๆ  

แม้แต่ร่ม บางครั้งฉันแค่ทดสอบว่ามีใครรู้หรือเปล่าว่าฉันไม่มีร่ม ทุกครั้งที่ฝนตก แน่นอนว่าใกล้ๆ ตัวฉันจะมีร่มปรากฏอยู่เสมอและมาในหลายๆ รูปแบบ วางอยู่เฉยๆ บ้าง มีคนวิ่งเอามาให้บ้าง โผล่มาอยู่ในกระเป๋าบ้าง  

ไม่เคยสักครั้งที่จะไม่มีร่มเมื่อฝนตกลงมา 

ฉันยังรู้อีกว่า ทุกครั้งที่ฉันไปนั่งในสวนสาธารณะเขาอยู่นั่นกับฉัน แต่ไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหน ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ฉันชอบนั่งในสวน ผ่อนคลายความเหงาและความอึดอัดในห้องสี่เหลี่ยม ฉันรู้สึกเหมือนได้กำลังเดทกับมนุษย์ล่องหน มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมากๆ เป็นห้วงเวลาที่ไม่รู้สึกเหงา ฉันไม่เคยมองหาเขาหรอกนะ ฉันแค่ชอบความรู้สึกที่ไม่เดียวดาย เพราะฉันเองยังไม่พร้อมที่จะเปิดรับใครเข้ามาในชีวิตโดยเฉพาะคนประเภท ‘คนที่ไม่รู้ว่าใคร’ ฉันไม่สามารถที่จะทบเจ็บได้อีกแล้ว แค่อกหักครั้งเดียวฉันยังเจ็บใจไม่หาย แถมเรื่องแบบนี้เล่าให้ใครฟังใครจะเชื่อ ทุกคนคงหาว่าฉันบ้ากันหมด ตอนนั้นก็ได้แต่หวังเพียงว่าเขาคงไม่เลวร้ายถึงขนาดเป็นสตอล์กเกอร์ที่รอเวลาฆ่าฉัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันไม่กิน ไม่เก็บ แอปเปิ้ลที่มีคนเอามาวางหรือเอามาให้ อย่างน้อยฉันก็ไม่ตายอย่างสโนว์ไวท์ที่โดยแอปเปิ้ลอาบยาพิษ  

แต่ทุกครั้งที่ฉันตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ก็มีแต่เขาก็ออกมาช่วยฉันปกป้องฉัน ฉันรู้ว่าเป็นเขาที่ช่วยฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อให้ฉันดวงซวยซ้ำซ้อนถูกกลั่นแกล้งบ่อยขนาดใหญ่ แต่ฉันก็โชคที่ที่ฟ้ายังเมตตาส่งเขามาให้ฉัน 

...แต่สุดท้ายเขาก็จากไป วันนั้นเขามาลาครั้งสุดท้าย แต่ร่างกายและจิตใจของฉันกลัวเกินไป ฉันไม่กล้าแม้แต่จะหันมองเขาด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่เขาเหลือทิ้งไว้ในความทรงจำ คือกลิ่นของเขา อุณหภูมิร่างกายเขา สัมผัสที่อ่อนโยนและร่างกายที่แข็งแกร่งนั้น  

ฉันคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาของดาวอำภาเพื่อขอเป็นหนูทดลองในงานวิจัยของอาจารย์อีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกฉันก็จำไม่ได้แล้วว่าลืมอะไรไปบ้าง แต่ครั้งนี้ฉันตั้งใจจะลืมเขา ในเมื่อทุกคนต่างก็ยืนยันว่าคนคนนั้นไม่มีจริง เป็นฉันเองที่สร้างตัวละครสมมติขึ้นมา ก็ป่วยการที่จะดึงดันเถียง ฉันเองก็ไม่อยากคิด ไม่อยากเฝ้ารอว่าเขาจะกลับมาอีกไหม จะกลับเมื่อไหร่  

นั่นคือความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่ฉันจะลืมเขา 

และในเมื่อเขาจากไปแล้ว ฉันก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีก มันเหงาเกินไป มันโดดเดี่ยวเหลือเกิน  

อยู่ๆ ฉันรู้สึกเหมือนอกหัก แบบนี้เรียกอกหักใช่ไหม 

เมื่อไม่เหลือใคร...ฉันจึงเริ่มออกเดินทาง 

 

1 ปีที่เดียวดาย...ฉันมีเขาอยู่ข้างกายเสมอ 

อยากรู้จักเขา อยากขอบคุณเขา อยากรักเขา 

เขา...‘คนที่ฉันก็ไม่รู้ว่าใคร’ 

ฉันมันบ้าไปแล้วจริงๆ 

 

_____________________ 

 

โรงพยาบาล 14:00 

ผ่านไปกว่าสี่สิบแปดชั่วโมงแล้วที่เจนนินทร์ยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่ในห้องผู้ป่วยในโรงพยาบาล เธอสลบไปเนื่องจากจิตใจได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง  

ข้างกายเธอคือภูเบศ เขานั่งฟุบกุมมือเธอไว้ไม่ยอมคลายด้วยความกังวลอยู่ตรงขอบเตียงตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ารับการรักษาตัว  

“คุณดาว” ภูเบศเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีใครกำลังสะกิดปลุกเขาตรงไหล่ ฝ่ามือเขากุมมือเล็กของเธอจนเหงื่อชุ่ม 

“ครั้งที่สองแล้วนะ ที่เจอกันในห้องผู้ป่วยแบบนี้...แถมคนป่วยก็เป็นยัยดื้อคนเดิม” ดาวอำภากล่าวทักทายภูเบศ 

รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่ม แสงสีทองส่องสะท้อนย้อมร่างเขาจนดูอบอุ่น “คุณก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีของคุณเจนเหมือนเดิม” 

“ฉันก็หวังให้คุณ...เป็นคนรักที่ดีที่สุดของเจนเช่นกัน”  

“ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง”  

 

 

ประโยคนี้ของชายหนุ่มทำให้ดาวอำภาหวนนึกถึงบทสนทนาในห้องทำงานเมื่อตอนที่เธอเรียกเขาเข้าสัมภาษณ์เพื่อฝากประวัติก่อนที่จะส่งเรซูเม่เขาให้เจนนินทร์  

“ดิฉันคุ้นหน้าคุณมาก เราเคยเจอกันหรือเปล่าคะ?” ดาวอำภาเอ่ยถามทันทีหลังจากที่เขาแนะนำตัวจบ 

“ผม ‘พลเมืองดี’ ไงครับ” เขายิ้มจางๆ 

“จำได้แล้ว! ใช่คุณจริงๆ ด้วย” ทำไมเธอจะจำไม่ได้ เขาคือพลเมืองดีที่เสี่ยงทั้งชีวิตช่วยเธอและเจนนินทน์เมื่อครั้งโดนลักพาตัว 

“คุณหางานอยู่หรอ อยากทำที่ไหน ฉันช่วยเต็มที ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่เคยช่วยชีวิตฉันกับเจนไว้เมื่อครั้งกระโน้น”  

“ผมต้องการทำงานที่ JNI ตำแหน่งอะไรก็ได้ขอแค่ทำงานกับคุณเจนนินทร์โดยตรง” 

“สุดคณาเป็นคนแนะนำคุณมา แถม SK เป็นคู่แข่งของ JNI คุณคิดว่านี่ไม่จงใจไปหน่อยหรอ? ทำไมฉันต้องส่งคนของศัตรูให้เพื่อนฉัน? คุณคิดว่าฉันบ้าหรือยังไง?” 

“ใช่คุณสุดคณาต้องการทำอะไรบางอย่าง แต่เธอคงไม่ได้ทำผ่านผมโดยตรง เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับเจนนินทร์เธอก็ไม่ไว้ใจผมเช่นกัน ดังนั้นผมถึงรู้ว่าสถานการณ์ของคุณเจนไม่ปลอดภัย และผมอยากดูแลเธอ” 

  “แล้วคุณว่าเจนจะยอมให้คุณดูแลง่ายๆ หรอ? คุณรู้จักเจนแค่ไหนกัน คุณรู้ไหมว่าเธอ เอ่อ...ไม่ค่อยสบาย? ถ้าคุณคิดจะจีบละก็ หยุดตั้งแต่ตอนนี้เถอะ ฉันว่าคุณไม่มีหวังหรอ” 

“เธอป่วย? โรคอะไรหรือครับ” 

“Pistanthrophobia เธอจะไม่ไว้ใจใคร ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหนแต่เธอจะไม่มีวันไว้ใจคุณ ยิ่งคุณมาจาก SK ด้วย คนธรรมดายังไว้ใจคุณยากเลย แต่สิ่งที่ฉันอยากให้คุณรู้ก็คือ เจนไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ทุกคนเห็น เธอบอบบางพร้อมจะแตกสลายพังทลายได้ทุกเมื่อ หลังจากเหตุการณ์นั้นเจนก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย แม้ตอนนี้เธอจำอะไรไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะลืมมันได้ตลอดไป คุณเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม” 

“ผมพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเจน ขอแค่ได้เจอเจนอีกครั้ง”  

“คำถามเดียวที่ฉันเสียใจมาตลอดว่าทำไมฉันไม่ได้ถามคุณออกไปตั้งแต่ครั้งนั้น เพราะอะไร?” 

“ผมรักเจน” 

“ดี! ถ้ายังงั้นจำคำของคุณไว้ จำมันให้ดี ห้ามทำร้ายเจนเด็ดขาด!” 

“ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง” 

 

 

ดาวอำภาเลื่อนสายตาจับจ้องไปยังใบหน้าที่หลับสนิทของเจนนินทร์ เธอยกยิ้ม “ขอบคุณที่อยู่ข้างเจนมาตลอด ฉันรู้ว่าคงไม่ง่ายแต่ในที่สุดคุณก็ทำสำเร็จ กำแพงในใจของเจนถูกทำลายลงได้สักที” 

“หึหึ ใช่ครับ ไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่แลกกับสิ่งที่เธอให้ผมมันคุ้มค่ามากจริงๆ” 

“...ฉันฝากเพื่อนรักไว้ในมือคุณได้ใช่ไหม” 

“จะดูแลด้วยชีวิตของผม” 

น้ำตารื้นอยู่ในดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของดาวอำภา เธอยิ้มกว้าง พยักหน้าเบาๆ พูดซ้ำๆ อย่างตื้นตัน  

“ขอบคุณมาก..ขอบคุณมากจริงๆ” 

ดาวอำภาวางใจ เธอหันหลังเดินออกไปจากห้อง ไม่มีอะไรเหลือให้เธอต้องห่วงอีกแล้ว 

  

เสียงพยาบาลเปิดประตูเข้ามาเพื่อตรวจติดตามอาการ ปลุกให้ชายหนุ่มตื่นขึ้นอีกครั้งจากการหลับใหลช่วงสั้นๆ พยาบาลสาวมองใบหน้าที่อิดโรยอ่อนล้าหนวดเคราขึ้นหรอมแหรม บอกเขาด้วยความหวังดีว่าผู้ป่วยอาจจะยังไม่ตื่นในเร็วๆ นี้ เขาควรไปล้างหน้าล้างตา ดื่มกาแฟและเดินยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายเสียบ้าง  

ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ กลัวว่าถ้าเดินออกไปจากห้องแล้วจะไม่ได้เจอเธออีก เขาไม่อยากพลาดอะไรอีกแล้ว  

และครั้งนี้จะต้องเป็นเขาคนแรกที่เธอเห็นยามลืมตา 

นิ้วน้อยๆ เริ่มมีการเคลื่อนไหว เขายืนขึ้นโน้มหน้าเข้าไปใกล้เธอกระซิบเบาๆ “ตื่นแล้วหรอครับ?” 

หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาและยันตัวเองขึ้นนั่ง เธอมองเหม่อเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือบางลูบหน้าชายหนุ่มเบาๆ อย่างรักใคร่ เอ่ยเสียงเบา “ตื่นแล้ว...จำได้หมดแล้ว” 

ภูเบศคว้าตัวเธอเข้ามากอดในอ้อมแขนอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะสัมผัสได้ว่าร่างของเธอกำลังสั่นสะอื้น ชายหนุ่มคลายอ้อมแขน เขาค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไปจูบพรมเลียไล้หยาดหยดน้ำตาที่กำลังจะรินไหลของเธออย่างอ่อนโยน ประหนึ่งแมวน้อยที่รักและภักดี 

“ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง” เธอเอ่ยเบาๆ กอดเขาแน่น 

“เปลี่ยนเป็นหัวใจกับรอยยิ้มแทนคำขอบคุณได้ไหมครับ” เขาอ้อน 

  “ได้!” เธอเงยหน้าสบตาเขาพร้อมรอยยิ้มนัยน์ตาเยิ้ม เขาสอดมือเข้าไปในเรือนผมขณะก้มลงมาจูบเธอ 

    จูบเขาช่างอบอุ่น นุ่มนวล แต่ทันทีที่ไฟรักในอกถูกจุดขึ้น จูบเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นบดขยี้ดูดดื่มเร่งเร้าจนเธอแทบทนไม่ไหว ลิ้นของทั้งคู่สัมผัสกวัดไกวเสพสูบความหวานภายในของกันและกัน  

  ความในใจสื่อสารไร้เสียงผ่านการเคลื่อนไหวของริมฝีปากและลิ้นร้อน เรื่องราวความทรงจำในอดีตทยอยผุดโผล่ขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ช่วงชีวิตที่แสนหงอยเหงาที่พวกเขาเติมเต็มกันและกันด้วยการมีอยู่ของอีกหนึ่งชีวิต ความเปราะบางไม่สมประกอบ ความแหลกสลายของคนสองคนที่โชคชะตานำพาให้มาเจอกัน  

และก็เป็นโชคชะตาที่พาให้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง และครั้งนี้จะไม่มีใครยอมเสียมันไปอีก  

ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งลูบแผ่นหลังของเธออย่างปรารถนาโหยหา ขณะที่มืออีกข้างก็รั้งเอวบางเข้าแนบประชิดกายอุ่น 

“เดี๋ยว...ที่นี่โรงพยาบาลนะ” เสียงจากสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายของเธอดังขึ้น  

เขายอมถอนจูบจากริมฝีปากและเลื่อนขึ้นมายังหน้าผากเนียนของเธอ กอดเธอแน่นๆ อีกครั้ง ก่อนพูดว่า  

“งั้นกลับบ้านเรากันเถอะ” 

“บ้านเรา? ใครจะกลับบ้านกับคุณไม่ทราบ” 

“อยู่ด้วยกันนะ จะอยู่บ้านผมหรือบ้านคุณก็ได้ หรืออยู่ทั้งสองหลังก็ยังได้ ความจริงบ้านผมก็อยู่ใกล้บ้านคุณนิดเดียว” 

“...” 

“นะ?” 

“คุณแน่ใจแล้วหรอว่าอยากอยู่กับฉัน ฉันนิสัยไม่ดี ปากร้ายเอาแต่ใจ แล้วถ้าโกรธฉันก็จะหนีหายไปจากคุณทันที” 

   “ผมรู้...และผมก็จะตามง้อคุณไปเรื่อยๆ เรื่องติดตามคนผมถนัดอยู่แล้ว” เขาเผยยิ้มหวานทะเล้น  

“...ผมก็ขี้หึงขี้หวงนะ คุณรับได้ไหม”  

“พิภพเขาไม่ได้ชอบฉัน เราเป็นพี่น้องกัน คุณไม่ต้องหึง”  

“แล้วทัดเทพละ” 

“ทัดเทพตายแล้ว” เธอตอบยิ้มๆ กลืนความเจ็บปวดทั้งหมดลงท้อง 

“โอเค ผมไม่เหลือศัตรูหัวใจแล้วนะ” 

คุณนี่มันบ้าจริงๆ!” หญิงสาวหัวเราะเสียงใสออกมาอย่างร่าเริง 

“อือ ผมบ้าจริงๆ นั่นแหละ คุณไม่กลัวผมใช่ไหม?”  

“ไม่กลัวแล้ว” เจนนินทร์ส่งสายตายั่วยวนแกล้งชายหนุ่ม 

“คุณพร้อมที่จะออกไปเผชิญกับโลกที่โหดร้ายใบนี้แล้วยัง” 

“คุณอยู่กับฉันไหมละ? อยู่ข้างกายฉัน...รักฉัน” 

  “ผมอยู่กับคุณตลอดนั้นแหละ ไม่เชื่อคุณเปิดแอปสิ คุณจะรู้ว่าผมไม่เคยห่างคุณ ถ้าคุณออกนอกรัศมีของผมเมื่อไหร่ ผมก็จะไปตามคุณกลับมา” เขาจ้องหน้าเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความหมายก่อนจะดึงเธอเข้ามากอดอย่างห้ามไม่อยู่ 

“คุณอยากออกจากโรงพยาบาลรึยัง? คุณนอนมาสามวันแล้วนะ” 

   “ออกได้หรอ? หมอไม่ว่าหรอ?” 

“หมอไม่รู้หรอก ผมมีชุดให้คุณเปลี่ยนด้วยนะ...ไปกันเถอะ!” 

 

เขาจูงมือเธอท่าทางลับๆ ล่อๆ และพากันหนีออกจากโรงพยาบาลในที่สุด เธอยืนรอเขาอยู่ตรงประตูโรงพยาบาล เขาหายไปครู่ใหญ่ ขณะที่เธอยืนรออยู่นั้น มีบิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำด้านแล่นเข้ามาจอดเทียบอยู่ตรงหน้าเธอ ชายหนุ่มสูงโปร่งในเสื้อหนังเข้ารูปสีดำสวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบปกปิดใบหน้านั่งสง่าอยู่บนรถด้วยท่าทีสบายๆ   

เขาก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะถอดหมวกกันน็อกใบใหญ่ สะบัดผมพริ้วก่อนจะหันมายิ้มให้เธอ และพูดอย่างร่าเริงว่า  

“พร้อมจะไปกับผมหรือยังครับ คุณคนสวย?”  

หญิงสาวยิ้มกว้างแทบจะหลุดขำพรืดออกมาเพราะคำเรียกชื่อ เธอพยักหน้าแรงๆ หลายครั้ง ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงหยิบหมวกกันน็อกที่เตรียมไว้อีกใบสวมให้เธออย่างเบามือ  

“ผมลางานให้คุณแล้วหนึ่งเดือน กลับไปเก็บกระเป๋ากันเถอะ เราจะออกเดินทางรอบโลกกัน!” 

“ห่ะ! เราไม่ทำงานได้หรอ?” หญิงสาวถามอย่างลังเล นึกเป็นห่วงบริษัท กังวลว่าอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายหากเธอไม่อยู่ 

“เรายังคงทำงานแค่ไม่เข้าออฟฟิศ เราจะ work and travel , work from hotel สุดแล้วแต่จะเรียก! ไปกับผมนะ” 

“ไปสิ! ฉันจะไปทุกที่ที่มีคุณ เพราะคุณคือ ‘บ้าน’ ของฉัน!”  

               

เจนนินทร์วาดขาสูงก้าวขึ้นซ้อนท้ายบิ๊กไบค์คันใหญ่ของภูเบศ เขาหันมาส่งยิ้มกว้างพร้อมจ้องมองดวงตากลมโตสีอำพันคู่นั้นที่ทำให้เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกเจอ ชายหนุ่มคว้ามือเล็กของหญิงสาวด้านหลังผู้ครอบครองหัวใจให้เกาะเอวเขา เจ้าของดวงตาเรียวยาวสีดำสนิทที่บัดนี้ส่องสว่างเป็นประกายราวดวงดาวนับหมื่นนับแสนกำลังเปล่งแสงเทียบแข่งดวงอาทิตย์ 

ภูเบศเอ่ยพร้อมรอยยิ้มสดใสด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดั่งขุนเขา  

“อย่าปล่อยมือผม”  

ชายหนุ่มบิดเร่งบิ๊กไบค์ยามาฮ่า YZF R6 คันดำพุ่งทะยานออกไปมุ่งสู่เส้นทางอันไม่รู้จบที่รอพวกเขาอยู่เบื้องหน้า 

เส้นทางที่เป้าหมายของเขาบรรจบกับความฝันของเธอ  

เส้นทางที่ต่อให้เต็มไปด้วยขวากหนามหรือโรยด้วยกลีบกุหลาบก็ไม่สำคัญอีกต่อไป 

ขอแค่ยังจับมือกันไว้...เรื่องอื่นนะหรอ ก็ช่างแม่มันเถอะ! 

 

จบบริบูรณ์ 

 

_________________________________________________ 

จบแล้วน้าาาาาา นิยายเรื่องเเรกของ PippiJane ผิดพลาดประการใดต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วยค้าบ 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาจนถึงวันนี้ แวะมาทักทาย แวะมาคอมเมนต์ ขอบคุณจากใจจริงๆ ค่ะ >< 

ฝากติดตามผลงานเรื่องต่อๆ ไปด้วยนะคะ ^^ 

ความคิดเห็น