facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 3 : เรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ?

ชื่อตอน : คำถามที่ 3 : เรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 26 เม.ย. 2563 15:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 3 : เรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ?
แบบอักษร

  

3 

เรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ? 

  

               นับจากวันที่ได้เจอชายแปลกหน้าคนนั้น เวลาก็ผ่านไปหลายเดือนแล้วจนฉันเองก็เริ่มหลงลืมเรื่องราวของเขาไปทีละเล็กทีละน้อย สิ่งเดียวที่ทำให้นึกถึงคุณกวีได้ก็คือไฮไลท์สีพาสเทลที่ฉันชอบเอามาขีดเน้นข้อความในสมุดโน้ตอยู่บ่อยๆ 

               เมื่อผ่านฤดูการติวอันแสนเหนื่อยยากมาได้ ในที่สุดช่วงสอบจริงก็มาถึง ฉันพยายามสุดความสามารถแล้ว แต่เนื้อหาในข้อสอบมันเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายไปมาก มีทั้งข้อที่ทำได้และทำไม่ได้ พอลองสอบถามคะแนนและข้อที่คิดว่าน่าจะถูกจากขิมฉันก็พอจะคำนวณได้คร่าวๆ ว่าคะแนนที่ตัวเองได้นั้นอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เผลอๆ ต่ำกว่ามาตรฐานของมหาหาวิทยาลัยที่อยากเข้าด้วยซ้ำ 

               ถึงจะแอบคิดเข้าข้างตัวเองไว้ว่าเราอาจจะถูกเยอะกว่านี้ก็ได้ แต่พอถึงวันประกาศผล ฉันก็ได้รับรู้ว่าคะแนนจริงของตัวเองมันน้อยนิดกว่าที่คิดไว้ซะอีก! 

               แย่ชะมัด คะแนนไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ แต่เอาไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยตัวท็อปที่ฉันอยากเข้ามานานไม่ได้แน่นอน 

               ทำไมถึงไม่รู้จักฟังคำเตือนของรุ่นพี่นะ...พอเห็นคะแนนตัวเองในหน้าเว็บแล้วก็ได้แต่ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหน้าแล้วถอนหายใจออกมาดังๆ ตอนนี้ถ้าเข้าไอจูหรือทวิตต้าล่ะก็ต้องเจอคนอัพโหลดภาพหน้าจอคะแนนสวยๆ ลงสตอรี่แน่นอน บางครั้งฉันก็ชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นน่ะ ไม่ดีเลย... 

               ถึงจะพยายามหลีกเลี่ยงโซเชียลแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่สามารถเมินเฉยให้กับแชทกลุ่มของแก๊งเพื่อนรักได้ คนที่คะแนนดีที่สุดจนเรียกได้ว่าเป็นตัวท็อปของโรงเรียนก็คือขิมนั่นเอง รายนี้ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เธอเป็นคนเดียวที่คอยบังคับขู่เข็ญให้ทุกคนในกลุ่มอ่านหนังสือ ถึงแม้ว่าชาหวานกับเจตน์จะเล็งมหาวิทยาลัยเอกชนไว้ก็ตาม 

               ด้วยคะแนนที่สูงลิบลิ่ว ขิมจึงสามารถยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยตัวท็อปได้อย่างง่ายดาย วันนี้ไปสัมภาษณ์มาแล้ว ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นนะ เห็นอาจารย์บอกว่าไว้เจอกันตอนเปิดเทอมด้วย วันนี้ขิมเลยยิ้มหวานโทรมาคุยกับพวกเราทั้งวัน ดูมีความสุขเป็นพิเศษจนใครๆ ก็รู้สึกได้ 

               ฉันเองก็ยื่นคะแนนอันน้อยนิดของตัวเองไปในรอบสามเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ติดในมหาวิทยาลัยที่วาดฝันไว้ ก็เลยโดนคุณแม่โกรธหนักมาก 

               การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีของฉันมีอยู่ห้ารอบ รอบแรกคือพอร์ตโฟลิโอ รับเด็กจากผลงานและกิจกรรม รอบที่สองคือโควตา รับเด็กในพื้นที่และมีเกณฑ์เป็นเกรดเฉลี่ยตลอดห้าเทอม รอบสามแล้วแต่มหาวิทยาลัย บางที่อาจใช้คะแนนโอน็อต GOD-PET และร้อยวิชาสามัญ มีการกำหนดเกรดขั้นต่ำในแต่ละคณะ สามารถจัดอันดับเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้หกอันดับ ติดได้แค่ที่เดียว ส่วนรอบสี่ก็คล้ายๆ กับรอบสามนั่นแหละ แต่รอบนี้จะเอาคะแนนทั้งหมดมาใช้ มีคะแนนขั้นต่ำที่ตายตัว ตรวจสอบคะแนนย้อนหลังของคณะที่อยากเข้าในแต่ละปีเพื่อประมวลผลโอกาสอบติดของเราได้ รอบนี้เลือกได้สี่อันดับ และติดได้แค่อันดับเดียวเหมือนกับรอบสาม ส่วนรอบที่ห้าเป็นรอบเก็บตก รับตรงแบบอิสระ 

               เพราะงั้นผู้ใหญ่หลายๆ คนถึงบ่นเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กสมัยนี้ว่ายุ่งยากและน่าปวดหัวไง ต้องเสียค่าสมัครนู่นนี่นั่นเต็มไปหมด เสียเงินไปไม่ใช่น้อยๆ เลยล่ะ แค่ค่าสอบวิชาละร้อยก็กระอักเลือดแล้ว นี่ยังมีค่าจัดอันดับมหาวิทยาลัยอีก แล้วแบบนี้ทุกชนชั้นจะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้จริงๆ เหรอ? 

               “ขิมเก่งอะ! ฉันก็อยากเข้ามอ A เหมือนกัน!” 

               ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะต้องรู้สึกแย่มากแน่ๆ ที่ไหนได้ ตรงกันข้ามเลย ฉันยังมาโวยวายยกตะเกียบคีบหมูกระทะเข้าปากได้ทั้งน้ำตา จะว่าเสียใจก็เสียใจแหละที่ไม่ได้เรียนในมหา’ลัยในฝัน แต่เพื่อนรักอุตส่าห์ได้ดีทั้งที จะให้ฉันทำหน้าบึ้งแล้วคอยพูดแซะพูดแขวะให้เพื่อนหมดกำลังใจจนเสียบรรยากาศแห่งความน่ายินดีนี้ไปไม่ได้หรอก 

               คนเก่งๆ ที่ได้คะแนนดีต่างก็พยายามอย่างหนักกันทั้งนั้นแหละ ขอชื่นชมเลย 

               “ขอบใจนะ” 

               ขิมยิ้มกว้างรับคำขอบคุณจากฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่แววตาคู่นั้นกลับดูล่อกแล่กยังไงชอบกล เหมือนมีอะไรอยากพูดด้วยแต่ไม่ยอมพูดออกมา ปล่อยให้ฉันคีบหมูกระทะที่ชุ่มไปด้วยน้ำจิ้มแสนอร่อยเข้าปากแบบงงๆ 

               มีอะไรอยากจะพูดหรือเปล่านะ? ช่างเถอะ คงไม่ใช่เรื่องสำคัญล่ะมั้ง... 

               “จริงด้วย! หวานกับเจตน์ไปสมัครเรียนมอ Z มาแล้วนี่ เป็นไงบ้าง?” 

               เพราะคิดว่าเรื่องที่ขิมอยากพูดด้วยคงไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ฉันจึงเงยหน้าขึ้นจากจานใส่หมูของตัวเองไปถามเพื่อนรักอีกสองคนที่นั่งข้างกันอยู่ฝั่งตรงข้าม วันนี้พวกเรามาเลี้ยงฉลองที่ร้านหมูกระทะใกล้ๆ เนื่องในโอกาสที่ขิมสอบติดน่ะ 

               “ก็ดีนะ อาจารย์น่ารักมากเลย ได้บัตรนักศึกษามาแล้วด้วย” 

               ชาหวานยิ้มกว้างก่อนจะหยิบบัตรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเอกชนที่เธอพูดถึงมาให้ฉันดู โห บัตรสวยมากเลย วัสดุและความหรูหราดูต่างจากบัตรนักเรียนกิ๊กก๊อกของพวกเรามากถึงมากที่สุด 

               “ดีจัง อิจฉาๆ” 

               “อิจฉาทำไม มาเรียนด้วยกันสิ!” เจ้าของบัตรนักศึกษาที่เมื่อกี้ยังร่าเริงอยู่ดีๆ กลับทำหน้าเศร้าขึ้นมาซะงั้น “ถ้าไม่มีหอมกับขิมอยู่ด้วยฉันต้องเหงามากแน่ๆ เลย...” 

               “อย่ามาเล่นละครบีบน้ำตา ฉันเรียนมอ A คนเดียวเหงากว่าอีก” 

               ขิมพ่นลมหายใจก่อนยกแก้วน้ำอัดลมสีเข้มขึ้นดื่ม เธอพูดถูก ชาหวานไม่เหงาง่ายๆ หรอก เธอไม่ได้ไปเรียนคนเดียวซะหน่อย อย่าลืมสิว่าเจตน์ที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างๆ ก็ไปเรียนที่เดียวกันกับเธอด้วยนะ! 

               “เอาน่า ท่านเทพขิมของพวกเราเก่งจะตาย” ฉันคีบหมูกระทะที่เพิ่งกลับด้านเสร็จเรียบร้อยให้ขิม ก่อนจะส่งยิ้มเพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อนคนเก่ง “แป๊บเดียวก็หาเพื่อนได้แล้ว ไม่ต้องกลัวนะ” 

               “ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะ สาธุ” เธอยกตะเกียบขึ้นมาไหว้ ฉันหัวเราะให้กับคำอธิษฐานที่ฟังดูไร้สาระ ก่อนจะหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อเห็นว่าขิมหันหน้ามามองฉันด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกังวล “แล้ว...หอมจะไปต่อรอบสี่เลยหรือเปล่า?” 

               “คงต้องไปต่อแหละ ก็ฉันไม่ติดที่ไหนสักที่ในรอบสามเลยนี่นา” พูดแล้วก็เศร้า 

               “หอมติดอยู่ที่นึงนี่ มอ D ไง ไกลไปหน่อยแต่ได้ข่าวว่าที่นั่นบรรยากาศดีมากเลยนะ ขับรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว” 

               เจตน์ตั้งคำถามพลางใช้ตะเกียบคืนเนื้อหมูดิบมาวางบนกระทะ เสียงเนื้อหมูที่สัมผัสกับไอความร้อนเป็นจังหวะทำให้ฉันเผลอถอนหายใจออกมา โดยหวังว่าการกระทำนี้จะไล่ความเศร้าและความกังวลของตัวเองออกไปได้ 

               “ก็อยากไปอยู่หรอก อยากอยู่หอด้วย แต่แม่ฉันไม่ปลื้มที่นั่นอย่างแรงเลย” 

               พูดแล้วก็เหนื่อยใจ ฉันพ่นลมออกปากอีกครั้งก่อนจะเอนหัวไปพิงไหล่คนข้างๆ ที่ตอนแรกดูรำคาญเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมให้ยืมไหล่เป็นที่พักพิงแต่โดยดี 

               “อ้าว แม่แกไม่ชอบที่นั่นเหรอ ทำไมอะ?” ชาหวานทำหน้างง 

               “แม่บอกว่าที่นั่นมันไม่ดัง เรียนไปก็ไม่ได้อะไรหรอก จบมอไม่ดังก็ไม่มีงานทำอยู่ดี” 

               “ยังไม่ลองเรียนแล้วจะรู้อะไร แม่แกยึดติดกับชื่อเสียงมหา’ลัยเกินไปแล้วนะ...” 

               “เราว่าแม่หอมพูดถูก ที่นั่นมันไม่ดังจริงๆ นั่นแหละ ได้ข่าวว่าระบบรับน้องโหดมากเลยใช่มั้ย ปีที่แล้วเพิ่งมีข่าวเรื่องคอร์รัปชันออกมาด้วยนี่” 

               ยังไม่ทันได้พูดให้จบประโยคดี ชาหวานก็โดนเจตน์ขัดจังหวะด้วยความคิดเห็นของตัวเองเข้า ฉันเองก็แอบเห็นด้วยกับเขานะ ที่นั่นมีข่าวลือไม่ดีอยู่น่ะ พ่อกับแม่จะเป็นห่วงจนไม่อยากให้ไปเรียนก็ไม่แปลกหรอก 

               “...อื้ม แม่ก็เลยอยากให้ไปเลือกต่อในรอบสี่น่ะ” 

               “มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ รอบสี่รับคนน้อยมากเลยนะ คะแนนก็สูงมากด้วย ฉันกลัวแกไม่ไหว” 

               ความกังวลของขิมเริ่มแสดงออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสีหน้าและแววตา 

               “เสี่ยงสิ เสี่ยงมาก” ฉันลากเสียงคำว่ามากให้ยาวที่สุดเท่าที่จะยาวได้เพื่อเป็นการการันตีว่ามันเสี่ยงมากจริงๆ “แต่จะให้ทำยังไงล่ะ แม่ฉันหวังกับมอ A ไว้มากเลย...” 

               “ต้องเป็นมอ A เท่านั้นเหรอ?” 

               “อื้อ แม่กับพ่อเคยเรียนที่นี่ คุณตาก็เรียนที่นี่ พี่เซนท์ก็เรียนที่นี่ กดดันจะตายอยู่แล้ว” 

               “แกล้งทำเป็นกดยืนยันสิทธิ์ไปเรียนที่อื่นดีมั้ย จะได้เป็นการกดดันให้พ่อกับแม่ยอมรับความจริงด้วยไง” 

               “ไม่ได้ๆ แม่ฉันจริงจังกับที่นี่มาก ไม่ยอมปล่อยให้ไปเรียนที่อื่นง่ายๆ หรอก” คำแนะนำของเพื่อนในกลุ่มก็ฟังดูเข้าท่าดีอยู่หรอก แต่ฉันรู้จักนิสัยแม่ตัวเองดี ทำยังไงก็เปลี่ยนใจแม่ไม่ได้แน่นอน “ทั้งที่ฉันไม่อยากเรียนที่นั่นเลยด้วยซ้ำ...” 

               “อ้าว นึกว่าหอมอยากเรียนมอ A มาตลอดซะอีก” เจตน์ทำตาโต 

               “อันที่จริงฉันอยากเรียนมอ Z มากกว่า จำตอนที่เราลาหยุดไปโอเพนเฮาส์ได้มั้ย ตอนนั้นสนุกมากเลย” 

               “งั้นมาเรียนด้วยกันสิ! ลองไปเกลี้ยกล่อมพ่อกับแม่ดู บอกว่า ‘หนูอยากเรียนที่นี่มากเลยค่ะ อยากเรียนจริงๆ นะ’ แค่นี้เอง!” 

               ชาหวานยกตะเกียบขึ้นฟ้า เธอคีบหมูกระทะที่เพิ่งสุกใหม่ๆ มาไว้ในจานฉันอย่างกระตือรือร้น เธอดูตื่นเต้นนะ แสดงว่าอยากให้ไปเรียนด้วยกันจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย 

               “ของแบบนี้พูดง่ายแต่ทำยากนะ แม่ฉันแอนตี้มอเอกชนสุดๆ” 

               “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ โอ๊ยย!” 

               “เบาๆ หน่อยสิ...” 

               ขิมเอ็ดเสียงดุ เธอมองซ้ายมองขวาพร้อมส่งสายตาขอโทษขอโพยให้โต๊ะอื่นๆ ที่พากันเหลือบมองมาทางโต๊ะเราด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชาหวานเป็นแบบนี้ตลอดเลย เวลาตื่นเต้นหรือหงุดหงิดทีไรชอบส่งเสียงเอะอะแบบนี้ทุกที 

               “เดี๋ยวฉันจ่ายค่าเรียนให้หอมเอง เอาเลขบัญชีมา!” 

               สิ้นคำนั้น น้ำอัดลมในปากฉันแทบพุ่งออกมาทันที นะ...นึกว่าจะสำลักน้ำตายซะแล้ว ยัยคนนี้นี่ รู้ตัวหรือเปล่าว่าเพิ่งพูดอะไรออกมา! น้ำเสียงของชาหวานไม่เหมือนคนที่กำลังล้อเล่นอยู่เลยแม้แต่น้อย เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอแล้วโชว์ยอดเงินคงเหลือในบัญชีจากแอพธนาคารออนไลน์มาให้ฉันดู 

               “เอาเท่าไหร่บอกมาเลย!” 

               “จะบ้าเหรอ! แกเมาหรือเปล่าเนี่ย!” 

               “ใครมันจะไปเมาน้ำอัดลม หอม ฉันพูดจริงนะ เอาเลขบัญชีมา เรียนบริหารธุรกิจกับฉันเถอะ ค่าเทอมแค่หกหมื่นเอง เดี๋ยวจ่ายให้” 

               “กล้าพูดคำว่าแค่หกหมื่นออกมาได้ไงเนี่ย ตั้งหกหมื่นเลยนะ! แล้วทำไมแพงขนาดนั้น หลักสูตรนานาชาติเหรอ!” 

               “ใช่แล้ว มาเรียนกับฉันเถอะ!” 

               “บ้าไปแล้ว! จะไปหาเงินที่ไหนมาจ่าย!” 

               “ทำไมแกสองคนชอบคิดอะไรให้ยุ่งยาก” ขิมที่นั่งฟังอยู่นานยกมือขึ้นเท้าคางแล้วเสนอความคิดเห็นที่ทำให้คนทั้งโต๊ะต้องตาโต “หาเสี่ยสักคนมาเปย์ค่าเทอมให้หอมซะก็สิ้นเรื่อง” 

               “เออว่ะ หอม เดี๋ยวฉันจะไปหาผู้ชายคนนั้นมาให้แกเอง!” 

               ยัยชาหวานยิ้มกว้างก่อนจะหันไปเขย่าแขนคนข้างตัวรัวๆ ด้วยความตื่นเต้น โอ๊ย ยัยคนนี้นี่! 

               “นี่ก็พูดเหมือนง่ายเลยเนอะ!” 

               “แกจะกลัวอะไร เรียนที่ไหนก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องซีเรียสหรอกน่า เรียนๆ ไปเถอะ” 

               “เรียนที่ไหนก็ไม่เหมือนกันทั้งนั้นแหละ...เนอะขิมเนอะ?” 

               เมื่อเห็นว่าตัวเองน่าจะพ่ายแพ้ให้กับศึกในครั้งนี้แล้ว ฉันจึงรีบหันไปขอความช่วยเหลือจากท่านเทพขิมที่กำลังเคี้ยวหมูกระทะในปากอย่างสบายใจ 

               “เรื่องนี้ฉันเห็นด้วย” 

               “แต่ฉันไม่เห็นด้วย!” ชาหวานค้านเสียงแหลม 

               “ประเทศเราไม่ได้เจริญเรื่องการศึกษาขนาดนั้นนะหวาน เรียนที่ไหนก็ไม่เหมือนกันหรอก ถ้าเหมือนกันหมดจริงแม่แกจะส่งมาเรียนที่นี่ทำไม จะส่งไปเรียนนานาชาติตอนมอต้นทำไม เรียนที่ไหนก็ได้นี่?” 

               “ก็จริง...” 

               “ใครๆ ก็อยากให้ลูกตัวเองได้เรียนในสถานศึกษาดีๆ กันทั้งนั้นแหละ หลายคนจะกระเสือกกระสนดิ้นรนเข้ามอดังไปทำไมถ้ามหา’ลัยทุกที่มีหลักสูตรและการเรียนการสอนที่ดีเยี่ยมเท่ากัน” 

               “เอาน่า ทุกที่ก็สอนดีหมดนั่นแหละ ถึงไม่ได้เรียนมอดังแต่ถ้ามีความตั้งใจก็ประสบความสำเร็จได้นะ” 

               เจตน์พยายามช่วยผ่อนคลายบรรยากาศที่เริ่มตึงเครียดขึ้นมานิดๆ แต่ขิมไม่คิดจะสนใจอยู่แล้ว เธอถือคติว่าถ้าอยากพูดก็ต้องได้พูดน่ะ 

               “แล้วทำไมคนถึงอยากเข้ามาเรียนที่มอ A ล่ะ ถ้าสอนดีหมดงั้นทำไมไม่ไปเรียนที่ที่มันใกล้บ้าน จะถ่อเข้าเมืองเสียค่าเรียนพิเศษแพงๆ ทนอ่านหนังสืออย่างหนักตั้งแต่มอสี่ แถมยอมเสียค่าติวเป็นแสนเพื่อมาสอบเข้ามอ A กับมอดังอีกหลายที่ทำไม?” 

               “โอเค ยอมแล้วขิม ไม่เถียงแล้วก็ได้ แต่ทุกที่ก็มีดีในแบบของมันนะ...” 

               “ฉันรู้ว่าทุกที่มีดี แต่มันแบ่งระดับเป็นดี ดีมาก กับดีที่สุดไง ใครๆ ก็อยากได้สิ่งที่ดีที่สุดมาให้ตัวเองทั้งนั้นแหละ จริงมั้ย” 

               “...” 

               คำพูดสุดท้ายของขิมทำให้ฉันที่เอาแต่นั่งฟังมาตลอดได้ฉุกคิด 

               ใครๆ ก็อยากได้สิ่งที่ดีที่สุดมาให้ตัวเองงั้นเหรอ? 

               ฉันคีบเนื้อหมูเข้าปากก่อนจะนึกถึงคำพูดของแม่ ฉันไม่เคยหวังสูงขนาดนั้นมาก่อนเลย ชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วสิว่าแม่อยากให้ฉันได้สิ่งที่ดีที่สุดมาเพื่อฉันหรือเพื่อสนองความต้องการในใจของแม่เองกันแน่... 

                

               หลังจบเรื่องรางวุ่นวายในวันนั้น หลายวันต่อมาชาหวานก็ชวนพวกเราสามคนมานั่งเล่นที่บ้านเธอเป็นการแก้เบื่อระหว่างรอประกาศผลรอบสี่ของฉัน 

               “บวกสองไปเลย! อูโน่!” 

               “เฮ้ย! ยังจะมาบวกเพิ่มอะไรอีก เต็มมือไปหมดแล้วโว้ยย!” 

               เพราะไม่รู้ว่าจะเล่นอะไรดี พี่ชายทั้งสามคนของชาหวานได้แก่พี่เบียร์ พี่ไวน์และพี่จิน ก็เลยเชิญพวกเรามาเล่นไพ่อูโน่ด้วยกัน ไพ่บวกสองใบเมื่อกี้เป็นของพี่เบียร์ พี่คนโตสุดในบ้านที่ชอบแกล้งน้องยิ่งกว่าอะไรดี 

               เพราะไม่มีไพ่ใบดีๆ ที่มีสีหรือตัวเลขเดียวกันให้สะท้อนการโจมตีกลับ พี่จินจึงต้องหยิบไพ่สองใบจากสำรับที่วางอยู่กลางวงด้วยสีหน้าเคียดแค้น 

               อาจเป็นเพราะพี่จินทำตัวน่าแกล้งด้วยแหละ ถึงจะชอบโวยวายเวลาแต่ก็มีนิสัยรักสงบ ไม่สู้คน ทุกคนในบ้านรวมถึงกลุ่มเราจึงชอบแกล้งพี่เขามากถึงมากที่สุด ดูใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นนั่นสิ ดูก็รู้ว่าพี่ชายทั้งสามคนและน้องสาวคนสุดท้องเพียงคนเดียวอย่างชาหวานสนิทกันมากแค่ไหน 

               ครอบครัวสุขสันต์ชัดๆ 

               “เลิกเล่นเหอะ ไอ้เบียร์มันกวนตีน เบื่อมันว่ะ” 

               พี่จินโยนไพ่ทั้งหมดของตัวเองลงพื้น ก่อนจะชี้หน้าพี่เบียร์กำลังนั่งยิ้มกริ่มโบกไพ่ใบสุดท้ายในมือไปมาด้วยแววตาเย้ยหยัน 

               “เออ เบื่อเหมือนกัน ไม่ชอบคนกาก แพ้แล้วพาลใส่คนอื่น” 

               “ไอ้เบียร์!” 

               “ไปละ ใครเหลือไพ่ในมือเยอะสุดก็ไปล้างรถด้วยละกัน” 

               พี่ไวน์ที่อดทนดูโชว์ตลกมานานเป็นคนแรกที่วางไพ่สี่ใบที่เหลือในมือลง เขาลุกขึ้นยืนเพื่อบิดขี้เกียจแล้วบอกให้ชาหวานช่วยเก็บการ์ดอูโน่เข้ากล่องให้ด้วย เพราะดูทรงแล้วพี่เบียร์กับพี่จินน่าจะได้เถียงกันอีกยาว คงไม่มีใครยอมละทิ้งการต่อสู้ด้วยฝีปากลงมาเก็บของแน่ๆ ฉันก็เลยอาสาช่วยชาหวานเก็บไพ่ใส่กล่องจนหมด 

               “งานเลี้ยงการกุศลเมื่อวานเป็นไงบ้าง” 

               หลังจากเก็บกวาดพื้นที่เรียบร้อย ฉันก็ชวนชาหวานคุยเล่นถึงงานเลี้ยงหรูหราที่เธอเพิ่งไปเข้าร่วมมา 

               “แซลมอนอร่อยมากแก เดินชิมนู่นชิมนี่จนท้องป่องออกมาเท่านี่เลย!” 

               “อุ๊ย อยากกินอะ! ทำไมไม่เอามาฝากสักชิ้นสองชิ้นบ้าง” 

               “โธ่ ถ้าห่อกลับบ้านได้ฉันก็ห่อไปนานแล้ว” 

               เธอยิ้มขำก่อนจะพูดติดตลก เมื่อวานชาหวานกับเจตน์ไปร่วมงานการกุศลประมูลเครื่องเพชรของเหล่าคุณหญิงคุณนายมาน่ะ ฉันเห็นสองคนนั้นถ่ายรูปคู่กันในชุดออกงานเรียบหรูดูแพงลงไอจูสตอรี่อยู่ 

               เอาจริงๆ สองคนนี้ก็ชอบไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดอยู่แล้ว สนิทกันถึงขั้นไปมาหาสู่เที่ยวบ้านกันและกันมาตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็เรียนที่เดียวกันตลอดตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม แถมยังเรียนมหาวิทยาลัยและคณะเดียวกันอีก 

               ฉันถึงได้บอกไงว่าคนที่ชาหวานสนิทที่สุดก็คือเจตน์นั่นแหละ ถึงไม่มีฉันกับขิมเธอก็ไม่เหงาง่ายๆ หรอก 

               “หอม ไปอ่านหนังสือกัน” 

               ขิมที่ยืนมองพวกเราอยู่เงียบๆ มาตลอด เมื่อได้โอกาสแล้วก็รีบเข้ามาชวนไปที่ห้องอ่านหนังสือส่วนตัวในบ้านชาหวานทันที ครอบครัวของชาหวานและเจตน์น่ะรวยสุดๆ ไม่ใช่ทุกบ้านนะที่จะสร้างห้องอ่านหนังสือส่วนตัวอันสุดแสนจะหรูหราไว้ในบ้าน แถมยังมีห้องใต้ดินไว้ใส่ตู้เก็บไวน์ และห้องใต้หลังคาไว้ดูดาวอีก อิจฉาชะมัด! 

               “เอาสิ ไปด้วยๆ อ๊ะ...” 

               “แป๊บนึงนะขิม” คนที่รั้งตัวฉันไว้คือเจตน์นั่นเอง เขาจับมือฉันแล้วดึงเบาๆ เป็นการเรียกร้องความสนใจ “หอม มาคุยกับเราหน่อย” 

               “หือ? คุยอะไร มีอะไรอยากคุยเหรอ ไปคุยที่ห้องหนังสือก็ได้นี่?” 

               “เอาน่า แป๊บเดียวเอง” 

               เจ้าของฝ่ามืออบอุ่นเริ่มต่อรอง เพราะไม่อยากขัดใจเพื่อน ฉันก็เลยหันหน้าไปโบกมือให้ชาหวานกับขิมที่กำลังยืนรออยู่เงียบๆ 

               “...ก็ได้ ขิมกับหวานไปก่อนเลย เดี๋ยวตามไป” 

               “โอเค รีบมานะ” 

               ทั้งสองคนรับคำก่อนจะพากันเดินขึ้นบันไดไปที่ห้องหนังสือ ฉันหันกลับไปมองหน้าเจตน์แล้วตั้งคำถามด้วยการเอียงคอ แน่นอนว่าเจ้าของชื่อไม่ได้พูดอะไร เขาแค่ส่งยิ้มให้ฉันแล้วกวักมือเรียกให้เดินตามเข้ามาในห้องซ้อมดนตรีที่มีเปียโนยี่ห้อดังตั้งอยู่กลางห้อง 

               “อะไรเนี่ย ชวนฉันมาเล่นเปียโนเหรอ? โรแมนติกจัง” 

               ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีมุมน่ารักๆ แบบนี้ด้วย ถึงจะเป็นคนน่ารักอยู่แล้วก็เถอะ ฉันแกล้งทำเป็นยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปากก่อนจะบิดตัวไปมาด้วยความเขินอาย เห็นแบบนั้นแล้วเจตน์ก็ยิ้มกว้างทันที เขาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เปียโนแล้วหันมาถามฉันด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ชวนฝันว่า 

               “โรแมนติกเนอะ อยากฟังเพลงอะไรล่ะ เดี๋ยวเล่นให้” 

               โอ้ รีเควสต์เพลงอะไรก็ได้งั้นเหรอ ฉันหลับตากอดอกพร้อมทำสีหน้าครุ่นคิด 

               “อืม...ขอฮังกาเรียนแดนซ์หมายเลขห้าได้มั้ย?” 

               “ได้สิ” คนหน้าตาดียิ้มกว้าง เขาแกล้งทำทีเป็นวางมือลงบนแป้นคีย์บอร์ดก่อนจะชักมือกลับแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ล้อเล่น เราไม่ได้ชวนหอมมาฟังเพลงซะหน่อย” 

               ล้อเล่นจริงๆ ด้วย อารมณ์ขันของหมอนี่แปลกชะมัด ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ฉันเองก็เผลอหัวเราะออกมาเหมือนกัน 

               เจตน์เป็นคนยิ้มง่าย เสียงนุ่ม เป็นผู้ชายใจดีที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นและชอบทำตัวเป็นคนกลาง เวลาที่เราทะเลาะกันก็ไม่ชอบเข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษ ฉันเองก็เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าทุกคนในกลุ่มแทบไม่เคยทะเลาะกับเจตน์เลย ส่วนชาหวานเป็นคนสวย คำพูดคำจาอาจจะฟังดูห้าวหาญและเลือดร้อนไปหน่อย แต่เธอก็เป็นคนน่ารักและมีเสน่ห์มาก ยัยขิมที่ดูเป็นสาววิชาการผู้จริงจังก็มีมุมน่ารักๆ อยู่เหมือนกัน ฉันชอบตอนเธอยิ้มมากที่สุดเลย 

               “ถ้าไม่ได้ชวนมาฟังเพลงแล้วชวนฉันมาทำอะไรเนี่ย...” 

               พูดเสร็จฉันก็เดินกอดอกเข้าไปพิงเปียโนเพื่อให้คุยกับเจตน์ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เขาร้องอ๋อออกมาเหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีเรื่องจะคุยด้วย สักพักก็หยิบการ์ดใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของตัวเอง 

               “ชวนมาดูนี่ไง” 

               “หือ? มันคืออะไรอะ” 

               ฉันรับการ์ดสีขาวใบนั้นมาจากมือเพื่อนสนิท ก่อนตั้งคำถามกลับไปด้วยความงุนงง 

               “นามบัตรของใครสักคนที่มาคุยกับพ่อเรา” 

               “เหรอ...” 

               ของฝากจากงานเลี้ยงสินะ ฉันพลิกนามบัตรไปมาก่อนจะสะดุดตากับชื่อบริษัทที่ถูกแปะไว้ด้านหน้า ส่วนด้านหลังมีเบอร์โทรสิบหลักสลักไว้อย่างสวยงาม ฉันเองก็เคยเห็นชื่อบริษัท S ผ่านตาอยู่บ้าง ที่นี่มีชื่อเสียงพอสมควรเลย 

               “เหมือนจะเป็นนามบัตรของรองประธานบริษัท S นะ” 

               “นามบัตรรองประธาน!” 

               กระดาษเรียบหรูดูแพงในมือเกือบหล่นลงบนพื้น รองประธานเลยเหรอ แถมยังเป็นบริษัทชื่อดังด้วย เอาของแบบนี้มาให้ฉันทำไมเนี่ย! 

               “เมื่อวานพ่อเราได้นามบัตรมาจากรองประธานคนนี้น่ะ เขาบอกว่าชอบสนับสนุนการศึกษา ตอนนี้กำลังหาเด็กมาเข้าโครงการเรียนฟรีอยู่ ถ้าผ่านการพิจารณา ทางนั้นจะออกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้ทั้งหมดเลย” 

               ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ...ฉันมองหน้าเจตน์ที่อธิบายรายละเอียดของโครงการนี้ด้วยแววตาหม่นเศร้า 

               “เป็นสอบชิงทุนเหรอ ฉันโง่นะ ไปชิงทงชิงทุนแย่งที่นั่งกับใครไม่ไหวหรอก” 

               “เราไม่ได้ยินคำว่าสอบชิงทุนออกจากปากท่านรองประธานคนนั้นเลย เขาบอกแค่ว่า ‘ถ้าผ่านการพิจารณา’ เฉยๆ หอมยังมีโอกาสนะ” 

               “ส่วนใหญ่ของแบบนี้ต้องมีที่เรียนก่อนแล้วค่อยมาขอทุนสิ ฉันยังไม่มีที่เรียนเลย” 

               “เขาก็ไม่ได้เขียนหรือบอกไว้นี่ว่าต้องมีที่เรียนก่อน ไม่กำหนดด้วยว่าเป็นมหา’ลัยรัฐหรือเอกชน” 

               “อย่าบอกนะว่านายคิดจะ...” 

               “อืม ลองไปขอทุนการศึกษาจากคนคนนี้ดูสิ ให้เขาออกค่าเรียนมอ Z ให้ก่อน ถ้าไม่ผ่านก็แล้วไป แต่ถ้าผ่านก็ได้เรียนฟรีหรือจ่ายค่าเทอมในราคาที่ถูกลงนะ เอาไปต่อรองกับแม่หอมได้แน่นอน” 

               “แสดงว่าไม่กำหนดคุณสมบัติ ขอแค่ผ่านเงื่อนไขของทางนั้นก็พอ ว่างั้นเถอะ?” 

               ซึ่งปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ ฉันไม่รู้เลยว่าคุณสมบัติหรือเงื่อนไขของทางนั้นคืออะไร... 

               “ถูกต้อง หอมสนใจหรือเปล่าล่ะ” 

               “ไม่รู้สิ ในนี้ไม่เขียนอะไรไว้เลยนอกจากเบอร์โทรกับชื่อบริษัท” ฉันพลิกนามบัตรในมือให้เจตน์ดูอีกครั้ง แปลกมาก ไม่เขียนชื่อใครสักคนไว้เลย มีแค่โลโก้กับเบอร์ติดต่อเนี่ยนะ “ไว้ใจได้มั้ยเนี่ย ไม่ใช่พวกมิจฉาชีพแน่นะ...” 

               “ไม่ใช่แน่นอน วางใจได้ งานเลี้ยงเมื่อคืนคัดคนเข้า มีแต่คนน่าเชื่อถือทั้งนั้น” เขาพยักหน้าพร้อมยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราฟังเขาแนะนำตัวเองไม่ทันก็เลยรู้แค่ตำแหน่งน่ะ โทษทีนะ” 

               “ไม่เป็นไรๆ ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะ” ฉันโบกมือรัวๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องรู้สึกผิด 

               “แล้ว...หอมอยากลองดูมั้ย” 

               “อยากลองเสี่ยงดูเหมือนกัน” 

               ไม่มีอะไรเสียหายด้วย แค่ไปคุยกับทางนั้นเฉยๆ ถ้าคุณสมบัติไม่ผ่านก็แค่โดนไล่ออกมา อับอายนิดหน่อยแต่แก้ปัญหาได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องไปเหยียบที่นั่นอีกเป็นครั้งที่สองก็เท่านั้นเอง 

               “งั้นเอานามบัตรไปเลย ลองโทรไปคุยรายละเอียดกับทางนั้นดูนะ ได้เรื่องยังไงก็บอกด้วย” 

               “อื้ม ขอบคุณนะ” 

               เมื่อคุยกันเสร็จ ฉันกับเจตน์ก็พากันเดินออกจากห้องซ้อมดนตรีเพื่อไปที่ห้องอ่านหนังสือ ระหว่างทางขึ้นบันไดฉันแอบพลิกนามบัตรในมือมาอ่านชื่อบริษัทอีกรอบ ก่อนจะเก็บมันลงไปในกระเป๋ากระโปรง 

               ไว้ว่างๆ ลองไปหาข้อมูลเจ้าทุนการศึกษาของที่นี่ดูหน่อยก็ไม่เสียหาย... 

  

               “หอมลูก” 

               “คะ?” 

               “ว่างหรือเปล่า มาคุยกับพ่อหน่อยสิ” 

               “อ้อ ได้ค่ะ แป๊บนึงนะคะ” 

               หายากนะเนี่ย พ่อฉันไม่ค่อยชอบเรียกไปหาเป็นการส่วนตัวเท่าไหร่ วันนี้มาแปลกแฮะ ฉันหยิบผ้าเช็ดมือขึ้นมาเช็ดหลังล้างจานเสร็จก่อนจะเดินตามหลังคุณพ่อเข้าไปในห้องนอน 

               “หมูกระทะอร่อยมั้ย” 

               “อร่อยดีค่ะ กินไปเม้าท์ไปกับเพื่อน สนุกมากเลย” 

               ถึงจะเพิ่งกินหมูกระทะไปเมื่อหลายวันที่แล้ว แต่วันนี้พวกพี่ๆ ของชาหวานดันเกิดคึกอยากสั่งหมูกระทะชุดใหญ่ขึ้นมา พวกเราก็เลยได้ไปร่วมวงแบบงงๆ เมื่อเห็นว่าฉันเล่าไปยิ้มไป คุณพ่อเองก็ยิ้มออกมาเหมือนกัน 

               “ดีแล้วลูก เอ แล้วเรื่องมหา’ลัยจะเอายังไง ต้องรอรอบสี่เหรอ?” 

               “ค่ะ ขอโทษนะคะ ต้องให้รออีกแล้ว...” 

               “ไม่เป็นไร พ่อไม่ว่าอะไรหรอก ขอแค่ติดก็พอ” 

               “...” 

               แล้วคำพูดของพ่อก็ทำให้ฉันพูดอะไรไม่ออกอีกจนได้... 

               “เป็นอะไรลูก เงียบทำไม” 

               “อ้อ ไม่มีอะไรค่ะ!” ถึงจะรู้สึกแปลกๆ กับใบหน้ายิ้มแย้มของคุณพ่อ แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือส่งยิ้มให้คนตรงหน้าแล้วลองปรึกษาเรื่องที่ฉันกังวลมากที่สุดในช่วงนี้ออกไป “สมมตินะคะ ถ้าหนูไม่ติดล่ะ ไม่ติดที่ไหนสักที่เลย พ่อจะด่าหนูหรือเปล่า?” 

               “ไม่ด่าหรอก พ่อจะด่าหอมทำไม” 

               “จะ...จริงเหรอคะ!” 

               คำตอบที่ไม่คาดคิดทำให้หัวใจของฉันก็พองฟูขึ้นมาราวกับคัพเค้กในตู้อบ นั่นสินะ ไม่มีพ่อกับแม่คนไหนใจร้ายกับลูกตัวเองขนาดนั้นหรอก ถึงคุณพ่อคุณแม่จะเข้มงวดไปบ้างแต่ทั้งสองคนก็รักและหวังดีกับฉันและพี่เซนท์มากๆ 

               ครอบครัวต้องเป็นที่พึ่ง และบ้านเองก็ต้องเป็นเซฟโซน เพราะฉะนั้นฉันเองก็... 

               “อื้ม ไม่ด่าหรอก ถ้าหอมไม่ติดที่ไหนสักที่จริงๆ...” น้ำเสียงอ่อนโยนของคุณพ่อทำให้ฉันสบายใจขึ้นอย่างน่าประหลาด มือหนาอบอุ่นที่คอยลูบหัวเบาๆ ทำให้ฉันยิ้มกว้างออกมา “พ่อก็คงผิดหวังสุดๆ” 

               “...” 

               “อุตส่าห์เสียเงินเลี้ยงมาขนาดนี้แต่ดันสอบเข้าที่ไหนไม่ได้ แค่คิดพ่อก็รู้สึกแย่แล้ว” คุณพ่อเว้นจังหวะการพูดไปในขณะที่ยังลูบหัวฉันอยู่ “มันยากขนาดนั้นเลยเหรอลูก แค่สอบให้ได้แล้วเข้าไปเรียนที่เดียวกับพี่เซนท์มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

               “อะ...อื้อ ยากสิคะ หนูทำไม่ได้หรอก” 

               “ต้องทำได้สิ” คำพูดนั้นทำให้ฉันเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ “ถ้าหอมทำไม่ได้ พ่อจะอายเพื่อนมากเลยนะ ลูกเพื่อนพ่อเขาเก่งกันทั้งนั้น ทั้งสอบชิงทุน ทั้งไปเรียนต่างประเทศ พี่เบนซ์ญาติเราก็เรียนอยู่มอ A ทำไมเขาทำได้แต่หอมถึงทำไม่ได้ล่ะ?” 

               “หนู...” 

               “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พ่อไม่ได้กดดันนะ แค่อยากให้หอมรู้ไว้เฉยๆ” 

               “...” 

               “ว่าถ้าสอบไม่ติดมอ A เมื่อไหร่ พ่อกับแม่จะอายมากขนาดไหน” 

               “ค่ะ...” 

               “แค่นี้ทำเพื่อพ่อได้ใช่มั้ย?” 

               “ไม่รู้สิคะ หนู...” 

               “ตอบว่าทำได้สิ” 

               ไม่รู้ทำไม แต่รอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนของคุณพ่อกลับดูน่ากลัวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ฉันก้มหน้าลงมองฝ่ามือตัวเองแล้วพยักหน้าตอบกลับไปอย่างช้าๆ ด้วยความลังเล 

               “...” 

               “ยังไงก็ต้องทำให้ได้ อย่าให้พ่อต้องอายคนอื่นเลยนะ” 

               “จะพยายามค่ะ...” 

               “ดี...อย่าทำให้พ่อผิดหวังก็แล้วกัน” 

               เมื่อพูดจบสัมผัสอบอุ่นที่วางอยู่บนหัวก็ถูกยกออกไป กว่าฉันจะกลับมาหายใจหายคอได้ทั่วท้องก็ตอนที่คุณพ่อลุกเดินออกไปจากห้องนอนนั่นแหละ 

               แปลกจัง ทั้งที่คุณพ่อเป็นห่วงฉันขนาดนี้ แต่ทำไมฉันถึงได้รู้สึกกดดันและไม่อยากมองหน้าคุณพ่อกันนะ รู้สึกแย่มากเลย ทำไงดี... 

               สิ่งเดียวที่ฉันเป็นกังวลมากที่สุดในตอนนี้คืออย่าทำให้ทั้งสองคนผิดหวังเด็ดขาด จะทำให้ผิดหวังไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็ห้ามทำแบบนั้น... 

 

                 

 

               น้องหอมห้ามทำให้คนในครอบครัวผิดหวังเป็นอันขาดนะ...  

               ไหนบอกว่าจะอัพตอนที่แล้วเป็นตอนสุดท้ายแล้วหายไปยาวๆ ไง!! (ฮา) 

               สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้ว เย้! อันที่จริงเรากะว่าจะอัพตอนที่แล้วเป็นตอนสุดท้าย แต่เห็นมีคอมเม้นต์ในเว็บธัญวลัยแล้วก็แอบใจเต้นนิดๆ ขอบคุณนะคะ ดีใจมากเลย เอาจริงๆ แค่กดหัวใจหรือส่งสติ๊กเกอร์มาให้ก็เป็นปลื้มแล้ว แต่เราชอบอ่านคอมเม้นต์มากกก เวลาแต่งไปเรื่อยๆ มันก็สนุกดีอยู่หรอก ยอดวิวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีคนเม้นต์เลยก็เหมือนเขียนไดอารี่อยู่คนเดียว เหมือนเล่านิทานให้กำแพงฟัง แอบเหงาเหมือนกันนะ (ฮา) แต่ก็เข้าใจว่านิยายเรื่องนี้อาจไม่สนุกนัก แงงง55555 

               ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์นะคะ แฮ่ ดีใจมากเลยที่ได้รู้ว่ามีคนอ่าน ขอบคุณจริงๆ ค่ะ! 

               หวังว่าตอนหน้าเราจะได้พบกันอีกนะคะ แอบใบ้ไว้ว่าเราชอบอ่านคอมเม้นต์มาก ถ้ามีคนเม้นต์ก็จะมาอัพต่อแน่นอน ความเร็วในการอัพขึ้นอยู่กับจำนวนเม้นต์และยอดโดเนตค่ะ ซื้อใจเราง่ายนิดเดียว55555 ติชมได้เสมอนะคะ มีคำผิดก็แจ้งได้ เราอาจตรวจทานไม่รอบคอบเพราะความเบลอ ขอโทษจริงๆ ค่ะ (ฮา) 

               ช่วงนี้มีโอกาสได้กินก๋วยเตี๋ยวไก่ของร้านเล็กๆ ในหมู่บ้าน เราชอบกินก๋วยเตี๋ยวไก่แต่ไม่ชอบไก่และตีนไก่ค่ะ คราวหลังอยากลองสั่งก๋วยเตี๋ยวไก่ที่ไม่ใส่ไก่และตีนไก่ดูจัง... 

               อีกเรื่องหนึ่งที่เราสงสัยคือยอดวิวแต่ละตอนนี่แหละ ทำไมบางเว็บตอนแรกถึงมีคนอ่านน้อยเมื่อเทียบกับตอนที่สองที่เราหั่นออกมาเป็นสองท่อนนะ อ่านรู้เรื่องใช่มั้ยคะ อย่าข้ามตอนแรกนะ เดี๋ยวไม่รู้จักตัวละคร TT 

               นี่อาจจะเป็นตอนสุดท้ายที่อัพนะคะ เราไม่เคยไว้ใจในเรื่องความมีวินัยของตัวเองเลย (ฮา) 

ความคิดเห็น