ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 14 คนไม่รู้ตัว

ชื่อตอน : บทที่ 14 คนไม่รู้ตัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2563 16:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 คนไม่รู้ตัว
แบบอักษร

ร่างหนาวิ่งฝ่าสายฝนราวกับคนไร้หนทาง มองไปทางไหนก็มีเพียงความมืดและเสียงต้นไม้เอนไหวกระทบกัน 

"ไปอยู่ไหนของเธอเนี้ย"คิ้วหนาขมวดมุ่นอย่างหวาดหวั่น ต่อให้เกลียดเธอแค่ไหนแต่บทลงโทษเรื่องเมฆาที่คิดไว้มันไม่ใช่แบบนี้ หากเธอเป็นอะไรไปไม่แค่จะโดนผู้ใหญ่หมายหัวแต่คงจะกลายเป็นตราบาปในชีวิตของเขาไปโดยปริยาย 

เขาจะไม่ยอมเป็นเหมือนเธอหรอกนะ เขาจะไม่ยอมเป็นคนที่ทำให้ใครต้องตาย...เพราะเขาไม่ใช่เธอ 

"นายหัวครับมีคนจมน้ำอยู่ที่น้ำตกครับ"พลันเสียงลูกน้องเอ่ยบอกเท้าแกร่งก็ตรงดิ่งไปในทิศทางนั้นทันที ด้วยว่าไม่ไกลมากจากจุดที่เขายืนอยู่จึงใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงหากแต่ผืนน้ำกลับนิ่งสนิดมีเพียงการเคลื่อนไหวจากเม็ดฝนเท่านั้น ไร้ซึ่งเงาของคนที่ตามหา 

ก่อนหน้านั้น... 

ร่างบางเดินทอดน่องไปเรื่อยๆตามเส้นทางที่คุ้นเคย ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้ปวดหัวใจแปลกๆเพียงเพราะถูกวราธรปัดดอกไม้ที่เธอตั้งใจเก็บมาให้เขาโดยไม่ใยดี 

เสียงถอนหายใจดังขึ้นเรื่อยๆตลอดเส้นทางที่ก้าวเดิน 

น้อยใจหรือ?เฝ้าถามตัวเองไม่เลิก เธอจะน้อยใจเขาทำไม ในเมื่อเธอและเขาไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ก็แค่สามีกำมะลอก็เท่านั้นวันใดที่เธอชดใช้หนี้ให้เขาหมดเธอก็คงจะได้เป็นอิสระเสียที 

แต่ว่า...นานเท่าไหร่นะ กว่าจะชดใช้หมด... 

"ทำไมต้องคิดมากด้วยเนี้ย ทำไมฉันต้องแคร์ความรู้สึกเขาด้วยนะ"บ่นพึมพำด้วยความไม่เข้าใจในตัวเองก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงบนโขดหิน หากแต่หางตาก็เหลือบไปเห็นต้นดอกมะลิขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกลนักพลอยให้ภาพนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง 

"โอ้ย พอๆเลิกคิดถึงคนใจร้ายสักที เป็นอะไรของแกเนี้ยไอ้เหมย เฮ้อ~"นึกรำคาญความคิดของตนเพราะเริ่มรู้สึกว่าในตอนนี้เธอเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ มันคอยแต่เก็บเอาภาพนั้นมาคิดอยู่เรื่อยๆทั้งๆที่พยายามไม่สนใจแต่มันก็ยังขยันปรากฏให้เธอต้องคิดมาก 

เธอทอดมองธรรมชาติตรงหน้าจนลืมเวลาที่เดินไปเรื่อยๆรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่แสงอาทิตย์โพล้เพล้เต็มที 

"หือ...นี่เรานั่งอยู่ตรงนี้นานมากเลยหรอเนี้ย"แหงนมองท้องฟ้าที่ดูจะมืดครึมผิดปกติ ก่อนจะฉุกคิดบางอย่างได้พลันหัวใจก็กระตุกวาบไปด้วยความกลัว 

ครื้ด~ 

เสียงคำรามอันน่าเกรงขามดังก้องไปทั่วผืนฟ้า พลอยให้ร่างบางรีบดีดตัวลุกขึ้นในทันที หากแต่คงช้ากว่าหยาดฝนที่เทกระหน่ำลงมาราวฟ้ารั่ว เท้าเรียวก้าวตามโขดหินด้วยความเร่งรีบ ทว่าเพราะสายฝนที่ทำให้การมองเห็นพร่ามัวพลอยให้เท้าที่กำลังจะก้าวเหยียบพลาดพลั้งไถลไปตามความลื่นของโขดหิน 

ความเจ็บวิ่งแล่นเข้าสู่ความรู้สึก พร้อมๆกับกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งไปกับสายลำธาร ร่างบางพยายามตะเกียกตะกายเพื่อยื้อชีวิตของตัวเองจนสุดแรง แต่เพราะขาที่เจ็บด้วยว่าถูกหินบาดจนเหวอะหวะพลอยให้เรี่ยวแรงในการต้านทานกระแสน้ำลดน้อยลงไปด้วย 

"ช่วย..."เสียงแผ่วเบาพยายามเอ่ยให้ดังที่สุด ทว่าที่แห่งนั้นมีเพียงความมืดเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างเธอ ร่างบางค่อยๆดำดิ่งลงเรื่อยๆก่อนจะไหลไปตามกระแสน้ำ  

พ่อจ๋า...รอเหมยด้วย 

 

"นายหัวครับ ตรงนั้นมีเงาดำๆครับ"เพียงได้ยินเสียงเอ่ยบอกเขาก็รีบกระโจนลงไปในทันที กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากจนทำให้ชายหนุ่มทรงตัวลำบาก แต่เพราะเริ่มเห็นเงาของอะไรบางอย่างลอยอยู่ตรงหน้าแม้มันจะเลือนรางเต็มทีเขาจึงพยายามแหวกว่ายต้านกระแสน้ำเข้าไปโดยไม่คิดจะถอยกลับ 

ธารินฉีกยิ้มออกมาเล็กน้อย ทอดมองเงาของร่างหนาที่กำลังว่ายทวนกระแสน้ำเข้ามาใกล้ๆหล่อน 

พ่อใช่มั้ย...พ่อจ๋า เหมยคิดถึงพ่อ 

ความคิดสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป 

หลังจากที่ดำผุดดำว่ายอยู่พักหนึ่งร่างหนาก็โผล่พ้นผิวน้ำพร้อมๆกับแขนที่โอบกอดใครบางคนขึ้นมาด้วย พลอยให้เหล่าชาวบ้านต่างพากันผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

"เธอ เธอตื่นสิ ตื่น โถ้เว้ย!"เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย ใบหน้าที่ซีดเผือดพลอยให้ความหวาดหวั่นก่อตัวในจิตใจ ชายหนุ่มรีบวางสันมือข้างหนึ่งลงบริเวณตรงกลางระหว่างอกของธารินก่อนจะทาบทับมืออีกข้างลงมาประสานกันไว้แล้วจึงเริ่มกดลงเป็นจังหวะสลับกับประกบริมฝีปากเป่าลมเข้าไปหวังจะช่วยให้คนไร้สติฟื้นตื่น หากแต่ก็ยังไร้สัญญาณชีพ... 

แม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะท้อถอยยังคงทำการปั้มหัวใจอยู่อย่างนั้นท่ามกลางการลุ้นระลึกของเหล่าชาวบ้าน 

"แค่กๆๆ"เสียงสำลักน้ำบ่งบอกว่าร่างที่นิ่งสงัดเมื่อครู่กลับมามีลมหายใจอีกครั้ง ดวงตาเรียวค่อยๆกระพริบตื่นพลางทอดมองร่างหนาตรงหน้าที่ดูเหนื่อยล้าจนน่าแปลกใจ 

"เธอทำฉันแทบบ้า รู้ตัวมั้ยเนี้ย ยังจะมาทำหน้าแปลกใจอีก"เขาเอ่ยออกมาเบาๆก่อนจะโอบอุ้มร่างระหงเข้ามาไว้ในอ้อมกอด... 

 

แสงสว่างส่องกระทบใบหน้าหวาน ดวงตาเรียวสวยประดับขนตาแพรยาวยิ่งทำให้น่ามอง หลังจากที่มันหลับพริ้มไปหลายชั่วโมงในบัดนี้ก็กระพริบตื่นด้วยว่าถูกรบกวนจากแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในยามเช้า 

ร่างบางค่อยๆขยับกายช้าๆก่อนที่มือน้อยๆจะยกขึ้นกุมขมับตัวเอง ความปวดแล่นผ่านสมองคล้ายกะโหลกเต้นตุบๆราวกับกลองชุด ก่อนที่ความเจ็บจะแผ่ซ่านไปทั่วเรียวขาเมื่อเธอเผลอขยับมันโดยไม่รู้ตัว 

ใบหน้าหวานเหยเกด้วยความเจ็บระบม  

ผ้าห่มผืนใหญ่ถูกเปิดออกเผยให้เห็นน่องขาข้างขวาที่ถูกพันผ้าสีขาวเอาไว้ ความทรงจำก่อนที่จะพลาดตกน้ำผุดขึ้นมาในสมองพลอยให้กลิ่นคาวเลือดในตอนนั้นลอยคลุ้งแตะจมูก 

"หิวน้ำจัง"ความเหือดแห้งในลำคอทำให้เสียงคนป่วยยิ่งแผ่วเบาลงกว่าที่เป็นอยู่ มือบางค่อยๆประคองจับเตียงก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินออกไปจากห้องด้วยความทุลักทุเล 

หญิงสาวกวาดสายตามองรอบๆบ้านหากแต่พบเพียงความว่างเปล่าก่อนจะสบเข้ากับเหยือกน้ำใบใหญ่ตรงโต๊ะทานข้าวตรงชานบ้าน 

"เฮ้อ~ค่อยยังชั่ว"วางแก้วน้ำลงบนโต๊ะก่อนจะลูบแขนตัวเองเบาๆเมื่อความเย็นยะเยือกจากสายลมพัดผ่านสัมผัสผิวลออ 

ในเวลาต่อมาสายตาของธารินก็สบเข้ากับช่อดอกมะลิที่เริ่มเหี่ยวแห้งถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงานของวราธรบริเวณชานบ้าน เสียงเข้มที่เธอได้ยินเมื่อคืนดังแว่วขึ้นมาอีกครั้ง 

"ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจปัดดอกไม้ของเธอ ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้นเธอก็คงไม่ต้องมาเป็นแบบนี้" 

มันไม่ใช่ความฝัน...มันยังดังก้องในความทรงจำเพียงแต่ตอนนั้นพิษไข้รุมเร้าจนลืมตาไม่ขึ้นจึงอดที่จะเห็นใบหน้าของเขาในตอนที่เอ่ยพูดประโยคนั้น หากแต่แค่นี้เธอก็พอใจแล้ว... 

ความเจ็บระบมแผ่ซ่านทั่วเรียวขาพลอยให้ธารินไม่สามารถก้าวเดินกลับไปยังห้องนอนได้อีก สุดท้ายก็ต้องจำใจยอมนั่งลงตรงเก้าอี้ยาวของชานบ้านพลางทอดมองหมู่แมกไม้บนเกาะที่ตัดสลับกับท้องทะเลสีคราม เสียงนกร้องแทรกผ่านเสียงคลื่นหากแต่วันนี้ลมที่เคยเย็นสบายดูจะเหน็บหนาวกว่าทุกวันที่ผ่านมา คงเพราะว่าพิษไข้ที่ยังไม่หายดีเท่าไหร่ 

หล่อนนั่งอยู่อย่างนั้นได้สักพักความเจ็บที่เคยมีก็ดูเหมือนจะเจือจางลงไปบาง มือเล็กค่อยๆจับประคองพนักพิงหลังเพื่อพยุงตัวเองลุกขึ้น หากแต่เดินได้เพียงไม่กี่ก้าวภาพตรงหน้าก็เหมือนจะหมุนเป็นวงกลม ร่างบางค่อยๆเซถลาไร้ที่เหนี่ยวรั้ง  

มือบางไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวก่อนจะจับสิ่งหนึ่งได้ทันเวลาพอดิบพอดี พร้อมๆกับความรู้สึกของอะไรบางอย่างที่โอบประคองบริเวณเอวเล็ก 

ดวงตาที่หลับอยู่ค่อยๆกระพริบตื่นก่อนภาพที่เห็นจะปรากฏเป็นใบหน้าคมคายของวราธร 

"ยังไม่หายดียังจะมาเดินข้างนอกอีก"เสียงดุดันเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์  

"ก็...ฉันหิวน้ำ"น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยบอกเบาๆ 

"กินเสร็จแล้วทำไมไม่รีบเดินเข้าไป ข้างนอกลมแรงขนาดนี้เดี๋ยวไข้ก็กลับมาพอดี"สายตาคู่คมดูจริงจังจนคนถูกดุก้มหน้างุดมองพื้น 

"เจ็บขา"เสียงหวานเอ่ยบอกแผ่วเบาพลอยให้คนที่ตีหน้าเข้มอยู่เมื่อครู่ก้มไปมองที่ขาของหล่อนฉับพลันร่างบางก็ลอยขึ้นเหนือพื้น  

เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นเบาๆ ดวงตาคมสวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ นึกหวาดหวั่นว่าชายหนุ่มจะได้ยินเสียงหัวใจของเธอที่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะเต้นเร็วจนผิดปกติ 

เงียบหน่อยได้มั้ย...เอ่ยบอกหัวใจตัวเองอย่างห้ามปรามทว่าดูแล้วมันคงจะดื้อรั้นพอตัว ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ  

"นั่งอยู่นิ่งๆ อย่าขยับ เห็นไหมเลือดไหลอีกแล้ว"ไม่ว่าเปล่ายังทำท่าชี้ห้ามหล่อนราวกับพ่อดุลูก เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเชื่อฟังวราธร แต่พอเหลือบมองขาตัวเองที่มีเลือดไหลซึมออกมาจากผ้าพันแผลก็ต้องยอมสยบแต่โดยดี 

"ทนหน่อยนะ"ธารินเหมือนถูกกดหยุดเวลาไว้ตรงนั้นด้วยว่าน้ำเสียงของวราธรที่เอ่ยบอกมันดูอบอุ่นกว่าปกติ หรือเธอคิดไปเอง... 

สัมผัสแผ่วเบาของชายหนุ่มที่ดูจริงจังต่อการทำแผลอย่างละเมียดละไม พลอยให้คนที่ได้มองคล้ายจะถูกดึงเข้าไปอยู่ในภวังค์บางอย่าง ทว่าในเวลาต่อมาก็ต้องสะดุ้งโหย่งเมื่อคนที่หล่อนจดจ้องอยู่เมื่อครู่เงยหน้าขึ้นมองโดยไม่ทันได้ตั้งตัว 

ใบหน้าหวานทำทีเป็นเสมองไปทางอื่น... 

"เสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันไปทำข้าวต้มให้จะได้ทานยา"หล่อนเพียงพยักหน้าให้ชายหนุ่มก่อนจะหันมาสนใจละครยามเช้าในโทรทัศน์แทน 

แต่ใครจะรู้ว่าจิตใจเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้เลยสักนิดหากแต่มันล่องลอยเข้าไปในครัวเสียแล้ว ร่างระหงเอนกายเล็กน้อยพลางชะเง้อมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนง้วนอยู่หน้าเตาราวกับต้องมนต์สะกด 

หญิงสาวไม่รู้เลยว่าวันนี้เธอนั้นเป็นอะไร เพราะทุกครั้งที่มองวราธรมันจะมีประกายวิบวับๆสีทองลอยวนอยู่รอบๆตัวของเขา...เฮ้อ~สงสัยไข้จะกินสมองเธอไปหมดแล้วกระมัง 

"อ่ะข้าว ส่วนนี้ก็ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวดแล้วก็ยาลดไข้"เขาว่าหลังจากวางถ้วยข้าวและยาให้เธอจนเสร็จสรรพพร้อมๆกับก้มลงหยิบเอกสารหมายจะเดินออกไปข้างนอกอีกครั้งทว่าก็ต้องชะงักเมื่อถูกมือเล็กคว้าข้อมือไว้เสียก่อน 

"เอ่อ...ขอโทษ"รีบปล่อยมือในทันทีที่รู้สึกว่าตนเผลอตัวจับต้องชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยบอกเขาในสิ่งที่คิดไว้"ฉันแค่จะขอบคุณน่ะ ขอบคุณที่ช่วยฉันนะ" 

เธอจำได้ว่าคนที่อุ้มเธอมาตลอดเส้นทางจนถึงบ้านก็คือเขาและเป็นคนเดียวกับเงาลางๆใต้น้ำที่ฉุดรั้งชีวิตเธอกลับคืนมาให้หายใจได้อีกครั้งหลังจากถูกความตายกลืนกินจนแทบดับสูญ 

"อือ"เขาตอบกลับเพียงสั้นๆด้วยว่ารู้สึกแปลกๆเมื่อคนตรงหน้าฉีกยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้จากเธอเลยสักครั้ง รอยยิ้มแสนอบอุ่นและสดใส รอยยิ้มที่ทำให้โลกของเขาเริ่มแต่งแต้มไปด้วยสีสัน 

"ฉะ...ฉันไปทำงานก่อนนะ อย่าเดินเยอะล่ะ เดี๋ยวตอนเที่ยงฉันจะกลับมา ถ้าแผลอักเสบอีกล่ะน่าดู" 

"ค่ะ คุณหมอ"เสียงหยอกเย้าดังไล่หลังมาติดๆพลอยให้คนหน้านิ่งเผลอกระตุกยิ้มโดยไม่รู้ตัว 

เขายิ้มกว้างอยู่อย่างนั้นตลอดการทำงานจนพลอยให้เหล่าลูกน้องนึกแปลกใจในท่าทีมีความสุขของเจ้านายด้วยว่าปกติแล้วชายหนุ่มดูจะนิ่งขรึมพอตัว  

แววตาดุดันที่ทำให้หวาดหวั่นเมื่อได้มอง ริมฝีปากหนาซึ่งไม่ค่อยจะฉีกยิ้มง่ายๆหากแต่ตอนนี้กลับยิ้มเรี่ยราดจนกลายเป็นของแจกฟรีไปโดยปริยาย 

เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตนนั้นแปรเปลี่ยนไป...ได้แต่นึกงงกับท่าทางของลูกน้อง 

"เป็นอะไรกัน"หลังจากสะสางงานเสร็จก็เดินตรงกลับบ้านในทันทีหากแต่ในใจก็ยังสงสัยต่อสายตาชาวบ้านที่มองเขาอย่างงงงวย...อะไรกันก็แค่คนยิ้มทักทายเฉยๆ มองราวกับว่ามีมนุษย์ต่างดาวบุกโลกอย่างไรอย่างนั้น 

ความคิดเห็น