facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 2 : คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (2)

ชื่อตอน : คำถามที่ 2 : คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 20 เม.ย. 2563 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 2 : คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (2)
แบบอักษร

 

2 

คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (2) 

 

“ไม่กลับไปเรียนเหรอ ยังมีเวลานะ” 

               “ไม่อะ วันนี้หนูจะโดดเรียนทั้งวันเลย” 

               “เดี๋ยวเถอะ...” 

               รู้ตัวอีกทีเราสองคนก็เดินออกมาจากร้านขายไก่ทอดด้วยกันแล้ว ฉันจะไปร้านหนังสือต่อเพราะอยากไปหาซื้อปากกาสวยๆ ไว้จดสรุปบทเรียน ส่วนคุณกวีเองก็อยากแวะไปดูหนังสือออกใหม่เหมือนกัน ก็เลยมีโอกาสได้เดินคุยกันต่ออีกนิดหน่อย 

               ปากกาสีสวยเป็นไอเท็มที่จำเป็นมากสำหรับการจดบันทึก ฉันหยิบปากกาเจลสีชมพูด้ามหนึ่งขึ้นมาลองเขียนอะไรมั่วๆ ลงบนกระดาษลองปากกา เขียนลื่นดีแฮะ มีกลิตเตอร์ด้วย แต่หมึกเริ่มแห้งแล้ว เขียนไปเขียนมาได้ไม่กี่คำหัวปากกาก็ฝืดและเขียนอะไรไม่ออก ถ้าจะซื้อต้องเลือกอันที่มีจุกพลาสติกปิดไว้สินะ 

               “สีสวยจัง” 

               “เนอะ มีกลิตเตอร์ด้วยนะ คุณกวีลองเขียนดูสิคะ” 

               เจ้าของชื่อที่โผล่มายังมุมเครื่องเขียนแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงหยิบปากกาเจลสีชมพูด้ามใหม่ไปจากมือฉัน เขาหมุนปากกาไปมาเพื่อดูยี่ห้อก่อนจะลองเขียนอะไรสักอย่างที่เป็นภาษาอังกฤษลงไปบนกระดาษลองปากกาแถวนั้น 

               “เขียนดี แต่หมึกแห้งช้าไปหน่อย” 

               คุณกวีขมวดคิ้วพลางยกมือข้างขวาขึ้นมาให้ฉันดู เขาพูดถูก หมึกแห้งช้าจริงๆ ด้วย ไม่งั้นนิ้วโป้งเขาคงไม่มีร่องรอยของปากกาเจลสีชมพูและกลิตเตอร์วิ้งๆ ติดอยู่แถวนั้นหรอก 

               “น่าเสียดาย” 

               หมึกแห้งช้าแบบนี้ใช้จดเวลาเร่งรีบไม่ได้หรอก ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันไปเลือกปากกาด้ามใหม่ที่วางเรียงรายอวดโฉมอยู่เต็มไปหมด 

               “หอมๆ” ในขณะที่กำลังยืนใช้ความคิดเลือกปากกาอยู่ดีๆ คุณกวีที่เดินหนีไปดูของที่โซนอื่นแล้วกลับมาหาฉันพร้อมอุปกรณ์เครื่องเขียนหลากสีในมือ “ชอบไฮไลท์มั้ย?” 

               “ชอบค่ะ โอ๊ะ! อันนี้ของยี่ห้ออะไรคะเนี่ย สีสวยจัง” 

               “ชื่อยี่ห้อก็แปะอยู่ตรงนี้ไง ถามอะไรแปลกๆ” 

               “หนูแกล้งอุทานไปงั้นแหละ ไม่ได้อยากได้คำตอบจริงจังซะหน่อย...” 

               พอคุยไปคุยมาฉันถึงเพิ่งรู้ว่าผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้เป็นคนเงียบๆ พูดน้อยหรอก เขาเองก็แอบมีมุมกวนๆ อยู่ด้วยเหมือนกัน ถึงจะดูขี้เก๊กไปหน่อยแต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ฉันจึงแกล้งแยกเขี้ยวใส่เขานิดหน่อยแต่ก็ยอมรับไฮไลท์พวกนั้นมาลองขีดๆ เขียนๆ ทับตัวอักษรบนกระดาษดู 

               สีสวยดีแฮะ เป็นไฮไลท์สีพาสเทลอ่อนๆ ซะด้วย เขาเลือกของดีเหมือนกันนะเนี่ย! 

               “สวยมั้ย” 

               “สวยค่ะ สีสวยมากเลย” ฉันจับเจ้าไฮไลท์สีสวยในมือให้หมุนไปหาเพื่อหาป้ายราคา แพ็คเกจจิ้งสวยซะด้วย สวยไปหมดเลย อยากได้จัง ซื้อไปใช้สักแท่งก็ดีเหมือนกันนะ “แท่งละเท่าไหร่คะเนี่ย?” 

               “น่าจะสี่สิบบาทนะ” 

               “อุ๊ย แพงจัง” 

               ได้ยินราคาแล้วก็แทบหุบยิ้มไม่ทัน ฉันทำหน้าบึ้งก่อนจะส่งไฮไลท์ให้คุณกวีที่รับกลับไปด้วยสีหน้างุนงง 

               “ถูกอยู่นะ แพงตรงไหน” 

               “ไม่ถูกเลยค่ะ ซื้อสองแท่งก็แปดสิบแล้ว ถ้าจ่ายแบงก์ร้อยได้ตังค์ทอนมาแค่ยี่สิบบาทเอง” 

               “งั้นซื้อแบบแพ็คก็ได้ ถูกกว่าซื้อแยกนะ” 

               เขาหยิบแพ็คไฮไลท์รวมสีพาสเทลมาให้ ลองกะจำนวนด้วยสายตาแล้วมีประมาณเจ็ดแท่งเห็นจะได้ ราคาสองร้อยอัพเป็นอย่างต่ำแน่นอน 

               “หนูอยากได้นะ แต่มันแพงเกินไป” 

               “มันแพงขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

               เมื่อได้ยินคำถามที่เต็มไปด้วยความสงสัยของคุณกวีแล้วฉันก็พยักหน้ารัวๆ ทันที 

               “อื้อ แพงสิ เก็บเงินไว้ซื้อของที่ถูกกว่านั้นดีกว่า” 

               ฉันไหวไหล่กับตัวเองก่อนจะขอตัวออกไปยืนรอคุณกวีที่นอกร้านเพราะเขาต้องไปเข้าคิวจ่ายเงินค่าหนังสือน่ะ ฉันเองก็ไม่คิดจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปอยู่แล้ว รีบเดินออกมาดีกว่า 

               อันที่จริงไฮไลท์พวกนั้นก็สีสวยดี ฉันชอบมากเลย แต่วันนี้ดันพกเงินมาไม่พอเนี่ยสิ ไม่เคยซื้อไฮไลท์ราคาแพงขนาดนั้นมาก่อนด้วย รอช่วงลดราคาก่อนดีกว่า ถ้ามีคนทำสีสวยๆ แบบนั้นออกมาขายเยอะๆ ราคาก็จะค่อยๆ ถูกลงเองนั่นแหละ รอไปอีกสักเดือนสองเดือนละกัน 

               “คุณกวีจะกลับบริษัทเลยมั้ยคะ?” 

               “ยังหรอก ผมกะว่าจะเดินเล่นแถวนี้สักพัก” 

               “ถ้าไม่รีบกลับเดี๋ยวก็โดนเจ้านายหักเงินเดือนหรอก” 

               ฉันแกล้งขู่เขาเล่นไปงั้นแหละ แต่ก็เป็นห่วงสวัสดิการของคนข้างตัวจนต้องแอบดัดเสียงตัวเองให้ดูเข้มขึ้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการเตือนเขาว่าโดนหักเงินเดือนน่ะเรื่องใหญ่นะ ไม่รีบกลับไปจะดีเหรอ? 

               แต่คุณกวีกลับเหลือบมองฉันเล็กน้อยก่อนจะเหยียดยิ้มออกมา แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจกับอะไรบางอย่างที่ฉันเองก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ 

               เขาดู...มีความสุขนะ 

               “ห่วงตัวเองก่อนเถอะ ถ้าไม่รีบกลับไปที่โรงเรียนเดี๋ยวก็โดนดุหรอก” 

               เพียงเสี้ยววินาทีแววตาอ่อนโยนคู่นั้นก็หายไป เหลือทิ้งไว้แต่ความรำคาญใจและน้ำเสียงทุ้มๆ ที่ฟังดูเข้มขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ ถึงสีหน้าท่าทางจะแสดงออกเหมือนไม่พอใจ แต่ฉันว่าเขาแกล้งทำเป็นเก๊กขรึมไปงั้นแหละ ถ้ารำคาญกันจริงๆ คงไม่ยอมมาเดินคุยเล่นต่อแบบนี้หรอก 

               “โดดเรียนน่ะเรื่องเล็ก ถึงถูกจับได้ก็โดนทำโทษนิดหน่อย แต่คุณกวีทำงานแล้วนะ ไม่กลัวโดนหักเงินเดือนเหรอคะ?” 

               “หักก็หักไปสิ” 

               “คิดแบบนั้นไม่ได้นะ! เดี๋ยวก็ไม่มีเงินจ่ายค่าห้องหรอก” 

               “ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้อยู่หอ ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า” 

               น้ำเสียงเรียบนิ่งที่ดูไม่สะทกสะท้านกับคำว่า ‘หักเงินเดือน’ เลยแม้แต่น้อยทำให้ฉันอ้าปากค้าง อะไรเนี่ย! ทำไมถึงไม่มีจุดอ่อนเลยล่ะ สีหน้าท่าทางดูไม่เดือดร้อนเรื่องเงินกับที่อยู่อีกต่างหาก 

               พูดอะไรแบบนี้ออกมาในยุคที่เงินทองเป็นของหายากได้ยังไงกัน! 

               “ถึงไม่อยู่หอแต่ก็ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟนะคะ มีค่าประกันสังคมกับรายจ่ายจุกจิกอีก ทำงานเก็บเงินไปเถอะ เงินเป็นของมีค่านะ!” 

               “ทำไมเธอดูซีเรียสกับเรื่องเงินทองจัง?” 

               “ใครๆ เขาก็ซีเรียสเรื่องเงินกันทั้งนั้นแหละ” พูดแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แสดงว่าคุณกวีไม่มีปัญหาเรื่องเงินเลยเหรอคะ ดีจัง หนูเป็นห่วงเพราะเห็นคนอายุเท่านี้ส่วนใหญ่เขามีภาระต้องผ่อนบ้านผ่อนรถกันน่ะ ไหนจะค่าอยู่ค่ากินอีก ค่าครองชีพบ้านเราก็ไม่ใช่ถูกๆ คุณภาพชีวิตก็ใช่ว่าจะดี” 

               “...เธอพูดถูก” คุณกวีเหล่มองมาทางฉันก่อนจะเว้นจังหวะการพูดไปเล็กน้อย “อันที่จริงผมเองก็มีรถที่ต้องผ่อนเหมือนกัน เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้ต้องไปต่อ พ.ร.บ. อีก” 

               “...” 

               “ผมไม่โดดงานแล้วก็ได้ ไม่ยอมให้เจ้านายมาหักเงินเดือนง่ายๆ หรอก” 

               “ดีแล้วค่ะ” 

               ได้ยินแล้วก็ค่อยโล่งอกหน่อย แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าฉันพูดจาก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของเขาเกินไปหรือเปล่านะ เพิ่งรู้จักกันแท้ๆ แต่ดันไปทำตัวเป็นเจ้าชีวิตเขาซะงั้น แต่ดูเหมือนคุณกวีจะไม่ได้โกรธอะไร ในสายตาฉัน คุณกวีดูกระตือรือร้นที่จะกลับไปทำงานมากขึ้นด้วยซ้ำ 

               หลังส่งยิ้มให้คนหน้าดุเสร็จ คุณกวีก็เก๊กขรึมขึ้นมาอีกครั้งแล้วเดินนำหน้าฉันไปอีกหลายก้าวจนแทบจะเดินตามไม่ทัน ขายาวชะมัด... 

               แต่เร่งฝีเท้าตามอยู่ดีๆ คนที่เดินนำหน้ามาตลอดกลับหยุดชะงักมองตู้คีบตุ๊กตาที่ตั้งอยู่แถวนั้นพร้อมเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย 

               “หอม เคยเล่นหรือเปล่า?” 

               “เคยสิคะ ตู้เกลือชัดๆ ไม่เคยคีบได้สักตัว” 

               “เกลือ? หมายความว่าไง ในตู้ไม่มีเกลือนะ” คุณกวีทำหน้างง 

               “อ๋อ เกลือหมายถึงไม่ได้อะไรที่ต้องการน่ะค่ะ เช่นกดกาชาได้ตัวซ้ำหรือไม่ได้ตัวที่อยากได้ก็คือเกลือ ลงทุนสุ่มไปแต่ไม่ได้อะไรเลยก็เรียกว่าเกลือเหมือนกัน” 

               “อ๋อ...ถ้าจะเล่นต้องจ่ายกี่บาทนะ” 

               “ครั้งละสิบบาทล่ะมั้ง นี่ไง สิบบาทจริงๆ ด้วย” 

               หลังจากที่ทำท่ากอดอกครุ่นคิดได้ไม่นานนัก หางตาฉันก็เหลือบไปเห็นสัญลักษณ์เหรียญสิบบาทสลักอยู่แถวตู้พอดี แถวนี้เป็นโซนเกมเซนเตอร์ ดูทรงแล้วคงจะมีพนักงานไม่ก็ตู้แลกเหรียญอยู่ใกล้ๆ นี่แหละ 

               มองไปมองมาคุณกวีก็ตัดสินใจเดินตามฉันมาที่ตู้แลกเหรียญจนได้ ปากบอกว่าแค่อยากลองเล่นดูสักครั้งสองครั้งเป็นการแก้เครียด แต่ฉันว่าเขาอยากได้ตุ๊กตาที่อยู่ในตู้นั้นนะ สีหน้าท่าทางของเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าอยากได้เอามากๆ จนแทบจะปิดไว้ไม่มิด ฉันเคยเห็นตุ๊กตาตัวนี้ผ่านตาบ้างในแอปพลิเคชันขายของออนไลน์ที่ชอบเด้งมาโฆษณาตลอด เหมือนจะมาจากการ์ตูนเรื่องหนึ่งนะ ฉันเองก็ไม่เคยดูเหมือนกัน แต่ดีไซน์ตัวละครเขาน่ารักดี 

               แลกมาแค่สองเหรียญมันจะพอเหรอ? 

               ฉันแอบสบประมาทในใจเมื่อเห็นว่าคุณกวีดูไม่ค่อยลงทุนกับการเสี่ยงดวงครั้งนี้มากนัก นักคีบตุ๊กตาที่มีมือฝีมือขั้นเทพต่างก็เคยฝึกฝนจนหมดเงินไปหลายร้อย ฉันไม่คิดว่าเขาจะสามารถคีบตุ๊กตุ่นตุ๊กตาพวกนี้ได้โดยเสียเงินไปแค่ยี่สิบบาทหรอก 

               แล้วผลลัพธ์ก็ออกมาแบบที่ฉันคำนวณไว้เป๊ะเลย คีบตุ๊กตาไม่ได้จริงๆ ด้วย... 

               “ทำไมคีบยากจัง...” 

               คนหน้าดุที่ขมวดคิ้วเข้าหากันครั้งแล้วครั้งเล่าส่งเสียงโอดครวญออกมาทันที เมื่อตุ๊กตาที่อุตส่าห์เล็งคีบขึ้นมาได้ดันร่วงตกลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ที่เดิมอีกแล้ว 

               “หนูถึงได้บอกว่าเป็นตู้เกลือไง อยากได้ของแทบตาย แต่สุดท้ายก็คีบได้แต่ความว่างเปล่า” 

               “มันไม่ควรจะยากแบบนี้สิ เธอเคยคีบได้หรือเปล่า?” 

               “ไม่เคยเลยสักครั้งค่ะ” แววตาคู่นั้นหม่นแสงลงทันทีเมื่อได้ยินคำตอบอันไร้ซึ่งความหวังของฉัน น่าสงสารแฮะ อยากได้ตุ๊กตาในตู้ขนาดนั้นเลยเหรอ ลองชี้ทางสว่างให้หน่อยดีกว่า “ถ้าอยากได้ตุ๊กตาตัวนั้นจริงๆ ก็ใช้เงินแก้ปัญหาได้นะคะ เขาขายแยกตัวละห้าร้อย” 

               “ไม่ดีกว่า ผมจะคีบจนกว่าจะได้!” 

               กลายเป็นว่าคำพูดของฉันดันไปกระตุ้นความอยากเอาชนะในตัวคุณกวีขึ้นมาซะงั้น มุ่งมั่นดีจัง แต่ดื้อด้านชะมัด ของแบบนี้มันไม่ฟลุ๊คคีบกันได้ง่ายๆ หรอก 

               ฉันแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะอาสาเป็นคนเอาแบงก์ร้อยไปแลกเป็นเหรียญให้คนมีไฟอีกสิบเหรียญ 

               “ซ้าย! ซ้ายอีกนิดค่ะ!” 

               “ซ้ายอีกเหรอ อ๊ะ โทษที ดันแรงไปหน่อย...” 

               “จะหมดเวลาแล้วค่ะ! ซ้ายอีกนิด ซ้ายๆๆ!” 

               “โธ่!” 

               “พลาดอีกแล้ว...” 

               ถึงมีความตั้งใจแต่ก็ยังอ่อนหัด ฉันยืนมองเขาพยายามคีบตุ๊กตาตัวเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนเริ่มเบื่อ แต่เจ้าตุ๊กตาตัวนั้นก็ดื้อเหลือเกิน โดนคีบลอยขึ้นมาแป๊บเดียวก็ร่วงกลับลงไปนอนแอ้งแม้งกับผองเพื่อนที่พากันส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้จากในตู้อีกแล้ว 

               ถึงจะแอบลุ้นให้กับเหรียญสุดท้าย แต่เราก็ต้องยอมรับนะว่าปาฏิหาริย์มันไม่มีจริง 

               ฉันเดินเข้าไปแตะไหล่คนตัวสูงกว่าเบาๆ เป็นการปลอบใจ แววตาและท่าทีที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของเขาทำให้ฉันตัดสินใจควักแบงก์ยี่สิบออกไปแลกเหรียญมาเพิ่มอีกสองเหรียญ 

               “ลองเปลี่ยนมาคีบตัวเล็กดูมั้ยคะ น่าจะคีบง่ายกว่าพวกตัวใหญ่ๆ นะ” 

               “ไม่เป็นไร ถึงคีบอีกสิบครั้งก็น่าจะพลาดเหมือนเดิมนั่นแหละ” 

               “ไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูให้ยืมอีกสองเหรียญ” ทำไมไฟแห่งความพยายามของเขาถึงมอดดับเร็วจัง ฉันส่ายหัวไปมารัวๆ พลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากำไว้แน่น “เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เราต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนะคะ รอบนี้ต้องได้แน่ คุณกวีสู้ๆ!” 

               เจ้าของชื่อก้มมองสีหน้าและแววตาที่จริงจังของฉันด้วยความลังเล เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเผลอหลุดยิ้มแล้วแบมือออกมารับเหรียญสองเหรียญไปจากมือฉัน 

               “...ก็ได้ ผมจะลองดู” 

  

               แล้วเราสองคนก็ย้ายไปเล่นตู้คีบตุ๊กตาที่มีแต่ตุ๊กตาตัวเล็กๆ ดูน่ารักขนาดเท่าฝ่ามือแทน 

               “โธ่! เกือบได้แล้วอะ!” 

               นี่ฉันกำลังคาดหวังอะไรอยู่นะ คิดแล้วก็แอบขำตัวเอง อุตส่าห์หวังว่าเขาจะคีบได้สักตัวสองตัว ถึงไม่ได้ตัวใหญ่แต่อย่างน้อยก็ได้ตัวเล็กไปเชยชม แต่ปรากฏว่าดันคีบไม่ได้สักตัวซะงั้น เสียสิบบาทไปฟรีๆ เลย 

               “เธอเอาเหรียญสุดท้ายไปเล่นอย่างอื่นเถอะ” 

               คุณกวีที่ไฟแห่งความพยายามได้มอดดับไปเรียบร้อยแล้วได้ส่งเหรียญคีบตุ๊กตาเหรียญสุดท้ายมาให้ฉันด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด โธ่... 

               “แต่เมื่อกี้เกือบคีบได้แล้วนะ ลองอีกรอบเถอะค่ะ!” 

               “ลงทุนไปสิบเอ็ดครั้งแต่คว้าน้ำเหลวทั้งสิบเอ็ดครั้งเนี่ยนะ?” เขายกมือขึ้นเสยผมตัวเองก่อนจิ๊จะปากออกมาด้วยความหงุดหงิด “ผมคงไม่มีหัวด้านนี้จริงๆ นั่นแหละ ไม่ได้อะไรเลย เราขาดทุนชัดๆ” 

               “แต่ลองดูอีกครั้งก็ไม่เสียหายนะ เป็นเหรียญสุดท้ายด้วย เหรีญสุดท้ายแฟนสวยนะคะ” 

               ฉันพยายามโน้มน้าว แต่คุณกวีคนหน้าดุกลับไม่คล้อยตามกันง่ายๆ 

               “เธอลองคีบดูละกัน เดี๋ยวผมช่วยดูให้” 

               “โอเคค่ะ ถ้าคีบได้เดี๋ยวหนูยกตุ๊กตาตัวนี้ให้เลย!” 

               “เฮอะ คีบให้ได้ก่อนเถอะ” 

               “เตรียมรอรับตุ๊กตากลับบ้านได้เลยค่ะ” 

               ใจกล้าบ้าบิ่นมาก ไม่เคยคีบได้สักครั้งแล้วยังมีหน้าไปอวดเก่งใส่คนอื่นอีก ฉันยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากำหมัดไว้เป็นการให้กำลังใจตัวเองโดยมีคุณกวีที่ยืนกอดอกส่ายหัวน้อยๆ พร้อมทำสีหน้าประมาณว่า ‘คีบไม่ได้หรอก แต่ถ้าคิดว่าคีบได้ก็ลองดู’ ก่อนจะผายมือให้ฉันเดินแทรกเข้ามาหยอดเหรียญลงไปในตู้คีบตุ๊กตา 

               สิ้นเสียงสัญญาณเหรียญกลิ้งกลุกกลัก ตัวเลขบนหน้าจอก็เริ่มนับถอยหลัง ฉันก้มมองตุ๊กตาแต่ละตัวที่นอนแอ้งแม้งโชว์พุงรอให้คีบขึ้นไปอย่างพินิจพิจารณา จากมุมนี้ต้องคีบให้ลงกลางตัวไม่ก็เหนือหัวหน่อยๆ คุณกวีน่าจะอยากได้ตัวนี้สินะ เห็นเขาเอาแต่คีบตัวนี้อยู่นั่นแหละ ไม่คิดจะลองตัวอื่นเลยสักครั้ง 

               “เลือกมุมได้แล้วเหรอ?” 

               “อื้อ เสี่ยงดวงกันค่ะ รอเวลาหมดแล้วค่อยมาลุ้นกันว่าจะได้มั้ย” 

               “ไม่ได้หรอกมั้ง” คุณกวีชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วส่ายหัวเบาๆ “เดี๋ยวผมคืนเงินให้ ยี่สิบบาทใช่มั้ย” 

               “ไม่ต้องคืนก็ได้ค่ะ แค่ยี่สิบบาทเอง...” 

               “เอาคืนไปเถอะ ผมไม่ชอบติดหนี้ใคร” 

               เขาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เพิ่งสังเกตว่าเวลาหัวเราะ ผู้ชายคนนี้ชอบหลับตาลงแล้วส่ายหัวไปมา ท่าหัวเราะดูดีชะมัด ฉันส่งยิ้มให้เขาก่อนจะแบมือออกมารอรับเงินจากคนตรงหน้า 

               ถ้าไม่ติดว่าดันมีเสียงอะไรสักอย่างคอยขัดจังหวะพวกเราไว้ซะก่อน 

               ปิ้วว 

               “หือ? คุณกวี!” เสียงนั่นดังมาจากตู้คีบตุ๊กตานี่นา ฉันเผลออุทานเรียกชื่อเขาเสียงหลงก่อนจะรีบย่อตัวลงไปหยิบตุ๊กตาตัวเล็กๆ รูปแมวน้ำตัวอ้วนขนาดพอดีมือขึ้นมาโบกไปมา “ตุ๊กตาค่ะ ตุ๊กตา!” 

               “อื้ม เห็นแล้ว เป็นไปไม่ได้...” 

               คุณกวีอ้าปากค้าง เขาชี้นิ้วมาที่ตุ๊กตาสลับกับใบหน้าของฉันด้วยความตื่นเต้น 

               “มันเป็นไปแล้วค่ะ มาๆ แปะมือกันหน่อย!” 

               มะ...ไม่คิดเลยว่าจะคีบได้ ครั้งแรกเลยนะเนี่ย! ฉันยิ้มกว้างออกมาด้วยความยินดีก่อนจะชวนเขาไฮว์ไฟว์ด้วยรอยยิ้ม คุณกวีเองก็ดูดีใจเหมือนกัน เขาส่งยิ้มให้ฉันแล้วชูสองมือของตัวเองขึ้นมาในท่าเตรียมพร้อม 

               แต่ให้ตายเถอะ เขาตัวสูงชะมัด ย่อตัวลงมาหน่อยก็ไม่ได้... 

               “เย้!” 

               ฉันกระโดดดึ๋งขึ้นไปแปะมือกับเขากลางอากาศ คุณกวียิ้มกว้างก่อนทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างออกมา แต่สักพักก็ค่อยๆ หุบยิ้มลง เขายกมือขึ้นปิดปากแล้วกระแอมไอออกมาเล็กน้อย ก่อนยกสองมือเก็บเข้าไปในกระเป๋ากางเกง 

               เอ มีอะไรอยากพูดด้วยหรือเปล่านะ? ฉันมองหน้าเขาด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น มองกดดันอยู่อย่างนั้นตั้งหลายวินาที แต่สุดท้ายคุณกวีก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมา 

               อ๋อ ไม่กล้าทวงตุ๊กตาสินะ! 

               “นี่ค่ะ หนูให้” 

               “ให้ผมเหรอ?” 

               “อื้อ ให้คุณกวีค่ะ” ฉันยืนยันคำพูดของตัวเองด้วยการพยักหน้ารัวเร็ว 

               “แต่เธอเป็นคนคีบได้...” 

               “บอกแล้วไงว่าถ้าคีบได้หนูจะเอาให้คุณกวี รับๆ ไปเถอะค่ะ หนูไม่ชอบตุ๊กตา” 

               ก็เราตกลงกันไว้แล้วนี่นา ฉันทำหน้าบึ้งแล้วยัดตุ๊กตาตัวนั้นใส่มือเขาทันที ถามมากเดี๋ยวก็เปลี่ยนใจไม่ให้ตุ๊กตาซะหรอก! 

               “ขอบคุณ” 

               “ไม่เป็นไรค่ะ” 

               แค่เห็นเขาชอบฉันก็ดีใจแล้ว อันที่จริงอยากจะขอถ่ายรูปเก็บไว้ลงสตอรี่ไอจูไปอวดเพื่อนเล่นซะหน่อย แต่คิดไปคิดมาก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจนี้ไป ช่างเถอะ เก็บมันไว้ในความทรงจำละกัน 

               “...เล่นเสร็จแล้วนี่ พอเถอะ รีบกลับไปเรียนได้แล้ว!” 

               ยิ้มได้ไม่ถึงสองนาทีคุณกวีก็คืนร่างกลายเป็นคนใส่สูทหน้าดุเหมือนเดิม เขายกมือขึ้นมากระแอมไอครั้งสองครั้งพอเป็นพิธีแล้วรีบก้าวขายาวๆ ของตัวเองออกไปจากโซนเกมเซนเตอร์ทันที 

               “โอเคค่ะ กลับก็กลับ” 

               “ต้องกลับไปที่โรงเรียนนะ ห้ามเที่ยวเล่นต่อเด็ดขาด” 

               “ก็ได้ค่ะ จะรีบกลับไปเรียน จะไม่เที่ยวเล่นต่อเด็ดขาด” 

               “ดีมาก” 

               เถียงกันไปมาอยู่สักพักคุณกวีก็เงียบเสียงลง 

               “เธอชอบกินอะไร” 

               “คะ? หนูเหรอ” ฉันยกนิ้วชี้หน้าตัวเองแบบงงๆ โดยมีคุณกวีพยักหน้าขึ้นลงแทนคำตอบ “พิซซ่าล่ะมั้ง” 

               “งั้นไปร้านพิซซ่ากัน” 

               แหม คงจะอยากเลี้ยงของเป็นการตอบแทนที่ช่วยอยู่เป็นเพื่อนและคอยคีบตุ๊กตาให้สินะ ฉันโบกไม้โบกมือไปมาแล้วแสร้งทำเป็นดัดเสียงหวานเพื่อเพิ่มความน่าเอ็นดู 

               “เอ๊ะ จะซื้อให้เหรอคะ ไม่ต้องหรอก หนู...” 

               “ไม่ได้ซื้อให้เธอซะหน่อย ผมจะซื้อมากินเองต่างหาก” 

               “อะ...อ้าว นึกว่าจะเลี้ยงซะอีก” 

               “ผมเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในบริษัทนะ ไม่มีเงินมาเลี้ยงพิซซ่าเธอหรอก” 

               เขาดูติดใจกับคำว่าฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในบริษัทนะ ฉันแอบขมวดคิ้วให้กับสีหน้าท่าทางที่ดูรื่นเริวผิดปกติของคนตรงหน้า ก่อนจะยอมเดินตามหลังเขาเข้าไปในร้านพิซซ่าที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนชวนหม่ำออกมาเรื่อยๆ คุณกวีเรียกฉันไปยืนเลือกพิซซ่าด้วยกันด้วยเหตุผลว่า 

               “ไม่รู้จะกินหน้าอะไรดี ช่วยเลือกหน่อย” 

               “ก็เลือกหน้าที่ตัวเองชอบสิคะ...” 

               “ผมเคยกินแต่ฮาวายเอี้ยน เบื่อแล้ว” 

               มีเบื่อด้วยแฮะ ฉันแอบเหล่มองแรงใส่คนข้างๆ ก่อนจะลองเสนอตัวเลือกออกไป 

               “งั้น...ลองหน้าชีสมั้ยคะ ชีสจัดเต็ม เพื่อนหนูชอบมากเลย” 

               “แล้วเธอชอบหรือเปล่า?” 

               “ชอบค่ะ หนูกินได้ทุกแบบนั่นแหละ หน้าเบคอนกับไส้กรอกก็ชอบ” 

               ฉันจิ้มนิ้วลงไปบนเมนู พยายามเปิดหาพิซซ่าหน้าอื่นๆ มาแนะนำเขาเต็มที่ คนข้างตัวเองก็คอยพยักหน้ารับให้กับการโฆษณาของฉันแล้วเงยหน้าขึ้นไปสั่งเมนูที่ตัวเองอยากกิน เขาสั่งสองเมนูที่ฉันแนะนำไปด้วยล่ะ ดีจัง หวังว่าจะชอบนะ 

               “เอาแป้งหนานุ่มหรือบางกรอบคะ” 

               “เธอชอบแบบไหน” คุยกับพนักงานเสร็จคุณกวีก็ก้มลงมาถามฉันต่อทันที 

               “ถามหนูทำไมเนี่ย? ถามตัวเองสิคะว่าชอบแบบไหน” 

               “ก็เธอเป็นคนแนะนำ ผมก็ต้องกินตามสิ” 

               “ชอบแป้งหนานุ่มค่ะ แต่ถ้าคุณกวีชอบแบบบางกรอบก็...” 

               “เอาหนานุ่มครับ” 

               ยังพูดไม่ทันขาดคำคุณกวีก็ละสายตาจากฉันไปหาคุณพนักงานซะแล้ว ฟังกันให้จบบ้างสิ อีตาคนนี้นี่... 

  

               นั่งคุยกันได้สักพักพิซซ่าที่สั่งก็พร้อมเสิร์ฟ ใกล้ได้เวลาเที่ยงสิบสองนาฬิกาแล้ว คุณกวีคงเอาพิซซ่าพวกนั้นไปกินกับเพื่อนที่บริษัทแน่ๆ เลย 

               ระหว่างทางกลับเราเดินคุยอะไรไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะมายืนบอกลากันบนสะพานลอย 

               “ผมส่งแค่นี้นะ ห้ามโดดเรียนไปที่อื่นอีก ต้องกลับไปเรียนนะ” 

               “รู้แล้วค่ะ ไม่โดดแล้ว” 

               “ดีมาก” 

               ถึงน้ำเสียงที่ใช้จะฟังดูดุไปหน่อย แต่เห็นนะว่าเขาแอบระบายยิ้มออกมานิดๆ เมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากฉันว่าจะไม่เถลไถลไปที่อื่นอีกอย่างแน่นอน 

               “ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนนะคะ สนุกมากเลย” 

               “ผมก็สนุกเหมือนกัน” 

               คำพูดของคุณกวีทำให้ฉันยิ้มกว้างออกมาโดยไม่รู้ตัว 

               “งั้น...หนูไปนะ” 

               ยังไม่ทันได้ยกมือขึ้นโบกลา คุณกวีก็ยื่นถุงพิซซ่าที่อยู่ในมือมาให้ 

               “เอานี่ไปด้วยสิ” 

               “คะ? ให้หนูเหรอ?” 

               ให้จริงดิ! ให้จริงแน่นะ! 

               “อื้ม ให้เธอ” 

               “ไหนเมื่อกี้บอกว่าฟันเฟืองตัวเล็กๆ อย่างคุณกวีไม่มีปัญญาเลี้ยงพิซซ่าหนูไง” 

               “จำไม่เห็นได้เลยว่าเคยพูดแรงขนาดนั้น” ใบหน้าบึ้งตึงของคุณกวีหลุดหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเห็นฉันทำหน้าเหลอหลาชี้นิ้วไปที่พิซซ่าและตัวเองไปมาด้วยสีหน้าที่อาจจะดูตลกเอามากๆ ในสายตาเขา “เอาไปเถอะ ผมให้เป็นค่าคุยเล่น ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนนะ” 

               “แต่มันมากไป...” 

               “ไม่มากไปหรอก เป็นค่าตุ๊กตาที่เธออุตส่าห์คีบให้ผมด้วย” ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ...ฉันมองผู้ชายตรงหน้าสลับกับพิซซ่าด้วยความลังเล “รีบๆ เอาไปซะที หนัก!” 

               “อะ...อื้อ ขอบคุณนะคะ” 

               “ไม่เป็นไร รีบไปเรียนได้แล้ว” 

               “โอเคค่ะ...ตั้งใจทำงานนะคะ!” 

               ไม่รู้จะอวยพรอะไรก็ใช้คำนี้ไปก่อนก็แล้วกัน! 

               “เธอก็ตั้งใจเรียนเหมือนกัน” 

               เขาพูดแค่นั้นก่อนจะหันหลังเดินจากไป ฉันมองตามแผ่นหลังของคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงเดินลงจากสะพานลอยไปจนลับสายตา ไม่คิดเลยว่าจะชวนคนแปลกหน้าคุยได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้... 

               ฉันกระชับถุงพิซซ่าในมือแล้วได้แต่ถอนหายใจแล้วยิ้มออกมากับตัวเอง เขาดูเป็นคนดีนะ ถ้าขยันทำงานต่อไปต้องได้ขึ้นเงินเดือนแน่นอน! คิดได้ดังนั้นก็เดินฮัมเพลงไปโบกรถเมล์อีกฝั่งอย่างมีความสุข 

  

               “อธิบายหน่อยซิว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่?” 

               “เอ่อ...” 

               “ไหนบอกว่าปวดหัว ไม่สบายจนลุกจากเตียงไม่ได้ไง แล้วทำไมถึงมาโรงเรียนเอาป่านนี้!” 

               “เรื่องมันยาวน่ะ...อะ โอ๊ย!” 

               “ฉันไม่เคยสอนให้แกเป็นคนแบบนี้นะ คิดจะโดดเรียนช่วงติวเหรอ ใจกล้าเกินไปแล้ว!” 

               “ผิดไปแล้ว โอ๊ย! อย่าตีสิขิม!” 

               เมื่อนั่งรถเมล์หอบของพะรุงพะรังกลับมาโรงเรียนได้แล้ว ฉันก็ต้องเข้าห้องปกครองไปเซ็นชื่อและอธิบายเหตุผลล้านแปดกับอาจารย์ว่าทำไมถึงได้มาโรงเรียนเอาป่านนี้ ฉันแกล้งบอกไปว่าตอนเช้ารู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย แต่ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว นึกได้ว่าช่วงบ่ายของมอหกมีติวด้วยก็เลยยอมถ่อสังขารมาโรงเรียน ส่วนพิซซ่าที่ถือมาเป็นของที่เพื่อนฝากซื้อเพราะเป็นทางผ่านเฉยๆ 

               อาจเป็นเพราะฉันไม่ค่อยได้เข้ามาในห้องปกครองบ่อยนัก อาจารย์จึงยอมปล่อยฉันไปง่ายๆ โดยไม่หักคะแนนความประพฤติหรือซักไซ้หาความจริงต่อ ซึ่งก็ดีแล้ว หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอกแน่ะ 

               นึกว่าจะโดนจับได้ซะแล้วว่าโดดเรียนมา... 

               แต่ฉันอาจลืมไปว่าของแบบนี้โกหกคนไม่สนิทน่ะง่าย แต่พอมาเจอคนรุ่นเดียวกันที่รู้จักกันมาตลอดสามปีแล้ว การโกหกให้แนบเนียนสักครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

               พอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสของฉันที่ชูถุงใส่พิซซ่าขึ้นมาโบกมือให้เพื่อนๆ ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่ศาลาริมน้ำในโรงเรียนระหว่างพักเที่ยงปุ๊บ ยัยขิมที่สังเกตเห็นฉันเป็นคนแรกก็รีบวางสมุดจดลงกับโต๊ะแล้วพุ่งตัวเข้ามาหาฉันทันที 

               จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์กระชากคอเสื้อมาสอบสวนหาความจริงขึ้น แถมยังโดนยัยขิมตีแขนตีไหล่ไปหลายรอบเลย นึกว่าจะโดนเพื่อนตัวเองเอาโบว์ผูกผมมารัดคอจนตายแล้ว เฮ้อ... 

               “สรุปคือแกทะเลาะกับแม่ ก็เลยโดดเรียนไปเล่นเอ็มวีที่ห้าง CC เหรอ?” 

               ชาหวานหันหน้ามาถามฉันก่อนรินน้ำอัดลมสีเข้มที่เพิ่งวิ่งไปซื้อมาจากสหกรณ์ให้ทุกคนในกลุ่มอย่างมีน้ำใจ 

               “อื้อ...ขอโทษที่โกหกนะ” 

               หลังจากอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนทั้งสามคนฟัง พวกเราก็มานั่งล้อมวงกินพิซซ่าพร้อมชมความงามของบ่อน้ำในโรงเรียนไปด้วย 

               เอาจริงๆ ฉันแอบเป็นห่วงขิมนิดหน่อยเพราะเธอดูโกรธสุดๆ ตอนเห็นฉันเดินมาหา แต่เจตน์แอบกระซิบให้ฟังว่าเพราะขิมเป็นห่วงฉันมากต่างหาก เธอนึกว่าฉันเครียดกับเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยจนล้มป่วยด้วยซ้ำ ได้ยินแบบนั้นแล้วฉันเองก็รู้สึกผิดจนต้องเป็นฝ่ายไปนั่งข้างๆ เพื่อคอยป้อนพิซซ่าเข้าปากเธอเรื่อยๆ เป็นการเอาอกเอาใจ 

               “แต่ก็ขอบคุณที่ซื้อพิซซ่ามาฝากนะ” 

               ขิมทำหน้าบึ้งเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมอ้าปากงับพิซซ่าไปจากมือฉันอย่างว่าง่าย 

               “วันนี้รวยเหรอ ซื้อถาดใหญ่มาตั้งสองถาดแน่ะ” เจตน์ออกความเห็นตามประสาคนช่างสังเกต “แถมซื้อหน้าชีสแบบที่ขิมชอบมาด้วย ตั้งใจมาง้อกันเต็มที่เลยนะเนี่ย...” 

               “เปล่าหรอก ฉันไม่มีเงินซื้อพิซซ่าด้วยซ้ำ สองถาดนี้มีคนซื้อให้น่ะ” 

               “ฮะ?” 

               ชาหวานอ้าปากค้าง ส่วนเจตน์ขมวดคิ้วเล็กน้อย รีแอคชั่นตลกดีแฮะ ฉันหลุดขำออกมาทันทีเมื่อเห็นสองคนนั้นมองตากันด้วยความงุนงง 

               “...พี่เซนท์ซื้อให้เหรอ?” 

               แววตาใต้กรอบแว่นของขิมเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะหม่นแสงลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับคำตอบที่ไม่คาดคิด 

               “ไม่ใช่พี่เซนท์หรอก รายนั้นรีบบึ่งรถไปเรียนก่อนร้านพิซซ่าจะเปิดด้วยซ้ำ แต่วันนี้ฉันบังเอิญไปเจอคนแปลกๆ ในห้างมา อยู่ดีๆ ก็เข้ามาชวนคุยแล้วบอกให้นั่งคุยเป็นเพื่อน...” 

               แล้วฉันก็เล่าเรื่องที่ตัวเองเพิ่งประสบพบเจอมาสดๆ ร้อนๆ ให้เพื่อนฟัง ชาหวานดูตื่นเต้นกว่าใคร เธอส่งเสียงอู้โอ้อย่างออกรสโดยมีเจตน์คอยรับฟังเงียบๆ และหัวเราะออกมาบ้างตอนเล่าถึงฉากคีบตุ๊กตา 

               ส่วนขิม รายนั้นเงียบจนน่าตกใจเลย เธอนั่งฟังเงียบๆ มาจนถึงตอนจบแล้วเปิดปากถามคำถามออกมาทันที 

               “อันตรายนะ อยู่ดีๆ ไปนั่งคุยกับคนแปลกหน้าได้ยังไง” 

               “ไม่เป็นไรหรอก เขาเอาบัตรประชาชนให้ฉันดูด้วยนะ” 

               “ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดี...” ขิมยังไม่ไว้ใจอะไรง่ายๆ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาปลดล็อกรหัสก่อนเลื่อนสายตาขึ้นมาจ้องหน้าฉันด้วยแววตาเอาจริงเอาจัง “ไหนลองบอกชื่อผู้ชายคนนั้นมาซิ เดี๋ยวฉันลองหาข้อมูลให้” 

               “ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้มั้ง...” 

               “เอาน่า บอกมาเถอะ” ชาหวานคะยั้นคะยอ 

               “บัน...อะไรสักอย่างนี่แหละ” 

               เมื่อพูดจบทุกคนในกลุ่มก็หันไปมองหน้ากันเองทันที ชาหวานกะพริบตาปริบๆ ยัยขิมจ้องหน้าฉันเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อ ส่วนเจตน์เป็นคนแรกที่หัวเราะแล้วตำหนิฉันออกมาอย่างไม่จริงจังนัก 

               “ทำไมขี้ลืมจัง” 

               “ก็ชื่อผู้ชายคนนั้นมันจำยากอะ! บัน บรรณ บัณ อะไรสักอย่างนี่แหละ จำได้แค่ว่าชื่อเล่นคือกวี เป็นพนักงานบริษัทแถวนี้” 

               “ชื่อเล่นหายากกว่าชื่อจริงอีก คนชื่อบัน บรรณ บัณมีเป็นร้อย ส่วนคนชื่อกวีก็มีเป็นล้าน แถมไม่มีข้อมูลในระบบด้วย” 

               “ขอโทษนะ...” 

               “ไม่เป็นไร คราวหน้าหอมอย่าไปไว้ใจใครง่ายๆ ก็แล้วกัน” เพื่อนชายเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มพยายามสรรหาคำพูดมาปลอบใจกันอย่างเต็มที่ เขายื่นมือออกมาลูบไหล่ฉันเบาๆ ก่อนจะหยิบอะไรสักอย่างออกมาจากถุงพิซซ่า “หือ? อะไรเนี่ย” 

               “อุ๊ย นั่นไฮไลท์นี่ สีสวยจัง!” 

               ชาหวานหวีดร้องออกมาเบาๆ ก่อนจะฉกของในมือเจตน์มาดูทันที 

               เอ๊ะ ไฮไลท์เหรอ? 

               “แอบซื้อมาไม่บอกเพื่อนเลยนะ อุ๊ย มีกระดาษโน้ตแปะไว้ด้วย” เพื่อนสาวคนสวยยิ้มกว้างออกมาทันที ชาหวานกวักมือเรียกเจตน์ให้เข้ามาใกล้ๆ แล้วเริ่มอ่านข้อความในนั้นด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดให้เข้มขึ้น “ไหนๆ ‘เอาไปใช้แล้วตั้งใจเรียน’ เอ๊ะ...” 

               “ไหนดูหน่อย” 

               ข้อความที่ถูกทิ้งไว้เรียกให้ฉันรีบยื่นมือไปหยิบกระดาษโน้ตแผ่นนั้นมาอ่านซ้ำในใจอีกครั้งทันที แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย อย่าบอกนะว่าคุณกวีซื้อให้ฉันน่ะ... 

               “ยิ่งไม่น่าไว้ใจใหญ่ คนอะไรจะซื้อของกินแพงๆ กับของแบบนี้ให้คนที่เพิ่งรู้จักกันบ้าง” 

               ขิมเบ้ปากใส่กระดาษโน้ตแผ่นนั้นแล้วฉกมันไปจากมือฉัน 

               “ไม่รู้สิ เกรงใจเหมือนกันนะเนี่ย” 

               หลังจากที่เถียงกันไปมาได้สักพัก ชาหวานก็อาสาเป็นฝ่ายหาทางออกให้ด้วยวิธีที่แฮปปี้กันทั้งสองฝ่ายว่า 

               “รับๆ ไปเถอะ เขาคงให้เพราะเอ็นดูแกล่ะมั้ง” 

               “ทำไมเขาต้องมาเอ็นดูฉันด้วยเล่า” 

               “ก็...ตอนนั้นคุณกวีของแกอาจอยากได้ใครสักคนมาคุยด้วยพอดี เขาอาจสิ้นหวังสุดๆ พอแกมาคอยคุยด้วย คอยให้กำลังใจ แถมยังคีบตุ๊กตาให้อีก เขาจะดีใจจนยอมซื้อของให้ก็ไม่แปลก” 

               “ไม่แปลกได้ไง แปลกสิ โคตรแปลกเลย!” 

               ดูเหมือนว่าขิมจะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างแรง 

               “คนที่ชื่อกวีคงรู้สึกแย่มากจริงๆ พอได้คุยกับหอมแล้วอาการคงดีขึ้นล่ะมั้ง เวลาเราเครียดก็ชอบไปบ่นระบายในเว็บเหมือนกัน ถ้ามีคนให้กำลังใจเราก็จะฮึดสู้ขึ้นน่ะ” 

               ฉันพยักหน้ารับเบาๆ เจตน์เองก็ออกความเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับชาหวานแฮะ เธอยิ้มกว้างก่อนเอนหัวไปซุกไหล่ของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในกลุ่ม แอบเห็นแวบๆ ผ่านหางตาด้วยว่าเจตน์ทำตาโตทันทีที่โดนชาหวานจู่โจมแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง เขาค่อยๆ ใช้นิ้วดันแขนชาหวานออกช้าๆ แล้วรีบยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่มทันที 

               “เหรอ...” 

               นี่เป็นของตอบแทนให้กับความมีน้ำใจของฉันสินะ เพราะบังเอิญไปนั่งอยู่แถวนั้นพอดี บังเอิญถอนหายใจในเวลาไล่เลี่ยกันพอดี การพบเจอของเราสองคนคือความบังเอิญจริงๆ นั่นแหละ 

               ฉันหยิบแพ็คไฮไลท์พาสเทลหลากสีขึ้นมายิ้มกับตัวเอง ก็ว่าอยู่ทำไมถึงคิดเงินนานจัง ที่แท้ก็แอบซื้อของมาให้ฉันนี่เอง แถมยังเขียนโน้ตแปะไว้ด้วย คงยืมกระดาษกับปากกาจากพนักงานแถวนั้นล่ะมั้ง ฉันนั่งอ่านประโยค ‘เอาไปใช้แล้วตั้งใจเรียน’ ของเขาอีกครั้ง 

               ลายมือคุณกวีสวยดีแฮะ ดีใจที่ได้พบกันนะคะ ถ้าบังเอิญเจอกันอีก ฉันจะเลี้ยงพิซซ่าขอบคุณให้สองถาดเลย! 

               เมื่อตั้งเป้าหมายในใจได้แล้ว ฉันก็หยิบพิซซ่าหน้าชีสขึ้นมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย 

 

 

               น่าจะเป็นตอนสุดท้ายที่อัพแล้วค่ะ เราหมดไฟ เราปวดหลัง (ฮา) 

               ไว้จะเขียนตุนไว้เยอะๆ นะคะ จะได้มาอัพวันเว้นวันเลย วันนั้นต้องมาถึงค่ะ!55555 ช่วงนี้ทุกคนก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ พวกเราต้องรอด! 

               เราชอบกินปูผัดผงกะหรี่มากเลยค่ะ อยากกินอีกจัง แต่ช่วงนี้ออกจากบ้านไม่ได้ จะให้สั่งมาก็แพงเหลือเกิน มีค่าส่งด้วย อยากกินเค้กอยากกินขนมอยากกินทุกอย่าง เหนือสิ่งอื่นใด...อยากไปกินที่ร้าน!! 

ความคิดเห็น