email-icon Twitter-icon

ขอให้ความรักอยู่กับคุณ :)

ชื่อตอน : บทส่งท้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.พ. 2564 11:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย
แบบอักษร

บทส่งท้าย 

 

ผมตื่นแต่เช้าเตรียมตัวออกไปวิ่ง ยืนมองคอลเลคชั่นชุดวอร์มหลากสีที่พี่นันซื้อให้ ก่อนตัดสินใจเลือกมาชุดหนึ่งซึ่งรู้อยู่แล้วว่าจะต้องโดนอันน์แซวแน่ๆ เพราะสีสันของชุดวอร์มพวกนั้นมันทำให้บางวันผมกลายเป็นหัวแคร์รอต ข้าวโพดหวาน กระเจี๊ยบเขียว พริกชี้ฟ้าแดง แล้วแต่จินตนาการของอันน์และวันนี้ก็โดนแซวอย่างที่คิด  

"โอ๊ะ วันนี้คุณเป็นมันม่วงเหรอ"  

"ใช่ แบบต้มแล้วด้วย"   

"งั้นก็สุกพร้อมทานเลยสิครับ" 

"หืม?"    

"ชิมหน่อย" พูดจบก็โน้มใบหน้าเข้ามางับเข้าที่ลำคอผมเบาๆ คนที่ไม่ทันตั้งตัวอย่างผมก็ได้แต่ยืนนิ่งและยิ่งไปกว่านั้นมันดันเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าเด็กนักเรียนขาประจำคนนั้นเปิดประตูเข้ามาพอดี ผมผละตัวออกจากอันน์แล้วแทบจะวิ่งทะลุกระจกออกจากร้านไม่ได้สนใจเสียงของเด็กนั่นที่ตะโกนไล่หลังมา  

"จะรีบไปไหน! แฟนน้าอันน์!" 

 

รีบไปเขินก่อนโว้ย!  

 

ถนนในหมู่บ้านเหมาะกับการวิ่งออกกำลังกายในตอนเช้าเป็นอย่างมากเนื่องจากไม่ค่อยมีรถและระยะทางไปกลับก็กำลังดีพอที่จะวิ่งไหว ผมอยู่ที่นี่มานานสักพักจนรู้จักกับทุกคนในหมู่บ้าน จึงมีเสียงทักทายจากคนในชุมชนบ้างในตอนที่ผมวิ่งผ่านหน้าบ้าน หมาที่เคยเห่าก็เริ่มเป็นมิตรหลังจากที่ผมแวะทักทายมันทุกๆ เช้า     

"ไง บ๊อบ"   

ผมเป็นคนตั้งชื่อให้ลูกหมาตัวใหม่ที่บ้านป้าจ๋า ครั้งแรกผมเรียกมันออกไปมั่วๆ เพราะเห็นว่ามันหน้าตาไม่คุ้นและไม่รู้จักชื่อมาก่อน กระทั่งป้าจ๋ามาได้ยินเข้า เจ้าหมาตัวเล็กสีน้ำตาลตัวนี้มันก็เลยกลายเป็นบ๊อบบี้ที่ต้องวิ่งออกมารับหน้าผมทุกเช้า ผมโบกมือให้บ๊อบก่อนวิ่งต่อไป  

"ปิ๊นๆ" เสียงแตรจากมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่ขับผ่านหน้าดังเป็นเชิงทักทาย ก่อนหันไปเจอสองสามีภรรยาที่บ้านอยู่หัวมุมที่ผ่านมาเมื่อครู่   

"ไปไหนกันครับ"

"ไปข้างหน้านู่นล่ะ" คำถามของผมเป็นเพียงคำทักทายที่ไม่ได้สนใจเอาคำตอบที่แท้ จึงถูกสวนกลับมาด้วยประโยคน่ารักๆ แบบนั้น ผมยังคงยิ้มแม้ว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นจะขับออกไปไกลแล้ว

วิ่งต่อไปได้อีกสักระยะ ความเร็วก็ลดลงเพราะความเหนื่อย ผมเริ่มก้าวเท้าลงช้าๆ กระทั่งเปลี่ยนเป็นเดินแทน ในระหว่างนั้นก็หันไปเห็นบุญกับใบตองที่ยืนอยู่ริมถนน ราวกับสองคนนั้นตั้งใจมายืนรอผมเพราะทันทีที่หันมาเห็นก็พากันประสานเสียงเรียกให้ดังลั่น

"ลุงรัน!"

"พี่รัน!"

ผมจึงรีบก้าวเท้าเร็วๆ เข้าไปหา วันนี้สองพ่อลูกแต่งตัวผิดหูผิดตา บุญที่เคยสวมแต่เสื้อผ้าเก่าๆ วันนี้เปลี่ยนเป็นกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดตัวใหม่เอี่ยม ขณะที่ใบตองก็แต่งตัวน่ารักด้วยเสื้อยืดสีเหลืองอ่อนขนาดใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยกับกางเกงเอี๊ยมขาสั้น

"จะไปไหนกันเหรอ"

"จะไปเยี่ยมย่าครับ" ใบตองตอบคำถามด้วยเสียงใส ได้ยินมาว่าย่าของใบตองอาศัยอยู่กับพี่สาวของบุญที่จังหวัดใกล้ๆ บุญคงจะมีเวลาว่างจากงานจึงพาใบตองไปเยี่ยมญาติๆ

"แล้วเรียกลุงลั่นเลย มีอะไรรึเปล่า"

"คือ...มีเรื่องรบกวนพี่หน่อย"

ผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถามถึงความต้องการของสองพ่อลูกนี้ ก่อนที่บุญจะยื่นเจ้าบัวที่อุ้มอยู่ในมือตั้งแต่แรกส่งให้ผมพลางบอกถึงเหตุผลที่ออกมายืนรอ

"ผมกับใบตองจะค้างที่บ้านแม่สักสองวัน เราเอาบัวขึ้นรถตู้ไปด้วยไม่ได้ ว่าจะฝากมันไว้ที่บ้านพี่รันสักหน่อย..."

"ได้ไหมฮะ"

ผมคิดว่าควรจะถามอันน์ก่อน แต่ใบหน้าเว้าวอนของสองพ่อลูกกลับทำให้ผมตอบตกลงโดยไม่ลังเล พลางยื่นมือไปรับเจ้าแมวหางกุดตัวนั้นมาอุ้มเอาไว้

"ไม่ต้องห่วงนะ ลุงจะดูแลอย่างดีเลย"

ผมรับปากอย่างนั้นก่อนที่ทั้งสองคนจะขอตัวไปรอรถโดยสารที่หน้าถนนใหญ่เพื่อต่อรถเข้าไปที่สถานีขนส่งในเมือง ส่วนผมก็อุ้มแมววิ่งกลับบ้าน ในระหว่างทางที่ผ่านร้านค้าของหมวยเล็ก คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นหันมาเห็นผมเข้าพอดี ฝีเท้าของผมช้าลงตอนที่หมวยเล็กกวักมือเรียก

"พี่รัน!"

หลังจากจบเรื่องวันนั้น ผมคิดว่าแปะซ้งกับหมวยเล็กจะเกลียดจนไม่อยากเห็นหน้า แต่ว่าทั้งสองคนกลับไม่ได้ปฏิบัติกับผมเปลี่ยนไป ทั้งคู่ยังบอกอีกว่าดีแล้วที่ถูกจับได้ ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดและอาจต้องหวาดระแวงกับเรื่องที่ต้องการปกปิดไปตลอดชีวิตก็ได้ ผมทำดีแล้ว แปะซ้งบอกกับผมอย่างนั้น  

"ซื้อข้าวโพดไหมพี่ สดจากไร่ ใหม่จากสวนเลย"  

ผมหันมองกองข้าวโพดสีเหลืองฝักกำลังสวยที่ถูกตั้งอยู่ที่หน้าร้าน เดี๋ยวนี้หมวยเล็กมักสรรหาผัก ผลไม้จากไร่คนรู้จักมาตั้งขายที่หน้าร้าน ราคาถูกกว่าท้องตลาดแต่เน้นขายในปริมาณมากจึงพอเป็นรายได้ ผมอยากกินข้าวโพดต้มนมสดที่อันน์ทำอยู่พอดีแต่ตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวมาเลย   

"พี่ไม่ได้เอาตังค์มาอะ"

"เดี๋ยวค่อยมาจ่ายก็ได้ พี่จะเอากี่กิโล สักห้าไหม นี่กระสอบละห้ากิโลพอดีเลย ยกกระสอบไปเลยละกัน สดๆ จากไร่เลยพี่ ฝักใหญ่ เม็ดเรียงสวยเชียวแหละ หวาน กรอบ อร่อย ฝักไหนไม่อร่อยพี่เอามาปาหลังคาบ้านหนูได้เลย ตกลงเอาไปห้าเนอะพี่เนอะ" ผมกะพริบตาถี่ฟังหมวยเล็กที่ร่ายยาวไม่ทัน จนรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ยกมือข้างหนึ่งรับกระสอบข้าวโพดขนาดห้ากิโลมาอุ้มไว้ข้างเอวเรียบร้อยแล้ว เดินทุลักทุเลมาถึงบ้านแล้วก็ไม่มีมือจะเปิดประตูเลยได้แต่ร้องเรียกคนที่อยู่ข้างใน   

"อันน์ครับ! อันน์เปิดประตูให้หน่อย!"

"นี่คุณ..." คำพูดหยุดชะงักตอนที่อันน์หันมาเห็นผม มือหนึ่งอุ้มแมว อีกมืออุ้มกระสอบข้าวโพด ผมวางทั้งสองอย่างลงกับพื้นในตอนที่อันน์หันมองแมวที่วิ่งเข้าเคาน์เตอร์ไป แล้วก็หันกลับมาให้ความสนใจกระสอบตรงหน้า

"ผมไม่รู้จะถามถึงอะไรก่อน"

"ใบตองฝากบัวไว้กับผม ส่วนข้าวโพดนี่ซื้อมาจากร้านหมวยเล็ก" ผมพูดออกไปรวดเดียวเพื่ออธิบายถึงทั้งสองสิ่ง ขณะที่อันน์ก็ยังคงสงสัยอยู่

"แล้วซื้อมาทำไมเยอะแยะ แล้วแมวนั่น..."

"ตอนที่ผมไปทำงาน ฝากคุณดูแลมันด้วย"

"ให้ผมอยู่กับมันสองคนเหรอ"

"ผมเอาไปทำงานด้วยไม่ได้นี่"

ผมไม่แน่ใจว่าอันน์แค่ไม่คุ้นกับบัวหรือว่าเขาไม่ชอบแมว อย่างคราวที่แล้วที่จับบัวได้และเอามานอนที่บ้าน อันน์ก็ไม่ค่อยเข้าใกล้มันเท่าไร ในตอนนี้ก็เอาแต่ขมวดคิ้วยุ่งขณะหันมองบัวที่เดินออกมาจากเคาน์เตอร์แล้วเดินช้าๆ วนหาที่เหมาะๆ ก่อนทิ้งตัวนอนที่ใต้เก้าอี้ พอผมบอกว่าบัวจะอยู่ที่นี่สองวัน อันน์ก็ร่ายยาวมาเป็นหลักการ 

"คุณต้องจำกัดที่อยู่ของมันนะ ให้มันเข้าไปในเคาน์เตอร์ไม่ได้ เกิดขนมันหล่นลงไปในเครื่องดื่มคงไม่ดีแน่ เข้าครัวก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันวุ่นวายตอนอบขนม คุณต้องไม่ให้มันขึ้นไปข้างบนนะ ขนแมวจะติดเสื้อผ้าคุณ อย่าให้มันนอนบนที่นอนด้วย..."

"โอเคครับ โอเค ผมจะใส่กุญแจมือแมวแล้วล็อกเอาไว้ที่หลังบ้านเลย"

"คุณทารุณสัตว์แบบนั้นไม่ได้นะครับ"

"ผมประชดครับ"

อันน์หันขวับมองตาขวาง ขณะผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

"เอาเป็นว่าผมจะเอาไปไว้ที่หลังบ้าน มันคงไม่ไปไหนไกลหรอก โอเคนะ" รวบรัดตัดบทก่อนที่ผมจะขึ้นไปอาบน้ำแล้วเตรียมตัวออกไปทำงาน

...

การทำงานก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ บางวันก็งานยุ่ง บางวันก็พอมีอะไรให้ทำบ้าง หรือบางวันก็ว่างจนลุงภพมีเวลานั่งฟังถ่ายทอดสดผลออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดล่าสุดอย่างใจจดใจจ่อ  

"ต่อไปจะทำการออกรางวัลเลขท้ายสองตัวหนึ่งครั้ง จำนวนหนึ่งหมื่นรางวัล ซึ่งมีเงินรางวัล รางวัลละสองพันบาท..." 

ผมคิดว่าผู้สูงวัยคนข้างๆ ใจเต้นระทึกกับผลประกาศรางวัลอย่างมากกระทั่งนั่งไม่อยู่นิ่ง ยิ่งในตอนที่กำลังจะประกาศตัวเลขชุดนั้น ยิ่งขยับเข้าใกล้จออย่างรอลุ้น  

"รางวัลเลขท้ายสองตัว เลขที่ออก..."  

"..."   

"หก...เจ็ด"  

ผมหันขวับไปมองผลประกาศรางวัล ก่อนนึกไปถึงตัวเลขจากลอตเตอรี่ที่อันน์ซื้องวดก่อน หากเป็นงวดนี้คงได้ดีใจเพราะถูกหวยแน่ๆ แต่โชคดีคงไม่ได้มีกันง่ายๆ ลุงภพที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็แสดงอาการเสียดายผ่านใบหน้ายุ่งๆ   

"แหม่ ไม่เสียเหงื่อนี่ไม่เคยได้เงินเลยจริงๆ" 

"งวดหน้าเอาใหม่สิลุง" 

"ไม่เอาแล้ว ทำงานดีกว่า"  

ลุงก็พูดอย่างนั้นทุกงวด ผมได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนหันกลับไปที่หน้าจอคอมพ์ และในหนึ่งวันก็เป็นไปอย่างนั้น 

รวดเร็วบ้าง ยาวนานบ้าง และแล้วก็หมดวัน ขณะที่เย็นนี้ลุงภพกลับไปแล้วสักพักใหญ่ๆ ผมยังนั่งจัดการงานในส่วนของผมให้เสร็จอย่างไม่คั่งค้าง แล้วตรงกลับบ้านในตอนที่ฝนตกลงมาพอดี     

วันนี้อันน์ปิดร้านเร็วและหายตัวไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง ยกมือเช็ดน้ำฝนที่เปียกตอนวิ่งเข้ามาอย่างลวกๆ ได้ยินเสียงเพลงดังมาจากในครัว จึงก้าวเท้าเบาๆ เข้าไปตรงนั้น อันน์ที่กำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าไม่ทันสนใจมองว่าผมยืนอยู่ตรงนี้แล้ว   

ผมมองแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังทำอาหาร เคลื่อนไหวไปหยิบจับสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างไม่เร่งรีบ เพลลิสต์เพลงภาษาอังกฤษทำนองช้าๆ ที่ผมได้ยินเขาเปิดอยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้ดังคลอกับเสียงฝนตก ภาพตรงหน้าและบรรยากาศแบบนี้มันดีพอจะหยุดให้ผมยืนมองอีกคนอยู่อย่างนั้น กระทั่งอันน์หันมาเห็นผมเข้าพอดี 

 "โอ๊ะ แฟนน้าอันน์" 

ผมหลุดยิ้มกับคำเรียกที่ดูเหมือนจะกลายเป็นคำติดปากระหว่างเรา ก่อนเดินเข้าไปหาเขา เลื่อนสายตามองสิ่งที่กำลังทำอยู่ก่อนที่ดวงตาจะขยายขึ้นนิดๆ เมื่อเห็นว่ามันคือเค้กสตรอว์เบอร์รี่  

"โห สตรอว์เบอร์รี่ลูกใหญ่มาก" 

อันน์หยิบหนึ่งลูกป้อนใส่ปากให้ ปากของผมแทบกว้างไม่พอจะกัดสตรอว์เบอร์รี่ลูกโตนั่น และรสชาติหวานอมเปรี้ยวของมันก็ทำเอาผมตาโตอีกรอบ ก่อนที่อันน์จะเริ่มขั้นตอนการผสมแป้งเค้กกับส่วนผสมอื่นที่ผมไม่ค่อยรู้ดีนัก  

"วันนี้คุณปิดร้านเร็วจัง" 

"ขี้เกียจครับ" 

"อย่างคุณนี่ขี้เกียจเป็นด้วยเหรอ" 

"คุณดูชื่อร้านผมสิ" 

Warm and Lazy คือนิยามของความอบอุ่นและขี้เกียจ อันน์เคยบอกกับผมแล้วในครั้งก่อน ความอบอุ่นผมเห็นด้วย แต่ขี้เกียจนี่ขอค้าน อันน์ไม่เคยว่างงานแล้วอยู่เฉยๆ เลยด้วยซ้ำ   

"ผมไม่เคยเห็นคุณขี้เกียจเลย" 

"ก็ขี้เกียจทำสิ่งหนึ่งเพื่อมาทำอีกสิ่งหนึ่งไงครับ" 

"ความขี้เกียจของคุณนี่น่ารักดีนะ" 

           ผมเคยคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนขี้เกียจ ในหัวผมคิดแต่เรื่องงานแม้ว่าจะเป็นวันหยุด ความกระหายอยากในการทำงานมันไม่เคยหยุดหย่อน แต่พอคิดย้อนไป ช่วงเวลานั้นมันทำให้ผมเหนื่อย มันเผาผลาญทั้งจิตวิญญาณและพลังงานในตัวผมไปมากมายในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่ในตอนนี้ ผมมีช่วงเวลาที่ขี้เกียจ เป็นช่วงเวลาที่ได้หยุดพักทั้งร่างกายและความคิด ช่วงเวลาที่ปล่อยวาง เททุกอย่างทิ้งไปบ้างก็ดีไม่น้อย จึงทำให้ผมเข้าใจว่า ในหนึ่งชีวิตที่ซับซ้อน คนเรามันก็ต้องมีวันที่ขี้เกียจกันบ้าง   

ใช้เวลาอยู่ในครัวพักหนึ่ง เค้กสตรอว์เบอร์รี่ที่อันน์ทำให้ผมก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟ อันน์ตัดแบ่งเค้กเป็นชิ้นใส่จานเซรามิกสีขาวมาพร้อมกับส้อมคันเล็กสำหรับตักขนม เสิร์ฟพร้อมนมสดอัญชันสีสันและรสชาติละมุนกลมกล่อม ผมนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง พร้อมกับอันน์ที่นั่งลงฝั่งตรงข้าม  

"เออ บัวอยู่ไหนเหรอคุณ" 

"ในครัวมั้งครับ เมื่อกี้เห็นนอนอยู่ข้างตู้เย็น"  

ผมขมวดคิ้วเข้าหากันนิดหน่อยมองหน้าอันน์ที่ให้คำตอบมาอย่างนั้น คนถูกมองเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยคล้ายเป็นคำถาม 

"ไหนว่าไม่ให้บัวเข้าครัว" 

"ก็...วันนี้ไม่ได้อบขนมปังนี่" อันน์บอกปัด ก่อนเปลี่ยนเรื่องด้วยการตักเค้กให้ผมลองชิม แม้ว่าจะเป็นการทดลองทำครั้งแรกแต่ออกมาดีใช้ได้ทั้งหน้าตาและรสชาติ เนื้อเค้กนุ่มกับครีมกลิ่นวานิลลาหอมๆ และสตรอว์เบอร์รี่ลูกโตที่ใส่เข้าไปอย่างไม่จำกัด มีของหวานไม่กี่อย่างที่ผมชอบและเค้กก็เป็นหนึ่งในนั้น ผมตักใส่ปากอีกคำก่อนเงยหน้าไปเห็นอันน์ที่กำลังอมยิ้มมองผมอยู่ บางครั้งผมก็รู้สึกเคอะเขินเอาง่ายๆ เพียงแค่ถูกเขาจ้องมองอย่างนั้น  

"คุณไม่ดูทีวีเหรอ" 

"ไม่ครับ" 

"จะว่าไป เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นคุณเปิดทีวีตอนกินข้าวเท่าไร" 

"ผมไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว เดี๋ยวนี้มีคุณกินข้าวด้วย" 

"..." 

"มองหน้าคุณไปด้วยมันอร่อยกว่า" 

ริมฝีปากถูกเม้มเข้าหากันเล็กน้อยเพราะปริมาณความเขินที่พุ่งสุดเพดาน สุดท้ายรอยยิ้มของอันน์ก็ทำให้ผมไม่สามารถปิดบังอาการเอาไว้จนต้องหลุดยิ้มออกมาแข่งกับเขาจนได้  

วันนี้อันน์มีของที่ต้องแพ็กส่งลูกค้าจำนวนหนึ่ง ผมช่วยเขาในขั้นตอนการบรรจุหีบห่อที่สวยงามพวกนั้นไม่ได้ ก็เลยคอยช่วยจัดการกับของที่อันน์ห่อแล้วด้วยการหุ้มบับเบิ้ลกันกระแทกแล้วแพ็กใส่กล่องพัสดุอีกที ในระหว่างที่รอของชิ้นต่อไปจากอันน์ที่กำลังพิถีพิถันเลือกสติ๊กเกอร์ให้เข้ากับเทปกระดาษที่แปะลงไปแล้ว ในตอนนั้นผมพลันคิด อันน์เหมือนพี่นันมาก ยิ่งตอนที่นั่งห่อของพวกนี้ เหมือนผมนั่งมองพี่ไม่มีผิด บางครั้งบางคราวอันน์ก็ทำให้ผมคิดถึงเขาและรู้สึกอบอุ่นไม่ต่างจากตอนที่มีพี่อยู่ข้างๆ เลย  

 

"เมี้ยว!" 

 

ผมก้มมองบัวที่ส่งเสียงร้อง ขณะที่มันกำลังวุ่นวายกับม้วนบับเบิ้ลราวกับได้ของเล่นใหม่ ใช้สองขาหน้าตะกุยแล้วลากแผ่นบับเบิ้ลที่ตัดเอาไว้แล้วกระจุยกระจาย ความซนที่มากเกินไปหน่อยทำให้ผมต้องหันไปดุ 

"หยุดเลยนะบัว!" 

เจ้าตัวหยุดชะงักแต่ครู่เดียวก็กระโดดเข้าไปในกองบับเบิ้ลนั้นต่อ จนผมต้องลุกจากเก้าอี้แล้วคว้าหมับเข้ากลางลำตัว ยกมันขึ้นมาตรงหน้าแล้วว่าเสียงแข็ง 

"ทำไมซนแบบนี้ อยากโดนตีเหรอ ฮะ? อยากโดนตีหรือไง สักทีดีไหมจะได้หายซน" 

"คุณจะไปดุเขาทำไม" อันน์ว่าเสียงเรียบ ก่อนยื่นมือมาหยิบบัวไปจากมือผม 

เขา? 

ละความสนใจจากสรรพนามนั้นไปก่อนแล้วโต้เถียงกลับไป  

"ก็มันเล่นซนจนข้าวของกระจายหมดแล้ว" 

"คุณก็เก็บให้ดีสิครับ" 

"ผมต้องเก็บเหรอ?" 

"ก็เขาเก็บเองไม่ได้นี่ครับ" อันน์ว่าแล้ววางมันลงบนตักตัวเอง แมวตัวนั้นนิ่งสงบอยู่บนตักซ้ำยังเงยหน้ามองผมตาแป๋ว ไอ้แมว... 

ดูเหมือนว่าอันน์จะเป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตทั้ง คน พืชและสัตว์ และเขาคงจะจำไม่ได้เลยว่าเคยมีข้อห้ามอะไรสำหรับบัวที่ตัวเองพูดเอาไว้เมื่อเช้า ห้ามเข้าเคาน์เตอร์ ห้ามเข้าครัว ห้ามขึ้นชั้นสอง ห้ามนอนบนเตียง คนพูดข้ามขีดจำกัดของทุกข้อห้ามแล้วทำตรงกันข้ามทั้งหมดกระทั่งเป็นคนอุ้มบัวขึ้นเตียงนอนเองกับมือ ยิ่งไปกว่านั้นยังเอาแต่นอนคุยกับมันขณะฝ่ามือลูบไล้ผิวกายของแมวจนมันเคลิ้มหลับ  

"รันครับ พรุ่งนี้ผมจะไปห้าง คุณอยากได้อะไรไหม" 

"คุณจะไปซื้ออะไร" ต้องเอ่ยถามเพราะเราเพิ่งจะไปซื้อของเข้าร้านเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมคิดว่าเรายังไม่มีความจำเป็นต้องซื้อของเข้าสต็อกเลย  

"จะไปซื้ออาหารแมวครับ" 

"เราซื้อมาแล้วไง" 

"ผมเปิดดูในเน็ต แบบกระป๋องมันน่ากินกว่า มีขนมแมวเลียแบบเป็นซองด้วย เราไปซื้อมาให้บัวลองชิมดีไหม" 

"ก็ได้ครับ" ผมพยักหน้ารับเพราะคิดว่าบัวเองก็น่าจะได้กินอะไรอร่อยๆ ดูบ้าง  

"คุณว่าเราซื้อของเล่นแมวด้วยดีไหม" 

"ของเล่น" 

"เขาจะได้ไม่เล่นบับเบิ้ลไง" 

"โอเคครับ" ผมพยักหน้ารับอีกที อันนี้ฟังดูมีเหตุผล บัวจะได้ไม่ซนกับข้าวของในบ้านอีก  

"เราซื้อคอนโดแมวด้วยดีไหม" 

"หืม?" 

"แบบที่เอาไว้ให้แมวนอนไง มีที่ฝนเล็บด้วย" 

"บัวอยู่กับเราแค่สองวัน เดี๋ยวก็ต้องเอาไปคืนใบตองแล้ว คุณจะซื้อคอนโดแมวไปทำไม" 

"งั้นซื้อแมว" 

"อันน์ครับ" 

"ก็..." 

"..." 

"มันน่ารักนี่" 

ผมส่ายหน้าเบาๆ พลางหลุดยิ้ม แล้วทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ขณะที่อันน์ประคองร่างเจ้าแมวหางกุดให้ขยับนอนอย่างเข้าที่ เราผ่านค่ำคืนฝนพรำไปพร้อมกับความอบอุ่นใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันทั้งคนทั้งแมว   

 

ผมลืมตาตื่นตอนที่รู้สึกได้ว่าเท้าเล็กๆ ของบัวกำลังย่ำผ่านตัวผมแล้วกระโดดลงจากเตียงไป ผมลุกขึ้นนั่งพลางหรี่ตาข้างหนึ่งขึ้นมองบัวที่เดินช้าๆ ไปทิ้งตัวลงนอนที่บันไดขั้นแรก บัวปลุกผมให้ตื่นก่อนเวลา ขณะที่ดวงตายังหนักอึ้งไม่อยากลุก เสียงของอันน์ที่ตื่นขึ้นมาทีหลังก็เอ่ยถามเบาๆ   

"ตื่นเร็วจังครับ"  

"แมวปลุก"  

"ง่วงอยู่ไหม"  

"มากๆ เลย" 

อันน์ยกมือข้างหนึ่งโอบไหล่ดึงให้ผมนอนลงบนตัว มืออีกข้างที่โอบกอดร่างผมอยู่อบอุ่นราวกับผ้าห่มผืนหนา ใบหูที่แนบอยู่บนอกของอันน์ ทำให้ได้ยินเสียงหัวใจที่ขยับเคลื่อนไหวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผมหลับตาลงอีกครั้งไปพร้อมกับการนอนฟังเสียงนั้น...เสียงหัวใจที่ไม่รีบร้อนของคนที่ใจเย็นอยู่เสมอ  

เมื่อนอนต่อไปอีกสักพักจนเต็มอิ่ม ก็ได้เวลาที่เราทั้งคู่ต้องตื่น เริ่มต้นหนึ่งวันธรรมดาเหมือนทุกๆ วันที่ผ่านมา ผมเดินลงจากชั้นสองแล้วหันมองรูปถ่ายของพี่นันที่อันน์เป็นคนเอามาตั้งไว้ใกล้ๆ กับรูปพ่อแม่ของเขา เรามีพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้เอาไว้รำลึกถึงคนที่เรารักซึ่งจากไป ผมทักทายคนในภาพที่ยังคงยิ้มให้ เติมกำลังใจก่อนก้าวเท้าไปเริ่มต้นวันใหม่  

อันน์ที่ตื่นมาก่อนแล้วกำลังเตรียมตัวอบขนมปัง ส่วนวันนี้ผมเป็นหัวไชเท้าด้วยชุดวอร์มสีขาวที่ถูกอันน์แซวก่อนออกไปวิ่ง เมื่อวิ่งเสร็จก็กลับมาอาบน้ำแต่งตัว อาหารเช้าถูกเตรียมเอาไว้ให้พร้อมกับกาแฟเย็นหนึ่งแก้วและข้าวกล่องสำหรับมื้อกลางวัน ผมบอกลาอันน์ที่หน้าร้านผ่านหนึ่งจูบสั้นๆ แล้วออกไปทำงาน 

หนึ่งวันสำหรับงานก็ผ่านพ้นไปอย่างไม่ยากเย็น หมดหน้าที่ทั้งหมดผมจึงเก็บของกลับบ้าน วันนี้เม็ดฝนโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน ก่อนหยุดตกพอดีในตอนเลิกงาน ผมคิดว่าตัวเองมีทัศนคติที่ดีขึ้นเกี่ยวกับฝนนะ เริ่มไม่หงุดหงิดในตอนที่ฝนตก เพราะคิดว่าวันนี้อันน์คงไม่ต้องเหนื่อยกับการดน้ำพืชผักในไร่และพื้นที่ชนบทแบบนี้จะไม่มีรถติด ต่อให้ฝนตกหนักขนาดไหนก็ตาม  

"ลุงรัน!"   

ผมหันมองเสียงเรียกของเทอร์โบที่ซ้อนอยู่บนมอเตอร์ไซค์ของคนเป็นพ่อขณะขับผ่านหน้าสถานี ทั้งพ่อทั้งลูกยกมือโบกให้ผมเป็นเชิงทักทายและรายงานว่าวันนี้ไม่ลืมไปรับลูกอีกแล้ว ผมยิ้มให้เด็กหญิงคนนั้นที่หันมองกระทั่งตอนที่มอเตอร์ไซค์ขี่ออกไปไกล แล้วหันกลับไปที่รถเพื่อกลับบ้านเช่นกัน  

ผมขับรถมาถึงถนนหน้าบ้านอันน์ ก่อนลดความเร็วลงเมื่อเจอกับพี่ต่ายที่กำลังจูงหมาตัวใหญ่อยู่ที่ริมถนน คนที่จำรถผมได้ก็รีบฉีกยิ้มกว้างก่อนที่ผมจะลดกระจกลง 

"เพิ่งเลิกงานเหรอ" 

"ครับ แล้วพี่ไปไหนมา"  

"เพิ่งกลับจากบ้านอันน์ หน่อไม้มันอยากเดินเล่น เลยพาไปเที่ยวบ้านอันน์มา" ผมเลื่อนสายตามองหน่อไม้ที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ พี่ต่าย มันเชื่องกับพี่ต่ายและกลายเป็นเพื่อนกันแล้วเรียบร้อย  

"พี่จะกลับบ้านเหรอ เดี๋ยวผมไปส่งไหม" 

"ไม่เป็นไร พี่เดินกลับไปได้" 

"แต่ว่า..." 

 

"ปิ๊นๆ" 

    

คำพูดของผมถูกขัดด้วยเสียงแตรรถ ก่อนที่ผมกับพี่ต่ายจะหันไปเห็นป้าเติม เจ้าของร้านอาหารตามสั่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแบบมีหลังคามาจอดทักทายพวกเรา  

"ว่าไงผู้หมวด เดี๋ยวนี้ไม่ไปกินข้าวร้านป้าเลยนะ" 

"มีคนทำข้าวกล่องให้ทุกวันน่ะครับ" 

"แหมๆ น่าอิจฉา อ้าวแล้วนี่ มาทำอะไรแถวนี้" ประโยคหลังหันไปพูดกับพี่ต่าย 

"เพิ่งกลับจากบ้านอันน์ครับป้า" 

"กำลังจะกลับบ้านเหรอ" 

"ครับ" 

"ป้าจะไปแถวบ้านยายตุ๊กพอดี ขึ้นมาสิ เดี๋ยวป้าไปส่ง"  

พี่ต่ายไม่ได้ปฏิเสธคำชักชวน สั่งให้หน่อไม้กระโดดขึ้นพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์แล้วตามขึ้นไปนั่ง ก่อนหันมาโบกมือให้ผมในตอนที่ป้าเติมขี่รถออกไปแล้ว ผมยังคงยิ้มให้กับความเป็นมิตรที่ชาวบ้านบางคนเริ่มมอบมันให้กับพี่ต่าย หวังว่าในสักวันพี่ต่ายจะไม่ถูกกีดกัดจากผู้คนในชุมชนนี้อีก 

 

คำว่า กลับบ้าน กลับมามีความหมายในตอนที่ผมรู้ว่ากลับไปแล้วต้องเจอกับใครที่รออยู่ เมื่อผมเดินเข้าบ้านก็ถูกทักทายด้วยสัตว์เลี้ยงตัวโปรดอย่างสปุตนิกที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในบ้านกับเพื่อนใหม่อย่างบัวที่เข้ามาคลอเคลีย กวาดสายตามองหาอันน์แต่ไม่พบเขาอยู่ตรงนั้น พื้นที่ในบ้านเป็นมุมโปรดของอันน์แทบจะทั้งหมด ผมเดาไม่ได้ว่าในแต่ละวันเขาจะใช้เวลาอยู่ตรงไหน จึงเริ่มจากครัว ห้องดูหนัง สตูดิโอเทียนและสุดท้ายไปพบเขาอยู่ในสนามหญ้าหลังบ้านด้วยภาพที่ผมเห็นอยู่เป็นประจำ ผู้ชายตัวสูงที่ชอบสวมเสื้อสีขาวโดยเฉพาะลายชาลีร์ บราวน์กับกางเกงวอร์มสีดำ ซึ่งกำลังย่ำเท้าไปบนพื้นหญ้าเปียกชุ่มในแบบฉบับของมนุษย์ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วยี่สิบเซนติเมตรต่อชั่วโมง เชื่องช้า สงบนิ่งและใจเย็น   

"อันน์ครับ"

ริมฝีปากขยายยิ้มทันทีที่หันมาเห็นผม ก่อนเรียกผมให้เดินลงไปบนสนามหญ้านั้นด้วย การถอดรองเท้าเดินบนพื้นหญ้าชุ่มหรือพื้นดินเลอะโคลนกลายเป็นเรื่องปกติที่ผมทำได้อย่างไม่รู้สึกประหลาด ความเยือกเย็นและเปียกแฉะที่เคยเกลียดชังกลับทำให้ผมรู้สึกชุ่มฉ่ำตั้งแต่ปลายเท้าเข้าไปสู่ความรู้สึกนึกคิดในใจ ผมเคยสงสัยว่าอันน์คิดอะไรในตอนที่เดินย่ำไปบนพื้นหญ้าพวกนี้   

"ไม่ได้คิดอะไรครับ" 

อันน์บอกกับผมอย่างนั้นแล้วพูดต่อ  

"เวลาที่คนเราไม่ได้คิดอะไร มันก็เป็นเวลาที่สบายใจดีนะครับ"  

ผมพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ปล่อยวางทุกความคิดไปพร้อมกับสองเท้าที่ก้าวเดินเป็นจังหวะเดียวกับอันน์ ก่อนที่อันน์จะหันมาเล่าให้ฟังว่าหนึ่งวันเขาทำอะไรบ้าง ไปเดินห้างซื้ออาหารและของเล่นแมว จากนั้นก็กลับมาเก็บผักในสวนและปลูกผักบุ้งจีนแปลงใหม่เอาไว้กิน ผมยังไม่ได้ถามถึงชื่อของผักบุ้งแปลงนั้น อันน์น่าจะรอให้มันเกิดใหม่ก่อนถึงจะตั้งชื่อให้ เราเดินวนอยู่ในสนามพลางพูดคุยกันไปด้วยเรื่องที่บางครั้งบางทีก็ไม่มีสาระสำคัญแต่รู้สึกสบายใจ

ผมโหยหาความธรรมดาจากชีวิตที่เคยโลดโผน ความคิดที่เคยสับสน บางทีก็ดูลึกซึ้ง บางคราวก็ดูซับซ้อนแต่จริงๆ แล้วมันแสนเรียบง่าย อันน์หยิบยื่นความหมายของความธรรมดาเหล่านั้นให้ผมได้เข้าใจ  

จังหวะชีวิตมันลงตัวแบบนี้   

อันน์เคยพูดประโยคนี้เอาไว้ในตอนที่ผมถามว่าทำไมเขาถึงตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แม้เคยไม่เข้าใจแต่สุดท้ายมันก็เป็นคำที่อธิบายถึงความหมายของเหตุผลเหล่านั้นเอาไว้ได้ทั้งหมด หากมีใครสักคนถามผมในคำถามเดียวกัน ผมก็คงหยิบยืมคำนั้นเอาไปเป็นคำตอบและเสริมต่ออีกนิด...ว่าเป็นเพราะที่นี่มีอันน์   

เจ้าของร้านกาแฟในหมู่บ้านเล็กๆ คนที่ชอบทำกับข้าว ชงกาแฟ ทำเครื่องดื่ม อบขนมปัง ทำของว่าง ทำเทียนหอม ปลูกผัก ปลูกผลไม้ คุยกับพืชในไร่ ชอบดูหนังกับผมแต่ชอบอ่านหนังสือคนเดียว เคี้ยวข้าวช้าๆ ชอบเดินเท้าเปล่า ร้องไห้อย่างไม่ต้องอายและยิ้มให้ตลอดเวลาที่หันไปเจอ คนใสซื่อที่บางครั้งก็ดูแสบ ชอบเรียกร้องการโอบกอดและมอบมันคืนให้ผมเสมอ ชอบตื่นแต่เช้าและเข้านอนเป็นเวลาแต่ทุกครั้งก่อนที่ผมจะหลับตาหรือตื่นขึ้นมาก็เจอจะเขาในทุกๆ วัน อันน์ทำให้ผมมีช่วงเวลาที่ดี มีวันที่อบอุ่นและขี้เกียจไปด้วยกันและผมปรารถนาให้ช่วงเวลาเรียบง่ายเหล่านั้น...ยาวนานเป็นนิรันดร์    

END 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว