facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 โลกแห่งความเป็นจริง 50%

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 โลกแห่งความเป็นจริง 50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 17 เม.ย. 2563 21:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 โลกแห่งความเป็นจริง 50%
แบบอักษร

9  

โลกแห่งความเป็นจริง  

 

สองวันนี้ภูผายุ่งอยู่กับงานทุกวัน เพราะเดินทางกลับมานัดหมายต่างๆ จึงต้องทำตามกำหนดการเดิม ลูกน้องที่พามาด้วยก็มีเพียงครรชิตทำให้เขาจำต้องทิ้งกระต่ายน้อยไว้ที่โรงแรมคนเดียว นอกจากวันแรกที่พาไปเที่ยวตลาดตอนกลางคืนแล้ว เขาก็ยังไม่ได้พาคนตัวเล็กออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนอีกเลย 

"ตามตารางเดิม นายมีเวลาว่างอีกทีวันเสาร์เลยครับ" 

ร่างสูงหลังโต๊ะทำงานถอนหายใจเบาๆ ตอนพามาก็ไม่ทันคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะต้องเกิดขึ้น นึกเพียงไม่อยากให้ห่างหูห่างตา โดยลืมไปว่าไม่ต่างจากพากระต่ายน้อยมาขังกรง 

"เย็นนี้มีนัดทานข้าวกับมิสลี ผู้บริหารจากบริษัทขนส่งเอกชนครับ" 

"ให้เกล้าไปด้วย" 

"ครับ" 

เพราะธุรกิจนำเข้าและส่งออกทำให้ต้องพบปะบุคคลหลายฝ่าย ความช่วยเหลือต่างๆ มักจะง่ายขึ้นหากความสัมพันธ์ใกล้ชิด การสร้างเครือข่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ 

นัดของมิสลีไม่สามารถยกเลิกได้ ทั้งที่อยากกลับไปกอดกระต่ายน้อยของเขาจะแย่แล้ว แต่กลับต้องส่งข้อความไปบอกแทน 

'วันนี้ฉันกลับดึก' 

ปลายทางที่ได้รับข้อความกดอ่านทันที กลับต้องผิดหวังเพราะป๋าไม่มีเวลาให้อีกแล้ว ตาหงส์เลื่อนมองออกไปยังกระจกบานใหญ่ สองวันแล้วที่เขาได้เจอป๋าแค่ตอนเช้าและตอนค่ำ และดูท่าวันนี้จะได้เจอตอนมืดทีเดียว 

ต้นน้ำเป็นเด็กดีเชื่อฟังคุณป๋ามาสองวันเต็มๆ ไม่ได้ออกไปไหน ทั้งที่โรงแรมอยู่ใจกลางแหล่งท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องอาศัยรถหรือรถไฟเขาก็เดินเล่นในละแวกโรงแรมได้แล้ว 

ป๋าบอกว่ากลับดึก แต่ไม่ได้บอกว่ากี่โมง 

แค่เขารีบออกไปและกะเวลากลับมาก่อนที่ป๋าจะกลับก็น่าจะไม่เป็นปัญหา ไม่ใช่ว่าต้นน้ำอยากดื้อเพื่อเรียกร้องความสนใจ เขาเพียงเบื่ออาหารโรงแรมและบรรยากาศเดิมๆ แล้วเท่านั้น ภาษาอังกฤษของเขาเองก็ไม่ได้แย่ หากหลงทางเข้าจริงๆ ถามผู้นั้นแถวนั้นก็ได้แล้ว 

คิดได้ดังนั้นจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อบอุ่นขึ้นอีกหน่อย หาข้อมูลเส้นทางละแวกนี้เรียบร้อยก็คว้าคีย์การ์ดและเงินสดที่ป๋าทิ้งไว้ให้เดินออกจากโรงแรม ที่ต้องใช้เงินของป๋าเพราะก่อนมาต้นน้ำไม่ได้แลกเงินและไม่ได้เตรียมตัว 

ร่างเล็กกระชับเนื้อผ้าแนบลำตัว เดินทอดน่องเอื่อยๆ อยู่ท่ามกลางผู้คน ชื่นชมแสงไฟประดับตามท้องถนนที่ช่วยให้บรรยากาศโรแมนติกมากยิ่งขึ้น รอยยิ้มจางอ่อนปรากฏบนใบหน้าเมื่อเห็นบรรดาคู่รักควงแขนกันเดินผ่านไปมา อากาศหนาวทำให้เหงานิดหน่อย แต่เขาต้องเข้าใจว่าป๋ามาทำงาน 

ตอนนั้นเองที่หูแว่วเหมือนมีใครเรียกชื่อเขา แต่อาจเพราะสำเนียงแปลกหูทำได้การออกเสียงใกล้เคียงกันต้นน้ำจึงไม่ได้สนใจ 

"ต้นน้ำ" คราวนี้เสียงเรียกอย่างไม่ค่อยแน่ใจดังขึ้นอีกครั้ง ร่างเล็กหมุนตัวหันมองไปทางนั้นเพื่อยืนยันหูตัวเอง 

ในทีแรกต้นน้ำจำไม่ได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร แต่รูปร่างสูงโปร่งกับใบหน้าแบบนี้เหมือนเคยเจอที่ไหนนะ 

"ใช่จริงๆ ด้วย ตกใจนะเนี่ยที่ได้เจอต้นน้ำที่นี่" คนอารมณ์ดียังคงชวนคุยอย่างเป็นมิตร ไม่สังเกตเห็นท่าทางงุนงงของต้นน้ำเลย 

"คุณคือ...." 

"อ้อ จำผมไม่ได้หรือ ผมพีทไง ที่ไปเดอะคลับกับคุณภูผาวันนั้น" ต้นน้ำพยายามนึกตามคำบอกเล่า พีระจึงช่วยด้วยอีกแรง "ที่เจอไอ้กรณ์เพื่อนผมด้วยไง" 

คุณกรณ์.... 

นึกออกแล้ว สถานการณ์กระอักกระอ่วนวันนั้นไง 

"คุณพีทนี่เอง บังเอิญจังเลยครับ" คนงุนงงในทีแรกพลันมีรอยยิ้มปรากฏ รู้สึกดีเหมือนกันที่เจอคนรู้จักพูดจาภาษาเดียวกัน 

"จะว่าบังเอิญก็คงไม่ใช่เท่าไหร่ ให้ผมเดาต้นน้ำคงมากับคุณภูผาใช่ไหม ผมได้ยินว่าสองสามวันก่อนเขากลับไทย" 

"ใช่ครับ แต่ทำไมคุณรู้" 

"บริษัทที่คุณภูผามาลงทุน มีผมเป็นหุ้นส่วนด้วย" 

"แบบนี้นี่เอง" 

"แล้วนี่ออกมาคนเดียวหรือครับ คุณภูผาล่ะ" ทำไมปล่อยของรักของห่วงให้มาเดินเล่นคนเดียวได้ 

"ยังไม่กลับจากทำงานครับ" 

"อ้อ...." 

พีระรู้ดีว่าต้นน้ำกับภูผามีความสัมพันธ์กันอย่างไร แต่เพราะเป็นเพื่อนที่ดีจึงอยากสืบข่าวแทนเพื่อนสักหน่อย ถึงได้อาสาอย่างไม่กลัวตาย 

"ถ้าไม่รังเกียจ ให้ผมพาเดินเที่ยวแถวนี้ไหมครับ ต้นน้ำอย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย คือว่า....ทานข้าวคนเดียวมาหลายวันมันไม่ค่อยอร่อยครับ" พีระยิ้มกว้างตามแบบฉบับคนเป็นมิตร ต้นน้ำเห็นท่าทีเขาไม่มีพิษไม่มีภัยจึงตอบตกลงโดยไม่คิดอะไร ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้มีเพื่อนเดินด้วยก็ดีเหมือนกัน 

"ได้สิครับ" 

เดินเล่นละแวกนั้นครู่หนึ่ง พีระก็พาต้นน้ำไปยังร้านติ่มซำเจ้าดัง แทบทุกโต๊ะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้า บ่งบอกว่าความนิยมที่ได้รับมาไม่ใช่เรื่องโชคช่วย 

"ดีที่จองโต๊ะไว้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นไม่มีที่ว่างให้เราแน่" 

ต้นน้ำหยิบเมนูขึ้นมากวาดตาดูหนึ่งรอบ ร้านนี้ถ้าจำไม่ผิดเขาขึ้นชื่อเรื่องเสี่ยวหลงเปา ต้นน้ำยังคิดอยู่เลยว่าจะชวนป๋ามาทาน ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มากับเพื่อนใหม่แทน 

"กินอะไรดี" 

"คุณพีทเคยมาแล้ว แนะนำหน่อยสิครับว่าควรทานอะไรดี" 

"อืม.... งั้นเสี่ยวหลงเปาหมูสับดีไหม ขึ้นชื่อมาก ไก่แช่เหล้าก็อร่อย ติ่มซำด้วยสั่งมารวมๆ " 

"ได้ครับ เอาตามนั้นเลย" 

พีระหันไปสั่งอาหารด้วยภาษาอังกฤษกับพนักงานอย่างคล่องแคล่ว คนตัวเล็กจึงมีเวลาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่ามีข้อความจากคุณป๋าเข้ามาบ้างหรือเปล่า แต่ก็ไม่มี 

บอกป๋าดีหรือเปล่านะว่าเจอคุณพีท เพราะเขาทำงานด้วยกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าป๋าไม่พอใจสั่งให้เขากลับเดี๋ยวนี้เสียมารยาทกับคุณพีทหรือเปล่า สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าเดี๋ยวค่อยบอกตอนกลับไปเจอแล้วกัน 

"จริงๆ ต้นน้ำเรียกผมว่าพี่ก็ได้นะ เรียกคุณทุกคำแบบนี้แล้วมันแปลกๆ ยังไงไม่รู้ เราไม่ได้ทำธุรกิจร่วมกันสักหน่อย อีกอย่างผมก็ไม่ใช่ลูกค้าของต้นน้ำนะ เรียกว่าพี่พีทเถอะ" 

มือเล็กเก็บโทรศัพท์ลงเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ต้นน้ำเพิ่งเคยเจอพีระเป็นครั้งที่สอง จะให้เรียกกันอย่างสนิทสนมขนาดนั้นก็กระไรอยู่ ในชีวิตนี้ต้นน้ำมีคนให้เรียกว่าพี่แค่ไม่กี่คน แล้วคุณพีทจะเป็นหนึ่งในน้อยคนนั้นได้หรือเปล่า ต้นน้ำไม่แน่ใจ 

"ไม่ต้องระแวง พี่ไม่ได้คิดอะไร แค่เห็นว่าเรารู้จักทั้งไอ้กรณ์ ทั้งคุณภูผา คนรอบตัวเรารู้จักกัน เราก็น่าจะสนิทกันได้" 

แต่คุณป๋าไม่ชอบคุณกรณ์ และคุณพีทเป็นเพื่อนสนิทกับคุณกรณ์ แบบนี้เขาควรสนิทด้วยหรือ? 

เอาเถอะ เพื่อนคุณกรณ์คงไม่ใช่คนเลวร้าย อีกอย่างใช่ว่าทั้งสองคนจะได้เจอกันบ่อยๆ หรือไม่พอกลับไทยก็อาจไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วก็ได้ 

"ครับ พี่พีท" 

พีระยิ้มกว้าง พยักหน้าอย่างถูกใจ คุยเล่นกันอีกเล็กน้อยอาหารก็เข้ามาเสิร์ฟพอดี 

"พี่พีทมาทำงานเหมือนกันหรือครับ" 

"จริงๆ พี่เป็นแค่ผู้ร่วมลงทุน มีหุ้นอยู่แค่ห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ที่มาเพราะสัปดาห์หน้าจะมีประชุมใหญ่ก่อนคุณภูผาจะถ่ายทอดงานให้บอร์ดบริหารที่นี่ทำแทนทั้งหมด ก็เลยถือโอกาสมาเที่ยวด้วยเลย" 

พี่พีทยังมีเวลาเที่ยว แต่คุณป๋าไม่มี 

"ป๋าทำงานหนัก เหนื่อยน่าดู" ต้นน้ำเรียกภูผาว่าป๋าด้วยความเคยชิน โดยลืมไปว่าคู่สนทนาอาจจะไม่ชินด้วย 

แต่พีระกลับเพียงยิ้มรับไม่ถือสา "ครับ ป๋าของต้นน้ำทำงานหนักจริงๆ แถมยังเก่งมากอีกด้วย ครั้งนี้พี่เองก็พึ่งใบบุญคุณป๋าของต้นน้ำรอรับเม็ดเงินงามๆ เลย" 

ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองต้นน้ำกลับฟังด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ แก้มปริด้วยรอยยิ้มกว้าง ก็ป๋าของเขาเก่งที่หนึ่ง! แต่ต้นน้ำไม่อยากให้คุณป๋าทำงานหนักจนไม่ดูแลสุขภาพของตัวเองเลย 

พีระเห็นดวงตากลมระยิบระยับเวลาพูดถึงคุณภูผาก็นึกไปถึงเพื่อนรักที่อยู่เมืองไทย ดูท่าไอ้กรณ์คงอกหักแน่แล้ว กระทั่งโอกาสสักเล็กน้อยก็แทบไม่มีให้เห็นเลย 

"พี่พีทพักอยู่แถวนี้หรือครับ" 

"ใช่ครับ ที่เดียวกับคุณภูผา เราถึงได้บังเอิญเจอกันไง" 

เพราะนอกจากวันแรกที่มาถึงต้นน้ำก็ไม่ได้ลงจากห้องอีกเลย เขาจึงไม่ได้พบกับพีระเหมือนอย่างวันนี้ 

"จะว่าไปคุณภูผานอกจากเก่งแล้วก็ยังโชคดีอีกด้วยนะ เป็นนักธุรกิจต้องรู้จักใช้คน แต่คนของคุณภูผามีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น เพราะมีมือดีถึงได้ปล่อยที่นี่ให้เขาดูแลได้อย่างสบายใจ" 

ต้นน้ำไม่ค่อยเข้าใจเรื่องธุรกิจเท่าไหร่ แต่ประโยคนี้ทำให้เขาสะกิดใจ 

'เขา' คนนี้ คือใครกัน 

แต่คุณป๋าเป็นผู้บริหาร มีพนักงานใต้บังคับบัญชานับร้อย อาจจะเป็นลูกน้องคนหนึ่งของเขาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ 

"ต้นน้ำเคยเจอเกล้ารึเปล่า เห็นว่าคนนี้คุณภูผาปั้นมาเองกับมือ ถึงขนาดยกที่นี่ให้บริหารเองเลย" 

เกล้า? 

ต้นน้ำไม่เคยได้ยินชื่อนี้ 

แต่ก็ไม่แปลกอีกเช่นกัน เพราะต้นน้ำไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะรับรู้ว่าเวลางานป๋าทำอะไรบ้าง หรือเกี่ยวข้องกับใครเป็นพิเศษ ยิ่งโปรดปรานถึงขนาดปั้นมากับมือ ต้นน้ำยิ่งไม่มีทางรู้เลย 

"ไม่ครับ ไม่เคยเจอ" ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรคิด เพราะไม่มีอะไรให้คิด แต่ใครห้ามจินตนาการตัวเองได้บ้างเล่า ยิ่งปากพูดว่าอย่าแต่สมองเริ่มกระบวนการคิดเป็นฉากๆ ไปแล้ว 

"พี่เคยเจอสองสามครั้ง น่าจะอายุพอๆ กับต้นน้ำละมั้ง ไม่ก็มากกว่าสองสามปี แต่เก่งนะ อายุเท่านี้ก็ขึ้นมาอยู่แนวหน้าได้แล้ว สมเป็นเด็กปั้นคุณภูผา" 

มือเล็กที่กำลังเจริญอาหารพลันหยุดลง ตอนนั้นเองที่พีระเริ่มรู้ตัวว่าเขาพูดมากเกินไปแล้ว เมื่อลองนึกถึงคำพูดที่เพิ่งสาธยายไปก็อยากตบปากตัวเองขึ้นมาจริงๆ 

"ไม่พูดแล้วๆ กินกันดีกว่า ต้นน้ำกินเยอะๆ เลย" 

หลังจากนั้นบทสนทนาก็ออกไปทางเรื่องสัพเพเหระไม่ได้วกกลับมาที่ภูผาอีก แต่สายไปแล้ว เพราะเสี่ยวหลงเปาที่อยากกินนักอยากกินหนา ทั้งที่ซุปอุ่นกำลังดีอยู่ในปากต้นน้ำกลับไม่รับรู้ถึงรสชาติใดๆ 

ในโลกของคุณป๋า มีเรื่องอีกมากมายที่ต้นน้ำไม่เคยรับรู้เลย 

 

ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจว่าหลังจากมื้ออาหารจะเดินเล่นย่อยอีกสักหน่อยค่อยกลับ แต่ต้นน้ำไม่มีอารมณ์เดินต่อแล้วจึงออกปากขอตัวกลับโรงแรม พีระจึงตามกลับมาด้วยกัน ระหว่างทางชายหนุ่มขอแวะซื้อชานมไข่มุกเจ้าดัง แถมบังคับเลี้ยงต้นน้ำด้วยหนึ่งแก้ว กว่าจะเดินเรื่อยๆ มาถึงโรงแรมก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว 

พีระกำลังชี้ชวนต้นน้ำดูไฟประดับ พอดีกับรถหรูคุ้นตาคันหนึ่งจอดเทียบด้านหน้าโรงแรม ตรงหน้าเขาทั้งสองคนพอดิบพอดี คนแรกที่ก้าวลงจากเบาะด้านหลังเป็นชายหนุ่มรูปร่างโปร่งบาง ผิวออกไปทางขาวจัดไม่คุ้นตา ส่วนอีกคนที่ก้าวตามลงมาต้นน้ำทั้งคุ้นตาคุ้นใจเป็นอย่างดี 

กลายเป็นว่าสี่คนยืนเผชิญหน้าด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน 

มือเล็กบีบแก้วชานมไข่มุกแน่นโดยไม่รู้ตัว ตาหงส์จ้องมองคุณป๋าสลับกับอีกคนที่ยืนเคียงข้าง ร่างโปร่งบางในสูทสีสุภาพพอดีตัว ใบหน้าหมดจดมีเสน่ห์ ความเฉลียวฉลาดเปล่งประกายออกมาทางแววตา คำว่าเหมาะสมกันกระแทกไปทั้งใจ 

....ใช่คนนี้หรือเปล่า 

เกล้า ที่พีระพูดถึง 

จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กระทั่งน้ำชานมไข่มุกทะลักจากแก้วบุบบี้เปื้อนเสื้อผ้ายังไม่รู้สึก ภูผาเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น แต่คนที่ไวกว่าคือพีระที่ยืนอยู่ด้านข้าง รีบดึงแก้วน้ำไปจากมือคนตัวเล็ก 

"เปื้อนหมดแล้ว ต้นน้ำอย่าบีบ" 

คนรู้สึกตัวสะดุ้งเล็กน้อย ปล่อยแก้วน้ำออกจากมือทันควัน รีบก้มลงปัดน้ำหวานออกจากเสื้อตัวเอง 

"อย่าเพิ่งๆ เดี๋ยวเลอะไปกันใหญ่" พีระโยนแก้วน้ำของตัวเองและต้นน้ำทิ้งลงถังขยะแถวนั้น หยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองขึ้นมาเช็ดให้ 

"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผ้าเช็ดหน้าพี่พีทเปื้อน" ห้ามไปก็ไม่ทันแล้ว เพราะผ้าผืนบางซับลงมาเรียบร้อยจนเป็นรอยเปื้อน "โธ่ เดี๋ยวผมก็ต้องขึ้นห้องอยู่แล้ว" 

"มันเหนียว ซับออกสักหน่อยก่อน จะได้ไม่เลอะเทอะ" 

"คุณพีระใช่ไหมครับ" 

เสียงร้องทักดังขึ้นขณะทั้งสองคนกำลังสาละวนกับเสื้อต้นน้ำอยู่นั้นเอง คนตัวเล็กจึงเงยหน้ามองฝ่ายตรงข้ามชัดๆ อีกครั้ง รวมทั้งพีระด้วยเช่นกัน 

"ครับ ผมเอง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเกล้า" 

ใช่....จริงๆ 

"บังเอิญจังเลย ผมเพิ่งออกไปทานข้าวกับมิสลีเป็นเพื่อนพี่ผา ไว้ครั้งหน้าเรานัดทานข้าวด้วยกันบ้างนะครับ" 

'พี่ผา' ต้นน้ำถูกสองคำนี้แช่ร่างจนแข็งค้างไปแล้ว ไม่ได้รับรู้ถึงสายตาคมกล้าคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมอง 

เกล้าเองก็ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ตอนนี้เช่นกัน 

"แล้วนี่คือ...." ตาคู่นั้นเลื่อนมองมาทางต้นน้ำ เป็นคนตัวเล็กที่หลบหน้า ไม่อยากมองคนที่มีดีกว่าเขาทุกอย่างให้เจ็บช้ำใจ 

"เอ่อ...." พีระเองก็นิ่งไป ไม่รู้จะแนะนำต้นน้ำว่าอย่างไรดี 

ดูได้จากสายตาดุดันของคุณภูผาตอนนี้ เขาสงบปากสงบคำไว้เป็นดีที่สุด 

"กลับขึ้นห้อง" เสียงเย็นเยียบสามคำเอ่ยตัดทุกบทสนทนา โดยไม่รู้ว่าภูผากำลังสั่งใครกันแน่ 

เกล้าที่คิดว่าพี่ผากำลังพูดกับตัวเองจึงเตรียมจะหันไปกล่าวลา แต่สายตาของภูผาไม่ได้กำลังมองมาที่เขาแม้แต่น้อย 

"เดี๋ยวนี้! " 

จบสิ้นเสียงสั่งเฉียบขาด กลายเป็นร่างเล็กด้านข้างพีระก้าวเร็วๆ ออกจากวงสนทนาไป เกล้าทันเห็นเสี้ยวหน้าเขาตอนเดินผ่านชั่ววินาที ตาหงส์คู่นั้นกำลังแดงก่ำด้วยความเสียใจ หันหลังมองตามไปก็เห็นว่าวิ่งหายเข้าลิฟต์ไปแล้ว 

ใครกัน? 

เขาได้แต่เก็บความสงสัยหันกลับมาหาท่านประธานของตัวเอง 

 

 

 

50% 

>>>> 

เปิดตัวละครใหม่ค่า 

จะมาร้ายหรือมาดีน้ออ 

แต่ที่แน่ๆ คือป๋าดุน้องงงง T^T 

ตวาดน้องทำไมมมม 

ปล.1 ทุกคนอย่ากลัวนิลลล นิลไม่ใช่คนโหดร้ายยจริงจริ๊งง >< 

ปล.2 ขอบคุณสำหรับคอมเม้นและกำลังใจนะคะ  

รัก. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว