บทสรุปของรักสี่เส้าเราสี่คนจะเป็นอย่างไร (อัพทุกวันไม่เว้นวันหยุดจ้า)

ตอนที่ 1-1 รักหารสาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-1 รักหารสาม

คำค้น : นิยายญี่ปุ่นถูกลิขสิทธิ์ นิยายญี่ปุ่น นิยายแปล รักสามเส้า ดราม่า โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 เม.ย. 2563 15:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-1 รักหารสาม
แบบอักษร

ถ้าให้เลือกวันแรกสุดของการเกิดเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็คงเป็นวันพุธที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ในเขตบุงเกียวที่ไทกิกำลังศึกษาอยู่ เป็นมหาวิทยาลัยระบบทวิภาค คือแบ่งเป็นภาคเรียนเป็นเทอมหนึ่งและเทอมสอง ในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของเทอมสอง 

วันพุธคาบที่สี่เป็นวิชา ‘สภาพสังคมญี่ปุ่นจากละคร’ ซึ่งเป็นวิชาที่ง่ายสำหรับนักศึกษาจอมขี้เกียจ เพราะเพียงเขียนรายงานเกี่ยวกับละครโทรทัศน์ซึ่งกำลังออกอากาศอยู่ที่ชื่นชอบ ก็จะได้คะแนนมาครอบครองอย่างง่ายดาย ส่วนอาจารย์ประจำวิชานั้นขี้เกียจยิ่งกว่านักศึกษา และมีชื่อเสียงในเรื่องการเข้าสอนสายเป็นประจำ 

วันนั้นเองก็เช่นกัน แม้ว่าเสียงออดเริ่มชั่วโมงเรียนจะดังแล้ว อาจารย์ก็ยังไม่ปรากฏตัว จนนักศึกษาในห้องเริ่มส่งเสียงจอแจ 

ไทกินั่งอยู่ฝั่งขวาของห้อง เก้าอี้แถวที่สี่จากด้านหลังเหมือนเคย วิชานี้ฮามาโนะ ฮิโรกิเองก็ลงทะเบียนเรียนด้วยเช่นกัน แต่ว่าเขาเข้าเรียนครบตามขั้นต่ำแล้วเลยโดดเรียนวันนี้ 

ไทกิแอบมองเก้าอี้ถัดจากทางเดินกลางห้องสองแถว โดยแกล้งทำเป็นดูข่าวบนอินเทอร์เน็ตด้วยมือถือ 

ตรงนั้นคือที่นั่งประจำของคุณคาชิอินั่นเอง คุณคาชิอิมักนั่งกับเพื่อนซึ่งรูปร่างหน้าตาเหมือนนางแบบในนิตยาสาร (เธอเรียกเพื่อนคนนั้นว่า ฟูจัง) ทั้งคู่กำลังคุยกันด้วยความสนุกสนาน วันที่ไทกิจะได้นั่งใกล้เธอมีแค่ชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษในวันจันทร์เท่านั้น ซึ่งวันจันทร์ที่ว่านั่นก็ผ่านไปแล้ว 

แม้ว่าเขาจะมองเธอแทบทุกวินาที ความสัมพันธ์ของเขากับเธอก็ไม่ได้ใกล้ชิดขึ้นเลย มุมมองที่ต่อกันและกันก็ไม่เปลี่ยนไป จากที่นั่งของไทกิ มองเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างกับการขยับปากของคุณคาชิอิเท่านั้น หากวันไหนยังเอิญสบตากันเวลาลุกจากที่นั่งหลังเลิกเรียน ก็จะทักทายกันง่ายๆ ว่า “อรุณสวัสดิ์” “เหนื่อยหน่อยนะ” ตรงประตู หรือทางเดินในอาคาร 

พอเขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของอากาศข้างตัว ก็พบว่าฮามาโนะซึ่งนึกว่าโดดเรียนไปแล้วนั่งลงข้างๆ 

“อ้าว มาได้ไงเนี่ย” 

“ก็มาเรียนน่ะสิถามได้” ฮามาโนะตอบกลับไทกิที่กำลังประหลาดใจ 

“อาจารย์ยังไม่มาเหรอ?” 

“เห็นว่าจะเข้าสายสิบห้านาที” 

“ตอนนี้ผ่านไปกี่นาทีแล้ว?” 

“ดูนาฬิกาเอาเองสิ” 

“ครับครับ” 

ฮามาโนะถกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อยแล้วดูนาฬิกาข้อมือของตน นาฬิกาเรือนนั้นเป็นนาฬิกาสายหนังที่เขาเพิ่งซื้อมาไม่นาน หน้าปัดนาฬิกาเป็นลายเรขาคณิตซึ่งใช้โทนสีฟ้าเป็นหลัก ตัวเลขบนหน้าปัดมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันสลับกันไป จนเกิดความสงสัยว่าเขาดูเวลารู้เรื่องด้วยเหรอ แต่อย่างไรก็ตามมันก็ดูเข้าฮามาโนะดี ส่วนไทกิใส่เสื้อผ้าที่ไม่มีใครใส่ตามได้อย่างเคย ด้วยเสื้อคาร์ดิแกนสีเขียวเรืองแสงกับกางเกงขายาวเข้ารูปลายสก็อต 

ฮามาโนะซึ่งสังเกตสายตาของไทกิพูดเสียงอ่อนว่า 

“วันหลังเราไปซื้อเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิแถวๆ ชินจุกุกันเถอะ” 

“ไม่เอาหรอก นายเลือกเสื้อผ้านานจะตาย” 

“ก็ได้ยินมาว่าถ้าไม่ฝึกเลือกของนานๆ ตอนไปเดตกับแฟนจะลำบากน่ะสิ” 

“ยังไงฉันก็ไม่คิดจะมีแฟนอยู่แล้ว” 

ฮามาโนะจ้องไทกิพลางอ้าปากค้าง 

“พูดแบบนั้นมันผิดจรรยาบรรณ” 

“จรรยาบรรณอะไร” 

“โทษที ฉันก็พูดไปงั้นแหละ” ฮามาโนะโบกมือส่งๆ “แต่ว่า ฉันรู้สึกมาสามปีแล้วว่านายเนื้อหอมพอตัวเลยนะ” 

"คิดแบบนั้นตั้งแต่ตอนเจอกันเลยเหรอ" 

“ไหนๆ ก็ไหนแล้วๆ” ฮามาโนะเกริ่น “สเปคนายตอนนี้เป็นแบบไหนเหรอ?” 

‘สเปค’ เหรอ ไทกิคิดเล็กน้อย แล้วตอบกลับ 

“คนที่ดูขรึม แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเองไม่เหมือนใคร คุยด้วยแล้วสบายใจมั้ง” 

“คนแบบช่องทีวีโตเกียวน่ะเหรอ?” 

“ไหงเอาไปเปรียบเทียบกับช่องทีวีล่ะ” 

ฮามาโนะย่นคิ้ว พยักหน้าคิดเองเออเองแล้วตัดจบบทสนทนาไปกลางคัน 

“จริงสิ ไปเทศกาลชมดอกซากุระกันไหม” 

ไทกิสับสนที่ฮามาโนะพูดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย 

“อะไรน่ะ? โฆษณาบนรถไฟฟ้าเจอาร์โทไคเหรอ?” 

“เหมือนจริงแหละ เขินเลยเนี่ย” 

ฮามาโนะเอ่ยพลางเปิดสมุดแพลนเนอร์ของตน 

“สุดสัปดาห์นี้ว่างไหม?” 

“ติดงานพิเศษหรือเปล่านะ จะไปดูดอกไม้จริงๆ เหรอ?” 

ไทกิที่ไม่มีสมุดแพลนเนอร์ จึงเปิดปฏิทินในมือถือพลางถามว่า “มีคนอื่นไปด้วยไหม” 

เขาเดาว่าน่าจะเป็นเพื่อนๆ ในชมรมดนตรีของฮามาโนะ ไทกิไม่ได้เข้าร่วมชมรมอะไร แต่ก็สนิทกับหลายคนผ่านฮามาโนะ 

“คนที่ไปแน่ๆ มีฉัน รุ่นพี่ทาเคโอะ คุณสึรุทานิ แล้วก็คุณคาชิอิ” 

“เอ๊ะ?” 

ไทกิเงยหน้ามองฮามาโนะ รุ่นพี่ทาเคโอะคือนักศึกษาปีสามที่มักไปไหนมาไหนกับฮามาโนะ แต่อีกสองคน... 

“สองคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นไง นายก็รู้จักไม่ใช่เหรอ” 

ฮามาโนะชี้ไปทางพวกคุณคาชิอิซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งของห้องโต้งๆ 

ไทกิบอกให้เขาหยุดด้วยเสียงนิ่งๆ ไม่ให้ดูมีพิรุจ 

“นายสนิทกับสองคนนั้นเหรอ ฮามาโนะ” 

“ฉันเรียนคาบวันศุกร์กับพวกเธอ ฉันไม่เคยบอกนายเหรอ” 

ยังไม่เคยบอก ถ้าบอกแล้วเขาไม่มีทางลืมเด็ดขาด 

“วันที่ทุกคนเจอกันง่ายที่สุดคงเป็นวันเสาร์ละมั้ง แต่ว่านายติดทำงานพิเศษนี่นา” 

ไทกิเลื่อนหน้าจอมือถือ 

“อ๊ะ เดี๋ยวก่อน สัปดาห์นี้อาจจะหยุดก็ได้” 

“เอ๊ะ จริงเหรอ” 

“อืม” 

“อะไรกัน ดีจังเลย” 

ในขณะที่ฮามาโนะยิ้มยิงฟัน และไทกิกิดปิดหน้าจอมือถือ อาจารย์รูปร่างเหมือนฮิปโปโปเตมัสก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมฝีเท้าอันหนักอึ้ง 

“ตายแล้ว ขอโทษครับ พอดีตอนกำลังดื่มโคล่าดันสำลัก เลยต้องไปเปลี่ยนเสื้อมาน่ะ” 

“ไม่เห็นจะฟังขึ้นเลย!” 

ฮามาโนะบนพึมพำขำๆ 

ไทกิพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหัวเราะออกมา ก่อนหันไปมองคุณคาชิอิอีกครั้ง 

 

เย็นวันนั้น ไทกิกลับบ้านแล้วโทรไปซูเปอร์มาเก็ตที่ทำงานพิเศษอยู่เพื่อขอหยุด 

“วันเสาร์มีอะไรเหรอ?” 

น้องชายวัยม.สี่เดินออกมาจากห้องแล้วถามไทกิ 

“ธุระนิดหน่อย” 

“เดต?” 

ไทกิตอบความอยากรู้อยากเห็นของน้องชายตน 

“ไปเทศกาลชมดอกซากุระกับพวกฮามาโนะต่างหาก” 

“เทศกาลชมดอกซากุระ? ที่ไหนเหรอ” 

“สวนสาธารณะโอจิโนะอาซุกะยามะ” 

สำหรับไทกิผู้เกิดและโตที่ไซตามะนั้น หากผู้ถึงความทรงจำของเทศกาลชมดอกซากุระแล้วละก็ คงประมาณการออกไปเดินในสวนสาธารณะกับครอบครัว 

โคกิผู้เป็นน้องชายเปิดประตูตู้เย็นแล้วพึมพำชมตัวเองว่ากินเก่งจริงๆ 

“พี่รู้ไหม? เห็นว่าการชมดอกไม้ของญี่ปุ่นเปลี่ยนมาชมดอกซากุระในสมัยเอโดะล่ะ” 

“แต่ก่อนเขาชมดอกบ๊วยกันใช่ไหมล่ะ” 

“อืม ใช่ รู้ด้วยเหรอเนี่ย” 

โคกิกินชูครีมที่แม่ซื้อทิ้งไว้ให้ แล้วเปิดทีวีในห้องนั่งเล่นดู 

“โอ๊ะ นั่นๆ” 

ตอนที่ไทกิบ่นว่า “เสียงดังจัง” โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเขาก็สั่นครั้งหนึ่ง 

“นี่ พี่ ไอดอลคนนี้น่ารักจังเลยเนอะ? ชื่ออะไรน้า ช่วงนี้ออกทีวีบ่อยด้วย” 

“ไม่รู้ ฉันดูแค่ช่องทีวีโตเกียว” 

เขาตอบกลับส่งๆ แล้ววิ่งขึ้นบันได 

พอเปิดมือถือดู ก็พบว่าอีเมลที่เข้ามาเมื่อกี้นี้มาจากคาชิอิ ซานะ 

เขานั่งลงบนเตียง สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วเปิดอีเมล 

 

หัวเรื่อง: ชมซากุระ~! 

(สวัสดี รู้เรื่องที่ฮามาโนะคุงชวนไปเทศกาลชมดอกซากุระแล้วล่ะ จะตั้งตารอนะ (*^_^*) เสาร์นี้ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยน้า!) 

 

ไทกิอ่านวนสองสามรอบ อีเมลนี้คืออีเมลของคาชิอิในรอบสองเดือนเลยนะ 

แต่สั้นจัง 

แม้ว่าจะเลื่อนจอมือถือดูกี่รอบ ข้อความก็จบลงด้วยประโยค ‘ฝากเนื้อฝากตัวด้วยน้า!’ 

เขาค่อยๆ วางมือถือลงใกล้หมอนเงียบๆ จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง จ้องหน้าจอมือถือแล้วส่งเสียงในลำคอเบาๆ 

จะตอบกลับยังไงดี เนื้อหาน้อยนิดเหลือเกิน ด้านมืดในใจเรียกร้องบอกกับตัวเองว่าไม่ต้องตอบหรอก ไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น ที่ว่า ‘ฝากเนื้อฝากตัวด้วยน้า!’ ก็คงเป็นการทักทายตามมารยาทเท่านั้นละมั้ง คนส่วนใหญ่ก็พูดคำนี้กัน จะทำยังไงกับเทศกาลชมดอกซากุระดีละเนี่ย 

เขาพยายามสลัดความหงุดหงิดในความเห็นแก่ตัวของตัวเองทิ้ง ก่อนคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมามอง 

กลับกัน เธออุตส่าห์ส่งเมลที่มีเนื้อหาแบบตอบกลับหรือไม่ตอบก็ได้มาแบบนี้ แถมยังบอกว่าตั้งตารอด้วยไม่ใช่เหรอ ไหนจะมีอีโมจิอีก พอเริ่มคิดแบบเขาก็แย้มยิ้มอย่างมีความสุข 

 

(เหนื่อยหน่อยนะครับ! ผมเองก็จะตั้งตารอเหมือนกัน คุณคาชิอิเคยไปสวนสาธารณะโอจิโนะอาซุกะยามะรึเปล่า? ผมไม่เคยไปเลย เป็นสถานที่แบบไหนเหรอครับ?) 

 

ไทกิส่งข้อความออกไปแล้วเปลี่ยนท่าเป็นนอนคว่ำทันที รู้สึกปลดปล่อยเหมือนทำงานสำเร็จ 

เขาย้อนโฟลเดอร์อีเมลกลับไปเป็นเมื่อสองเดือนที่แล้ว ตอนที่เขาถามเธอเกี่ยวกับรายวิชาซึ่งลงเรียนเหมือนกัน ตอนนั้นไทกิใช้สมองแลกเปลี่ยนบทสนทนากว่าสิบข้อความเพื่อไม่ให้อีเมลขาดตอน เขาสนุกกับการคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์ธรรมดาๆ ที่เคยดูเหมือนกัน แต่คนที่สนุกอาจจะมีแค่ไทกิก็ได้ 

ยิ่งไล่ดูข้อความในอีเมล เสียงของคุณคาชิอิก็ยิ่งชัดเจนขึ้นจนเขารู้สึกสบายใจ เมื่อคิดภาพปลายนิ้วชี้ของคุณคาชิอิที่กำลังเลือกอีโมจินั้น หัวใจก็เต้นแรงจนรู้สึกปวดในอกเล็กน้อย 

ไทกิรู้จักคุณคาชิอิครั้งแรกหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยมาได้ประมาณสามเดือน คุณคาชิอิมักดูหน้าจอมือถือตลอดเวลา แต่เขารู้แก่ใจดีว่า ตอนนั้นในรายชื่อติดต่อของคุณคาชิอิ ไม่มีอีเมลของไทกิอยู่แน่นอน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว