ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ใกล้ใจ ตอนที่ 3

ชื่อตอน : ใกล้ใจ ตอนที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.พ. 2559 18:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ใกล้ใจ ตอนที่ 3
แบบอักษร

ใกล้ใจ  บทที่ 3

เมื่อทั้งสองคนจัดการอาหารตรงหน้าจนเกลี้ยง ก็เรียกเก็บตังค์ แล้วเดินออกมาจากร้านอาหารโต้รุ่งริมทาง  เดินไปเรื่อยรอแท็กซี่สักคันที่จะรับพวกเธอไป .....เพราะตอนนี้เวลาล่วงเลยมาตีสามแล้ว แท็กซี่มากมายที่มาจอดแต่ไม่ยอมไปส่ง ด้วยเหตุผลร้อยแปด .... บ้างก็บอกว่าใกล้บ้างล่ะไม่คุ้มค่าเวลา ค่ามิเตอร์   บ้างก็เจาะจงหากลุ่มลูกค้านักท่องราตรีที่จะไปต่อที่ผับอื่นๆ .... เพราะนอกจากจะได้ค่ามิเตอร์แล้วยังได้ค่าหัวคิวอีกด้วย       

จนตอนนี้พวกเธอก็เดินมาเรื่อยๆจนใกล้จะถึงที่พักแล้ว     อัญชลีเหลือบมองที่ร้านสะดวกซื้อที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงที่ฝั่งถนนตรงกันข้าม  เธอก็นึกขึ้นมาได้

“ณัฐ...เราไปซื้อของแป๊บนะ ... จะเอาไรป่าว?”      เอ่ยถามเพื่อนที่กำลังก้มมองมือถืออยู่

“ไม่อ่ะ...เรารออยู่นี่ล่ะกันข้ามไปคนเดียวได้ใช่ป่ะ?....เดี๋ยวเราตอบไลน์เพื่อนที่บาร์ก่อน”      พูดเสร็จก็ก้มลงพิมพ์ข้อความต่อไป

อัญชลีมองซ้ายขวา เมื่อถนนโล่งก็รีบวิ่งข้ามไปฝั่งตรงข้าม   เดินตรงเข้าไปในร้านสะดวกซื้อก่อนจะเดินไปที่ชั้นวางของที่เธอต้องการ .... ผ้าอนามัย...และน้ำยาปรับผ้านุ่ม2 แพ็ค ซื้อไปใช้ฉุกเฉินก่อน...เพราะช่วงนี้เธอไม่มีเวลาไปซื้อสิ่งของพวกนี้มากักตุนไว้ใช้   เมื่อได้ของที่ต้องการก็เดินตรง    ไปที่เคาน์เตอร์คิดเงินทันที  ยืดคอชะเง้อมองเพื่อนผ่านประตูกระจกใสในร้านไปที่ฝั่งตรงข้าม ....ณัฐยังยืนอยู่ตรงนั้นที่เดิม  จ่ายเงินรีบๆ แล้วก้าวออกมาอย่างรีบๆ ไม่ได้มองถนนซ้ายขวาให้ดี ....จนไฟสูงของรถยนต์คันหนึ่งที่วิ่งมาด้วยความเร็วสาดมาที่เธอ พร้อมเสียงแตรดัง   อัญชลีหันไปมองก็ตกใจเท้าเล็กก้าวถอยหลังอย่างเร็วจนไปเตะอย่างแรงกับทางฟุตบาธ เสียหลักล้มลง

“กรี๊ดดดดด”/ปี๊นนนนน/เอี๊ยดดดดด   เสียงกรีดร้อง เสียงแตรดัง และตามมาด้วยเสียงล้อรถที่บดถนนเพราะเบรคกระทันหัน   นั่นดังลั่น จนณัฐ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหัวใจหล่นตุบ   หันไปมองฝั่งตรงข้ามถนนก็เห็นเพื่อนสาวที่นั่งกองอยู่กับพื้น เขาเก็บมือถือและมองซ้ายขวาของถนน .... แต่เวลานี้บนถนนกลับมีรถวิ่งไปมา ไม่มีคันไหนจอดชะลอให้เขาได้ข้ามไปหาเธอเลย 

กรกฏนั้น ก็ตกใจไม่น้อยเมื่อเขาวิ่งรถออกจากผับมาด้วยความเร็วที่ปกติ .... แต่อยู่ดีๆก็มีผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้เดินทะเล่อทะล่าออกมา ไม่ดูตาม้าตาเรือ มาเดินตัดหน้ารถเขา ดีที่เขาเหยียบเบรก และเธอเองก็ก้าวถอยได้ทัน .....เกือบไปแล้ว   เขาหันมองด้านหลังเพื่อเช็คว่ามีรถคันอื่นวิ่งมารึป่าว ...ก่อนจะเปิดประตูแล้วก้าวเดินไปด้านหน้ารถ   เห็นผู้หญิงคนนึงที่นั่งกองกับพื้นหันหลังให้เขา มือเล็กกุมข้อเท้าตัวเองแน่น  

เดินเข้าไปใกล้ย่อตัวลงแล้วถามเธออย่างสุภาพ

“คุณเป็นอะไรรึป่าว ...เจ็บตรงไหนบ้าง”   เขาถามออกไป เธอก็ได้หันหน้ามามอง   ในตาสวยมีน้ำตาคลออยู่   จมูกโด่งไม่มาก  ปากอิ่ม  หน้านวลที่มีเครื่องสำอางค์บางๆ ประทินอยู่ ....สวย

“ไม่เป็นไรค่ะ”       เธอเอ่ยบอกเขาทั้งที่มือกุมข้อเท้าเล็กนั้นไว้   อีกมือควานหาถุงพลาสติคที่มีของใช้ที่เธอเพิ่งซื้อ มันตกอยู่ใกล้ๆเธอจึงเอื้อมมือไปคว้ามา ก่อนเปิดถุงสำรวจความเสียหาย  แล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อไม่มีสิ่งใดชำรุด ....ไม่ได้สนใจชายหนุ่มเจ้าของรถหรูที่นั่งมองการเคลื่อนไหวของเธออยู่    ก่อนใบหน้างามนั้นจะยิ้มอย่างสดใสเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้น

“อัญ อัญ ....เป็นไงบ้างเจ็บตรงไหนรึป่าว?”     ณัฐที่วิ่งข้ามถนนมาได้สำเร็จรีบวิ่งเข้ามาหาเพื่อนสาวอย่างรวดเร็ว     อัญชลียิ้มกว้างน้ำตาที่คลออยู่ในหน่วยตาไหลออกมา

“เจ็บ.....ข้อเท้า”       เอ่ยออกมาเปลี่ยนรอยยิ้มกว้างนั้นแสดงสีหน้าเจ็บปวดทันที  ...เหมือนออดอ้อน.....กรกฏคิดอย่างนั้น เมื่อกี้เขาก็ถามว่าเธอเจ็บตรงไหนรึป่าวแต่เธอปฏิเสธอยู่เลย .....แล้วพอผู้ชายคนนี้มาเธอกลับทำท่าทางสำออยซะงั้น ..... คงเป็นแฟนหล่อนล่ะมั้งผู้ชายคนนี้หน้าตาดีใช่ย่อย คิดได้ก็ลุกขึ้นเต็มความสูง   ล้วงสองมือเข้าในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“พวกคุณจะเอายังไง...ให้ผมพาไปโรง-บาลหรือจ่ายค่ารักษามั๊ย”      กรกฏเอ่ยขึ้นพร้อมก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ...จะตี4แล้ว เหนื่อย ...

“อัญ...เอาไง”       ณัฐที่ประคองเธอให้ยืนขึ้นนั้นถามเพื่อนสาว ทันที

“ไม่เอาไงหรอก...ไม่ได้เป็นอะไรมาก ..เอ่อ คือเป็นแต่ไม่ถึงกับต้องไปโรง-บาลหรอก....อัญอยากกลับห้องแล้ว ณัฐช่วยพยุงได้มั๊ย?...ลำบากรึป่าว”       เธอพูดกับณัฐ ไม่ได้มองหน้าคู่กรณี

“แล้วให้ผมขับรถไปส่งพวกคุณที่พักรึป่าว”       กรกฏถามขึ้นอีกครั้ง    อัญชลีเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ไม่เป็นไร พวกเราจะกลับเอง....ขอโทษนะคะที่ทำให้เดือดร้อน”         เธอเอ่ยขอบคุณในน้ำใจก่อนจะเอ่ยขอโทษเขา   เธอผิดเองที่เดินออกมาไม่ดูตาม้าตาเรือ    เลยพลอยทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย

“เอ่อ...ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ คุณเจ็บตัวเพราะผมขับมาเร็วแท้ๆ”        กรกฏยกมือเกาศรีษะอย่างเก้อเขิน....เขาไม่คิดว่าเธอจะกล่าวขอโทษก่อนทั้งๆที่เธอเจ็บตัวอยู่แท้ๆ    สามารถเรียกร้องเอาค่าเสียหายได้แต่เธอก็ไม่ทำ   แถมพูดจาเหมือนเป็นความผิดของตัวเองซะงั้น ....รูปลักษณ์ภายนอกของเธอที่สวยอยู่แล้ว   ตอนนี้มันยิ่งสวยขึ้นไปอีกจากความสวยที่เปล่งประกายจากภายใน    เขาไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้เลย

“ขอตัวก่อนนะคะ”         เธอพูดแค่นั้นก็หันไปมองผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาข้างๆ พยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าให้พาเธอไปได้แล้ว  คนทั้งคู่ที่พยุงกันข้ามถนนไปอีกฝั่งดึงสายตากรกฏไว้ได้สักพัก   ก่อนจะกลับเข้าไปนั่งในรถ ....

“ ชื่อ อัญ .... น่าเสียดายมีแฟนซะแล้ว”      พูดกับตัวเองเบาๆก่อนจะออกรถขับมุ่งสู่บ้านตัวเอง

 

 

 

“โอ๊ย...ซี๊ดดดด”      อัญชลีครางออกมาเมื่อเธอทิ้งน้ำหนักลงที่เท้ามากไปจนความเจ็บมันจี๊ดขึ้นมาทำให้ตัวเธอแทบทรุดอีกครั้ง   แต่แขนแข็งแรงของณัฐก็โอบเอวบางนั้นไว้แน่นไม่ปล่อยให้เธอร่วงลงไป ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“เจ็บหรอ....แล้วยังงี้จะเดินถึงคอนโดมั๊ยเนี่ย...เอางี้...”      ค่อยๆผละตัวออกมา จัดเก็บถุงพลาสติคยัดในกระเป๋าถือของเธอ รูดซิปปิดลงและยื่นให้เธอถือไว้...ก่อนจะย่อตัวและหันแผ่นหลังกว้างให้เธอ ... ย่ออยู่สักพักก็หันไปมองหน้างงงวยของเพื่อนสาว...

“อ้าว จะงงอะไรล่ะ ขึ้นมาสิ ขี่หลังไง ...”      ณัฐเอ่ยบอกจุดประสงค์

“เอ๋...มะ มันจะดีหรอ ชั้นหนักนะ ...แล้วทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ”         อัญชลีเอ่ยออกมาอย่างเกรงใจ

“ก็ถ้าพยุงกันเดินไปยังงี้นอกจากจะถึงช้าแล้ว เธอจะเจ็บหนักกว่าเดิมด้วย ....มาเถอะ ชั้นแข็งแรงพอน่า”         อํญชลีรู้ว่าเขาแข็งแรง ร่างกายที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะไม่แข็งแรงได้ไง

เธอจึงยื่นมือไปแตะไหล่กว้างที่ตอนนี้เขาย่อลงให้ตำกว่าตัวเธอ  โน้มตัวลง โอบกอดไขว้แขนเล็กไปข้างหน้า   ณัฐสอดแขนแกร่งใต้ข้อพับขาแล้วยกตัวเธอขึ้นอย่างง่ายดาย และเริ่มออกเดินอีกครั้ง

หน้าอกอวบอิ่มของผู้หญิงที่เบียดชิดกับแผ่นหลัง แขนเล็กที่อยู่ตรงหน้ามีกลิ่นตัวหอมๆของเธอลอยเข้าจมูก    เขาไม่เคยโอบกอดผู้หญิงคนไหนใกล้ชิดขนาดนี้  และไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนมาโอบกอดเขาเช่นกัน ......เธอคือเพื่อนสาวและผู้หญิงคนเดียว ที่ได้ใกล้ชิดกับเขาขนาดนี้

 

“ขอบคุณนะ....ลำบากนายตลอดเลย”       อัญชลีเอ่ยเบาข้างใบหูของเขา ก่อนจะวางคางเล็กๆบนไหล่กว้างนั่น สูดดมกลิ่นกายจากซอกคอเขาอย่างลืมตัว   เธอไม่คิดเลยว่าการได้ขี่หลังใครสักคนมันจะให้ความรู้สึกดีขนาดนี้    หัวใจอบอุ่นขึ้นมาทันใด รอยยิ้มเล็กก็ปรากฏขึ้น    เขาเป็นคนดีจริงๆ  ณัฐคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเธอ  เขาเป็นเหมือนเพื่อนสาวที่สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง   เป็นเหมือนพี่ชายที่คอยปกป้อง  เป็นเหมือนพ่อที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูล   ถึงเขาจะป็นเกย์แต่ก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นเพื่อนที่เธอไม่คิดว่าจะเจอได้อีกที่ไหนในชีวิต      เธอจะรักษาเขาไว้ให้ดีที่สุด

“อืม..คิดมากน่า”    เขาพูดออกมาแค่นั้นก็เงียบไป  แบกเธอเดินไปเรื่อยตามเส้นทางที่จะพาพวกเขากลับที่พัก

 

 

 

 

“ตื่นแล้วหรอพ่อตัวดี...กลับมาเช้าเลยสิท่า....นี่จะแต่งงานอยู่แล้วเปลี่ยนแปลงบ้างเถอะ....แม่เหนื่อยแทนหนูริศาจริงๆ”       นางกันยาเอ่ยปรามลูกชายถึงพฤติกรรมของเขา

“คุณแม่ไปบอกว่าที่สะใภ้ให้เตรียมใจไว้ดีกว่านะครับ....ผมเปลี่ยนยาก”        พูดเสียงเหนื่อยๆ

“แกนี่มันยังไงห๊ะ  หนูริศาออกจะสวยน่ารักปานนั้น แกควรจะขอบคุณชั้นนะ ....แล้วก็ลดเที่ยวลดกินซะบ้าง ให้ดีก็เลิกซะเลย เอาเวลาไปใส่ใจคู่หมั้นบ้างเถอะ....ทำตัวให้คนเอาไปซุบซิบนินทาอยู่ได้”       นางกันยายังสั่งสอนลูกชายไม่เลิก

“ผมรับผิดชอบงานทุกอย่างเต็มที่นะครับไม่ได้เสเพลขนาดที่   คุณแม่ต้องลำบากหาเมียมาคุมผมหรอก   จะกินจะเที่ยว...ผมก็ไม่เคยเอาเวลางานไปทำเรื่องนั้นเสียที่ไหน .....แค่แม่คุมคนเดียวผมก็ปวดหัวจะแย่.....นี่ถ้าเพิ่มมาอีกคน....ผมคงไม่ได้แก่ตาย”          พูดแล้วทำท่าหันหลังให้มารดาก้าวเดินไปที่ประตูบ้าน

“ต๊าย ดูพูดเข้า.....แล้วนั่นแกจะไปไหนอีกล่ะน่ะ”        เอ่ยถามเสียงดังเมื่อลุกชายก้าวห่างไปเรื่อยๆ

“จะไปไหนได้ล่ะคร๊าบ...จะไปรับว่าที่เมียไปลองชุด....ตามบัญชาเสด็จแม่ไงครับ”      พูดล้อจากที่ไกลๆ  เดินห่างไปไม่สนใจมารดาที่ทำหน้าปั้นปึ่งส่งท้าย 

 

 

 

เวดดิ้ง สตูดิโอ

กรกฏที่นั่งกอดอกแอบงีบอยู่ที่โซฟารับแขกของทางร้านที่จัดเตรียมไว้ให้  ต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงแจ๋นๆ ของอริศรา .....

“นี่นาย...ง่วงเหงา หาว นอนอะไรนักหนา ... ได้ชุดเจ้าบ่าวรึยังล่ะ...ชักช้าจริงๆ ชั้นหิวแล้วนะ”   

ประโยคแรกของวันที่เอ่ยออกมา ก็ใช่ว่าจะหวานชื่นหรือปกติเหมือนคู่รักคนอื่นๆเขา     ตั้งแต่เขาไปรับเธอที่บ้าน ตลอดเส้นทางมาที่สตูดิโอนั้น    คอเธอก็เชิดสูง  อยู่ตลอดเวลา  ไม่มีคำเอื้อนเอ่ยใดๆจนถึงร้านเวดดิ้ง เธอก็แยกตัวไปลองชุดกับสาวประเภทสองที่มารอรับอยู่ก่อนแล้ว

เปลือกตาค่อยๆลืมขึ้นมองดุๆไปที่เรือนร่างอรชร   ที่ตอนนี้อยู่ในชุดแต่งงานสีขาวเกาะอก   ตัวชุดแนบไปกับลำตัว เผยให้เห็นเรือนร่างงดงาม สัดส่วนที่สวยราวกับหุ่นปั้นที่ได้รับความตั้งใจปั้นแต่งมันออกมาให้ดีมากๆ  ผิวขาวผ่องที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี  เนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นขอบชุดนั้น ก็สวยงามอวดความเต่งตึงน่าสัมผัส  ลำคอระหงที่เผยโชว์ เมื่อผมยาวถูกเกล้าขึ้นอย่างไม่พิถีพิถันนัก เพราะยังมีปอยผมหล่นมาคลอเคลียต้นคอขาวๆนั้น  ดูดีทีเดียว 

มองสูงขึ้นที่ใบหน้าบึ้งตึง เชิ่ดๆ  ....ก็สวย .... แต่  ทำหน้าแบบอื่นเป็นมั๊ย นอกจากเชิ่ดๆ กรี๊ดๆ และเหยียดหยัน ....เธอเป็นผู้หญิงที่ดูเหมือนหลุดมาจากละคร .... นางอิจฉาน่ะ    เมื่อเขาเอาแต่สำรวจและเผลอคิดอยู่นาน      ก็ยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้เธอมากขึ้น

“นี่...ชั้นถามว่านายได้ชุดรึยัง”      เอ่ยถามเขาอีกครั้ง  น้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนักที่เขาเอาแต่มองสำรวจรูปร่างของเธอ ... ไม่มีมารยาท ชิ

“ชั้นใส่ชุดอะไรแต่งก็ได้ ... ไม่ได้อยากแต่งขนาดนั้น”        กรกฏพูดออกมาหน้าตาเฉย จนอริศรารู้สึกชาไปทั้งหน้า ก็ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงพวกเธอลำพัง แต่มีสาวประเภทสองที่คอยจัดการเรื่องชุดแต่งงานยืนอยู่ด้วย   อริศราตวัดสายตาไปมองที่ชายใจหญิงด้วยสายตาเย็นชา   ว่าอย่าได้แพร่งพรายสิ่งใดที่รับรู้ในวันนี้เด็ดขาดและส่งไล่ออกไปด้วยสายตา      จนเขาหลบสายตาลงมองพื้นและก้าวออกไปเงียบๆ   

อริศราหันกลับมามองที่กรกฏที่กำลังนั่งมองมือถือไม่ได้สนใจมองเธอนั่นอีกครั้ง 

“นี่นาย...ชั้นรู้ว่านายไม่ได้เต็มใจ   ชั้นเองก็ไม่ได้เต็มใจ   แต่ช่วยไว้หน้ากันบ้าง  อย่าทำให้ชั้นหมดความอดทนนะ”       กัดฟันพูดเสียงไม่เบานัก  แต่กรกฏกลับยังนั่งจ้องมองมือถือในมือนั่นไม่ยอมเงยขึ้นมามองเธอหรือสิ่งใดทั้งนั้นราวกับว่าถ้าละสายตาจากมันเพียงวินาทีเดียวแล้วจะสิ้นลม

ความอดทนที่มีน้อยนิดหมดลง   เดินเร็วๆไปกระชากมือถือออกจากมือใหญ่ แล้วโยนใส่หน้าอกเขาดัง ปึ่ก

“หูแตกรึไง ไอ้บ้า แกจะกวนประสาทชั้นใช่มั๊ย?”     อริศราแหวขึ้นทันที   มือไม้สั่นไปหมดด้วยความโมโห     นี่ขนาดยังไม่แต่งเธอยังรู้สึกประสาทกินวันละหลายรอบ .... จะใช้ชีวิตคู่ยังไงกับผู้ชายเฮงซวยคนนี้ ที่ผู้ใหญ่เห็นดีเห็นงามแต่ไม่ถามความสมัครใจของเธอเลย 

“เธอสิบ้า ... เสร็จรึยังจะได้กลับซะที  ง่วงจะตายอยู่แล้ว”      กรกฏเก็บมือถือที่เธอขว้างมาไว้ในกระเป๋ากางเกง เจ็บชะมัด ยัยบ้านี่   ลูบบริเวณที่โดนกระแทก ก่อนพูดขึ้นพร้อมหาวออกมา

“แก แก..”      อริศรากระทืบเท้าอย่างขัดใจกับอาการไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเขา

“เงียบนะ ... อย่ามาพ่นน้ำลายใส่ชั้นอีก    ไปเปลี่ยนชุดเร็วๆจะได้กลับกัน”     กรกฏสั่งออกมาอย่างน่าเกรงขาม  แต่อริศราไม่กลัว

“แก ชั้นเกลียดแก เกลียด เกลียด เกลียดที่สุด”      เธอพูดพร้อมกำมือแน่น และเหวี่ยงไปตรงใบหน้าเขา    แต่มันก็ต้องชะงัก เพราะมือใหญ่กำข้อมือเธอไว้ได้ทัน  เขากำแน่นจนเธอเจ็บร้าวไปถึงกระดูก

“ปละ ปล่อยชั้นนะ  เจ็บ”       อริศราออกคำสั่งแต่เขาไม่ปล่อยและบีบกำมันแน่นขึ้นจนเธอน้ำตาคลอ   จากความเจ็บปวด

“ชั้นก็เกลียดเธอ ... เธอจะไม่ไปเปลี่ยนดีๆใช่มั๊ย?   มานี่”      พูดเสร็จก็ลากร่างอรชรตรงไปทางห้องเปลี่ยนชุด   ที่มีกระจกติดเต็มผนังอยู่ด้านหนึ่ง ปิดประตู   ดันร่างเล็กติดกับกระจกเงาก่อนจะจับร่างบางหันหน้าเข้าหากระจกอย่างกระแทกกระทั้น    รวบสองมือน้อยไขว้ด้านหลัง  กำมันแน่นด้วยมือเดียว 

“โอ๊ย...ทำบ้าอะไรของแกชั้นเจ็บนะ”      อริศราตกใจกับการกระทำหุนหันรุนแรงของเขา

กรกฏแทรกเข่า เข้ากลางหว่างขาถึงกระโปรงชุดแต่งงานจะยาวลากพื้น  แต่เข่าของเขาก็แนบชิดกลางสะโพกอวบอิ่มนั่นอยู่ดี

“อ๊ะ ... ไอ้บ้า แกจะทำอะไร ปล่อยชั้นนะ”      อริศราตกใจขึ้นไปอีกเมื่อเขาดันเข่ามาสัมผัสสะโพกเธอ     มือใหญ่รูดดึงซิบด้านหลังออก   ร่างเล็กดิ้นแรงเมื่อรู้ว่าเขาจะทำอะไร

“ขอร้องสิ ... คุณหนูผู้สูงส่ง ... ขอร้องชั้นแล้วชั้นจะปล่อย”      ลูบมือกับแผ่นหลังนุ่มลื่น   อย่างยั่วอารมณ์โมโหจากร่างบาง   แต่มันกลับยั่วกำหนัดเขามากกว่า เพียงได้สัมผัสผิวเนื้อเนียน  ไฟในกายก็ถูกจุดขึ้น

 

 

 

**********************************************

4 ตัวละครกับความสัมพันธุ์ที่กำลังจะก่อเกิด เรื่องราวมากมาย

ฝากติดตามด้วยนะคะ  โหวต ถูกใจ และคอมเม้น ก็ยังเป็นสิ่งที่ ผู้เขียนอย่างเราต้องการเสมอค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและติดตามกัน

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว