facebook-icon

ว่าด้วยเรื่องนักธุรกิจคนซึนกับสาวน้อยผู้น่ารัก!

คำถามที่ 2 : คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (1)

ชื่อตอน : คำถามที่ 2 : คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2563 22:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
คำถามที่ 2 : คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (1)
แบบอักษร

 

2 

คนโดดเรียน VS คนโดดงาน ความผิดของใครร้ายแรงกว่ากัน? (1) 

  

               เอ ปกติคนโดดเรียนเขาโดดมาทำอะไรกันนะ? 

               ฉันที่ลงจากรถมาที่หน้าห้างสรรพสินค้าสุดหรูได้แต่ยืนเอ๋ออยู่คนเดียว ควรไปเล่นเกมเหรอ หรือว่าควรนั่งนิ่งๆ แล้วหยิบหนังสือมาอ่านดี ต้องทำอะไรต่อล่ะ? 

               ตลกตัวเองชะมัด อุตส่าห์ทำใจกล้าแอบหนีเรียนมาได้แล้วแต่ดันไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดีซะงั้น ไปหาหนังสือติวอ่านในร้านหนังสือดีมั้ยนะ หรือว่าจะไปหาอะไรกินแก้เครียดดี เช้านี้ฉันหมดอารมณ์กินข้าวเพราะโดนแม่ดุ กินอะไรก็ไม่อร่อย เข้าร้านไก่ทอดไปสั่งไก่สักชุดสองชุดกับน้ำอัดลมซ่าๆ มากินก็ดีเหมือนกันนะ! 

               แต่ฉันอาจจะลืมไปว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่ เช้ามากๆ นาฬิกาดิจิตอลบนโทรศัพท์มือถือบอกเวลาว่าตอนนี้เจ็ดโมงครึ่ง ข้ามสะพานลอยไปอีกฝั่งแล้วโบกรถเมล์ไปโรงเรียนตอนนี้ก็ยังทัน ไม่โดนเช็กชื่อสายด้วย... 

               ไม่เอา! ตัดสินใจแล้ว ถ้าจะหนีก็ต้องหนีเรียนให้สุด หาที่นั่งดีๆ แล้วนั่งอ่านชีทคำศัพท์ภาษาอังกฤษรออยู่แถวนี้ก็แล้วกัน! 

               ปกติฉันไม่ใช่คนที่สามารถนั่งหลังขดหลังแข็งทนอ่านตัวหนังสือเป็นเวลานานได้ ก็เลยเอาเวลาที่เหลือไปเดินเล่นดูน้ำพุ ดูต้นไม้ดอกไม้ ถ่ายรูปการจราจรช่วงเช้าบนสะพานลอยแล้วเซฟเก็บไว้ลงเมื่อกลับถึงบ้าน ถ้าอัพลงสตอรี่ไอจูตอนนี้เพื่อนๆ ต้องสงสัยแน่ พูดในแชทซะดิบดีว่าขอลาป่วยแต่ดันอัพสตอรี่แบบนี้เนี่ยนะ เดี๋ยวก็โดนจับได้ว่าโดดเรียนหรอก! 

               แล้วฉันก็นั่งๆ เดินๆ ท่องศัพท์ อ่านหนังสือ เล่นมือถือ แล้วก็เดินเข้าไปซื้อขนมนมเนยในร้านสะดวกซื้อมากินเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ จนได้เวลาห้างเปิดนั่นแหละ 

  

               ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงครึ่งแล้ว พอใกล้เที่ยงแล้วก็เริ่มหิว ไปหาอะไรกินในร้านไก่ทอดดีกว่า ช่วงนี้เหมือนจะมีโปรชั่นดีๆ อยู่นะ ฉันยิ้มกริ่มกับตัวเองก่อนจะเปิดหาโปรโมชั่นในเน็ตแล้วคำนวณเงินที่เหลือในกระเป๋าตัวเอง อย่างน้อยกินเซ็ตนี้ก็น่าจะอิ่มพอดี ถ้าไม่อิ่มค่อยสั่งน้ำสั่งไก่ป๊อปมากินเล่นก็ได้ 

               คิดได้ดังนั้นก็เดินเข้าไปในร้านที่มีชื่อโลโก้และการตกแต่งที่คุ้นตา กลิ่นไก่ทอดหอมๆ ทำให้ฉันอารมณ์ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด แถมในร้านยังคนน้อยซะด้วย 

               ถึงจะมีคนน้อยก็ใช่ว่าจะไม่มีคนเลย ฉันเดินเข้าไปต่อคิวด้านหลังผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวได้เรียบร้อยและดูดีมากจนน่าตกใจ เพิ่งเคยเห็นคนใส่สูทผูกเนกไทในระยะประชิดเป็นครั้งแรก ถึงจะเห็นแค่มุมด้านข้างกับด้านหลังก็เถอะ แต่รูปร่างและสัดส่วนของเขาจากมุมนี้ถือว่าดูดีและน่ามองมาก แถมยังตัวสูงสุดๆ นายแบบชัดๆ 

               “เอาชุดไก่เต็มใจครับ” 

               “ทานที่นี่หรือสั่งกลับบ้านดีคะ?” 

               “อ่า...ทานที่นี่ครับ” 

               อ้าว นึกว่าจะสั่งกลับบ้านซะอีก ฉันเผลอเอียงคอมองแผ่นหลังของคนตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ดูจากลักษณะภายนอกแล้ว เดาว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นพนักงานบริษัทนะ แถวนี้ก็มีนิคมอุตสาหกรรมกับบริษัทยักษ์ใหญ่งอกขึ้นมาเยอะแยะด้วย เขาน่าจะทำงานอยู่แถวนี้แหละ 

               ที่เดาว่าน่าจะสั่งกลับบ้านเป็นเพราะเมื่อกี้ฉันเห็นเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความ ก็เลยคิดว่าอาจจะโดนเพื่อนร่วมงานใช้ให้มาซื้อไก่หรือไม่ก็อาจจะซื้อไปกินบนรถ ที่ไหนได้ ดันกินที่ร้านซะงั้น 

               กินที่ไหนก็กินไปเถอะ แต่อย่ามาแย่งที่ก็แล้วกัน เพราะฉันก็จะกินที่ร้านเหมือนกัน! 

               ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีผู้ชายคนนั้นก็เดินออกจากแถวไปนั่งรอออเดอร์ของตัวเองอีกฝั่ง ฉันเองก็ชี้นิ้วจิ้มเซ็ตที่ตัวเองอยากได้แล้วไปยืนรอข้างๆ ผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน 

               เขาตัวหอมดีแฮะ ขนาดไม่ได้ยืนใกล้กันมากก็ยังได้กลิ่นน้ำหอมสะอาดมาจากคนข้างๆ พอมองใกล้ๆ แล้วแต่งตัวจัดเต็มกว่าที่คิดซะอีก ดูเหมือนจะใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อสูทและกางเกงแสล็คสีดำ รองเท้าก็ขัดซะขึ้นเงา เนกไทสีเทาที่ผูกก็มีที่หนีบเนกไทสีเงินติดอยู่ด้วย 

               ดูดีชะมัด ถ้าขิมกับชาหวานมาด้วยกันก็ดีน่ะสิ อย่างน้อยก็จะได้มีหัวข้อหนุ่มหล่อที่ร้านขายไก่มาคุยกันเล่นๆ ระหว่างรอออเดอร์ 

               ยืนรอได้สักพักผู้ชายคนข้างๆ ฉันก็เดินจากไปพร้อมถาดใส่ไก่หอมฉุยในมือ ฉันเองก็รับไก่ของตัวเองมาแล้วเดินขึ้นบันไดไปหาที่นั่งติดกระจกวิวดีๆ เหมือนกัน ฉันชอบที่นั่งริมหน้าต่างหรือริมกระจกมากเลย ความรู้สึกที่ได้เฝ้ามองอะไรสักอย่างผ่านกระจกบานใสน่ะรู้สึกดีมากเลยนะ 

               “โอ๊ะ...” 

               ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้แฮะ  ฉันเผลอร้องอุทานออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าผู้ชายคนนั้นก็เลือกที่นั่งติดกระจกเหมือนกัน เขาถอดเสื้อตัวนอกออกมาพับแล้ววางพาดไว้บนเก้าอี้ ก็เลยได้เห็นผ่านหางตาว่าเขาใส่เสื้อกั๊กสีดำทับเสื้อเชิ้ตเอาไว้อีกชั้นหนึ่งด้วย 

               โห จำเป็นต้องแต่งตัวจัดเต็มขนาดนี้เลยเหรอ นี่ประเทศไทยนะ ตอนเดินจากที่จอดรถเข้ามาในห้างไม่รู้สึกเหนียวตัวบ้างเลยหรือไง? 

               ช่างเถอะ ใครจะแต่งตัวยังไงก็เรื่องของเขา ฉันเองก็อย่าไปวิจารณ์เลยดีกว่า คิดแล้วก็ส่ายหัวไปมารัวๆ ก่อนจะกวาดสายตามองหาที่นั่งดีๆ ที่สามารถชมวิวได้ 

               แน่นอนว่าฉันเลือกที่นั่งฝั่งเดียวกับผู้ชายคนนั้น แต่ไม่ได้นั่งใกล้กันมากนะ ฉันพยายามเว้นระยะห่างจากเขามาประมาณสองโต๊ะเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องมารู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ก็ทั้งร้านมีกันอยู่แค่นี้ 

               อาจเป็นเพราะห้างเพิ่งเปิด คนก็เลยยังไม่เยอะถึงขั้นเต็มร้าน ส่วนใหญ่จะกระจุกกันอยู่ที่ชั้นล่าง ชั้นสองของร้านจึงเหลือแค่ฉันกับผู้ชายคนนั้น และลูกค้าท่านอื่นอีกสองสามคน 

               บรรยากาศใช้ได้เลย ไม่เงียบจนน่าอึดอัด และไม่เสียงดังจนน่ารำคาญเกินไป เยี่ยม! 

               หลังจากที่นั่งลงได้สักพักฉันก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้อัพไอจูอีกสองสามรูป ระหว่างนั้นก็เช็คความเคลื่อนไหวในกลุ่มห้องไปด้วย ดูเหมือนว่าคะแนนสอบพรีโอน็อตที่โรงเรียนจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กได้ลองข้อสอบก่อนไปเจอของจริงจะออกมาแล้ว 

               แน่นอนว่าคะแนนที่ฉันได้มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก เทียบดูแล้วได้น้อยที่สุดในกลุ่มเพื่อนสนิทเลย... 

               “เฮ้อ...” 

               เห็นคะแนนแล้วก็ท้อ ฉันว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้วนะ พยายามอย่างสุดความสามารถแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการสักที ทั้งที่อุตส่าห์พยายามขนาดนี้แล้วแท้ๆ อุตส่าห์ตั้งใจอ่านหนังสือ อุตส่าห์อดหลับอดนอน 

               แต่คะแนนที่ได้ก็ยัง... 

               คิดมากไปก็เครียดเปล่า ครั้งหน้าพยายามอ่านหนังสือให้หนักกว่านี้ก็แล้วกัน ฉันยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดตาแล้วเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย 

               “เฮ้อ...” 

               หือ? 

               เมื่อกี้ใครถอนหายใจน่ะ ฉันตั้งคำถามกับตัวเองในใจทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้วว่าเป็นผู้ชายคนนั้น คนที่นั่งอยู่ข้างหลังฉันห่างออกไปอีกสองเก้าอี้คนนั้นนั่นแหละ 

               เราสองคนถอนหายใจในเวลาไล่เลี่ยกันเลยแฮะ เขาเองก็คงพบเจอเรื่องแย่ๆ มาเหมือนกันล่ะมั้ง อย่างน้อยวันนี้ก็มีคนถอนหายใจเป็นเพื่อน พอลองคิดแบบนี้แล้วค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อย... 

               ทำใจเสร็จฉันก็ยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจแล้วหยิบแก้วกระดาษบนถาดอาหารไปเติมน้ำอัดลมซ่าๆ ที่ได้สิทธิ์เติมฟรีไม่อั้นเพิ่มเข้ามาในโปรโมชั่น ดื่มน้ำอะไรดีนะ เอาน้ำส้มซ่าๆ ก็แล้วกัน ฉันดันแก้วเข้าไปรองน้ำแข็งที่ส่งเสียงดังกุกกักชวนหนวกหู ก่อนจะเลื่อนมือไปที่โลโก้รูปน้ำส้ม 

               ในจังหวะที่เติมน้ำจนเต็มแก้วแล้วหันหน้าออกมาจากตู้ เสื้อกั๊กและเนกไทสีเทาดูคุ้นตาก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าฉันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย 

               “อุ๊ย...ขอโทษค่ะ” 

               ตกใจหมดเลย อย่าบอกนะว่าเขาก็ลุกมาเติมน้ำเหมือนกันน่ะ ฉันเผลอยืนขวางทางเขาแน่ๆ เลย รีบหลบดีกว่า 

               “เดี๋ยวครับ” 

               เสียงทุ้มของคนแปลกหน้าเรียกให้ฉันต้องชะลอฝีเท้าลงแล้วยืนนิ่งอยู่กับที่ ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะมีเรื่องอยากคุยกับฉันนะ นี่ฉันเผลอทำน้ำหกใส่เขาเหรอ หรือว่ายืนขวางทางจริงๆ แต่ฉันก็เบี่ยงตัวหลบออกมานะ มีอะไรอีกล่ะ? 

               “หือ?” 

               ความคิดเลวร้ายที่สุดที่ผุดเข้ามาในหัวตอนนี้คือผู้ชายคนนี้เป็นสารวัตรนักเรียนหรือเปล่านะ...พวกที่ชอบมาจับเด็กหนีเรียนน่ะ! 

               ต้องหนีมั้ยเนี่ย ลองเจรจากับเขาได้หรือเปล่านะ...ฉันค่อยๆ หันหลังกลับไปส่งยิ้มให้ชายแปลกหน้าคนนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ มือที่ถือแก้วน้ำส้มไว้สั่นอย่างเห็นได้ชัดจนต้องยกอีกมือขึ้นมาประคองไว้ 

               “หนูไม่ได้...” 

               ไม่ได้โดดเรียนจริงๆ นะคะ! แค่อยากมาหาที่นั่งเงียบๆ เพื่อคลายเครียดต่างหาก ไม่ได้ตั้งใจจะโดดเรียนด้วย นี่เป็นครั้งแรกของหนูค่ะ ปล่อยหนูกลับบ้านเถอะนะคะ! 

               “อยากมานั่งกับผมมั้ย” 

               “...คะ?” 

               เสียงคะที่ใช้เพื่อยืนยันคำถามของฉันถูกเปล่งออกมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สูงกว่าคำพูดแรกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาทั้งสองข้างของฉันเบิกกว้างมองบุคคลตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ 

               อะไรคือการเข้ามาทักแล้วบอกว่าอยากไปนั่งกับเขามั้ย ทำไมฉันต้องไปนั่งกับเขาด้วย ไปนั่งทำไม แล้วไปนั่งเพื่ออะไร อย่าบอกนะว่าต้องไปนั่งเพื่อให้เขาดุเรื่องโดดเรียน! 

               “ขอโทษครับ” อยู่ๆ ผู้ชายที่ฉันทึกทักเอาเองว่าน่าจะเป็นสารวัตรนักเรียนก็ส่ายหน้า เขายกมือข้างที่ไม่ได้ถือแก้วน้ำขึ้นมากุมขมับก่อนจะเปล่งเสียงถามคำถามแปลกๆ มาอีกหนึ่งประโยค “เธอมาที่นี่คนเดียวหรือเปล่า” 

               “อะ อื้อ! มาคนเดียวค่ะ” 

               ไอ้ฉันเองก็ตอบคำถามเขาไปแบบงงๆ แต่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ชัดเลย ถามแบบนี้ สารวัตรนักเรียนแน่ๆ ถ้ารอดไปได้ต้องตั้งกระทู้รีวิวแล้วล่ะ ทำไมถึงได้ซวยขนาดนี้นะ ฮือ... 

               “ถ้าไม่รังเกียจ...ไม่สิ ถ้าไม่อยากนั่งคนเดียวก็มานั่งกับผมได้นะ” 

               “อ่า...” 

               จะพาไปนั่งคุยแล้วพากลับโรงเรียนสินะ! ยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ ฉันตั้งใจว่าจะลองขอร้องคุณสารวัตรนักเรียนคนนี้ดูว่าช่วยแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วปล่อยฉันไปสักครั้งได้มั้ย แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเขาแล้ว ฉันก็รีบกลืนข้อแก้ตัวทุกอย่างลงคอทันที 

               “ผมแค่อยากได้เพื่อนคุยเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะมาขายคอร์สหรือขายประกันนะ!” เสียงเข้มๆ ของเขาดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลดระดับลงเป็นเสียงกระซิบกับตัวเอง “น่าอายชะมัด ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย...” 

               พูดแบบนี้ยิ่งน่าสงสัย น่าสงสัยสุดๆ ถ้าไม่ได้เป็นสารวัตรนักเรียนก็คงตั้งใจจะมาขายคอร์สกับขายประกันสินะ! 

               “หนู...” 

               “ผมไว้ใจได้นะ เชื่อใจผมเถอะ” 

               พูดไม่ทันขาดคำผู้ชายคนนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่ดูสิ้นหวังแบบสุดๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย... 

               “จะให้เชื่อใจคนที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกได้ยังไงล่ะคะ” 

               “ผมมีบัตรประชาชน” 

               “คนขายประกันก็พกบัตรประชาชนมาทั้งนั้นแหละ” 

               “ก็บอกว่าไม่ได้ขายประกันไง!” 

               ผู้ชายตรงหน้าฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก เขาเม้มปากตัวเองแน่นก่อนก้มหน้าลงนิดๆ เหมือนไม่อยากสบตากับฉันอีกต่อไปแล้ว โธ่ แค่หยอกเล่นนิดหน่อยเอง 

               คงจะอายล่ะมั้ง เป็นคนแบบไหนกันนะ อยู่ดีๆ ก็มาชวนคนแปลกหน้าไปร่วมโต๊ะด้วย อยากมีเพื่อนคุยเฉยๆ งั้นเหรอ? ฉันเองก็อยากได้ใครสักคนมาคุยด้วยเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่านี่เป็นกลอุบายแบบใหม่ของพวกสถาบันติวเตอร์ เป็นวิธีจับเด็กของสารวัตรนักเรียน หรือคอร์สคลินิกเสริมความงามที่ใช้ความเหงาและความเห็นอกเห็นใจของลูกค้าเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินหรือเปล่าเนี่ยสิ 

               ฉันพยายามมองโลกในแง่ดีแล้วนะ ผู้ชายคนนี้อาจจะเหงาและมีเรื่องหนักอกหนักใจที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้เหมือนฉัน แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเขาอาจเป็นมิจฉาชีพที่ตั้งใจจะมาหลอกเด็กนักเรียนแบบฉันก็เป็นได้ 

               เป็นไงเป็นกัน! ฉันแกล้งส่งยิ้มหวานให้คนตรงหน้าเพื่อเป็นการผูกมิตร 

               “เดี๋ยวไปนั่งด้วยค่ะ เตรียมบัตรประชาชนไว้ด้วยนะคะ” 

               ถ้าคิดจะมาขายของล่ะก็ คอยดูนะ ฉันจะแกล้งป่วนให้เขาหาทางกลับบริษัทตัวเองไม่ถูกเลย! 

                

               แล้วฉันก็ได้ย้ายที่นั่งมานั่งโต๊ะเดียวกับผู้ชายหุ่นนายแบบคนนี้อย่างงงๆ ในช่วงเวลาที่ต่างคนต่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาดี ฉันก็หยิบเฟรนช์ฟรายบนถาดตัวเองขึ้นมาเคี้ยวเล่นก่อนจะชำเลืองมองสำรวจใบหน้าของผู้ชายตรงหน้าแบบคร่าวๆ 

               พอได้มามองใกล้ๆ แบบนี้แล้ว ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีพอสมควรเลยแฮะ ใช้ได้เลย ผมดำ ตาคม แถมยังมีดั้ง อยากได้จมูกแบบนั้นบ้างจัง คิ้วก็เรียงตัวสวย อิจฉาชะมัด ถ้าได้เบ้าหน้าแบบนี้มาเมื่อไหร่ดินสอเขียนคิ้วก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตอีกต่อไปแล้ว! 

               อิจฉา อิจฉามาก ฉันนั่งแกว่งขาดูดน้ำมองคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ ผู้ชายคิ้วสวยคนนั้นหันหน้าหลบตาฉันก่อนก้มลงหยิบกระเป๋าสตางค์สีดำเรียบหรูของตัวเองออกมา ฉันมองเขาใช้นิ้วเรียวๆ ของตัวเองไล่แตะบัตรแต่ละใบในนั้นด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น 

               จะมาไม้ไหนนะ จะเป็นการขายของหรือหลอกจับเด็กแบบไหนกัน? ยอมรับว่าลึกๆ แล้วก็กลัว แต่อีกใจหนึ่งก็ตื่นเต้นเอามากๆ 

               “เจอแล้ว” มุมปากของผู้ชายคิ้วสวยผุดรอยยิ้มน่ามองขึ้นมา เขาหันหน้ามาสบตาฉันก่อนจะหยิบบัตรใบหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะแล้วเลื่อนมันมาใกล้ๆ ฉัน เขาให้ดูทุกอย่าง แต่นิ้วยาวๆ นั่นกลับปิดนามสกุลของตัวเองไว้ “นี่ครับ บัตรประชาชนผม” 

               ฉันชะโงกหน้าเข้าไปดูบัตรประชาชนใบนั้นใกล้ๆ พร้อมหรี่ตาทั้งสองข้างลงเล็กน้อยก่อนจะลองสะกดชื่อจริงที่ถูกเขียนไว้ออกมาด้วยความลังเล 

               “คุณ...บรรณวิชญ์?” 

               แค่ชื่อก็ดูสารวัตรนักเรียนแล้ว ฉันลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอแล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานไปอีกหนึ่งชุด 

               “ครับ บรรณวิชญ์ อ่านถูกแล้ว” 

               เขาสะกดชื่อตัวเองซ้ำอีกครั้งก่อนจะเก็บบัตรประชาชนของตัวเองเข้าไปในกระเป๋า จากนั้นก็สอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางที่ดูดีแบบสุดๆ จนต้องเผลออุทานขึ้นมาในใจว่าขี้เก๊กชะมัด 

               นี่ไม่ได้ตั้งใจจะว่าเขานะ! แต่องศาท่าทางของเขามันดูขี้เก๊กมากจริงๆ ดูเป็นผู้ชายที่รู้ว่าตัวเองหน้าตาดีและรู้วิธีเอาความหน้าตาดีของตัวเองมาใช้ประโยชน์น่ะ 

               “งั้นเดี๋ยวหนูให้ดูบัตรนักเรียนด้วยนะคะ” 

               “ไม่เป็นไร ไม่ต้องก็ได้” 

               คุณบรรณวิชญ์ส่ายหน้าเล็กน้อยพอให้ปอยผมจำนวนหนึ่งตกลงมาบนใบหน้า 

               “ไม่เป็นไรได้ไง ยื่นหมูยื่นแมวไงคะ คุณบรรณวิชญ์จะได้สบายใจขึ้น” 

               “เรียกกวีก็ได้ นั่นชื่อเล่นผม” 

               “...ตกลงค่ะ คุณกวีนะคะ” 

               ชื่อเพราะดีแฮะ กวีงั้นเหรอ ถ้าพูดคำนี้เยอะๆ จนลิ้นพันกันก็เพี้ยนกลายเป็นคำว่ากีวีได้เลยนะเนี่ย ภาพลูกผลไม้เนื้อสีเขียวที่ลอยเข้าในหัวแทนที่ใบหน้าของเขาทำฉันหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะยอมยื่นบัตรนักเรียนที่ปิดนามสกุลไว้แบบเดียวกันให้เขาดู 

               “ประทินทิพย์เหรอ? ชื่อเพราะจัง” 

               เสียงทุ้มๆ ที่สะกดชื่อจริงบนนั้นออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำทำฉันแอบใจเต้นเล็กน้อย คุยกันไม่กี่คำก็พอรู้บ้างว่าผู้ชายที่ชื่อกวีคนนี้เป็นคนเสียงหล่อ ได้ยินเสียงหล่อๆ ทุ้มๆ ฟังสบายหูเรียกชื่อจริงของฉันออกมาอย่างตั้งใจแบบนี้ก็แอบทำให้หัวใจสาวน้อยมันสั่นไหวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ 

               “ขอบคุณค่ะ” ฉันยิ้มรับคำชมนั้นแล้วรีบคว่ำบัตรนักเรียนเก็บใส่กระเป๋าเพื่อความปลอดภัย “ชื่อคุณกวีก็เพราะเหมือนกัน” 

               “ขอบคุณครับ” 

               แล้วเราสองคนก็นั่งเงียบ เงียบแบบเงียบจริงๆ 

               คุณกวีปล่อยให้ฉันได้มีโอกาสหยิบไก่แซ่บบนจานขึ้นมาแทะเล่น ทำไมยังไม่เริ่มขายของสักทีล่ะ เขาต้องยิ้มแย้มแล้วเริ่มอธิบายว่าสมัยนี้เด็กอย่างฉันต้องตั้งใจเรียนหรือถามว่าตอนนี้เรียนอยู่ชั้นไหนแล้วสิ ทำไมถึงเงียบล่ะ 

               ทำไมถึงได้นั่งนิ่งเอาแต่หยิบเฟรนช์ฟรายมากินเงียบๆ โดยไม่เริ่มขายของให้ฉันสักที! 

               “เอ ชื่อจริงของคุณกวีแปลว่าหนังสือ หรือมีความเกี่ยวข้องกับหนังสือหรือเปล่าคะ?” 

               ทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย! ฉันรีบเม้มปากตัวเองให้กลายเป็นรอยยิ้มที่ดูไม่เป็นธรรมชาติแบบสุดๆ เมื่อรู้ตัวว่าปากพาซวยดันเผลอหลุดพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป เพราะเห็นว่าคนตรงหน้าเอาแต่นั่งเงียบ ฉันก็เลยเผลอคิดหัวข้อชวนคุยเอาไว้ในหัว รู้ตัวอีกทีก็หลุดปากถามออกไปซะแล้ว 

               “อ้อ ใช่ครับ... รู้ได้ไงน่ะ?” 

               เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าที่เมื่อหลายนาทีก่อนดูเซื่องซึมและเบื่อหน่าย ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น 

               นี่ฉันเผลอไปสะกิดต่อมอะไรของเขาขึ้นมาหรือเปล่านะ? 

               “ลองเดามั่วดูเฉยๆ ค่ะ ชื่อบรรณวิชญ์มันคล้ายๆ กับบรรณารักษ์ดี” 

               แล้วกวีก็คล้ายกับคำว่ากีวีด้วย อันนี้ฉันแอบคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป 

               “ช่างสังเกตมากเลย” เขานั่งหลังตรง ท่าทางดูเตรียมพร้อมเหมือนต้องการจะอธิบายอะไรบางอย่าง “คุณแม่ผมตั้งใจให้ชื่อเราเกี่ยวกับหนังสือน่ะ มีลูกสามคนก็ตั้งชื่อให้เกี่ยวกับหนังสือหมดเลย” 

               “ตั้งชื่อได้เท่มากเลยค่ะ...โอ๊ะ! มีพี่น้องสามคนเลยเหรอคะ?” 

               ข้อมูลที่ได้รับโดยบังเอิญเรียกความสนใจจากฉันได้ไม่น้อย ฉันเคยฝันอยากมีพี่น้องเยอะๆ เพราะคิดว่าบ้านน่าจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่ชาหวานกลับทำหน้าเหมือนอยากจะอ้วกแล้วบอกว่ามีพี่น้องเยอะๆ ไม่ได้สนุกอย่างที่คิดหรอก เธอมีพี่ชายสามคนน่ะ เห็นว่าวุ่นวายมากเลย 

               “ครับ รวมผมแล้วก็มีกันสามคน พี่ชายผมชื่อบรรณวัชร ส่วนพี่สาวชื่อบรรณสรณ์” 

               “พอเอามารวมกันแล้วเท่มากเลยค่ะ!” 

               ชื่อคล้องจองกันซะด้วย เท่ชะมัด ความคิดที่ว่าผู้ชายคนนี้อาจเป็นสารวัตรนักเรียนค่อยๆ จางหายไปอย่างช้าๆ ถ้าเป็นจริงเขาก็น่าจะเข้าเรื่องโดดเรียนแล้วสิ ไม่มาชวนฉันคุยเรื่องพี่น้องตัวเองให้เสียเวลาแบบนี้หรอก 

               “ผมก็ว่างั้น” คุณกวีพยักหน้ารัวๆ รอยยิ้มที่ส่งมาดูสดใสมากจนเผลอยิ้มตาม “แล้ว...คุณประทินทิพย์มีพี่น้องหรือเปล่า?” 

               “อย่าเรียกชื่อจริงเลยค่ะ หนูชื่อน้ำหอม เรียกหอมก็ได้” 

               “โอเคครับ หอมนะ” 

               ไม่เคยคิดว่าชื่อตัวเองเพราะมาก่อนจนกระทั่งได้ฟังจากปากของคนตรงหน้า ฉันกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะรีบดึงสติตัวเองกลับมาตอบคำถามต่อ 

               “หนูมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งค่ะ” 

               “เหรอ นึกว่าเป็นลูกคนเดียวซะอีก” 

               เขามุ่นคิ้วข้างหนึ่งก่อนย้อนถามกลับมา 

               “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ?” 

               “ลองเดาดูน่ะ กล้าโดดเรียนแบบนี้แสดงว่าพ่อแม่คงตามใจน่าดู ถ้าพ่อแม่ตามใจมากก็แสดงว่าน่าจะเป็นลูกคนเดียว” 

               “ทฤษฎีอะไรล่ะนั่นน่ะ” คำพูดที่ฟังดูจริงจังของอีกฝ่ายทำฉันหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง “พ่อแม่หนูไม่ใช่พวกตามใจลูกหรอกค่ะ วันนี้หนูเพิ่งลองโดดเรียนครั้งแรก ตื่นเต้นมากเลย” 

               “งั้นต้องฉลองหน่อยแล้ว ดื่มให้หอมที่ได้โดดเรียนเป็นครั้งแรก” 

               “ดื่มม!” ท่ายกแก้วน้ำขึ้นกลางอากาศของเขาทำให้ฉันต้องยกแก้วตัวเองขึ้นไปชนด้วยอย่างช่วยไม่ได้ “อ๊ะ ต้องดื่มให้คุณกวีด้วยสิ” 

               “หือ? ดื่มให้ผมเนื่องในโอกาสอะไร” เขาย้อนถามด้วยรอยยิ้ม 

               “คุณกวีก็โดดงานมาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ อย่ามาเนียนค่ะ” 

               “ระ รู้ได้...ไม่สิ ผมไม่ได้โดดงานนะ” 

               “อ้อ เหรอคะ...” 

               คำพูดคำจาดูน่าสงสัยสุดๆ ฉันดื่มน้ำส้มซ่าๆ เข้าไปหนึ่งอึกก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางกับโต๊ะแล้วส่งสายตารู้ทันให้คนตรงหน้ากระวนกระวายเล่น ซึ่งมันก็ได้ผล คุณกวีหลบตาฉันไปอีกทางแล้วเริ่มกระแอมไอขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างเราสองคน 

               “ใช่ ผมแค่...หลบมาเฉยๆ” 

               “อ๋อ ไม่ได้โดด ไม่ได้หนี แค่หลบงาน?” 

               “อืม หลบงาน” 

               “เชื่อก็บ้าแล้ว หลบก็คือโดดนั่นแหละ” โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ ฉันส่ายหน้าไปมาก่อนจะแกล้งยกนิ้วชี้ไปทางคุณกวีแบบไม่จริงจังนัก “ทำแบบนี้ไม่ดีนะคะ” 

               “โดดเรียนแบบเธอก็ไม่ดีเหมือนกัน” 

               เขาสวนกลับแทบจะในทันที 

               “แต่คุณกวีโดดงานมากินไก่!” 

               “เธอก็โดดเรียนมากินไก่เหมือนผมนั่นแหละ” 

               เราสองคนจ้องหน้ากันตาต่อตาฟันต่อฟันแบบไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายฉันก็เป็นฝ่ายยอมยกธงขาวให้แต่โดยดี 

               “พูดอีกก็ถูกอีก...” 

               “แล้ว...ทำไมถึงโดดเรียนล่ะ” คุณกวีแอบยิ้มเยาะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าฉันไม่สามารถเถียงสู้เขาได้ “เพิ่งเคยโดดครั้งแรกแสดงว่าตลอดหกปีในรั้วโรงเรียนมัธยม เธอไม่เคยโดดเรียนสักครั้งเลยเหรอ?” 

               “ค่ะ วันนี้หนูทะเลาะกับแม่แล้วอยากอยู่คนเดียว ก็เลยลองโดดเรียนดู” 

               “ทะเลาะเรื่องมหา’ลัยหรือเปล่า” 

               “หือ รู้ได้ไงคะ?” 

               “บนปกเสื้อนั่นไง มีสามดาวแสดงว่าอยู่มอหกใช่มั้ย” คุณกวีชี้นิ้วมาทางปกเสื้อฉัน ซึ่งบนนั้นก็ปักดาวสีแดงสามดวงเอาไว้จริงๆ ช่างสังเกตมากเลย “ทะเลาะเรื่องคณะที่อยากเรียนเหรอ ครอบครัวบังคับให้เธอเรียนคณะที่ไม่ชอบหรือเปล่า” 

               “เปล่าค่ะ ทะเลาะกันเรื่องเกรดนี่แหละ หนูเรียนไม่เก่ง แต่พี่ชายดันเรียนเก่งมาก แม่อยากให้หนูเข้ามหา’ลัยเดียวกับพี่ แต่คนอย่างหนูเข้าไปเรียนที่นั่นไม่ได้หรอก คะแนนมันสูงเกินไป” 

               “เธออยากเข้ามออะไรล่ะ” พอลองบอกชื่อมหา’ลัยตัวท็อปของประเทศไป คุณกวีก็ทำสีหน้าเข้าอกเข้าใจส่งมาให้ “ที่นั่นคะแนนสูงจริงๆ นั่นแหละ” 

               “แม่บอกให้หนูตั้งใจเรียนกับขยันอ่านหนังสือให้มากกว่านี้ หนูพยายามเต็มที่แล้วนะ! แต่คะแนนที่ได้ก็ยังไม่มากพอ แถมเกรดก็ยังน้อยสุดๆ...” 

               “แน่ใจเหรอว่าพยายามเต็มที่แล้ว?” 

               “นะ...แน่ใจสิคะ!” 

               “ตอบไม่เต็มเสียง แสดงว่าเธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองพยายามเต็มที่แล้วหรือเปล่า” 

               “ก็มัน...” เพราะรู้สึกเหมือนโดนจับได้ ฉันก็เลยแกล้งเปลี่ยนเรื่องไปซักถามเหตุผลที่เขาโดดงานมานั่งเล่นที่นี่แทน “คุณกวีก็โดดงานมาเหมือนกันนี่ ทำไมถึงโดดล่ะ” 

               “ผมก็เพิ่งเคยโดดงานครั้งแรกเหมือนกัน อีกสองชั่วโมงต้องไปประชุมต่อด้วยซ้ำ แต่ผมแอบหนีออกมา” 

               “ไม่ดีนะคะ” 

               “รู้น่าว่าไม่ดี” เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ก็เหมือนเธอนั่นแหละ ผมเพิ่งทะเลาะกับพี่...อ่า ทะเลาะกับเจ้านายมา” 

               “โดนเจ้านายดุเหรอคะ?” 

               “ทำนองนั้น ผมทำงานพลาดน่ะ” 

               พอพูดถึงตรงนี้สีหน้าเขาดูเจ็บใจแบบแปลกๆ มันมีความรู้สึกผิดและต่อต้านนิดๆ ปนอยู่ในนั้นน่ะ บอกไม่ถูกเหมือนกัน 

               “ก็เลยโดนดุเหรอ โดนตักเตือนมาหรือเปล่า?” 

               “ไม่นะ เขาให้โอกาสผม บอกว่าคนเราพลาดกันได้ เก็บไว้เป็นบทเรียนแล้วอย่าพลาดอีกก็พอ” 

               “อะไรเนี่ย ไม่ได้โดนดุนี่นา ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” 

               ตกใจหมดเลย นึกว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตซะอีก ฉันหยิบไก่ชิ้นหนึ่งเข้าปากก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ตัวนุ่มนิ่ม 

               “เรื่องใหญ่นะ ผมไม่เคยทำงานพลาดเลย ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยสักครั้ง” 

               เขาส่ายหัวรัวๆ สีหน้าดูไม่เห็นด้วยกับความคิดของฉันแบบสุดๆ 

               “อย่างน้อยเจ้านายก็ให้โอกาสนะคะ คนเราพลาดนิดพลาดหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลยนี่” 

               “ผมเกือบทำบริษัทเสียรายได้มหาศาลเลยนะ” 

               “นี่คุณกวีทำงานตำแหน่งอะไรคะเนี่ย...” 

               เจ้าของชื่อชะงักไปทันทีที่โดนถามถึงตำแหน่ง เขาหลับตาลงเหมือนกำลังใช้ความคิดกับอะไรสักอย่างก่อนจะยอมตอบคำถามนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูลังเลอย่างเห็นได้ชัด 

               “ก็...พนักงานบริษัทธรรมดาๆ นี่แหละ” 

               “คิดมากเกินไปแล้ว พนักงานตัวเล็กๆ ก็เหมือนฟันเฟืองอันน้อยๆ นั่นแหละค่ะ ทำงานพลาดนิดเดียวก็เปลี่ยนอันใหม่ได้ ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเสียรายได้หมื่นล้านหรอก คุณกวีไม่ใช่ประธานบริษัทซะหน่อย” 

               “...” 

               “ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง เป็นประธานบริษัทจริงๆ เหรอคะ?” 

               “เปล่า ไม่ได้เป็น” คุณกวีส่ายหน้าอีกครั้ง ทำตัวน่าสงสัยชะมัด ความคิดที่ว่าผู้ชายคนนี้อาจเป็นสารวัตรนักเรียนก็ได้แวบเข้ามาในหัวฉันอีกครั้ง “ถ้าพนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟือง ถึงพังแค่ชิ้นเดียวก็เป็นปัญหาใหญ่ได้นะ” 

               “หนูคิดว่าเฟืองอันเล็กๆ นั่นคงไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อบริษัทหรอก...ไม่สิ เลิกพูดเรื่องเฟืองดีกว่า คนกับเครื่องจักรมันไม่เหมือนกันซะหน่อย” ฉันส่ายหัวอีกครั้ง “คุณกวีไม่ใช่ทั้งเครื่องจักรและฟันเฟือง จะทำงานพลาดบ้างก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” 

               “จะไม่เป็นไรได้ไง บอกแล้วไงว่า...” 

               “แค่อย่าทำพลาดอีก แค่นั้นก็พอค่ะ” 

               “...!” 

               ได้ผล คุณกวีเงียบไปทันที เขายกมือขึ้นมากอดอกและมองหน้าฉันนิ่งๆ 

               “เก็บความผิดพลาดครั้งนี้ไว้เป็นบทเรียน โทษตัวเองได้แต่อย่ามากเกินไปจนทำให้รู้สึกแย่ คิดซะว่าเป็นความผิดครั้งแรกแล้วให้อภัยตัวเองเถอะค่ะ” 

               “...” 

               “หนูว่าคุณกวีเป็นคนเก่งนะ อย่างน้อยก็น่าจะเก่งกว่าหนู” ฉันพยายามส่งยิ้มน้อยๆ ให้คนตรงหน้าที่เบิกตากว้างมองฉันด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่สวย “คนเก่งเขาชอบเก็บความผิดพลาดไว้เป็นบทเรียนและประสบการณ์ชีวิตนะคะ เราทุกข์ใจกับมันได้ โทษตัวเองได้ แค่ต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดแล้วอย่าทำผิดอีกเป็นครั้งที่สองก็พอค่ะ” 

               “แล้ว...ถ้ามันพลาดอีกล่ะ?” 

               “มั่นใจในตัวเองหน่อยสิคะ ความผิดพลาดทำให้เราเก่งขึ้น คนที่ไม่เคยทำงานพลาดอย่างคุณกวีคงไม่ปล่อยให้ตัวเองพลาดอีกเป็นครั้งที่สองหรอกจริงมั้ย?” 

               “...ถูกของเธอ” 

               “แต่ถ้าพลาดอีกจริงๆ...หนูก็ไม่อยากให้คุณกวีเครียดเกินไปนะ อย่ากดดันตัวเอง เราเป็นแค่พนักงานตัวเล็กๆ เก็บความผิดพลาดพวกนั้นมาพัฒนาตัวเองดีกว่า” เพราะเห็นว่าคุณกวียังกอดอกทำหน้าเครียดอยู่ ฉันจึงพยายามสรรหาคำพูดมาปลอบใจเขาเรื่อยๆ “คุณกวีอายุยังน้อย ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ทำพลาดนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกค่ะ!” 

               “ผมอายุไม่น้อยแล้วนะ” 

               คนหน้าดุขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่มุมปากกลับเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาซะงั้น ดูเหมือนว่าเขาจะถูกใจคำว่าอายุยังน้อยนะ เป็นพวกชอบให้คนอื่นมาชมนี่เอง 

               “แต่หน้ายังเด็กอยู่เลยนะคะ” 

               “ขอบคุณที่ชม แต่ผมอายุเยอะแล้ว ไม่เด็กอย่างที่เธอคิดหรอก” 

               “จะเยอะสักแค่ไหนกันเชียว ให้หนูเดานะ...ยี่สิบเจ็ด!” 

               เท่านั้นแหละ พอได้ยินตัวเลขที่ฉันลองสุ่มมามั่วๆ ปุ๊บ คุณกวีก็หลุดหัวเราะออกมาทันที เมื่อได้หัวเราะแล้วคิ้วเข้มๆ ที่ขมวดมุ่นเป็นปมมาตลอดก็ค่อยๆ คลายลง ทั้งแววตาสีน้ำตาลเข้มส่องประกายน่ามอง เครื่องแบบ ทรงผม และหน้าตาของเขา ทุกอย่างของคุณกวีทำให้ฉันอ้าปากค้าง 

               หล่อชะมัด หล่อจนน่าตกใจเลย ตอนทำหน้าบึ้งกับหน้านิ่งเขาดูดุสุดๆ แต่พอยิ้มแล้วแทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เขาน่าจะยิ้มและหัวเราะให้บ่อยกว่านี้นะ... 

               “ผิดแล้ว ผมอายุสามสิบเอ็ดครับ” 

               “เอ๊ย...ยังเด็กอยู่!” 

               ยี่สิบเจ็ดกับสามสิบงั้นเหรอ...ไม่ใช่แต่ก็ใกล้แต่เคียง ฉันเองก็เดาเก่งเหมือนกันนะเนี่ย 

               “ไม่มีใครเรียกคนอายุสามสิบเอ็ดว่าเด็กแล้วนะ” 

               “ไม่เด็กแต่ก็ยังไม่แก่นี่คะ ยังต้องเรียนรู้งานอีกเยอะ ชีวิตคนเรายังอีกยาวไกล” 

               เมื่อพูดคำนี้คุณกวีก็คลี่ยิ้มบางๆ ส่งให้ฉันอีกครั้ง 

               อันที่จริงแล้ว ฉันเลือกที่จะนั่งเงียบหรือแกล้งทำเป็นลุกไปเติมน้ำอีกก็ได้ แต่ก็ไม่ทำ ฉันแค่เปิดปากชวนเขาคุยไปเรื่อยๆ คุยเรื่องรถติด คุยเรื่องสภาพอากาศ คุยเรื่องสิ่งแวดล้อม พยายามสรรหาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคุยจนเริ่มสังเกตได้ว่าคนตรงหน้าเริ่มสบตากับฉัน เริ่มตั้งใจฟัง เริ่มแสดงความคิดเห็น และยิ้มบ่อยขึ้นจนสังเกตได้ 

               ไม่คิดเลยว่าจะคุยกับคนแปลกหน้าได้เป็นตุเป็นตะขนาดนี้ ทำได้ยังไงกันนะ... 

 

 

ในที่สุดพระนางของเรื่องก็ได้เจอกันแล้ว! ขอเสียงปรบมือต้อนรับนางสาวประทินทิพย์และนายบรรณวิชญ์หน่อยค่ะ เย้! //แปะๆ เราสนุกกับการหาชื่อจริงของพี่น้องพระเอกและนางเอกมากเลยค่ะ! 

ชื่อบรรณวิชญ์ของคุณกวี แปลว่าฉลาดในเรื่องหนังสือ บรรณวัชรที่เป็นชื่อพี่ชายแปลว่าเพชรคือหนังสือ หนังสือคือเพชร อะไรก็ว่าไป (ฮา) ส่วนคุณพี่สาวที่ชื่อบรรณสรณ์ แปลว่ามีที่พึ่งคือหนังสือ มีความรู้เป็นที่พึ่งนั่นเอง 

สำหรับชื่อน้องหอม ประทินทิพย์แปลว่ากลิ่นหอมอันวิเศษ เกี่ยวข้องกับความหอมเหมือนชื่อสุคนธ์ของพี่เซนท์ที่แปลว่ามีกลิ่นหอมค่ะ 

นี่อาจเป็นตอนสุดท้ายที่ได้อัพเพราะเริ่มหมดไฟแล้ว (ฮา) เหลือครึ่งหลังอีกหนึ่งตอนนะคะ จะพยายามไม่หายไปนาน หวังว่าเร็วๆ นี้จะได้เจอกันอีกในตอนใหม่นะ! 

ช่วงนี้มีเรื่องดีๆ และเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นเยอะแยะเลย หวังว่าพวกเราจะผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก และรัฐบาลอันแสนเฮงซวยนี้ไปด้วยกันนะคะ เราหวังไว้แบบนั้นจริงๆ

ยังไงถ้ามีอะไรไม่ชอบใจก็ติชมได้เสมอนะคะ!

อ้อ ช่วงนี้เวลาอยู่บ้านคุณแม่เราชอบทำอาหารมากเลยค่ะ เอาแต่ทำกุ้งอบวุ้นเส้นอยู่นั่นแหละ ช่วงแรกก็อร่อยดีอยู่หรอก แต่ทำทุกวันมันก็เกินไปหน่อยนะ ตัวจะกลายเป็นกุ้งอยู่แล้วเนี่ย!!

ความคิดเห็น