ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วันธรรมด๊า ธรรมดา

ชื่อตอน : วันธรรมด๊า ธรรมดา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2563 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วันธรรมด๊า ธรรมดา
แบบอักษร

 วันธรรมด๊า ธรรมดา 

 

 

ผ่านไปได้หนึ่งเดือนแล้วตั้งแต่ที่ท่านพ่อกลับไป ในทุกวันเขาก็เปิดร้านขายหมูกระทะเป็นปกติ แต่จะพิเศษกว่าทุกวันเพราะหวงเกอคอยเทียวมาหาเขาบ้างบางครั้ง อย่างเช่นวันนี้

“จื่อเอ๋อร์ ~” หนิงหวงเอ่ยเรียกคนรักที่กำลังนั่งทำงานอยู่

“มีอะไรรึเปล่าหวงเกอ” จิวจื่อเงยหน้าขึ้นมามองคนเรียกที่นั่งอยู่โต๊ะรับรองแขก

“เปล่า พี่แค่เรียกเฉย ๆ” ทำไมคนรักของเขาถึงได้น่ารักขนาดนี้กันนะ

“...ถ้าไม่มีอะไรน้องทำงานต่อนะ” จิวจื่อได้แต่ส่ายหัว อยู่ดี ๆ ก็เรียกสงสัยคงจะว่างเกินไปล่ะมั้ง ว่าแล้วก้มหน้าทำงานต่อ

“ว่าแต่จื่อเอ๋อร์มีชุดที่จะใส่ไปงานหรือยัง” เงียบไปพักหนึ่งหนิงหวงก็พูดขึ้นมา

“ชุด?”

“ก็งานครบรอบขึ้นครองราชย์ขององค์ฮ่องเต้ไงล่ะ”

“อ้อ น้องว่าจะใส่ชุดที่พวกสี่แสบส่งมาให้นะ” ไม่ว่าจะเป็นชุดที่เล่อเจียส่งมาให้ พัดของเพ่ยเจีย ปิ่นของคุนเล่อและกำไลของหนิงเฟย ล้วนเข้ากันอย่างน่าอัศจรรย์ แต่สิ่งหนึ่งที่จิวจื่อไม่รู้คือสี่แสบได้ปรึกษากันก่อนที่จะเป็นของที่ส่งมาให้

“งั้นเหรอ” เขาต้องรีบไปตัดชุดแล้วจะได้ใส่คู่กัน

“มีอะไรรึเปล่าขอรับ” จิวจื่อถามขึ้นเมื่อมองเห็นว่าหนิงหวงยิ้มแปลก ๆ

“เปล่าจ๊ะ”

จิวจื่อได้แต่กะพริบตาปริบปริบ “ว่าแต่หวงเกอว่างเหรอขอรับ เห็นมาหาน้องทุกวัน” คนอะไรมานั่งจ้องกันได้ทุกวัน

“เพื่อจื่อเอ๋อร์พี่ว่างตลอด”

“หวงเกอปากหวานจังเลยนะขอรับ”

“จื่อเอ๋อร์รู้ได้ไง ยังไม่ได้ชิมเลย”

“แน่ใจเหรอขอรับ ว่าน้องไม่เคยชิม” จิวจื่อส่งรอยยิ้มไปให้พร้อมกับที่เลียริมฝีปาก หวานมาหวานกลับไม่โกง

“อึก” เสียงกลืนน้ำลายลงคอดังขึ้นเมื่อหนิงหวงมองไปที่ริมฝีปากสีชมพูนั้น ได้แต่ท่องไว้ในใจว่ายังไม่ถึงเวลา “วันนี้อากาศดีพี่ว่าเราไปเดินเล่นกันเถอะ” ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหวบดขยี้ริมฝีปากนั้น

จิวจื่อหันไปมองที่นอกหน้าต่างก็เห็นว่าอากาศข้างนอกกำลังดีไม่ร้อนเกินไป จึงตอบตกลงไป

 

 

“นั้นท่านแม่ทัพหย่งนิ” 

“ใช่ ว่าแต่ท่านแม่ทัพหย่งเดินมากับใครนะ” 

“เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลย คนที่เดินอยู่ข้าง ๆ ก็คือคนรักของท่านแม่ทัพหย่งยังไง” 

“เอ๊ะ จริงเหรอ นี่ข้าตกข่าวอะไรไปเนี่ย” 

“เฮ้อ~ เจ้าจำได้ไหมคุณชายซิ่นที่เปิดกิจการร้านหมูกระทะนะ” 

“จำได้สิ ก็แต่ก่อนที่อ้วน ๆ แล้วท่านแม่ทัพหย่งมากล่าวเปิดงานให้ใช่ไหม” 

“นั่นแหละ ข้าก็ไม่รู้ว่าทั้งสองคนไปรู้จักกันมาตอนไหนนะ แต่ได้ยินเขาเล่ามาว่าเป็นท่านแม่ทัพหย่งเข้าไปเกี้ยวคุณชายเขาก่อน” 

“จริงรึ ท่านแม่ทัพหย่งนี้นะ” 

“จริงสิ แล้วทั้งคู่เริ่มคบหากันตั้งแต่เดือนที่แล้วนู้น” 

“อ้อ คงเพราะข้าเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ต่างเมืองเลยไม่รู้เรื่องสินะ แต่ก็ช่างเถอะเข้าได้ยินข่าวว่ากิจการร้านหมูกระทะของคุณชายซิ่นอร่อย เจ้าพาข้าไปหน่อยสิ” 

“ได้ แต่เจ้าเลี้ยงนะ” 

“เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง” พูดจบหญิงสาวทั้งสองก็จูงมือกันไป 

 

 

“ข้าไม่นึกว่าแค่ออกมาเดินกับหวงเกอก็เป็นที่โด่งดังขนาดนี้แล้ว” จิวจื่อพูดขึ้นเมื่อได้ฟังจากหญิงสาวทั้งสองคน ถึงแม้พวกเขาจะคบหากันได้หนึ่งเดือนแล้วแต่ก็ไม่ได้ป่าวประกาศออกไปแต่อย่างใด

“ทำไงได้ ก็พี่เป็นที่รู้จัก”

ได้ฟังคำตอบจากคงรักจิวจื่อก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิด แต่ยังไงมันก็เป็นเรื่องจริง พอคิดได้แบบนี้เขาก็ไม่สนใจอีกแล้วเดินเข้าไปร้านค้าร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านแกะสลักไม้แน่นอนที่แวะเข้ามาก็เพราะว่าเขาอยากจะได้ของตกแต่งร้าน

“หวงเกอว่าของชิ้นนี้เป็นยังไงบ้าง” จิวจื่อถามขึ้นเมื่อพวกเขาเข้ามาข้างในร้านแล้ว

“พี่ว่าของชิ้นนี้ก็แกะสลักสวยอยู่นะ” หนิงหวงตอบกลับเมื่อมองดูที่มือของจิวจื่อที่มีผีเสื้อไม้อยู่

“น้องว่าเอาไปติดที่กำแพงร้านคงจะดี”

“อืม เดี๋ยวพี่จ่ายเอง จื่อเอ๋อร์อยากได้อะไรอีกไหม”

“น้องจ่ายเองจะดีกว่านะขอรับ”

“แต่-”

“ถ้าหวงเกออยากจะจ่ายให้น้องเก็บเงินไว้ไปซื้อวัตถุดิบทำข้าวเย็นดีกว่าเดี๋ยวน้องทำให้กิน”

“ก็ได้”

เมื่อได้ยินคำตอบแล้วจิวจื่อก็เลือกเดินซื้อของเพิ่มอีกหน่อยก่อนที่จะบอกให้ไปส่งที่ร้าน แน่นอนว่าต้องเสียค่าบริการแต่แล้วไงก็ตอนนี้เขามีเงินแล้ว

“ขอบคุณที่มาอุดหนุนร้านข้านะท่านแม่ทัพหย่งและคุณชายซิ่น” เสียงของเจ้าของร้านดังไล่หลังขึ้นมาเมื่อทั้งสองคนเดินออกจากร้านไปแล้ว

“ว่าแต่จื่อเอ๋อร์จะทำอะไรกิน” หนิงหวงถามขึ้นมาเมื่อเดินมาได้สักพักแล้ว เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าจื่อเอ๋อร์จะทำอะไรให้กิน

“หวงเกออยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม” จิวจื่อไม่ตอบแต่ถามกลับไปก็เขาคิดไม่ออกนี่นา

“อะไรก็ได้”

“ในโลกใบนี้ไม่มีชื่ออาหารว่าอะไรก็ได้นะขอรับ น้องให้หวงเกอตอบใหม่” เขาล่ะไม่ค่อยชอบเลยเวลาถามว่าจะกินอะไรมักมีแต่คนตอบว่าอะไรก็ได้ ตอบแบบนี้แล้วเขาจะถามทำไม

หนิงหวงได้ยินแบบนั้นก็รีบกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก่อนที่สายตาจะปะทะเข้ากับสิ่งหนึ่ง “พี่อยากกินซากัว (ก๋วยเตี๋ยวหม้อดิน) ” สิ่งที่เขามองเห็นก็คือหม้อดินขนาดต่าง ๆ วางเรียงรายกันอยู่

“น้องก็ไม่ได้กินอาหารจำพวกเส้นมานานแล้ว งั้นเราไปหาซื้อของกันเถอะ”

“อืม”

และแล้วทั้งสองก็เดินจูงมือกันไปซื้อวัตถุดิบสำหรับข้าวเย็น

“ท่านน้าข้าของซื้อเนื้อสันคอหมูและสันในวันอย่างละหนึ่งจิน*   แล้วก็เลือดหมู ทั้งหมดเก็บเงินกับท่านแม่ทัพหย่งนะขอรับ”

(* 1 จิน เท่ากับ 500 กรัมหรือก็คือครึ่งกิโลกรัม)

“.....” หนิงหวง

 

“ท่านน้าข้าเอาหลัวโป (หัวไช้เท้า) ซ่วน (กระเทียม) .... ของทั้งหมดเก็บเงินที่ท่านแม่ทัพหย่งนะขอรับ”

“.....” หนิงหวง

 

“..............ค่าของทั้งหมดเก็บที่ท่านแม่ทัพหย่งนะ”

“.....”

 

“ฮะ ฮะ ฮ่าๆๆ”

“จื่อเอ๋อร์หัวเราะอะไร?” หนิงหวงถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนรักของเขากำลังมองมา

“ก็...น้องไม่คิดว่าจะได้เห็นหวงเกอในสภาพนี้ ฮะ ฮ่าๆๆ”

สภาพในตอนนี้ของหนิงหวงนั้นในมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยของสดที่ซื้อมา ออกจะน่าขันไปหน่อยสำหรับแม่ทัพอย่างเขาที่ต้องมาถือให้ แต่ยังไงเขาก็เต็มใจที่จะถืออยู่ดี

“หึ ถ้าไม่ใช่คนสำคัญพี่ก็ไม่ถือให้หรอกนะ”

“ให้น้องถือช่วยไหม” เพื่อที่จะหลบเลี่ยงไม่ให้ตนโดนคำพูดหวาน ๆ มาล่อลวงจึงได้เปลี่ยนเรื่อง

“ไม่ต้องหรอกพี่ถือไหวอยู่แล้ว” ของแค่นี้เทียบไม่ได้กับการฝึกซ้อมร่างกายของเขาในทุกวันหรอก

“แน่ใจนะ”

“อืม กลับบ้านเรากันเถอะ”

แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินกลับบ้านกันอยู่นั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้น

“ใครก็ได้ช่วยจับเจ้าหมานั้นให้ข้าหน่อยยยย”

เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นจากด้านหลังของทั้งสองจึงทำให้พวกเขาต้องหันไปมอง ก็เห็นว่ามีสุนัขตัวหนึ่งที่มีขนาดตัวที่ใหญ่มากคงเพราะว่าขนของมัน ที่ปากคาบเนื้อดิบอยู่ แต่ตามเนื้อตัวกลับมีสีแดงซึ่งน่าจะเป็นเลือดที่ไหลออกมา

“หวงเกอ” จิวจื่อเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าหนิงหวงเอาตัวมาบังเขาไว้

“จื่อเอ๋อร์อย่าอยู่ห่างจากพี่นะ” หนิงหวงเอ่ยเสียงเครียดเมื่อสุนัขตัวนั้นวิ่งมาทางนี้

ที่เขาบอกให้จิวจื่ออย่าห่างจากตนก็เพราะว่าสุนัขตัวนี้มีแววตาของนักสู้แต่ก็ยังหวาดกลัวคนอยู่เหมือนกัน อีกทั้งที่ตรงนี้มีผู้คนอยู่มากจะให้เขาจัดการก็ได้แต่ข้าวของที่อยู่รอบ ๆ จะเสียหายเพราะเขาไม่ต้องการที่จะฆ่า ดังนั้นภาพที่เห็นคือพวกเขาปล่อยให้สุนัขตัวนั้นวิ่งผ่านไปเลย

“ท่านน้า” หนิงหวงเอ่ยเรียกพ่อค้าที่วิ่งตามสุนัขมา

“ท่านแม่ทัพหย่ง!! ช่วยข้าด้วยหมาตัวนั้นมันขโมยเนื้อของข้ามาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ข้าต้องจับมันให้ได้ ท่านแม่ทัพช่วยข้าด้วยนะ”

“ท่านน้าใจเย็น ๆ ก่อน เรื่องหมาตัวนั้นเดี๋ยวข้าจะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่ครั้งนี้ท่านช่วยปล่อยมันไปเสียเถอะ”

“แต่-”

“นะท่านน้า” หนิงหวงพูดจบพร้อมส่งรอยยิ้มไปให้ที่ใครก็ไม่สามารถต้านทานได้

“กะ ก็ได้ขอรับ ถ้าท่านแม่ทัพหย่งว่าแบบนั้น”

“อืม ท่านน้าไปที่จวนของข้าได้เลย”

“ขอรับ”

“งั้นข้าลาล่ะ” หนิงหวงหันไปพูดกับพ่อค้าคนนั้นก่อนที่จะหันไปหาจิวจื่อ “ไปกันเถอะจื่อเอ๋อร์”

.

.

“หวงเกอขอรับ” จิวจื่อเอ่ยเรียกเมื่อพวกเขาเดินออกมาไกลมากพอแล้ว

“พี่รู้แล้ว”

ทั้งสองสบตากันก่อนที่จะเดินตามรอยเลือดที่หยดอยู่ไป นั้นก็เพราะว่าสุนัขที่พวกเขาจงใจปล่อยไปนั้นเป็นตัวแม่ ที่น่าจะคลอดลูกออกมาได้สักพักแล้ว แต่ไม่น่าจะแข็งแรงนักจึงได้เข้าไปขโมยเนื้อที่ตลาดเพราะปกติพวกมันเป็นหมานักล่าจึงไม่ค่อยออกมาให้พบเห็น

หงิง ~

บ๊อก!! บ๊อก!!

เสียงของลูกสุนัขที่ร้องดังขึ้นมาให้ได้ยินบ่งบอกว่าพวกเขาทั้งสองคนใกล้ถึงที่หมายแล้วจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ก็ได้เห็นภาพที่น่าสลดใจเมื่อตัวแม่ไม่ได้กินเนื้อที่ขโมยมาแต่เอาให้ลูกทั้งสามตัวกินแทน

โฮ่ง!!! แฮ่...

เสียงขู่ดังขึ้นมาเมื่อมันได้กลิ่นของมนุษย์ลอยเข้ามา มันรู้แค่มันต้องปกป้องลูกถึงแม้ว่ามันจะใกล้ถึงนาทีของชีวิตแล้วแต่เพื่อที่จะให้ลูกของมันปลอดภัยแม้ตายมันก็จะสู้

ทางด้านของจิวจื่อและหนิงหวงนั้นเมื่อได้ยินเสียงขู่ดังขึ้น พวกเขาก็ออกจากที่ซ่อนโดยที่หนิงหวงเดินนำข้างหน้าเพื่อที่จะได้เอาตัวบังคนรักไว้

“พวกเรามาดี ไม่ได้คิดที่จะทำร้ายพวกเจ้าทั้งสี่เลยนะ” หนิงหวง

กรรรจ์...

“ใจเย็น ๆ ดูสิพวกข้าไม่ได้มีอาวุธ” จิวจื่อเดินออกมาข้างหลังของหนิงแล้วเดินขนาบข้างกัน

ทั้งสองก็ยกมือขึ้นแสดงให้ดูว่าพวกเขาไม่มีอาวุธจริง ๆ แล้วพวกเขาก็มาดี

“ข้ารู้ว่าเจ้าใกล้จะตายแล้ว ดังนั้นมันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าเอาลูกของเจ้ามาให้พวกข้าเลี้ยง” หนิงหวงพูดออกมาทั้งยังสบสายตาของสุนัขตัวแม่

เมื่อสุนัขตัวแม่ได้ยินแบบนั้นก็เดินเข้าใกล้ทั้งสองแล้วเดินวนรอบ ๆ ตัวเพื่อที่จะได้ดมกลิ่น เขาว่ากันว่าสัตว์มักจะมีสัญชาตญาณของสัตว์ที่จะแยกได้ว่าใครมาดีหรือร้ายดังนั้นการดมกลิ่นถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน

เมื่อดมกลิ่นเสร็จแล้วสุนัขตัวแม่ก็เดินกลับไปหาลูก ๆ ทั้งสามตัวที่กำลังกินเนื้ออยู่ก่อนที่จะมองไปที่ทั้งสองคนและลูกทั้งสาม

จิวจื่อเห็นท่าทางแบบนั้นด้วยเป็นคนที่รักสุนัขเขาจึงพูดออกมาทั้งยังเดินเข้าไปใกล้อีกโดยที่มีหนิงหวงเดินตามหลังมาก่อนที่จะนั่งลงยอง ๆ ลงไป

“ให้ลูกของเจ้าไปอยู่กับข้าเถอะ ดีกว่าที่จะให้พวกเขาอยู่ที่นี่ เจ้าก็รู้ว่าร่างกายของตนเองเป็นยังไง”

สุนัขตัวแม่รู้ว่าต่อให้พวกมนุษย์สองคนนี้เอามันไปรักษาก็คงไม่ทันถึงแบบนั้นมันก็ยังไม่อยากจากลูกน้อยไปไหน

“เฮ้อ~ งั้นพวกข้าจะนั่งรออยู่ที่นี่ เจ้ามีเวลามากพอที่จะอยู่กับลูกอีกสักหน่อย”

โฮ่ง!!!

แม่สุนัขเห่าตอบกลับไป อย่างน้อยลูกของมันก็ไม่ต้องเป็นอันตรายอีกแล้ว

ผ่านไปหนึ่งเค่อ (15 นาที) ในที่สุดแม่สุนัขก็สิ้นใจ พวกเขาจัดการกับศพเรียบร้อยแล้วก็อุ้มลูกสุนัขทั้งสามตัวกับบ้าน

ในระหว่างทางนั้นพวกเขาทั้งสองก็ได้ตั้งชื่อให้ลูกสุนัขทั้งสามตัว ตัวแรกที่มีสีขาวดำชื่อ อี ตัวที่สองสีน้ำตาลขาวชื่อ เอ้อ และตัวสุดท้ายสีขาวล้วนชื่อ ซาน แน่นอนที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะว่าเป็นชื่อที่ตั้งง่านที่สุดไงล่ะ

เมื่อมาถึงที่บ้าน จิวจื่อก็จัดแจงต้มน้ำซุปไว้ก่อนเพราะว่าจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้วก็ไปช่วยหนิงหวงอาบน้ำให้กับเด็กทั้งสามตัว

“หวงเกอดูสิ พวกเขาช่างอ้วนท้วมอย่างนี้นะ” ว่าจบก็ลงมือนวดตัวให้กับอี

“อืม” หนิงหวงตอบแค่นั้นเพราะว่าเอ้อกับซานนั้นไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาอาบน้ำให้เลย มีแต่ตะกุ้ยเพื่อจะออกจากอ่างน้ำ

“หวงเกอก็อย่าจับแรงสิขอรับ ดูข้าทำเป็นตัวอย่าง” จิวจื่อเมื่อหันไปมองก็เห็นหนิงหวงที่มีสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ พร้อมกับยื่นมือไปนวดตัวให้กับซานลูกสุนัขตัวน้อยก็อยู่นิ่ง ๆ ยอมให้นวดแต่โดยดี “หวงเกอลองดูขอรับ”

หนิงหวงพยักหน้าแล้วค่อย ๆ นวดตัวให้กับเอ้อ ซึ่งมันก็ได้ผลเป็นอย่างดี ส่งผลให้เขายิ้มออกมาได้ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปหาจิวจื่อเอ๋อร์ แต่ก็ได้เห็นภาพบาดตาเมื่อสุนัขตัวน้อยนามว่าอีนั้นกำลังเลียแก้มของจิวจื่ออยู่ พร้อมกับให้หันหน้ามาหาตน

เจ้าอ้วนนั้นกล้าดียังถึงได้มาเลียแก้มคนรักของเขากัน!!! 

 

 

...................................

มีใครสังเกตความเนียนของพี่เขาไหม อะไรคือกลับบ้านเรากันเถอะ โถถถถถ่ยังไม่แต่กันเลย แม้แต่หมาตัวน้อย ๆก็ไม่ปล่อยไว้คราวที่แล้วก็ปลา

เราน่ารักป่ะมนุษย์

 

ไว้เจอกันตอนหน้าจ้าาา

ความคิดเห็น