ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 น้อยใจ

ชื่อตอน : บทที่ 13 น้อยใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2563 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 น้อยใจ
แบบอักษร

ในคืนที่เงียบสงบหากแต่คนป่วยกลับนอนไม่หลับ สัมผัสเมื่อครู่มันยังวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย ไม่ต่างไปจากอีกคนบนโซฟาก็ตกอยู่ในภวังค์เดียวกัน 

วราธรเริ่มคิดว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้ชายถึงได้ติดเธอเป็นแถวๆ แต่เขาจะไม่ยอมเป็นหนึ่งในนั้นเด็ดขาด...ไม่มีวัน 

ร่างบางพลิกกายไปมาด้วยว่าข่มตาลงสักกี่ครั้งก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลับเสียที ไม่ต่างอะไรจากวราธร สองคนพลิกกายไปคนละทางหากแต่เป็นทางที่ทำให้หันมาสบตากันพอดี พลันนัยน์ตาประสานกันความรู้สึกเหมือนถูกไฟซ็อตก็ทำให้ทั้งสองนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบหันตัวหนีไปคนละทิศ 

มือบางกุมหน้าอกข้างซ้ายตัวเองเมื่อมันรู้สึกแปลกๆ...ก่อนจะพยายามข่มตาลงและหักห้ามความรู้สึกบ้าๆที่กำลังก่อตัวอยู่เงียบๆ 

เธอจะไม่หวั่นไหวกับคนใจร้ายคนนี้เด็ดขาด...ไม่มีวัน 

 

รถคันสวยที่ไม่คุ้นตาจอดนิ่งหน้าบริษัทที่ธารินทำงานอยู่ ความสงสัยแล่นเข้าสู่หัวสมองของสุธีในทันที พลันเห็นว่าใครเดินลงมาก็ทำให้คิ้วหนาขมวดหนักกว่าเดิม 

ด้วยว่ารถของธารินนั้นพังไม่เป็นท่าต้องส่งซ่อมครั้งใหญ่เธอจึงไม่มีรถมาทำงาน ผู้เป็นย่าจึงบอกเชิงบังคับให้วราธรมาส่งเธอแทน ทว่าหญิงสาวก็พยายามปฏิเสธไปแล้วแต่คนชราก็ไม่ยอมฟังยังคงออกคำสั่งเช่นเดิมกับหลานชายตัวดี อีกอย่างวราธรก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด 

"ตอนเย็นไม่ต้องมารับนะ ฉันกลับเองได้"ว่าจบก็เก็บสัมภาระแล้วเดินออกไปในทันที 

"อวดเก่ง"ด่าไล่หลังไปติดๆ เธอได้ยินหากแต่ไม่ได้ใส่ใจนัก 

มือที่กำลังจะหมุนพวงมาลัยรถหยุดชะงักเมื่อเห็นชายคนหนึ่งตรงเข้ามาโอบไหล่ภรรยาประกาศิตราวกับว่าสนิทชิดเชื้อมาแต่ชาติปางก่อน คิ้วหนาขมวดมุ่นด้วยท่าทางหงุดหงิด 

"ฉันไม่ควรใจอ่อนกับผู้หญิงแบบเธอเลยจริงๆ"ทำไมกัน ทำไมในชีวิตของเธอถึงได้มีแต่ผู้ชายเดินวนไปวนมาอยู่รอบๆราวกับว่าเธอเป็นจุดศูนย์กลางของบุรุษทั้งโลก...หงุดหงิดชะมัด 

ไหล่หนาของสุธีกระแซะเบาๆอย่างล้อเลียนหลังจากคลายมือออกจากการโอบกอด 

"ใครมาส่งบอกมาซะดีๆ"สุธีเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเสมือนกับพี่ๆร่วมบริษัทที่พร้อมใจกันกรู่มาที่โต๊ะของเธอราวกับนัดกันมาก่อนล่วงหน้า 

"กับงานเคยทุ่มเทขนาดนี้มั้ยคะ?"เงยหน้าขึ้นมองเหล่าพี่ๆสถาปนิกพลางเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงคำถาม 

"ก็แกทำท่าทางน่าสงสัยนี้หน่า"นพพลสถาปนิกวัยใกล้เลขสี่เอ่ยถามน้องเล็กอย่างจับผิดด้วยว่าเมื่อเช้าเขาก็เห็นเช่นกันว่ามีรถที่ไม่คุ้นตามาส่งธารินและคนขับยังเป็นผู้ชายหล่อราวกับดารา จะไม่ให้เขานั้นสงสัยได้ยังไงในเมื่อก่อนหน้านี้เจ้าน้องตัวดีไม่เคยจะมีผู้ชายคนไหนมาเกาะแกะ... 

แม้ในบริษัทเธอจะเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวหากแต่ก็ไม่มีใครสนใจหล่อนเป็นพิเศษคงเพราะนิสัยห้าวๆลุยๆของเธอที่มันเกินหญิงเอามากๆพลอยให้พี่ๆต่างนึกเอ็นดูเธอเสมือนน้องชายคนหนึ่ง...บางทีก็ลืมไปซะสนิทว่าธารินเป็นสตรี  

"โปรเจ็คล่าสุดอ่ะเสร็จแล้วหรอถึงได้มาอยากรู้เรื่องคนอื่นอยู่แบบนี้" 

"ยัง"พลันเอ่ยจบก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำงานในทันทีพลอยให้ธารินได้แต่ส่ายหัวเหนื่อยๆอย่างระอาใจ 

ธารินหันมองเอกสารมากมายบนโต๊ะหลังจากที่ลางานไปหลายวัน ก่อนจะรีบเปิดคอมเพื่อเริ่มทำงานในทันทีด้วยว่าอีกสองวันต้องไปต่างจังหวัด การเดินทางที่ไม่ค่อยอยากจะไปสักเท่าไหร่ หากไม่ใช่เพราะคนชราขอเธอก็คงจะไม่ยอมไปเด็ดขาดและดูท่าคนบางคนก็ไม่ค่อยอยากจะให้เธอไปเหมือนกัน... 

ตรื้ดดด~ 

นิ้วเรียวที่กำลังกดคลิ๊กเมาท์เกือบทั้งวันหยุดชะงักก่อนจะหันมองหน้าจอโทรศัพท์พลันฉีกยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ 

(พี่เหมย วันนี้ตอนเย็นว่างมั้ย?)เสียงแจ้วๆดังออกมาจากปลายสาย 

"ว่าง ทำไมหรอ?" 

(ได้ไงกัน อย่าบอกนะว่าลืมวันเกิดเมล์)เธอแหงนมองปฏิทินตั้งโต๊ะก่อนจะพบว่าเป็นดั่งที่ธราทิพย์บอก  

"ไม่ลืมหรอกก็แค่แกล้งเล่น ว่าแต่ตอนเย็นอยากกินอะไรเดี๋ยวพี่ซื้อเข้าไป" 

(อะไรก็ได้ค่ะ ขอแค่พี่มาหาเมล์ก็พอ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน ทำแต่งาน พักบ้างนะคะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา)ที่ธราทิพย์บอกเช่นนั้นด้วยว่าธารินไม่ได้บอกเรื่องอุบัติเหตุกลัวว่าน้องจะเป็นห่วงจนไม่เป็นอันเรียนได้แต่โกหกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด 

"จ้า แค่นี้ก่อนนะ พี่ต้องทำงานต่อ" 

(ค่ะ เหนื่อยก็พักนะคะ)ปลายสายวางไปแล้วแต่ต้นสายก็ยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเพราะอย่างน้อยก็มีคนคอยห่วงไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ตัวคนเดียว ไร้คำพูดคอยชโลมใจในยามใดที่ต้องรู้สึกเหนื่อยล้า... 

 

เวลาเลยผ่านไปเกือบสามทุ่มปาร์ตี้วันเกิดระหว่างคนสามคนก็จบลง ที่บอกว่าสามคนเพราะอีกหนึ่งคือภูวดลที่เผอิญไปเยี่ยมธารินที่บริษัทพอดีด้วยรู้ว่าหล่อนไม่มีรถเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้น ทำให้นายแพทย์หนุ่มพลอยติดสอยห้อยตามมาสังสรรค์ด้วยอีกคน 

"ถึงแล้วโทรมาบอกเมล์ด้วยนะคะพี่เหมย" 

โบกมือลาพี่สาวก่อนที่รถคันสวยจะเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าคอนโด  

ล้อที่หมุนมาตลอดทางค่อยๆหยุดนิ่งพร้อมๆกับเท้าเรียวที่ก้าวลงไป 

"ขับรถดีๆนะพี่ขุน"ยืนมองรถพี่ชายคนสนิทหายลับไปกับความมืดจึงค่อยๆเปิดประตูรั้วเดินเข้าไปในบ้านพลันสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆตรงประตูที่เปิดเอาไว้ก่อนหน้านั้น ในเวลาต่อมาหลอดไฟก็ถูกเปิดจนสว่าง 

"คุณ ตกใจหมด มายืนทำอะไรมืดๆเนี้ย"เขาไม่ได้ตอบอะไรทว่ากลับเดินขึ้นห้องไปโดยไม่พูดไม่จา ธารินได้แต่มองตามด้วยความงุนงง 

ไม่เข้าใจว่าเขานั้นเป็นอะไร...และดูจะแปลกไปกว่าทุกทีเพราะไม่มีคำเสียดสีพ่นออกมาสักคำ ครั้งนี้กลับตอบโต้เธอด้วยความเย็นชาจนน่าขนลุก 

 

กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ถูกเคลื่อนย้ายขึ้นรถ ด้วยว่าวันนี้วราธรต้องไปดูงานที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ คนเป็นย่าเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะสำหรับฮันนีมูนและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองจึงไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่า 

ไม่นานคนทั้งสองก็มาถึงสนามบินซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้... 

เครื่องบินค่อยๆทะยานขึ้นบนท้องนภา พร้อมๆกับสองสามีภรรยาที่ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์ ธารินนึกหงุดหงิดคนข้างๆเพราะไม่ว่าเธอจะพูดอะไรเขาก็เอาแต่เหน็บแนมเธอไม่หยุดไม่รู้ว่าไปกินรังแตนมาตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะรู้สึกว่าจะเป็นแบบนี้มาเกือบสามวันเห็นจะได้... 

ใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงทั้งสองก็มาอยู่บนแผ่นดินของอีกหนึ่งจังหวัดทางตอนใต้ในประเทศไทย 

เรือขนาดกลางทว่าราคานั้นเหยียบแปดหลักจอดรอสองสามีภรรยาอยู่บริเวณท่า  

ธารินหันมองเรือสลับกับคลื่นทะเลที่ซัดกระทบชายหาดพลันสายลมเอื่อยๆก็ลอยปลิวปะทะใบหน้า กระเป๋าขนาดใหญ่ถูกลากไปตามพื้นด้วยความรวดเร็วด้วยว่าต้องรีบตามวราธรให้ทัน เพราะเขานั้นก้าวเร็วราวกับจรวดไม่รู้ว่าจะรีบไปตามควายที่ไหน... 

 

ตะวันใกล้จะลาลับขอบฟ้า ธารินที่เพิ่งจะจัดข้าวของใส่ตู้เสร็จค่อยๆเดินออกมานอกห้อง เพราะไม่อยากจะเจอคนหน้ายักษ์ให้เสียอารมณ์ ร่างบางเดินไปหยุดที่ชานบ้านก่อนจะหันมองผืนทะเลที่ทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา 

เสียงคลื่นซัดเข้าหาฝั่งดังแว่วให้ได้ยินก่อนจะเห็นเงาดำๆของใครบางคนเดินตรงเข้ามาเรื่อยๆ เสียงฝีเท้าเหยียบลงบนขั้นบันไดบ้านพลอยให้ร่างบางลอบถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย 

ลาก่อนความสงบ...สวัสดีความวุ่นวาย 

เพราะคนที่เดินขึ้นมานั่นคือวราธร... 

"มองอะไร ไปทำกับข้าว ฉันหิว"เพียงแค่ร่างพ้นขอบบันไดก็ออกคำสั่งในทันที ร่างบางไม่รอต่อปากต่อคำด้วย รีบลุกขึ้นตรงไปยังครัวในทันทีขี้เกียจจะทะเลาะกับหมาบ้า 

เหนื่อยที่จะเสวนากับคนสองอารมณ์ บางทีก็ดูจะดีแต่บางทีก็เปลี่ยนเป็นร้าย...ไม่เข้าใจเขาเลยสักนิด สงสัยจะเริ่มเข้าขั้นแรกของอาการไบโพลาร์ 

 

เวลาล่วงเลยไปเกือบสองวันทว่าแผนกระชับสัมพันธ์ของคนชราก็ไม่ได้ดำเนินไปเลยสักก้าวเดียว เพราะวราธรนั้นทำแต่งานส่วนธารินก็เดินเล่นไปเรื่อยๆจนทั่วเกาะพลอยให้ตอนนี้เธอสนิทกับคนบนเกาะมากกว่าสามีตัวเองเสียอีก 

ร่างบางจัดเตรียมอาหารให้ชายหนุ่มจนเสร็จสรรพก่อนจะก้าวเท้าลงเหยียบขั้นบันไดหากแต่ก็อดที่จะเหลือบมองวราธรไม่ได้ด้วยว่าตั้งแต่มาที่นี่คิ้วของเขาก็ขมวดไม่หายเสียที ไม่รู้ว่าจะเครียดอะไรขนาดนั้น... 

แต่ทำไมเธอต้องรู้สึกไม่สบายใจด้วยล่ะที่เห็นเขาเป็นแบบนั้น...คงไม่ใช่หรอก...เธอไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น หากแต่ที่เป็นอยู่ก็แค่อาการรำคาญที่ชายหนุ่มทำให้บรรยากาศในบ้านไม่น่าอยู่ก็เท่านั้น...เธอไม่ได้ห่วงเขา ไม่เลยสักนิด 

เท้าเรียวก้าวไปเรื่อยๆตามเส้นทางเล็กๆในป่า เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังแว่วเบาๆ แต่ยิ่งเดินไปเรื่อยๆเสียงนั้นก็ดังขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะปรากฏสายลำธารที่ใสราวกระจกบานใหญ่ ดวงตาคมเป็นประกรายราวหมู่ดาวเมื่อทอดมองน้ำตกขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งด้วยธรรมชาติ มันสวยมาก...มากเสียจนไม่อยากจะมองมันเพียงลำพัง ดอกไม้สีสวยผุดแซมโขดหิน พลอยให้ก้อนหินที่แข็งกระด้างดูน่ามองกว่าเก่า ผีเสื้อตัวน้อยบินวนอยู่เหนือน้ำบ้างก็กำลังดูดดื่มน้ำหวานจากเกสรดอกไม้อย่างมีความสุขแต่สำหรับเธอแล้วผีเสื้อเหล่านั้นกลับดูน่ากลัวแปลกๆ 

ธารินค่อยๆหย่อนก้นบนโขดหิน พร้อมกับขาเรียวที่ยืนลงไปสัมผัสสายลำธาร พลันความเย็นยะเยือกก็แผ่ซ่านไปทั่วกาย ฝูงปลาแหวกว่ายไปมาราวกับไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย 

เธอนั่งอยู่อย่างนั้นจนเวลาเดินเลยไปเกือบเที่ยงก็ต้องลุกขึ้นเพื่อกลับไปทำอาหารให้คนปากร้าย ไม่อยากโดนบ่นให้รำคาญใจ ในขณะที่ลุกขึ้นนั้นเองสายตาก็เหลือบไปเห็นดอกไม้สีขาวขนาดเล็ก กลิ่นของมันลอยวนในห้วงอากาศแตะสัมผัสจมูกรันสวย ริมฝีปากบางฉีกยิ้มสดชื่น 

"ดอกมะลิ"เอ่ยขานชื่อของมันเบาๆก่อนจะก้มลงสูดดมกลิ่นให้ชื่นหัวใจ"สดชื่นจัง ดอกมะลิช่วยผ่อนคลายได้นี้หน่า" 

พอนึกถึงสรรพคุณทางใจของมันก็พลอยให้ภาพคิ้วหนาที่ขมวดมุ่นปรากฏขึ้นในทันที 

ร่างบางเดินทอดน่องไปเรื่อยๆตามชายหาด ในมือนั้นถือช่อดอกมะลิเอาไว้พลางฉีกยิ้มทักทายชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา 

"ไปเดินเล่นมาหรือจ๊ะคุณนาย"คุณนาย คือสรรพนามที่ชาวบ้านที่นี่ใช้เรียกเธอด้วยว่าเธอคือภรรยานายหัวของเกาะแห่งนี้ เธอจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกลายมาเป็นคุณนายประจำเกาะ... 

เท้าเรียวที่ก้าวอยู่บนผืนทรายหยุดชะงักราวกับเข็มนาฬิกาที่หยุดเดิน ก่อนที่สายตาของหล่อนจะทอดมองร่างหนาซึ่งกำลังยืนสั่งงานลูกน้องอยู่บนสิ่งปลูกสร้างราวกับตกอยู่ในภวังค์ แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบกับใบหน้าคมคายพลอยให้คนมองตกอยู่ในอาการต้องมนต์ 

ใบหน้าหวานสะบัดไปมาเพื่อไล่ความรู้สึกไร้สาระนั้นออกจากสมอง...ไม่ เธอจะไม่หวั่นไหวเด็ดขาด 

"เอาตามนี้นะ แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองได้แล้ว"เสียงเข้มเอ่ยคำสั่งทว่าก็ต้องขมวดคิ้วสงสัยเมื่อเหล่าลูกน้องต่างอมยิ้มขัดเขิน พลอยให้ต้องเหลียวไปตามทิศทางที่ทุกคนกำลังมองก่อนจะพบกับร่างบางที่คุ้นเคย 

"สงสัยคุณนายมาตามไปทานข้าว น่าอิจฉานายหัวจริงๆ เมียทั้งสวยทั้งน่ารักขนาดนั้น" 

"เป็นฉันนะหลงตายเลย" 

เสียงซุบซิบของเหล่าคนงานพลอยให้คนทั้งสองที่ถูกกล่าวถึงเริ่มมีท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ 

"อะฮึม...ไปทำงาน"เอ่ยเสียงเข้มก่อนจะรีบเดินลงไปจากสิ่งปลูกสร้าง ทว่าร่างบางของภรรยากลับเดินหลบไปอีกทาง  

อาหารมากมายถูกจัดวางไว้บริเวณโต๊ะขนาดกลาง ร่างระหงที่พึ่งจะครองตำแหน่งแม่บ้านค่อยๆถอดผ้ากันเปื้อนออก พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นคนที่ขมวดคิ้วอยู่หน้าโน้ตบุ๊ก ทั้งๆที่อากาศออกจะเย็นสบายหากแต่ชายหนุ่มกลับทำให้รอบๆตัวร้อนระอุราวเปลวเพลิง 

ตื้ดดด~ 

ธารินเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ของตนก่อนจะกดรับ พลันฉีกยิ้มเมื่อปลายสายคือภูวดลพี่ชายคนสนิท ทั้งสองเอ่ยคุยกันอย่างสนุกสนาน และด้วยว่าปลายสายอีกคนที่เพิ่งจะโผล่เข้ามาคือธราทิพย์ ผู้เป็นพี่สาวอย่างธารินจึงดูจะมีความสุขมากกว่าเดิม 

บทสนทนานั้นดังแว่วลอยเข้าไปในหูของวราธรและชื่อที่เธอขานเรียกอยู่นั้น เขาจำได้ว่าเป็นชื่อของนายแพทย์หนุ่มคนหนึ่งที่เคยเห็นตอนเขาถูกยิงจนเข้าโรงพยาบาล ความสนิทสนมที่ปรากฏในประโยคของเธอมันทำให้ความหงุดหงิดก่อตัวในจิตใจ งานที่สนใจในคราแรกก็พลันสลายหายไปราวอากาศ แม้สายตาจะจดจ้องอยู่ที่งานหากแต่จิตใจลอยละลิ่วเข้าไปในห้องครัวของตัวเรือน 

"บอกว่าพี่ชาย แต่ยิ้มแป้นอย่างกับคุยกับชู้" 

ไม่นานนักเสียงหัวเราะและรอยยิ้มสดใสก็เงียบลงก่อนที่ร่างบางจะเดินมาหยุดข้างๆเขา พลันดอกไม้หอมๆก็ถูกยื่นมาตรงหน้าของวราธร 

"ฉันให้ มันช่วยผ่อนคลายได้นะ"เสียงหวานๆเอ่ยบอกพลางเลื่อนตำแหน่งของดอกมะลิให้ใกล้ชายหนุ่มมากกว่าเดิม กลิ่นหอมๆของมันพลอยให้คนที่ดูตึงเครียดคลายความรู้สึกนั้นลงไปบ้างหากแต่พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่พลันความหงุดหงิดก็แล่นเข้ามาเช่นเดิม 

มือหนาดันมือหญิงสาวให้ออกห่าง 

"ไม่เอา" 

"ลองดูน่ะคุณ คิ้วคุณจะได้หายขมวดสักทีไง"ยื่นเข้าไปอีกครั้ง 

"ไม่เอา"ดันออกเหมือนเดิม 

"หอมนะคุณ" 

"ก็บอกว่าไม่เอาไง อย่าเซ้าซี้ได้มั้ย ห๊ะ!"ร่างบางสะดุ้งตกใจกับเสียงเข้มที่ตะโกนลั่น หัวใจเบาหวิวราวกับวิญญาณหลุดลอยไปกับห้วงอากาศ พร้อมกับช่อดอกมะลิที่ถูกดันออกค่อยๆล่วงลงสู่พื้น 

ใบหน้าหวานหงอยลงในทันทีก่อนที่เธอจะก้มมองช่อดอกไม้บนพื้น ความน้อยเนื้อต่ำใจปรากฏในแววตาของหล่อน 

ทำไมถึงรู้สึกหน่วงหัวใจแปลกๆ 

"เข้าใจแล้ว ฉันไม่กวนก็ได้ ข้าวเที่ยงอยู่บนโต๊ะนะ"ร่างบางเดินคอตกลงไปจากบ้านพลันความเงียบก็ก่อตัวขึ้นรอบๆวราธร เขามองช่อมะลิบนพื้นก่อนจะก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา 

"ทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนั้นด้วยวะ"ด่าทอตัวเองก่อนจะทอดมองออกไปนอกเรือนทว่าตอนนี้กลับไร้ซึ่งร่างบางที่เคยเดินอยู่เมื่อครู่ 

หากก่อนหน้านี้เธอด่าหรือว่าเขาสักนิดเขาจะไม่รู้สึกผิดแบบนี้เลย หากแต่หล่อนกลับเลือกที่จะพูดเบาๆด้วยท่าทางซึมๆและแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบนั้นยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดก่อตัวในใจ 

"คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง"เอ่ยจบก็ก้มหน้าทำงานต่อทั้งๆที่ในหัวมีแต่เสียงเศร้าๆของเธอลอยวนไม่จางหาย 

 

คนที่ทำงานอย่างขะมักเขม้นแหงนมองนาฬิกาบนฝาผนังก่อนจะเลื่อนมองขอบฟ้าที่เริ่มจะดำมืดบ่งบอกเวลาใกล้ยามราตรี ดวงจันทร์ค่อยๆลอยขึ้นเหนือผืนทะเล ลมเย็นๆพัดโชยกลิ่นของดอกมะลิตรงมุมโต๊ะพลอยให้วราธรต้องหันไปมอง ใบหน้าคมคายเริ่มปรากฏความสงสัยด้วยว่านานแล้วที่ตะวันลาลับขอบฟ้าหากแต่ร่างบางของคนเป็นภรรยาก็ยังไม่กลับมาเสียที 

"ไปอยู่ไหนของเขานะ" 

ครื้นนน~ 

เสียงร้องคำรามดังขึ้นกึกก้องไปทั่วฟ้า สายสีขาวพาดผ่านลงมาบนท้องทะเล ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นผุดขึ้นมาในสมองของวราธร 

ฉับพลันร่างหนาก็รีบก้าวฉับๆลงบันไดในทันที...พลางตะโกนเรียกสลับกับหันมองหาร่างที่คุ้นเคยทว่าก็ไม่พบแม้แต่เงา 

เสียงเข้มดังแข่งกับเสียงคำรามของผืนฟ้า สลาตันพัดโหมกระหน่ำกระทบตันไม้ให้เอนไหวไปมาราวกับโกรธแค้นใคร วราธรหยุดมองพายุที่ซัดเข้ามาไม่หยุดยั้งพลันก็ต้องสะดุ้งเมื่อกิ่งไม้หักโคนตกลงมาตรงหน้าพลอยให้ใจนั้นนึกห่วงร่างบางมากกว่าเดิม  

ความมืดเริ่มปกคลุมไปทั่วทั้งเกาะเหล่าคนงานเริ่มทยอยออกตามหานายหญิงตามที่วราธรออกคำสั่ง 

นานนับหลายชั่วโมงก็ยังไร้วี่แววของเธอคนที่ชายหนุ่มตามหา...จากที่ตอนแรกมีเพียงสายลมทว่าตอนนี้เม็ดฝนกลับเริ่มโหมกระหน่ำลงมาราวฟ้ารั่วยิ่งพลอยให้ใจของชายหนุ่มปรากฏความกลัวมากกว่าเดิม 

ร่างหนายังคงไม่หยุดก้าวแม้จะเปียกปอนไปทั้งตัว ความมืดตรงหน้าไม่มีผลต่อชายหนุ่มเลยสักนิด ดวงตาคมยังคงกวาดมองไปรอบๆตัวแม้จะพร่ามัวจากเม็ดฝนอยู่ไม่น้อย 

ในใจเริ่มมีคำถามมากมาย... 

เธอไปอยู่ที่ไหน?จะกลัวมากหรือเปล่า?จะหนาวมากแค่ไหน?จะร้องไห้รึเปล่านะ? 

"ไปอยู่ไหนของเธอนะเหมย" 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว