facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ที่เขาแสนชังผู้นั้นด้วย!

ตอนที่ 43 กลั่นแกล้ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 กลั่นแกล้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.9k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 18 เม.ย. 2563 10:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 กลั่นแกล้ง
แบบอักษร

 

หลัวเทียนเฉิงมองเงาเบื้องหลังขององค์ชายหกด้วยแววตาลึกล้ำอย่างยิ่ง

ผู้ใดจะคาดคิดว่า ในอนาคตองค์ชายหกผู้เลื่อนลอยรักอิสระมิอาจควบคุมผู้นี้จะโดดเด่นขึ้นมาหลังจากที่องค์รัชทายาทถูกปลดกันเล่า?

หลัวเทียนเฉิงเดินตามไปโดยมิได้เอ่ยสิ่งใด

เว่ยกงกงพาเจินเมี่ยวไปยังหอทิงเฟิงในอุทยานหลวง

“ฝ่าบาท คุณหนูสี่สกุลเจินมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เว่ยกงกงเบี่ยงตัวแล้วถอยไปอยู่ด้านข้าง เผยให้เห็นตำแหน่งที่นางยืนอยู่

เจินเมี่ยวคุกเข่า ศีรษะก้มต่ำอย่างยิ่ง “หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”

เสียงหัวเราะดุจกระดิ่งเงินดังขึ้น “ฝ่าบาท พระองค์ทอดพระเนตรเอาเถิด คุณหนูสี่สกุลเจินช่างรู้มารยาทนัก”

น้ำเสียงที่ดูเกียจคร้านนั้นกลับแฝงไปด้วยความมีชีวิตชีวาที่สามารถดึงดูดผู้คนได้อย่างดียิ่งอยู่หลายส่วน เจินเมี่ยวไม่กล้าเงยหน้าขึ้นตามใจ นางมองเห็นเพียงชายกระโปรงยาวปักลายดอกยวนเหว่ย[1]สีม่วงที่ยาวลากถึงพื้นเท่านั้น

เพียงเห็นสีม่วงนั้นก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายความยั่วยวนให้คนลุ่มหลงชนิดหนึ่งแล้ว

“ลุกขึ้นเถิด” เสียงทุ่มต่ำของบุรุษดังขึ้น

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” เจินเมี่ยวหยัดกายลุกขึ้นยืน แต่ยังคงก้มหน้าต่ำ

การมองพระพักตร์โดยตรงทั้งที่ยังมิทรงอนุญาตนั้นเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างยิ่ง นางจำกฎข้อนี้ได้แม่นยำนัก

เจาเฟิงตี้มองสาวน้อยอรชรที่ก้มหน้าหลังตรงอยู่อย่างสงบเงียบดุจบงกชน้อยแรกแย้มก็มิปาน ความสนใจปรากกฎวูบขึ้นในดวงตา “คุณหนูสี่สกุลเจินแห่งจวนเจี้ยนอานปั๋วใช่หรือไม่ มีนามว่าอันใดหรือ”

“หม่อมฉันมีชื่อเพียงอักษรเดียวคือเมี่ยว[2] เพคะ”

“เจินเมี่ยว?” เจาเฟิงตี้เอ่ยพึมพำ แล้วหัวเราะฮ่าๆ ออกมา “อาอวิ๋น เจ้าฟังชื่อนี้เถิด ยอดเยี่ยมมากใช่หรือไม่”

สตรีที่ถูกเรียกขานว่าอาอวิ๋นนั้นจึงหัวเราะเสียงแผ่วเบาตาม “ยอดเยี่ยมจริงๆ เพคะ คุณหนูสี่สกุลเจินคนดุจนาม ถึงสามารถทำขนมเฉียวกั่วและแตงสลักที่ละเอียดประณีตเช่นนั้นออกมาได้”

เจินเมี่ยวทราบแล้วว่าคนผู้นี้คือใคร คือ...

เจี่ยงกุ้ยเฟยที่กำลังได้รับความโปรดปรานมากที่สุดในยามนี้นั้น พระนามสูงส่งก็มีอักษรอวิ๋นอยู่เช่นกัน

เจี่ยงกุ้ยเฟยคือพระมารดาขององค์หญิงฟางโหรว

เจินเมี่ยวเข้าใจแล้วว่าการเข้าวังครั้งนี้ของนางนั้นมีที่มาอย่างไร

“เงยหน้าขึ้นพูดเถิด” เจาเฟิงตี้เผยรอยยิ้มออกมา น้ำเสียงฟังแล้วไม่มีกดขี่ข่มเหงใดๆ เช่นนั้นเลย

เจินเมี่ยวเงยหน้าขึ้นตามคำสั่งอย่างว่าง่าย

ความขลาดกลัวเขินอายใดนั้นมิใช่บุคลิกของนาง อีกทั้งวาจาของจักรพรรดิดั่งทองคำดุจหยก เมื่อทำตามยอมไม่มีสิ่งใดผิดพลาดเป็นแน่

ในที่สุดเจินเมี่ยวก็ได้เห็นเจาเฟิงตี้

เขาอายุเพียงแค่สี่สิบ รูปร่างยังคงสมส่วน ท่าทางสง่างามดุจมังกร ดวงตาดั่งพญาหงส์ แฝงความน่าเกรงขามที่ติดกายมาแต่กำเนิดสายหนึ่ง

สตรีที่นั่งอยู่ข้างกายนั้นรูปโฉมงดงามสะคราญยิ่ง มีหลายส่วนที่คล้ายองค์หญิงฟางโหรว สายตานางทอดมองมาที่เจินเมี่ยว ในดวงตาคล้ายมีผ้าโปร่งบางปิดปังไว้ชั้นแล้วชั้นเล่า มิอาจมองเห็นอารมณ์อันแท้จริงได้

เจาเฟิงตี้เห็นใบหน้าของเจินเมี่ยวอย่างชัดเจนแล้วถึงกับตะลึงไป

ผ่านไปชั่วครู่เจาเฟิงตี้จึงเอ่ยว่า “อาอวิ๋น เหตุใดเราจึงรู้สึกว่าคุณหนูสี่สกุลเจินนี้ช่างคุ้นตานัก”

เจินเมี่ยวผ่อนลมหายใจโล่งอกเป็นการใหญ่ นางตกใจแทบตาย หลงคิดไปว่าองค์จักรพรรดิตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกเห็นเสียอีก

ดูท่าการมั่นใจในตนเองเกินไปบางคราก็ไม่ดีเอาเสียเลย...

เจินเมี่ยวตำหนิตนเองอย่างถ่องแท้ในความผิดตน

เจี่ยงกุ้ยเฟยหัวเราะเบิกบานเสียงหนึ่ง “ฝ่าบาทคงมิใช่ลืมไปแล้วว่าเจินไท่เฟยนั้นมาจากจวนเจี้ยนอานปั๋ว กล่าวไปก็เป็นกูไหน่ไหน่[3]แท้ๆ ของคุณหนูสี่สกุลเจินเพคะ”

เจินไท่เฟยที่เจี่ยงกุ้ยเฟยกล่าวถึงเป็นน้องสาวของเจี้ยนอานปั๋วซึ่งเข้าวังมานานปีแล้ว

จวนเจี้ยนอานปั๋วก็มิใช่ตระกูลที่โดดเด่นอันใด ทั้งเป็นตระกูลสูงศักดิ์ที่มิได้มีบุตรีเข้าวังมาสามรุ่นแล้ว แต่เจี่ยงกุ้ยเฟยกลับทราบเรื่องนี้อย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้มีความคิดละเอียดรอบคอบยิ่ง

“มิน่าเล่า” เจาเฟิงตี้พยักหน้าขึ้นลงแล้วชี้ไปยังถาดผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะหินหยก “คุณหนูสี่สกุลเจิน เจ้าทำแตงสลักให้เราดูสักหน่อยได้หรือไม่”

“เพคะ” เจินเมี่ยวย่อกายถวายพระพร เดินไปที่หน้าโต๊ะหินหยกโดยไม่ลังเลสักนิด นางจ้องมองผลไม้ในถาดอย่างละเอียด

ในถาดนั้นมีแตงโม พวงองุ่น ยังมีผลท้อ ผลซิ่ง และผลไม้ชนิดต่างๆ ที่สามารถหาได้ในฤดูนี้

เจินเมี่ยวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

แม้องค์จักรพรรดิจะแสดงออกว่าสนพระทัยยิ่ง แต่พระทัยกษัตริย์นั้นยากแท้หยั่งถึง ผู้ใดจะทราบว่าจะมีความอดทนรอนางแกะสลักจนเสร็จหรือไม่ เช่นนั้นก็แกะสลักดอกกุหลาบที่ทำง่ายและงดงามสบายตาแล้วกัน

เจินเมี่ยวคิดได้เช่นนั้นก็มองไปที่เจาเฟิงตี้ “ฝ่าบาท หม่อมฉันต้องการมีดแกะสลักและล้างมือให้สะอาดเพคะ”

เจาเฟิงตี้พยักหน้าเงียบๆ เด็กสาวผู้นี้ดูแล้วอายุไม่มาก แต่กลับนิ่งสุขุมยามอยู่ต่อหน้าเขาได้ถึงเพียงนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลย ที่ยากยิ่งไปกว่านั้นคือคนยังไร้เดียงสายิ่ง เขาถามสิ่งใดก็ตอบสิ่งนั้น ไม่มีแผนการใดๆ เลยสักนิด เขาให้โอกาสในการแสดงฝีมือแท้ๆ แต่กลับไม่เห็นความคิดอันซับซ้อนใดเลย คล้ายว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านางมิใช่จักรพรรดิเป็นเพียงผู้ชมคนหนึ่งเท่านั้น

เจาเฟิงตี้คิดว่าความรู้สึกชนิดนี้ช่างแปลกใหม่อย่างมาก จึงรู้สึกสนใจในการกระทำขั้นต่อไปของเจินเมี่ยวมากยิ่งขึ้น

เจาเฟิงตี้ได้ส่งสัญญาณให้นางกำนัลนำสิ่งของที่เจินเมี่ยวต้องการเข้ามาเตรียมไว้นานแล้ว

เจินเมี่ยวล้างมือในอ่างแก้ว หยิบผ้าสะอาดขึ้นเช็ดจนแห้ง เลือกลูกท้อที่มีความแข็งกำลังดีมาแกะสลัก

ทุกคราที่ทำอาหาร เจินเมี่ยวจะทุ่มเทจิตใจทั้งหมดลงไป ท่าทางนั้นมุ่งมั่นจริงจังยิ่ง

เจาเฟิงตี้พยักหน้าโดยไม่รู้ตัว

ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิผู้จริงจังในการบริหารบ้านเมือง เขาย่อมต้องรู้สึกดีกับคนที่มุ่งมั่นตั้งใจเป็นธรรมดา มิได้เป็นความชอบฉันบุรุษสตรีแต่อย่างใด

ทว่าเจี่ยงกุ้ยเฟยที่อยู่ด้านข้างกลับมองด้วยสายตาเย็นชา รอยยิ้มงดงามค่อยๆ จางไป พลันเอ่ยถามขึ้นว่า “คุณหนูสี่สกุลเวินคิดจะแกะสลักอันใดหรือ”

ไม่มีผู้ใดตอบ มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวทำให้เจี่ยงกุ้ยเฟยรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง

เด็กสาวผู้นี้ เจตนาทำให้นางเสียหน้าใช่หรือไม่

เจินเมี่ยวยังคงก้มหน้ามุ่งมั่นแกะสลักต่อไป

เจี่ยงกุ้ยเฟยขมวดคิ้วนิ่วหน้า กระแอมไออย่างไม่พอใจอยู่หลายครา

ก่อนที่นางจะแกะสลัก ในหัวจะมีภาพของผลงานที่แกะสลักเสร็จแล้วปรากกฎขึ้น เวลานี้จึงค่อยๆแกะลูกท้อในมือไปทีละนิดๆ ตามภาพที่อยู่ในหัว ไหนเลยจะได้ยินเสียงจากภายนอก

“อาอวิ๋น เหตุใดต้องรีบร้อน นางกำลังมุ่งมั่นจดจ่ออยู่ ช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนักในคนอายุเช่นนาง” เจาเฟิงตี้ตบมือเจี่ยงกุ้ยเฟยเบาๆ เป็นการปลอบประโลม

เจี่ยงกุ้ยเฟยได้ยินแล้วยิ้มออกมา บิดลูกองุ่นส่งป้อนเข้าปากเจาเฟิงตี้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนละมุนว่า “ฝ่าบาททรงตรัสได้ถูกต้องยิ่งเพคะ” แต่ในใจยังคงไม่พอใจอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้นางเห็นบุตรสาวนำขนมเฉียวกั่วและแตงสลักกลับมา ก็ตกใจในความงดงามประณีตอย่างมิต้องสงสัย ครั้นได้ยินบุตรสาวเล่าเรื่องของคุณหนูสี่สกุลเจิน นางจึงเกิดไม่ถูกชะตากับคุณหนูสี่สกุลเจินขึ้นทั้งที่ยังมิทันได้พบแม้แต่หน้า

ขนมเฉียวกั่วกลับถูกฝ่าบาทเห็นเข้าโดยบังเอิญจึงเกิดอยากพบคุณหนูสี่สกุลเจินสักครั้ง

หากมิใช่ทราบว่าคุณหนูสี่สกุลเจินได้หมั้นหมายแล้ว นางคงคิดว่าวังแห่งนี้ต้องมีพี่สาวน้องสาวที่อ่อนเยาว์ดุจบุปผาแรกแย้มเพิ่มขึ้นอีกคนเป็นแน่

เจาเฟิงตี้แม้จะเป็นผู้มุ่งมั่นบริหารบ้านเมืองและมีวินัยต่อตนเอง ทว่ากับหญิงงามนั้นกลับมิได้ควบคุมอันใด กล่าวให้ถูกคือเป็นผู้ไร้เยื่อใยยิ่ง นอกจากสตรีเพียงไม่กี่คนนี้แล้วก็โปรดปรานไม่นานแม้เพียงสักคน หากต้องตาสตรีใดก็จะเรียกมาปรนนิบัติตามใจชอบอยู่เสมอ

เจี่ยงกุ้ยเฟยนั้นคิดไปมากมายนับร้อย ส่วนเจินเมี่ยวที่สะบัดมีดแกะสลักดุจบินได้นั้นก็แกะเข้าไปถึงเนื้อในของลูกท้อแล้ว

เมื่อมีดหนึ่งทิ่มลงไปแล้วยกขึ้น เจินเมี่ยวก็ต้องตกตะลึง

ผู้ใดบอกนางได้ว่าเหตุใดบนมีดแกะสลักจึงมีหนอนอยู่ครึ่งตัว!

เห็นท่าทางอึ้งงันของเจินเมี่ยวแล้ว เจี่ยงกุ้ยเฟยก็บิดเบ้ริมฝีปากตน รอยยิ้มนั้นพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในบรรดาผลไม้เหล่านั้น แตงโมถูกผ่าไว้เรียบร้อยแล้ว องุ่นไม่เหมาะ ผลซิ่งและผลไม้อื่นๆ ก็มีขนาดเล็กเกินไป

กล่าวไปแล้วผลไม้ที่เหมาะในการแกะสลักที่สุดคือลูกท้อ มิใช่หรือ?

คิดดูแล้ว เมื่อสตรีผู้หนึ่งพบหนอนที่ชอนไชขึ้นมาอย่างกะทันหัน ท่าทางที่แสดงออกย่อมต้องน่าสนใจมากกว่าหรือไม่

เจี่ยงกุ้ยเฟยมองเจินเมี่ยวด้วยใบหน้าซ่อนยิ้ม

------

[1] ดอกยวนเหว่ย คือดอกไอริส

[2] เมี่ยว แปลว่ายอดเยี่ยม เลิศล้ำ ประเสริฐ วิเศษ เจินเมี่ยวนั้นพ้องเสียงกับคำว่ายอดเยี่ยมจริงๆ ในภาษาจีน

[3] กูไหน่ไหน่ เป็นคำเรียกของพี่สาวหรือน้องสาวของปู่ เป็นอาหรือป้าของพ่อ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว