ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ค. 2563 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14
แบบอักษร

 

 

 

14 

 

 

  

"เฟล...คาเฟล...คาเฟล!" เจฟเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทมีทีท่านิ่งไปจนน่าเป็นห่วงจึงเอ่ยเรียก แต่แม้จะเอ่ยเรียกกี่ครั้งอีกฝ่ายก็ยังดูเหมือนจะไม่ได้สติจนคุณหมอหนุ่มต้องเอื่อมมือไปตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆร่างตรงหน้าจึงเหมือนได้สติกลับมา 

"?!" คาเฟลละสายตาจากเด็กหนุ่มในห้องหันกลับไปมองเพื่อนตัวเองน้อยๆ 

"นายโอเคมั้ย?" คุณหมอหนุ่มเอ่ย 

"ไม่" คาเฟลเอ่ยพึมพำตอบออกมาเบาๆก่อนหันกลับไปมองคนในห้องอีกครั้ง คุณหมอหนุ่มคลี่ยิ้มเจื่อนๆออกมาอย่างเข้าใจ 

"ฉันว่านายควรกลับบ้านไปพักผ่อนเสียหน่อย วาเฟลอยู่ที่นี่กับฉันไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก" เจฟพยายามโน้มน้าวเมื่อเห็นร่องรอยเศร้าหมองและความอิดโรยที่ฉายชัดบนใบหน้าของเพื่อน 

"ฉันไม่อยากไป" คาเฟลเหลือบตาไปมองคู่สนทนาอีกครั้ง ก่อนละสายตากลับไปมองเด็กหนุ่มในห้องผ่านกระจกที่กำลังถูกนางพยาบาลและบุรุษพยาบาลหลายคนช่วยกันจับนอนบนเตียงอีกครั้ง "ฉันกลัวว่าถ้าหากฉันละสายตาไปจากเค้า เค้าจะหายไปอีก" 

"ไม่หรอก" หมอหนุ่มตบบ่าเพื่อนและบีบให้กำลังใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง "ที่นี้มันคลินิกส่วนตัวของฉันนะหมอพยาบาลเยอะแยะ รปภ.ก็มีตั้งหลายคน ถึงนายจะไม่อยู่เฝ้าเค้าตลอดเวลา วาเฟลก็ไม่มีทางหายไปหรอกน่า" 

"..." 

"นายเห็นสภาพตัวเองแล้วหรือยัง ท่านประธานน้ำแข็งจอมเนี้ยบเพื่อนฉันคนนั้นมันหายไปไหนเสียแล้วล่ะ สภาพนี่ดูไม่ได้เลย" เจฟเอ่ยเย้าแหย่หมายจะให้เพื่อนผ่อนคลาย แม้สุดท้ายจะได้สายตาดูแคลนจากคู่สนทนาตรงหน้าตอบกลับมาแบบไร้เสียง จนเป็นคุณหมอหนุ่มที่ต้องย้อมแพ้เสียเองก็ตามที "ฉันพูดจริง!ฉันว่านายกลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะ ถึงที่นี่จะมีห้องพักสำหรับญาติผู้ป่วยและอุปกรณ์ครบครันแต่การที่ต้องมาเปิดห้องให้นายวางของเฉยๆส่วนตัวเองมานั่งยึดเก้าอี้หน้าห้องผู้ป่วยแบบนี้มันเปลืองค่าไฟ อีกอย่างถ้านายนั่งอยู่แบบนี้เลื่อยๆพยาบาลสาวๆในคลินิกฉันก็ไม่เป็นอันทำงานกัน" 

"..." คาเฟลหันไปมองเพื่อนตัวเองอย่างอ่อนใจ 

"อะไร?ก็มันจริงนี้" เมื่อเห็นสายตาคนเป็นเพื่อนเจฟก็ยืนยันเสียงแข็ง 

"ฉันไม่เคยเบี้ยวเงินนาย" คาเฟลเอ่ย 

"..." คุณหมอหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก เพราะมันคือเรื่องจริง 

...กะจะแหย่เพื่อนขี้เก๊กจอมปากหนักเล่น แต่ไหงกลายเป็นตัวเองโดนคนที่หมายจะเย้าแหย่เล่นในตอนแรกเล่นตัวเองกลับมาซะงั้นไปได้กัน?... 

"หึ!แต่ก็ขอบใจ" คาเฟลหัวเราะในลำคอก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าการที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาแบบนั้น คนเป็นเพื่อนทำไปเพราะอะไร 

"โว้ว" คุณหมอหนุ่มร้องออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นรอยยิ้มบางๆของเพื่อน แม้ว่ามันจะฉายออกมาเพียงนิดแต่คุณหมอหนุ่มก็ยังรู้สึกว่ามันดีมาก ดีกว่าการเห็นเพื่อนรักนั่งหน้าเศร้าเหมือนที่ผ่านมาเมื่อครู่เยอะเลย "แต่ที่พูดไปเมื่อกี้ฉันพูดจริงนะ" 

"..." ชายร่างสูงหันไปมองเพื่อนด้วยสายตาดูแคลนอีกครั้ง 

"แล้วฉันพูดผิดตรงไหน? สภาพนายแย่มากจริงๆ ฉันว่านายกลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่าแต่งเนื้อแต่งตัว นอนพักซักงีบยาวๆสักหน่อยมั้ย เกิดนายป่วยมาอีกคนมันจะลำบากฉัน" 

"นะ..." เมื่อเห็นเพื่อนกำลังจะอ้าปากตอบโต้คุณหมอหนุ่มก็รีบเอ่ยขัดขึ้นทันที

"ไม่ใช่ว่าฉันไม่เต็มใจจะดูแลนายนะคาเฟล แต่การที่ต้องมาดูแลทั้งนายทั้งวาเฟลไปพร้อมๆกัน มันจะทำให้ฉันดูแลน้องชายสุดที่รักของนายได้ไม่เต็มที่" คุณหมอหนุ่มยกดวงใจของเพื่อนมาช่วยโน้มน้าวเมื่อเห็นว่าเพื่อนจอมดื้อของตนยังมีท่าทีขัดขืน ซึ่งแน่นอนว่ามันได้ผลคาเฟลชะงักปากไป เพราะสิ่งที่คนตรงหน้าเอ่ยออกมามันเป็นเรื่องจริง

"..."

"ที่สำคัญคือคุณลุง นายไม่คิดจะกลับไปบอกพ่อตัวเองบ้างเหรอว่าคนที่ท่านรอคอยและเฝ้าตามหามาตลอดเกือบ 9 ปี...เราพบเค้าแล้ว"

 

.……………………………………………….…………………….. 

  

แกร็กแกร็ก 

กิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ที่สั่นไหวตามสายลมมาละกระจกจนเกิดเสียงกระทบกันเบาๆดังขึ้นเป็นระยะท่ามกลางบรรยากาศอันขมุกขมัว ละอองฝนที่โปรยปรายมาผิดฤดูฝากร่อยรอยหยดน้ำเล็กๆเอาไว้ ชายร่างซูบผอมที่แต่ก่อนเคยแกร่งกำยำกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนหลังพิงหมอนขนเป็ดใบใหญ่บนเตียงจ้องมองมันอย่างเหม่อลอย ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาบางๆ 

"เหมือนกับวันนั้นเลยนะ" ชายคนนั้นเอ่ยพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงมองมือที่กำบางสิ่งแน่นบนตัก 

  

.……………………………………………….…………………….. 

  

ชายร่างสูงในเครื่องแต่งกายที่หลุดรุ่ยไม่เรียบร้อยทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นตรงปลายเตียงหลังใหญ่ เรือนผมที่ปกติจะถูกเซ็ตอย่างดีบัดนี้กับยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง แขนกำยำวางพาดบนเข่าที่ตั้งชันขึ้นข้างหนึ่ง มือแกร่งที่สั่นเทายกแก้วเหล้าราคาแพงเอาไว้คล้ายอ่อนแรง รอบกายเกลื่อนไปด้วยขวดเหล้าที่ไร้ของเหลวภายในหลายสิบขวดและเพราะนั่งอยู่แบบนั้นเป็นเวลานานตามเนื้อตัวของชายหนุ่มจึงเริ่มส่งกลิ่นออกมา 

'เวรเอ้ย!' ชายหนุ่มสบทออกมาอย่างหัวเสียก่อนจะยกแก้วในมือขึ้นกระดกจนหมดภายในคราวเดียวก่อนจะขว้างมันทิ้งไป 

เพล้ง! 

แก้วใบงามที่ถูกขว้างปาออกไปกระเด็นไปกระทบเข้ากับกำแพงห้องจนแตกกระจาย เศษแก้วบางส่วนกระจัดกระจายเต็มพื้นแต่ผู้กระทำมันก็หาได้สนใจ แม้ว่าร่างนั้นอาจจะมีโอกาสลุกขึ้นก้าวเดินจนเผลอจะไปเหยียบเศษแก้วเล็กๆอันแหลมคมเหล่านั้นได้แต่ชายหนุ่มก็คงจะไม่รับรู้หรือรู้สึกเจ็บปวดอะไร เพราะหัวใจในอกกับความรู้สึกนึกคิดมันเหมือนกับว่าจะด้านชาไปแล้ว 

ก๊อกก๊อกก๊อก 

เสียงเคาะประตูห้องที่ถูกปิดสนิทมาหลายวันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเมื่อสิ้นเสียงแก้วแตก ก่อนที่มันจะถูกเปิดออกเบาๆด้วยร่างของชายคนหนึ่งที่เดินเข้าห้องอันมืดทึบ 

'ฉันยังไม่ต้องการพบใครตอนนี้สตีฟ' ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าทั้งๆที่ยังไม่หันไปมองผู้ที่มาเยือน 

'ผมทราบครับ แต่ท่านควรเห็นสิ่งนี้...' เจ้าของชื่อคลี่ยิ้มบางอย่างเข้าอกเข้าใจพรางทิ้งตัวลงนั่งในท่าลุกเข่าข้างหนึ่ง ก่อนจะส่งบางสิ่งให้กับชายตรงหน้าซึ่งหันมาสนใจ 

'...' ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรับสิ่งนั้นมาจากคนสนิทด้วยสายตาอันสั่นเทา เมื่อส่งสิ่งนั้นให้กับผู้เป็นนายสตีฟก็เอ่ยบางอย่างออกมา 

'ผมให้คนของเราค้นหาคุณหนูวาเฟลตามที่ท่านบอก ส่วนตัวผมเองกับลูกน้องอีกสองสามคนก็ขับรถสำรวจตามทางที่คาดว่ารถของคุณโรซารี่อาจจะผ่านมา' 

'...' 

'ห่างจากจุดที่รถตกไปเกือบยี่สิบกิโลเมตรผมพบเจ้าดาโก้อยู่ข้างทาง' สตีฟเหยียดยิ้มบางออกมาอย่างเศร้าสร้อยยามนึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น 

'...' ชายร่างสูงเหลือบมองลูกน้องคนสนิทอย่างไม่เข้าใจ 

'...มันถูกยิงเข้าที่กลางหน้าผากครับ' 

'ว่าไงนะ' ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกลับไปจ้องที่ปอกคอสัตว์ที่ทำด้วยหนังสีดำสนิทที่มีล็อกเก็ตสีเงินรูปสุนัขสลักชื่อดาโก้ในมือเหม็ง 

'ผมให้คนของเราตรวจสอบพื้นที่โดยรอบและส่งศพเจ้าดาโก้ไปหาหลักฐานอื่นๆที่อาจจะหลงเหลืออยู่ ผลคือบริเวณรอบๆมีร่อยรอยล้อรถแบบเดียวกันกับรอยล้อรถของคุณโรซารี่ในที่เกิดเหตุ ข้างๆศพเจ้าดราโก้มีร่อยรอยการต่อสู้ของสัตว์กับมนุษย์...' สตีฟกล่าวก่อนจะเว้นวรรคไป 'ที่ปากของเจ้าดาโก้มีคาบเลือดติดอยู่จำนวนมาก ผลตรวจที่ออกมาคาบเลือดนั้นมันเป็นของนายเอ็ดสามีใหม่คุณโรซารี่" 

'!!!' ชายหนุ่มเบิกตากว้างราวกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มตีรวนขึ้นมาในอก 

'ผมพบสิ่งนี้เกี่ยวอยู่บนกิ่งไม้ใต้เหวลงไปราว 1 เมตร' สตีฟกลืนน้ำลายลงคออันแห้งผากก่อนจะส่งของอีกสิ่งหนึ่งให้กับผู้เป็นนาย 

'...ไม่...' ชายหนุ่มรับนิ่งนั้นมาไว้ในมือด้วยร่างกายที่สั่นเทา เสียงที่เอ่ยเปร่งออกมาแหบพร่าและสั่นเครือจนฟังไม่ได้ศัพท์ 

'ผมคิดว่าคุณหนู...' น้ำเสียงที่สตีฟเอ่ยออกมาก็แหบพร่าไม่ต่างกัน ชายหนุ่มก้มหน้าลงและข่มตาลง มือแกร่งกำแน่น 

'...ไม่...ไม่จริง...มันไม่ใช่เรื่องจริง' ชายหนุ่มเอ่ยสิ่งเดิมซ้ำราวกับคนเสียสติ ฝ่ามือแกร่งกำสร้อยทองคำขาวที่มีแขวนวงน้อยร้อยอยู่เส้นเล็กนั้นแน่นจนขึ้นเส้นเลือด ก่อนจะหันไปหาคนสนิทดัวยน้ำเสียงแข็งกร้าว 'มันไม่จริงใช่มั้ยสตีฟ ใช่มั้ย!!!' 

'...มันคือเรื่องจริงครับ...' สตีฟข่มใจเอ่ยความจริงออกมายืนยันอีกครั้ง แม้จะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากมากที่คนเป็นแม่อาจจะร่วมมือกับสามีใหม่สังหารลูกชายของตนเองที่เกิดจากสามีเก่า แม้ว่าตอนนี้จะไม่ทราบเหตุจูงใจแต่หลักฐานที่มีมันทำให้พวกตนคิดเป็นอื่นไม่ได้ 

'ไม่!...มันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่!!!!' 

แกร็ก 

เสียงประตูห้องถูกงับปิดลงเบาๆท่ามกลางเสียงโวยวายที่ดังกึกก้อง ฝ่ามือเล็กละออกจากลูกบิดประตูอย่างสิ้นแรง ร่างกายแข็งค้างจนไม่มีแรงจะก้าวเดิน สมองเหมือนถูกแช่แข็งขึ้นมาฉับพลัน ร่างของเด็กหนุ่มโซซัดโซเซจนหญิงวัยกลางคนซึ่งยืนอยู่ใกล้ต้องเข้าไปประครอง 

'คุณหนูคะ' น้ำเสียงอันสั่นเครือของเธอไม่อาจปลุกจิตใจดวงน้อยที่ถูกฉุดลงหลุมดำให้กลับมา 

'...' คาเฟลก้าวถอยหลังจากไร้เรี่ยวแรง เมื่อแผ่นหลังชนกับกำแพงร่างทั้งร่างก็ไถลลงนั่งกองกับพื้นอย่างสิ้นท่า 

'คุณหนู' เจสซิกาเอ่ยเรียกคุณหนูของเธอที่ช่วยนายเหนือหัวเลี้ยงดูมากับมือด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ฝ่ามือบางพยายามลูบปลอบขวัญอีกฝ่ายแม้ว่าความรู้สึกของเธอเองก็แย่ไปไม่กว่ากัน 

'...เจสซิกา...' คาเฟลพึมพำออกมาเสียงเบาหวิว ใบหน้าค่อยๆหันไปหาเธอด้วยคอแข็งๆ 

'ค่ะคุณหนู ฉันอยู่นี่ค่ะ' เธอพยายามกลั้นน้ำตาและคลี่ยิ้มออกมาบางๆ 

'...วา...วาเฟล...' เด็กหนุ่มกระซิบออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมค่อยๆแดงเรื่อและคลอน้ำตาก่อนที่มันจะเอ่อล้นออกมาเป็นสาย 

'คุณหนู' เพียงเท่านั้นเจสซิกาก็ราวกับหัวใจแตกสลาย น้ำตาที่ห้ามเอาไว้ก็ไหลคลอออกมา เธอดึงร่างของคุณหนูของเธอเข้ากอดแน่น 

'...' คาเฟลไม่กล่าวอะไรต่อจากนั้นแต่ปลดปล่อยน้ำตาที่กักเก็บไว้ทั้งหมดออกมาด้วยร่างกายสั่นเทาไร้เสียง เจสซิกากอดร่างนั้นเอาไว้แน่นราวกับเป็นเครื่องยืนยันว่ายังมีเธออีกคนที่อยู่เคียงข้างอีกฝ่ายไม่มาก่อนหน้านี้ ตอนนี้หรือตลอดไป 

  

.……………………………………………….…………………….. 

  

แกร็ก 

เสียงประตูห้องที่ถูกเปิดออกดังขึ้นท่ามกลางห้วงความคิดอันน่าเศร้าปลุกชายกลางคนที่นั่งมองหยดฝนบนกระจกอย่างเหม่อลอยให้หลุดออกจากห้วงคำนึง ใบหน้าคมที่แม้จะซูบผอมไปแต่ก็ยังคงหล่อเหลาหันไปมองผู้มาเยือนก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆเมื่อเห็นว่าเป็นบุตรชายที่เดินเข้ามา 

คาเฟลมองตอบบิดาก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ ชายหนุ่มปิดประตูห้องลงอย่างเบามือก่อนจะเดินเข้าไปลากเก้าอี้ในชุดเชตรับแขกเล็กๆในห้องบิดามาตั้งข้างเตียงแล้วทิ้งตัวนั่งลง 

"ไง" คนป่วยเอ่ยทักลูกชายเบาๆ 

"ไงครับ" ลูกชายทักทายกลับเบาๆ ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดน้อยๆก่อนจะเอ่ยต่อ "สตีฟบอกผมว่าพ่อไม่ค่อยทานข้าวเหรอครับ" 

"หึ!สตีฟไปเป็นคนของแกตั้งแต่เมื่อไหร่" คนเป็นพ่อเอ่ยทีเล่นทีจริง 

"เค้าก็ยังเป็นคนของพ่อนั่นแหละครับ เค้าเป็นห่วงพ่อมากแต่พ่อดื้อจนเค้าทำอะไรไม่ได้สตีฟเลยต้องมาบอกกับผม เพื่อให้ผมกล่อมพ่ออีกที" คาเฟลกล่าวยิ้มๆ 

"ไม่ยักรู้ว่าหมอนั่นกลายเป็นคนขี้ฟ้องไปแล้ว" ชายบนเตียงหัวเราะออกมาบางๆ ก่อนจะเหลือบตามไปมองลูกชายเป็นเชิงท้าทาย "แล้วแกจะมีปัญหากล่อมฉันรึเปล่า" 

"ที่ผ่านมาไม่แน่ครับ แต่ตอนนี้ผมมีแน่นอน" คาเฟลคลี่ยิ้มเหนือกว่า มันก็นานแล้วเหมือนกันที่คาเฟลไม่ได้คุยกับบิดาที่ป่วยอยู่บนเตียงด้วยท่าทีแบบนี้ พอได้มาคุยกันคลี่ยิ้มให้กันบางๆหัวใจที่หนักอึ้งก็เหมือนได้รับการเยียวยาอย่างประหลาด 

"เหอะ!" คนป่วยหัวเราะออกมาอย่างดูแคลนก่อนจะหันหน้ากลับไปมองออกไปนอกกระจกตามเดิมเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูห้องถูกเคาะอีกครั้ง ประตูห้องถูกเปิดออกเบาๆสตีฟพร้อมกับรถเข็นอาหารคนป่วยคลี่ยิ้มบางๆก่อนจะเข็นรถเข็นเข้ามาในห้องเมื่อเห็นคุณชายของบ้านพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต 

"ถ้าพ่อยอมทานจนหมดผมจะบอกข่าวดีกับพ่อ" คาเฟลหันกลับไปหาบิดาที่เหลือบมองมาอย่างขัดใจที่ตนถูกกระทำราวกับเด็กๆ ในขณะที่สตีฟได้แต่ยิ้มเจื่อนๆออกมาเมื่อถูกสายตาของผู้เป็นนายจ้องมองอย่างคาดโทษ 

"เรื่องอะไรของแก" ชายกลางคนเอ่ยพรางทำทีเป็นไม่แยแส 

"ถ้าพ่อสัญญาว่าจะทานมันจนหมดผมจะยอมบอกอะไรก่อนก็ได้" คาเฟลต่อรอง 

"...ชิ!ก็ได้!" คนเป็นพ่อหรี่ตามองลูกชายที่ยิ้มอย่างเหนือกว่าก่อนจะสบทออกมาและยอมรับข้อเสนออย่างเสียไม่ได้ 

"ดีครับ" คาเฟลเอ่ยพรางหันไปส่งสัญญาณให้คนสนิทของพ่อพ่วงตำแหน่งพ่อบ้านจำเป็นเตรียมจัดโต๊ะอาหารสำหรับคนป่วย 

"จะบอกได้รึยัง" คนเป็นพ่อเอ่ยอย่างหัวเสียเมื่ออาหารสำหรับคนป่วยอย่างตนเลื่อนมาวางไว้ตรงหน้า สตีฟคลี่ยิ้มขำๆเมื่อเห็นนายเหนือหัวของตัวเองสิ้นท่าให้กับบุตรชายซึ่งมีนิสัยคล้ายคลึงกันขณะรินน้ำลงในแก้วให้คนป่วยจอมดื้อ คาเฟลเมื่อเห็นบิดายอมอ่อนข้อให้ก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆก่อนจะเอ่ยบางสิ่งที่สำคัญมากๆออกมา 

"ผมเจอน้องแล้วนะครับ" ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะเหลือบมองสตีฟที่ยืนอึ้งและบิดาที่เบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเองด้วยรอยยิ้ม 

"!!!!" 

"วาเฟลที่เราตามหามาตลอด ผมเจอเค้าแล้วนะครับ" 

เพล้ง! 

.……………………………ต่อตรงนี้.…………………………… 

 

รายล้อมรอบตัวข้าเต็มไปด้วยความมืด มันมืดสนิทมืดเสียจนมองไม่เห็นอะไร มีเพียงจุดที่ข้านอนเหยียดกายเท่านั้นที่มีแสงสว่าง ข้ายันกายขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนช้าๆอย่างสับสนมึนงงและก่อนที่ข้าจะได้ทำอะไรมากกว่านั้น หางตาก็เหลือบไปเห็นผีเสื้อตัวใหญ่สีประหลาดบินออกมาจากความมืด

กริ๊งกริ๊ง

เสียงบางอย่างดังตามจังหวะกระพือปีกของมันท่ามกลางความเงียบ ข้าย่นจมูกน้อยๆเมื่อมันบินมาเกาะที่ปลายจมูก ทั้งที่ข้าจะสะบัดหนีหรือถอยห่างเมื่อมันบินเข้ามาใกล้ตั้งแต่แรกก็ได้แท้ๆแต่ข้ากับไม่ทำ ซึ่งข้าเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกัน จากนั้นก่อนที่ข้าจะได้ทำอะไรมากกว่านั่งอยู่นิ่งๆ เจ้าสิ่งที่เกาะบนจมูกก็เปล่งแสงเรืองราวก้อนหิงห้อยยักษ์บนท้องฟ้ายาวเช้าจนตาพร่าแล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป

งิ...งิง...หงิง

"พ่อ...คุณพ่อ...ตื่นสิ...คุณพ่อ"

เสียงร้องเล็กๆที่ดังแว่วๆมาจากที่ไกลๆปลุกข้าออกจากท้องฟ้าสีดำ ข้าค่อยๆปรือตาขึ้นอย่างงัวเงียและอ่อนแรง ภาพตรงหน้ามันพร่าเลือนจนแทบจับภาพอะไรไม่ได้ ข้ากลับตาลงอีกครั้งขณะพยายามใช้ขาหน้ายันกายขึ้นแต่ร่างกายกับดูอ่อนแรงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนกายไปไหนได้ แต่เสียงร้องหงิงหงิงมันกับดังขึ้นจนปวดหู

หงิงหงิง

"คุณพ่อๆๆๆ"

"มันตื่นแล้ว" น้ำเสียงแข็งที่ไม่ค่อยเข้าหูของหมาบางตัวที่ดังตามมาทำให้ข้าต้องลืมตาหันมองไปตามเสียงนั้น กระพริบตาอยู่หลายครั้งกว่าภาพตรงหน้าจะฉายชัด

...เกรย์ พี่ชายของบิท…

บิท?!

"คู่ครองข้า...อึก!" ข้าเบิกตากว้างเมื่อภาพบางอย่างมันฉายขึ้นมาก่อนจะรีบยันกายขึ้นอีกครั้งแต่ผลก็ยังคงเป็นเช่นเดิมและเพิ่มเข้ามาด้วยอาการแปลกๆข้างในหัว กายข้าทรุดลงกับพื้น ฟันขบกัดกันแน่นอย่างอดกลั้น

เหง๋ง

"คุณพ่อ!!!" เสียงไอ้พวกลูกหมาของข้าร้องเรียกข้ากันระงมจนปวดหูแต่ข้ากับไม่รู้สึกรำคาญเลย เพราะเสียงร้องนั้นมันเหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่าลูกๆของข้ายังปลอดภัยดี แต่บิท...คู่ครองของข้า ข้ายังจำภาพสุดท้ายก่อนหลับไปได้ดี เจ้าสิ่งชีวิตประหลาดที่เหมือนกันกับคู่ครองข้าจากต่างถิ่นพวกนั่น มันต้องการตัวคู่ครองข้าและมันทำร้ายบิท!

กรร

"คู่ครองข้าอยู่ไหน" ข้าครางถามเสียงพร่าทั้งๆที่ยังข่มตาหลับเพราะอาการแปลกๆในหัว

หงิง หงิง

 "..."

เมื่อเอ่ยถามออกไปสิ่งที่ได้รับกลับมากับมีแค่เสียงร้องไห้เล็กๆของลูกๆและความเงียบจากคู่สนทนา ข้าฝืนลืมตาขึ้นมองพี่ชายในคอกของบิทอย่างเกรย์ที่ยืนทำหน้าเครียดอยู่โดยมีพี่ๆตัวอื่นๆในคอกเดียวกันนั่งทำหน้าเครียดและรู้สึกผิดอยู่ด้านหลัง

"เค้าอยู่ที่ไหน" ข้าถามย้ำอีกครั้ง แม้ว่าข้าจะรับรู้ได้ว่าบรรยากาศโดยรอบมันไม่ปกติ แต่ข้าก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าคู่ของข้ายังปลอดภัย ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงเมื่อข้าได้รู้คำตอบ

"พวกมันพาคู่ครองเจ้าไป" น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังออกมาจากอีกฝั่ง ข้ารีบหันไปทิศทางนั้นอย่างตกใจ

กรรรร

"พาไปไหน!" ข้าคำรามถามออกมา

"ข้าไม่รู้ แต่กลิ่นมันไปทางนอกเขตหมาป่า ข้าทิ้งเจ้าไว้ไม่ได้" กาเซลเอ่ยขณะมองสบตาข้า ข้ากัดฟันแน่นอย่างเจ็บใจก่อนจะพยายามฝืนกายลุกขึ้นยืนด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่เริ่มฟื้นกลับมา แม้ว่าสุดท้ายข้าจะล้มลงไม่เป็นท่าก็ตาม

"อย่าฝืน"

"หัดดูสภาพตัวเองหน่อยจะได้มั้ย สภาพหมาป่วยแบบนี้ไงถึงปกป้องคู่ครองตัวเองไม่ได้!" เกรย์คำรามออกมาอย่างดูแคลน ข้าหน้าชาไปหมดเพราะมันคือความจริง ข้ามันอ่อนแอ!

"เกรย์" นางหมาป่ามารดาของคู่ครองข้าเอ่ยตำหนิลูกในคอกตัว เกรย์หันไปมองนางก่อนจะกัดฟันแน่นอย่างหัวเสีย ถ้าไม่มีหมาตัวอื่นอยู่ด้วยป่านนี้ข้าคงโดนมันกัดจนจมเขี้ยวไปแล้ว

"ก็มัน!"

กรร

"เงียบ!" ท่านพ่อของข้าคำรามออกมาลั่นโพรงจนหมาตัวอื่นๆต้องหุบปากเงียบ ท่านพ่อยันกายขึ้นแล้วย่างกายเข้ามาหาข้าที่นอนสิ้นเรี่ยวแรงอยู่บนพื้น

"รักษาตัวเองซะ!เมื่อหายดีแล้วเจ้าจะไปรับคู่ครองตัวเองกลับมาก็ยังไม่สาย ข้าให้หมาป่าตัวอื่นออกตามกลิ่นแล้ว ไม่แน่อาจจะเจอตัวคู่ครองเจ้าในไม่ช้า" ท่านพ่อกล่าวก่อนจะก้มลงเลียหัวข้าอย่างเป็นอ่อนโยน

"..." ข้ากัดฟันอย่างเจ็บใจ ขนาดอยู่ข้างกายกันขนาดนั้น ข้ายังไม่อาจปกป้องและช่วยเหลือคู่ครองเพียงตัวเดียวของตัวเองเอาไว้ได้เลย บิทอ่อนแอ คู่ครองของข้าอ่อนแอเกินกว่าจะถูกใครหรืออะไรพาไปไหนตามลำพังและเพราะคู่ครองของข้านั้นอ่อนแอข้าจึงต้องแข็งแกร่ง แต่ตัวข้ากับแข็งแกร่งไม่พอ ถ้าหากคู่ครองตัวน้อยของข้าถูกมันที่พรากไปรังแก บิทก็ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เลย ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งรู้สึกผิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ข้าร้องครางราวกับสัตว์บาดเจ็บออกมาอย่างเจ็บใจ

หงิง

ลูกๆของข้าครางหงิงซุกตัวเข้ามาซบข้างลำตัวข้าราวกับจะปลอบประโลม ข้ายังจำภาพสุดท้ายนั้นได้ดี พวกมันพยายามใช้ร่างเล็กๆนั้นปกป้องแม่ตัวเองเอาไว้อย่างสุดความสามารถ แม้จะรู้ดีว่ามันไร้ผลแต่ก็ยังคิดที่จะทำ ข้ารู้ว่าพวกมันเองก็คงเสียใจที่ปกป้องแม่ตัวเองไว้ไม่ได้เช่นเดียวกับข้า แต่พวกมันไม่ผิด ลูกๆของข้าไม่ผิด คนที่ผิดคือเจ้าสิ่งมีชีวิตประหลาดนั่นต่างหาก สิ่งมีชีวิตที่พรากคู่ครองของข้าไปจากข้า สิ่งมีชีวิตที่พรากสมาชิกในฝูงไปจากฝูง สิ่งมีชีวิตที่ข้าจะไม่ปรานีมัน! 

.……………………………………………….…………………….. 

  

หมู่บ้านลึกอันห่างไกลตัวเมืองและถนนใหญ่ ในวันที่ท้องฟ้าสดใส ลมเย็นๆพัดผ่านยอดไม้วันหนึ่งชาวบ้านทั้งชายและหญิงสี่ถึงห้าคนเดินเข้าป่าหาของป่าและล่าสัตว์ไปขายในต่างหมู่บ้าน ณ.ป่าท้ายหมู่บ้านดังเช่นทุกวัน เมื่อเดินหาของป่าได้พักใหญ่ชายฉกรรจ์สองคนที่ฉีกตัวออกไปล่าสัตว์และตรวจดูกับดักซึ่งได้วางเอาไว้ก็เดินกลับมารวมกลุ่มกับหญิงชาวบ้านที่เก็บของป่าใกล้กับจุดนัดพบ

"เป็นไงบ้างพี่ ทำไมทำหน้าแบบนั้น ล่าอะไรไม่ได้เลยเหรอ?" หญิงชาวบ้านที่อายุน้อยที่สุดเอ่ยถามเมื่อเห็นพี่ชายข้างบ้านกับลุงที่อยู่บ้านถัดไปเดินกลับมามือเปล่า

"ข้าไม่ได้อะไรเลย หาสัตว์อะไรก็ไม่ได้ แม้แต่กระต่ายก็ไม่เห็น แล้วลุงเรียมล่ะ" ชายหนุ่มเอ่ยพรางหันไปหาชายกลางคนที่อายุเยอะกว่าตนเป็น 10-20 ปีที่บ้านใกล้ๆกัน ซึ่งชายคนนั้นก็ส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอ่ยตอบ

"ข้าแวะไปดูกับดักที่วางไว้ มันไม่ได้อะไรซักอย่าง เหลือแต่รอยเลือดเอาไว้ดูต่างหน้าให้เจ็บใจเล่น ดูท่าไอ้ตัวที่ดักได้คงจะแหกกับดักหนีไปแล้ว เจ็บใจจริงๆ" ชายกลางคนกล่าวอย่างหัวเสีย

"ป่าออกจะใหญ่ ทำไมวันนี้ไม่มีสัตว์เลย" หญิงคนเดิมกล่าว

"นั่นสิ วันนี้ข้าก็ว่ามันแปลก" หญิงชาวบ้านที่ดูอายุพอๆกับชายกลางคนกล่าวขึ้น

"แปลกยังไงเหรอป้า" หญิงอีกคนที่อายุเยอะกว่าหญิงคนแรกเล็กน้อยเอ่ย

"พวกเจ้าไม่แปลกใจบ้างเหรอว่าทำไมวันนี้ป่ามันเงียบๆแปลกๆ" หญิงคนเดิมกล่าวพรางมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง

"แปลกยังไงป้า ข้าว่าก็ปกติดี" นางเอ่ยพรางมองไปรอบๆ

"นั่นสิ" หญิงอีกคนเอ่ยสำทับพอๆกับชายอีกคนที่เริ่มมองรอบๆกายอย่างสังเกตุสังกา

"คนหนุ่มสาวมันก็แบบนี้แหละ" หญิงกลางคนกล่าวพรางทำสีหน้าเอือมละอา จนหญิงชาวบ้านทั้งสองต่างย่นคิ้วขมวดมองหากันอย่างไม่เข้าใจ

"โอ้ย!พวกเจ้าก็อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลย รีบออกจากป่ากันเถอะ ช้าชักรู้สึกแปลกๆ" ชายกลางตนที่อายุเยอะที่สุดรีบเอ่ยขัดเมื่อจู่ๆก็เริ่มรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับกำลังถูกจ้องมอง และก็ถูกอย่างที่หญิงคนนั้นพูดที่บอกว่าวันนี้ป่ามันเงียบกว่าปกติ เพราะชายกลางคนเองตอนที่เดินไปดูกับดักที่ตนวางไว้เจ้าตัวก็ยังรู้สึกได้ว่าวันนี้ป่ามันเงียบๆเช่นกันแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร พอถูกพูดจี้ซ้ำชายกลางคนก็เริ่มระแวงขึ้นมา คนที่เหลือพอเห็นชายกลางคนที่อายุเยอะที่สุดในกลุ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด ความหวาดกลัวก็เริ่มจุดขึ้นในอกจนต้องรีบพากันสาวเท้าออกเดินแทบไม่ทัน โดยที่มีดวงตาวาววับของบางสิ่งจับจ้องมองตามไปราวกับจะรอตะครุบเหยื่ออยู่ไม่ห่าง

 

.……………………………………………….…………………….. 

  

ปังปังปัง

"ผู้ใหญ่! ผู้ใหญ่อยู่มั้ย แย่แล้ว!ผู้ใหญ่!!!!"

เสียงทุบประตูบ้านที่จู่ๆก็ดังขึ้นทำให้ชายที่กำลังนั่งขัดมีดพร้าอยู่ในครัวหลังบ้านสะดุ้งโหยงอย่างตกใจ แต่น้ำเสียงร้อนรนที่ดังตามมาทำให้ชายกลางคนที่มีศักดิเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านต้องรีบวางมีดในมือลงแล้วก้าวเร็วๆไปหาผู้มาเยือน

"มีอะไร เรียกเสียงดังเสียข้าตกใจ เกิดข้าตกใจเผลอทำมีดบาดตัวเองขึ้นมาจะทำยังไง" เมื่อเปิดประตูบ้านออกไปชายกลางคนก็รีบตำหนิออกไปทันที ไม่สนใจคู่สนทนาที่ยืนหอบๆมีสีหน้าตื่นๆ

"โอ้ย!ชั่งมีดบาดมันเถอะลุง"

"มีดบาดมันก็ได้แผลน่ะสิ!แล้วมีอะไรของแก รีบร้อนเชียว"

"พวก...พวกที่เข้าไปหาของป่า...พวกที่เข้าไปหาของป่าวันนี้ถูกหมาป่ากัด พอข้าไปถามพวกนั้นบอกว่าเป็นหมาป่าจากป่าต้องสาป!"

"อะไรนะ!"

 

.……………………………………………….…………………….. 

  

เมื่อผู้ใหญ่บ้านสั่งคนในหมู่บ้านช่วยกันประถมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่เหล่าลูกบ้านที่เข้าไปหาของป่าและถูกหมาป่ากัดจนได้รับบาดเจ็บ มีบาลแผลเหวอะหวะทั้งตัวก่อนนำไปส่งโรงพยาบาลในเมืองที่ห่างไกลและไม่ลืมสั่งกำชับเตือนลูกบ้านคนอื่นๆให้ระมัดระวังตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายกลางคนก็เดินกลับมานั่งพักที่โต๊ะไม้หน้าบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"พวกมันเป็นหมาป่าจากป่าต้องห้ามจริงๆเหรอลุง" ชายที่วิ่งไปเคาะประตูบ้านชายกลางคนในคราแรกเอ่ยถามชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเป็นกังวล

"ข้าก็ไม่รู้" ชายกลางคนกล่าวปัดๆแม้จะรู้สึกมั่นใจในคำตอบกับคำถามของคู่สนทนาอายุน้อยกว่าก็ตามที

"แกก็รู้อยู่แล้วไม่ใช่รึไงไอ้ฮาน" พลันเสียงปริศนาก็ดังขึ้นจนคนทั้งคู่ต้องหันไปมอง

"ลุงพราน" ชายหนุ่มเอ่ยเรียกก่อนจะรีบลุกจากเก้าอี้ให้คนอายุเยอะกว่านั่ง

"..." ฮานหรือผู้ใหญ่บ้านเม้นปากแน่น

"พวกมันเอาอะไรออกไป เจ้าของมันก็ต้องมาตามเอาคืน" พรานเฒ่าเอ่ยพรางกล่าวซ้ำ "ข้าเตือนเอ็งแล้ว"

"แล้วจะให้ทำยังไง ตอนนั้นเราทำอะไรไม่ได้!" ฮานเอ่ยอย่างหัวเสีย เขาจำได้แม่นเชียวล่ะเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่พวกต่างถิ่นพาบางสิ่งออกจากป่า แม้จะพยายามทัดทานแต่ครั้นพอโดนผู้ที่ตามมาทีหลังเอาปืนจ่อหัวแถมลูกน้องคนอื่นๆของพวกต่างถิ่นที่มาก่อนซึ่งมีอาวุธครบมือ ชายกลางคนก็ทำอะไรไม่ได้มากได้แต่กัดฟันยอมให้พวกนั้นเอาสิ่งนั้นออกจากหมู่บ้านไปเพื่อรักษาความปลอดภัยของลูกบ้านตน

"แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะลุง" คนอายุน้อยเอ่ยถาม

"..." พรานเฒ่าเหลือบตามองเพื่อนตน

"...ก็ต้องให้พวกนั้นเอาสิ่งนั้นคืนมา" ฮานกล่าว

"..." คนอายุน้อยเงียบตั้งใจฟัง

"หรือไม่ก็ต้องหาทางให้พวกมันไปเอาของของมันคืน ก่อนที่พวกเรา..." ชายกลางคนกล่าวพรางเหลือบตาไปมองในทิศทางเดียวกันกับเพื่อนที่เหลือบไป จนคนอายุน้อยที่สุดในวงสนทนาต้องหันไปมองตามอย่างสงสัยใคร่รู้ ก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะรู้สึกเหมือนกับว่าหัวใจกำลังถูกปล่อยทิ้งลงมาจากที่สูง เมื่อหันไปเห็นสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ซึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนั้น

 

....................................................................................................................................................................................................................................... 

4 ก.ค 63 / 15:30 น.

มาตามกลิ่นควันไฟ ใครเผ่าบ้านไรท์!!! 

ไรท์มาแล้วจ้า มาตามที่แจ้งไว้ในเพจก่อนหน้านี้ จริงๆก็ว่าจะอัพอาทิตย์ที่แล้วแต่ไม่ทันเลยว๊าบมาอัพอาทิตย์นี้แทน  

และตอนนี้ฉันก็กำลังจะไปทำงานสายแล้ววววววววววว 

เรามีความค้างมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่องและจะค้างอีกหลายตอน ขอให้เธอใจเย็นๆกันหน่อย  

เก็บอุปกรณ์การเผาก่อน เดี๋ยวไรท์ไม่มีที่สิงสถิตเด้อออออ 

14 ม.ย 63 / 16:34 น. 

ยู้ฮู ไรท์กลับมาแล้วจ้า 

บทแรกของปี 2020 เลยนะเนี้ย 

ช่วงกักตัวหนีไวรัสไรท์เอาความค้างมาเสริ์ฟจ้า มีปมเพิ่มแต่คงไม่ค้างเท่าไหร่หรอกเนอะ //วิ่งหนีรองเท้า 

รักษาสุขภาพกันด้วยนะ 

เมนท์ติชมแสดงความคิดเห็นได้นะคะ 

แล้วเจอกันค่ะ 

ความคิดเห็น