กำไลหินสีดำที่หยางและลี่อิงขโมยมาได้ มีความหมายอะไรซ่อนอยู่กันแน่!? และมันจะนำพาหยางกับลี่อิงไปเจอกับอะไร!? <อัพทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ตอนที่ 2-2 บุปผาที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 2-2 บุปผาที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 193

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2563 09:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2-2 บุปผาที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า
แบบอักษร

ระหว่างรอฟอเนียแวะกลับที่พักซึ่งอยู่ชั้นหนึ่ง ลี่อิงนำเสนอสถานที่หลากหลายที่คิดจะพาเธอไป หยางพยักเพยิดแบบไม่มีอารมณ์ร่วม ไม่นานนักฟอเนียก็กลับมาพร้อมเกราะแขนทำจากหนังซึ่งมีนกฮูกหน้าเหลี่ยมเกาะรอ หลังจากที่เธอจัดการเรื่องค่าที่พักเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาหาทั้งสองคนที่รออยู่ 

“ขอโทษนะที่ให้รอ” 

“ไม่มีปัญหา แต่ว่าเจ้านั่นเอาออกจากกรงแบบนี้ไม่เป็นไรแน่เหรอ?” 

หยางถามพลางส่งสายตาไปยังนกฮูกหน้าเหลี่ยม ฟอเนียยื่นแขนซ้ายที่ให้นกฮูกเกาะอยู่ออกมาข้างหน้าเพื่อให้ทั้งสองคนเห็นได้ชัดเจนขึ้น  

“เจ้านี่เป็นเด็กดี ไม่หนีไปไหนหรอก” 

“สุดยอด...ข้าเพิ่งเคยเห็นนกฮูกใกล้ๆ แบบนี้เป็นครั้งแรกเลย!” 

ลี่อิงส่งเสียงตื่นเต้นตกใจออกมาด้วยความใสซื่อ 

นกฮูกมีเขาสีเทา เกือบทั้งตัวเป็นสีน้ำตาล มีแค่ตรงส่วนท้องที่ขนเป็นสีขาว ลูกกะตาโตสีน้ำตาลอมทองจ้องมองมาราวกับกำลังประเมินสองคน บางครั้งก็ขยับคอไปมา 

“ข้ายืมมาจากชาวเสือขาวน่ะ คงเป็นสัตว์ที่แปลกตาสำหรับคนที่นี่สินะ” 

“อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่นกที่ป้วนเปี้ยนแถวนี้อะ” 

หยางเองเริ่มรู้สึกสนใจเจ้านกฮูกตัวนี้ขึ้นมาจึงคอยสังเกตสังกา ดูดีๆ พบว่าที่เท้าของเจ้าสิ่งมีชีวิตแปลกใหม่นี้มีสิ่งที่เหมือนกระบอกสีเงินติดผูกไว้ด้วย 

“... นี่ เจ๊ฟอเนีย ไอ้ที่ติดที่เท้านี่อะไรอะ?” 

ลี่อิงที่สังเกตเห็นเหมือนกันเอ่ยถามพร้อมกับชี้ที่เท้าของนกฮูก 

“อ๋อ นั่นเป็นที่ใส่จดหมายน่ะ เจ้านี่เป็นนกฮูกมีเขาที่ถูกฝึกมาเป็นนกส่งสาร” 

“โห ฉลาดน่าดูเลยสินะ” 

ลี่อิงพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความประทับใจ  

พอออกไปจนถึงถนนด้านนอกแล้ว ฟอเนียก็ปล่อยนกฮูกมีเขาขึ้นไปบนท้องฟ้า  

ดูท่าธุระที่เธอว่าต้องแวะมาทำคงจะเป็นการเขียนจดหมายให้นกฮูกออกไปส่งน่ะเอง แต่น่าแปลกที่ท้องฟ้าแถวนี้ยังสว่างอยู่แท้ๆ ทำไมถึงปล่อยนกฮูกบินไปได้  

ท่ามกลางความสงสัยของหยาง เจ้านกฮูกมีเขาก็โบยบินอย่างอ้อยอิ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เพียงพริบตาเดียวก็บินหายไปจากสายตา 

เพียงเท่านี้ธุระของฟอเนียก็เสร็จสิ้น หยางและลี่อิงจึงพาเธอออกเดินไปยังบริเวณใจกลางเมือง เพื่อพาเธอชมเมืองหลวงฮวงเจ็ง 

เมืองฮวงเจ็งนี้นอกจากมหาวิหารที่มีไว้เพื่อสักการะรูปปั้นองค์เทพีหวงลี่ผู้คุ้มครองเกาะกิเลนขนาดมหึมาแล้ว ยังมีวิหารเทพเจ้าขนาดเล็กที่มีไว้สำหรับสักการะองค์เทพผู้พิทักษ์อีกสี่เกาะอีกหลายแห่ง เป็นสถานที่ที่ผู้คนในเมืองมักเดินทางไปกราบไหว้ในชีวิตประจำวัน บางแห่งมีรูปปั้นแกะสลักโดยนักแกะสลักที่มีชื่อเสียง สถาปัตยกรรมบางแห่งยังคงเป็นที่กังขา บ้างก็เป็นสถานที่ที่หลุดรอดจากสายตานักท่องเที่ยว  

ฟอเนียวางแผนจะไปมหาวิหารในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว หยางกับลี่อิงจึงนำชมวิหารเล็กๆ แห่งอื่นๆ  

โดยปกติหยางจะไม่แวะไปวิหารเทพเจ้า ฉะนั้นการเที่ยวชมครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกสำหรับเขาเช่นกัน แต่เคยได้ยินจากคนแก่คนเฒ่าที่เล่าให้ฟังมาบ้าง อะไรอยู่ตรงไหนจึงยังพอจับทางได้ เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ทั้งหยางและลี่อิงมั่นใจพอประมาณ 

สุดท้ายพวกเขาพาฟอเนียไปเที่ยวตลาดใจกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหนย่อมมีตลาดกลางเมือง ของที่ขายก็เต็มไปด้วยของกินและข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันหลากหลาย ทั้งผลไม้ ปลา เนื้อสัตว์ ฯลฯ วางเรียงราย แต่ความอุดมสมบูรณ์ของสินค้าที่เห็นอยู่นั้นส่วนใหญ่มาจากแผ่นดินอื่น  

ท่ามกลางเกาะทั้งห้า มีเพียงเกาะกิเลนที่ตั้งอยู่ตรงกลางเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าใกล้อีกสี่เกาะได้มากที่สุด ช่วงเวลาแบบนั้นเองที่ช่วยให้สามารถนำเข้าสินค้ามากมายได้ เพราะเหตุนี้เกาะกิเลนจึงมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก 

เมื่อมาเที่ยวชมตลาดเมืองฮวงเจ็งจึงไม่แปลกที่จะพบเจอสินค้าจากทั่วโลกวางเรียงราย ไม่ว่าจะเป็นชากับแยมผลไม้จากดินแดนหงส์แดงทางใต้ ผ้าทอจากดินแดนมังกรเขียวทางตะวันออก สินค้าหนังที่น่าภาคภูมิใจจากดินแดนเต่าดำทางเหนือ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยอัญมณีประจำท้องถิ่นของแต่ละเกาะซึ่งสิ่งนี้ละที่ทำให้ฟอเนียถึงกับตกตะลึง  

ลี่อิงเชิดหน้ามองเธออย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง 

“ฮ่าๆ สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ อย่ามัวแต่เดินงงในดงข้าวของจนหลงทางไปเสียล่ะ” 

ฟอเนียหัวเราะตอบ แต่หยางก็ดูออกว่าเธอไม่ใช่คนเซ่อซ่าจนหลงทางได้หรอก 

แผงในตลาดทุกซอกทุกมุมถูกจัดวางอย่างกับตารางหมากรุก มีเพียงบางแผงที่เป็นร้านจริงจัง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแค่แผงลอยที่ตั้งกลางแจ้ง โดยมีผ้าใบขึงกันแดดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  

พ่อค้าที่มีอิทธิพลหน่อยก็จะจัดร้านได้โอ่อ่า ส่วนการตั้งแผงลอยโล่งๆ นั้นมักจะเป็นฝีมือพ่อค้าที่เดินทางมาจากเมืองอื่นหรือเกาะอื่นเสียมากกว่า 

ในบรรดาร้านรวงเหล่านั้น มีผลิตภัณฑ์จากเกาะหงส์แดงและเกาะมังกรเขียวมากที่สุด แต่หากมีพ่อค้าจากเกาะเต่าดำมาด้วยก็เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นไปอีก  

ช่วงที่แผ่นดินขยับเข้ามาใกล้กัน พวกพ่อค้าจะบรรทุกสินค้าข้ามมายังเกาะกิเลนมากมาย คนเหล่านี้จะแวะมาพำนักชั่วคราวที่เกาะกิเลนก็เพื่อทำการค้านั่นเอง  

แม้จะเป็นการเดินทางมาค้าขายที่ค่อนข้างลำบาก แต่หากเป็นการเดินทางมาจากบ้านเกิดที่อยู่ห่างไกจากเกาะกิเลนมากเท่าไร ของที่หามาขายได้ก็จะยิ่งเป็นของหายาก ทำให้โก่งราคาได้สูงขึ้น 

พวกพ่อค้าจากเกาะเสือขาวจะมาเปิดแผงขายของกันอย่างเนืองแน่น แต่ดูเหมือนร้านที่จะดึงความสนใจจากฟอเนียได้มีแต่สินค้าจากเกาะอื่นๆ ที่ไม่ใช่บ้านเกิด 

เธออาจไม่อยากเพิ่มสัมภาระกระมังจึงพยายามเลี่ยงการซื้อของมากมาย แต่เธอกลับดูถูกใจกล่องไม้แกะสลักเล็กๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์บนเกาะกิเลนอยู่มากทีเดียว เห็นว่าเธอตกลงใจซื้อไปหลายอันเพื่อนำไปเป็นของฝากคนสนิท  

เธอเปรียบเทียบกล่องใบน้อยที่นำมาวางเรียงกันที่ร้านและลองดมกลิ่นก่อนเลือกซื้อ ไม้ที่นำมาใช้ทำงานฝีมือพวกนี้มักจะเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม และเพราะมีกลิ่นหอมแตกต่างกันอยู่บ้างนี่เอง ฟอเนียจึงขอให้หยางกับลี่อิงช่วยกันดมกลิ่นด้วย แย่หน่อยตรงที่หยางไม่ได้มีสัมผัสเรื่องกลิ่นที่ละเอียดอ่อนมากพอจะแยกแยะกลิ่นหอมได้  

ในที่สุดฟอเนียก็ตัดสินใจซื้อกล่องใบน้อยที่ทำจากวัสดุแตกต่างกันสามกล่อง 

ความคิดเห็น