กำไลหินสีดำที่หยางและลี่อิงขโมยมาได้ มีความหมายอะไรซ่อนอยู่กันแน่!? และมันจะนำพาหยางกับลี่อิงไปเจอกับอะไร!? <อัพทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ตอนที่ 1-9 สองโจรวิ่งราว

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-9 สองโจรวิ่งราว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 155

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2563 09:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-9 สองโจรวิ่งราว
แบบอักษร

พวกเขาเข้าไปข้างในผ่านทางรั้วไม้ที่หักพัง  

โบราณสถานแห่งนี้เกิดขึ้นจากการซ้อนทับของหินสีขาวขนาดใหญ่มหึมา ที่พื้นก็มีแผ่นหินสร้างไว้เป็นทาง 

หินพวกนี้ครั้งหนึ่งคงเคยถูกขัดเงาจนเปล่งประกายวิบวับ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านมาจนถึงวันนี้ ความเงางามก็เลือนหายกลายเป็นรอยสากด้าน  

ตัวอักษรที่สลักไว้บนพื้นเลือนหายจนอ่านไม่ออกแล้ว ระหว่างแผ่นหินมีหญ้าสีเขียวสดขึ้นแทรก แต่ดูอย่างไรที่นี่ก็คงเป็นได้แค่เพียงโบราณสถานที่ถูกทิ้งร้างเท่านั้น 

จังหวะที่เข้าใกล้อาคารที่ประดับด้วยรูปปั้นของเทพเจ้าซึ่งเป็นที่นอนของเด็กๆ เขาได้พบกับพวกเด็กๆ ที่ออกมาข้างนอกโดยบังเอิญ 

“อ๊ะ! หยางกับลี่อิงนี่!” 

หนุ่มน้อยคนหนึ่งส่งเสียงขึ้นมา เด็กๆ ที่อยู่รอบๆ จึงหันมามองเป็นตาเดียว 

“ไง ไม่เจอกันนานเลยนะ” 

“ก็ไม่แวะมาหาพวกเราเลยนี่นา คิดว่าโดนจับไปแล้วซะอีก” 

หนุ่มน้อยคนหนึ่งพูด หยางเลยเขกหัวเขาเบาๆ 

"ข้าไม่ใช่เจ้าซะหน่อย ไม่งี่เง่าขนาดนั้นหรอกน่า” 

มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับลี่อิงส่งเสียงทักมา 

“ลี่อิง ฝีมือพัฒนาขึ้นบ้างไหม?” 

“แหงแซะ ข้าน่ะปลดเชือกถุงเงินได้แล้วนะเว้ย” 

ทุกคนพูดคุยกันอย่างครื้นเครงพลางเดินเรื่อยเปื่อยมาจนถึงห้องโถง สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งหยางเคยหลับไม่ลง ที่ตรงนี้ไม่เปลี่ยนไปเลย ยังคงมีผ้าห่มและข้าวของกองเกลื่อนกระจัดกระจาย  

เด็กๆ ที่รู้จักหยางกรูกันเข้ามาออดอ้อนขอของฝากทันที 

“แบ่งกันดีๆ ละ” 

เขายื่นของฝากให้เด็กๆ พร้อมกับย้ำด้วยสีหน้าดุๆ 

มีเด็กน้อยคนสองคนที่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าแบบงงๆ คงเป็นเด็กหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าแก๊งจึงไม่เคยเห็นหน้าหยางมาก่อน  

“ถ้าอยากกินขนมก็มาทางนี้สิ มากินให้เต็มที่เลย” 

พอหยางส่งเสียงเรียก เด็กๆ ก็ค่อยๆ เขยิบตัวเข้ามาใกล้  

เด็กหนุ่มที่อยู่มาก่อนหยางจะจากโกดังใต้ดินนี้ไปอธิบายให้เด็กๆ ฟังว่า 

“นี่หยางกับลี่อิง ตอนนี้ย้ายไปอาศัยอยู่ในเมืองแล้ว แต่เมื่อก่อนเคยเป็นแก๊งเดียวกับพวกเรา” 

“ฝีมือวิ่งราวของหยางน่ะขั้นเทพ ลูกพี่ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าถ้ามีหมูเดินสวนมา หยางสามารถฉกหัวใจมันออกมาได้โดยที่มันยังไม่รู้ตัวเลย!” 

หยางหัวเราะเฝื่อนกับคำชมโอเว่อร์นั้น มันเป็นคำพูดที่ใครสักคนในแก๊งชื่นชมที่อู๋หยางสามารถหาเงินได้เยอะกว่าคนอื่น  

นับตั้งแต่ได้เงินมหาศาลจากการฉกชิงวิ่งราวเป็นครั้งแรก จนตอนนี้ก็ยังคงมีคนกล่าวขานเรื่องของเขาให้แก๊งโกดังใต้ดินได้รู้  

จังหวะนั้นเองมีเด็กหนุ่มพูดแทรกขึ้นมาว่า 

“ที่บอกว่าหยางมีคาถาอะจริงเหรอ? ข้าได้ยินมาว่าหยางมีคาถาเทพเจ้า!” 

เด็กหนุ่มคนนั้นเข้าแก๊งมาก็ตอนที่หยางย้ายออกจากโกดังใต้ดินไปแล้ว จึงอาจไม่รู้ถึงความรู้สึกแย่ของเขา และคงไม่รู้อีกด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้าม ขณะที่เด็กๆ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อสองปีก่อนสบตากันด้วยความอึดอัด  

ตอนนั้นเองที่เด็กสาวห้าวคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความหน่าย 

“ไม่ใช่ซะหน่อย ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก! คาถาเทพเจ้าที่ว่าน่ะถ้าไม่ใช่คนที่ร่ำเรียนอยู่ในวิหารเทพเจ้าหรือสืบสายเลือดจักรพรรดิก็ไม่มีทางรู้ได้หรอก” 

บรรดามนุษย์ทั่วไปอาจมีสักคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังจากเทพเจ้า การใช้พลังมหัศจรรย์ที่ว่านั้นได้อย่างอิสระเรียกว่าคาถาเทพเจ้า ซึ่งคนส่วนมากที่มีชีวิตไปวันๆ ไม่น่ามีใครรู้วิธีใช้พลังที่ว่านั้น 

“ฉันได้ยินมาว่าเมื่อสองปีก่อนหยางใช้คาถาพ่นไฟออกมาจนไฟไหม้โกดังเลย” 

เด็กหนุ่มคนนั้นดูเหมือนจะไปได้ยินพวกลูกหม้อสักคนพลั้งปากพูดถึงเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อสองปีก่อนเข้า  

เหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนนั้นแน่นอนว่าหยางเองยังจำได้ดี แต่ไม่สามารถสรรหาคำพูดใดมาตอบเด็กคนนั้นได้เลย 

วันนั้นผู้คนในเมืองกำลังรื่นเริงกับงานเทศกาล พวกเด็กๆ ในโกดังใต้ดินก็ตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นช่วงเสร็จสิ้นการไว้ทุกข์ให้จักรพรรดิองค์ก่อน เพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิองค์ใหม่  

หยางคิดว่าในโอกาสแบบนี้ปล่อยให้พวกเด็กเล็กๆ เฉลิมฉลองจะดีกว่า จึงไม่ได้เข้าเมืองและฝังตัวอยู่ในโกดังใต้ดิน 

ในช่วงเย็นวันนั้นจู่ๆ ร่างกายของเขาก็รู้สึกแปลกไป  

เขาที่นอนกลิ้งจนผ้าห่มที่ปูไว้ยับยู่ยี่ จู่ๆ ใจก็เต้นระรัว หายใจถี่ เสียงรอบตัวอยู่ห่างออกไปราวกับตัวเองอยู่ใต้น้ำลึก 

เขาตกใจมาก รู้สึกเหมือนตัวเองพูดพร่ำอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าเสียงนั้นเปล่งออกมาจริงหรือไม่  

เมื่อพวกเด็กหนุ่มที่อยู่แถวๆ นั้นเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงส่งเสียงถามหยางว่า "เป็นอะไรรึเปล่า?" แต่เขากลับไม่ได้ยินคำถามนั้น  

หัวใจเขาเต้นโครมคราม ร่างกายร้อนวูบวาบ ได้แต่พยายามจะแหวกคอเสื้อออกโดยใช้มือจิกคอหอยเป็นพัลวัน  

หลังจากนั้นจู่ๆ ก็รู้สึกถึงความร้อนที่มือขึ้นมาจึงลนลานเอามือออกห่างจากคอ ดูฝ่ามือตัวเองที่แบออกพร้อมกับที่บริเวณคอหอยร้อนผ่าวเหมือนถูกน้ำร้อนลวก แต่ก็ไม่พบอะไรที่ฝ่ามือ แต่เพียงครู่เดียวมือทั้งสองของหยางก็มีไฟลุกพรึ่บ 

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้างเขาก็จำแทบไม่ได้แล้ว รู้สึกตัวอีกทีมือที่มั่นใจว่าไฟลุกเมื่อครู่ก็กลับมาเป็นปกติ ไม่มีแม้แต่รอยไหม้ตรงไหนสักแห่ง  

เมื่อครู่เหมือนไฟจะลามไปไหม้ผ้าห่ม แต่ก็มีคนมาช่วยดับไว้ได้ทัน พรรคพวกที่อยู่ใกล้ๆ กันบางคนก็เป็นแผลพุพอง แต่ก็เพียงแค่เล็กน้อย 

จู่ๆ หยางที่ถูกทำให้ย้อนนึกถึงตอนนั้นก็นึกถึงเรื่องเมื่อวานขึ้นมาอีกครั้ง  

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนใช้มือหยิบกำไลหินสีดำนั้นขึ้นมา มันเป็นสัมผัสที่เหมือนตอนไฟไหม้ครั้งนั้นไม่มีผิด  

สรรพเสียงรอบข้างดูห่างออกไปราวกับบนโลกนี้มีตัวเขาเพียงลำพัง 

“หยาง! มันยังไงกันแน่?” 

เด็กหนุ่มเมื่อครู่ชักหัวเสียและเรียกร้องคำตอบจากหยางที่นิ่งเงียบไปเสียเฉยๆ  

หยางที่จมอยู่กับความคิดถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง  

เด็กหนุ่มหลายคนต่างปิดปากเงียบเพื่อรอคำตอบ ส่วนเด็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อนก็หัวเราะอย่างไร้เดียงสา ผิดกับสีหน้าของเด็กๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นที่เผยความกังวลที่ซ่อนไว้ไม่มิดออกมาช้าๆ 

ความคิดเห็น