กำไลหินสีดำที่หยางและลี่อิงขโมยมาได้ มีความหมายอะไรซ่อนอยู่กันแน่!? และมันจะนำพาหยางกับลี่อิงไปเจอกับอะไร!? <อัพทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดจ้า>

ตอนที่ 1-4 สองโจรวิ่งราว

ชื่อตอน : ตอนที่ 1-4 สองโจรวิ่งราว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ญี่ปุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 229

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 พ.ค. 2563 09:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1-4 สองโจรวิ่งราว
แบบอักษร

“โอ๊ย พอได้แล้วน่า เลิกอารมณ์บูดซักที” 

ลี่อิงร้องใส่หยางที่ทำหน้าเซ็งอย่างชัดเจน  

ตั้งแต่ขโมยของจากเด็กสาวคนนั้นก็อารมณ์เสียมาตลอด เนื่องจากของที่ฉกชิงมาได้จากเด็กสาวเป็นเพียงข้าวของกะโหลกกะลาก็เลยผิดหวังครั้งใหญ่ 

“อุตส่าห์คิดว่าจะได้กำไลหยกแท้ๆ” 

ลี่อิงนั่งเท้าคางบนเก้าอี้จ้องมองของที่ฉกมาจากเด็กสาวอย่างอาลัยอาวรณ์  

สิ่งที่ได้มาเป็นหินสีดำขัดเงาทรงกลมแบน ขนาดวางบนฝ่ามือได้พอดี มีรูตรงกลางพอจะสอดนิ้วเข้าไปได้สองสามนิ้ว 

ดูจากรูปทรงอาจเป็นเครื่องประดับที่จะเรียกว่ากำไลก็คงได้  

ตอนที่ลี่อิงใช้นิ้วสัมผัสเจอตอนสอดมือเข้าไปในกระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิกของเด็กสาว เขามั่นใจว่ามันต้องเป็นกำไลหยกที่มีมูลค่าอย่างแน่นอน แต่กลับกลายเป็นกำไลหินสีดำสนิทที่ถึงแม้จะได้รับการขัดมาแล้วแต่ก็ไม่ขึ้นเงาเลยแม้แต่น้อย  

นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าจะมีค่าอย่างไรได้  

บริเวณด้านหน้าดูคล้ายจะมีอักษรอะไรสลักอยู่ แต่โชคร้ายที่ทั้งสองคนอ่านหนังสือไม่ออก 

“เอาน่า มันก็ต้องมีวันแบบนี้บ้างแหละ” 

ลี่อิงเองก็ยังคงติดใจเรื่องนี้อยู่  

หยางหยิบกำไลหินสีดำมาจากมือเขาอย่างง่ายดาย เขากำหินสีดำไว้ในมือจนแน่น รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกจนแยกไม่ออกว่ารู้สึกแบบไหนก่อนกัน ระหว่างรู้สึกว่าเย็นกับรู้สึกแปลกๆ  

ตอนที่กำลังกำหินแน่น เขาถูกจู่โจมด้วยความรู้สึกหนึ่งจนต้องหยุดเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว 

เขารู้สึกว่าได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตักจนต้องจับจ้องมองกำไลในมืออย่างไม่สามารถละสายตาได้เลย 

“...ลูกพี่?” 

ลี่อิงผู้สังเกตเห็นอากัปกิริยาที่แปลกไปของอีกฝ่าย ทำให้จ้องมองหยางด้วยความประหลาดใจ  

หยางยังคงมึนงงกับความรู้สึกเหมือนถูกจู่โจมอย่างกะทันหันจึงไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไรกลับมา 

มันไม่ใช่สัมผัสที่ไม่น่าพอใจ แต่กลับเป็นความรู้สึกดึงดูดใจอย่างรุนแรง เหมือนเป็นสิ่งที่ตามหามานาน...  

ตอนที่รู้สึกตัวว่าสิ่งที่อยู่ในมือตอนนี้เป็นสิ่งที่คิดถึงและโหยหานั้นเองก็ต้องตื่นจากภวังค์ด้วยเสียงเรียกดังสนั่นของลี่อิง 

“ลูกพี่!” 

“...อืม อ้า” 

ทั้งที่มั่นใจว่าจับหินที่เย็นเยียบอยู่แท้ๆ แต่กลับรู้สึกราวกับมีความร้อนแล่นผ่านฝ่ามืออย่างต่อเนื่อง 

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ เหม่ออยู่นานเชียว” 

“ไม่มีอะไรนี่” 

ตั้งแต่ขโมยมาจากเด็กสาวคนนั้นลี่อิงก็เป็นคนถือหินสีดำนี้เอาไว้ตลอด  

ตอนประเมินค่าของที่ได้หลังจากการฉกชิง หยางก็เพียงจ้องมองของชิ้นนี้ที่อยู่บนฝ่ามือของลี่อิง เพิ่งจะได้สัมผัสด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก  

ว่าแต่ลี่อิงที่ถือมันไว้ในมือตลอด ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือ  

ความรู้สึกคิดถึงโหยหาแบบนั้น 

หยางรีบเปลี่ยนความคิดใหม่  

ไอ้ของที่ไม่เคยแม้แต่เห็นหรือสัมผัสมาก่อนเลยในชีวิตเนี่ยนะจะไปมีคุณค่าอะไรให้อาลัยอาวรณ์ได้ขนาดนั้น? 

เขาคงคิดไปเอง 

แต่ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ได้เอามันกลับไปคืนลี่อิง แต่โยนมันลงลิ้นชักตู้วางของแทน 

“...ช่างเรื่องนี้ก่อนเถอะ เจ้าน่ะเมื่อเช้ายังไม่ได้ขยับแผนที่ใช่ไหม?” 

พอเปลี่ยนเรื่องคุยก็เริ่มได้สติ ลี่อิงผู้ไม่มีท่าทีสงสัยกับการเปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหันก็ส่งเสียงร้อง "อ๊ะ" ขึ้นมา 

“ลืมไปซะสนิทเลย!” 

ภายในบ้านหลังนี้จะมีแผนที่ทำจากไม้ที่เจ้าของบ้านคนเก่าเคยทำเอาไว้ เป็นแผนที่ที่มีความยาวประมาณคนกางแขนซึ่งแขวนเอาไว้ที่กำแพงห้องนั่งเล่น  

ลี่อิงปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ลนลานโน้มตัวไปยังแผนที่บนกำแพง 

การขยับสิ่งนี้หลังวันเดินทางคืองานประจำของเขา 

มันไม่ใช่งานที่สลักสำคัญอะไรนักหรอก แต่แผนที่ไม้ซึ่งแขวนอยู่บนกำแพงใช้อุปกรณ์วาดภาพประเภทเดียวกับที่ใช้ในการวาดทะเล ลากแบ่งด้วยเส้นละติจูดและเส้นลองติจูด หนำซ้ำบนแผนที่ยังมีรูอยู่แบบกระจัดกระจายอีกต่างหาก  

รูเจาะไว้เป็นจุดไข่ปลาและมีวงกลมแสดงภาพสองเกาะสามแผ่นดินกลางทะเล ตรงจุดใจกลางวงกลมที่แทนแต่ละเกาะยื่นไปเชื่อมยึดโยงแผ่นดินเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อกาลเวลาผ่านไปหนึ่งปีก็จะหมุนเวียน  

วงกลมที่วาดเป็นรูมีห้าอัน ที่หมุนรอบใจกลางคือเกาะกิเลน ที่วนรอบทางทิศตะวันตกคือเกาะเสือขาว ทางด้านตะวันออกเป็นดินแดนมังกรเขียว ทางเหนือเป็นดินแดนเต่าดำ ทางใต้เป็นเกาะหงส์แดง ซึ่งเกาะหงส์แดงมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของเกาะกิเลนเท่านั้น 

แผ่นดินทั้งห้าบนแผนที่จะปักหมุดเอาไว้ รูที่แสดงตำแหน่งปัจจุบันจะใช้ม้าจิ๋วปัก เพราะฉะนั้นในคืนของวันเคลื่อนย้ายซึ่งก็คือทุกๆ ห้าวันที่เกาะกับแผ่นดินจะเคลื่อนย้ายไปบนทะเล จึงต้องเปลี่ยนตำหน่งม้าจิ๋วไปปักหมุดที่รูข้างกันนั่นเอง 

นอกจากทำหน้าที่เป็นแผนที่แล้วยังเป็นปฏิทินที่บอกให้รู้ว่ากำลังเข้าใกล้แผ่นดินอื่นหรือไม่ในเวลาเดียวกัน เมื่อใดที่เกาะเคลื่อนเข้าใกล้แผ่นดินจึงจะแขวนสะพานได้ และเมื่อไหร่ถึงฤดูที่มีนักเดินทางเพิ่มจำนวนก็จะเป็นเวลาทำมาหากินของหยางกับลี่อิง ฉะนั้นทั้งคู่จึงทะนุถนอมแผนที่นี้เป็นอย่างยิ่ง 

ลี่อิงได้ย้ายม้าจิ๋วของเกาะกิเลนไปที่รูข้างๆ ทำให้ดินแดนอื่นๆ ที่เหลืออีกสี่แห่งเคลื่อนตาม  

ที่ม้าจิ๋วตัวหนึ่งตรงรอบนอกเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง เวลาที่แผ่นดินแต่ละแห่งเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กันมีผลทำให้เมืองหลวงของแต่ละที่เข้ามาใกล้กันตามที่กะเกณฑ์เอาไว้ด้วย  

ด้วยเหตุนี้พอดูแผนที่จึงพบว่าเหลือเวลาอีกเพียงนิดเดียวเกาะกิเลนกับเกาะเสือขาวก็จะเข้าใกล้กันที่สุด  

“แค่นี้ก็เรียบร้อย ฮึบ!” 

พอขยับแผนที่เสร็จ ลี่อิงก็เอ่ยด้วยความพึงพอใจ  

เขามัวแต่ลนลานเพราะคิดว่าโดนหยางโกรธเข้าให้เลยลืมคิดไปว่าดูเหมือนทางนั้นจะลืมเหตุผลที่อารมณ์เสียไปแล้ว  

พวกเขาทำอาหารเย็นกินกัน ก่อนถึงเวลาฟ้าเปลี่ยนสีจนมืดมิด ทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมไว้บนพื้นเรียบร้อยแล้ว แม้แต่น้ำมันที่ใช้จุดไฟสำหรับพวกเขายังเรียกว่าแพงเกินไป จึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้นอนหลับอุตุตอนฟ้ามืดแบบนี้ 

คืนก่อนเกาะกิเลนเคลื่อนตัวด้วยความเร็วค่อนข้างมากเลยทำให้เกิดลมแรงจนต้องปิดหน้าต่างบานเกล็ด แต่มาวันนี้ดูเหมือนว่าลมจะไม่ได้แรงขนาดนั้น ทั้งสองจึงตัดสินใจนอนเปิดหน้าต่าง แล้วขดตัวสบายในผ้าห่มเน่าๆ  

ขณะที่นอนฟังเสียงลี่อิงกรนอยู่นั้น หยางยื่นมือออกไปสัมผัสแสงจันทร์ที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างพร้อมๆ กับนึกถึงสัมผัสตอนที่จับหินสีดำนั้น  

มันคืออะไรกันนะ?  

ทำไมลี่อิงถึงไม่รู้สึกอะไรเลย มีแต่เขาที่รู้สึกประหลาดๆ แบบนี้? 

คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก 

หยางถอดใจ ลดมือลงแล้วหลับตา พร้อมกับเสียงต้นไม้ไหวตามลมแผ่วเบา 

ความคิดเห็น