ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 16

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 16

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 887

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 00:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 16
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 16 

“โชคดีของเจ้านักที่มีแต่ผู้โปรดปราน” เดินออกจากตำหนักมาได้สักพักเหลากงกงที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยขึ้น 

“เหอๆ อย่างนั้นหรือขอรับ” หานตงยิ้มแหยๆ ตอบรับไป 

...ข้าควรร้องไห้หรือหัวเราะดี หลังจากที่ได้ตำราเล่มนี้มา 

...นี่ทุกคนคิดว่าเวลาอยู่บนเตียงข้าทำหน้าที่ของอิสตรีอย่างนั้นหรือ บ้าไปแล้ว! 

“เมื่อมีคนรักย่อมมีคนชัง ต่างคนต่างชิงดีชิงเด่น เมื่อกลายเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท เจ้าก็ควรระวังตัวเอาไว้บ้าง” ยังไม่ทันขาดคำ ทางเดินตรงหน้านั้นถูกปิดกั้นด้วยขบวนเสด็จของหวังเจาอี๋ 

สองข้าหลวงรีบหลบเข้าข้างทางก่อนจะประสานมือค้อมกายทำความเคารพด้วยท่าทางนอบน้อม 

“ถวายบังคมหวังเจาอี๋ พ่ะย่ะค่ะ” 

หานตงชำเลืองมองเหลากงกงเมื่อได้ยินพระยศที่เอ่ยทำความเคารพ 

...ข้าไม่ได้เข้าวังแค่สี่ห้าวัน พระสนมหวังได้เลื่อนยศขึ้นเป็นเจาอี๋แล้วหรือ 

“เหลากงกงสบายดีหรือ” ขบวนเสด็จของหวังเจาอี๋หยุดลงก่อนที่สตรีสูงศักดิ์จะหันมาทักทายราชขันทีคนสนิทขององค์จักรพรรดิ 

“ด้วยพระบารมีของฝ่าบาทกระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม 

“ฝ่าบาททรงพระเกษมสำราญดีหรือ” นางยังคงเอ่ยถามต่อด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตานั้นกลับชำเลืองมองหานตงด้วยสายตาเย็นเหยียบ 

“ทรงพระเกษมสำราญดีพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม 

“ฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยจากงานบ้านงานเมืองนัก ยามค่ำคืนก็ทรงบรรทมไม่สนิทเท่าใด” 

หานตงถึงกับคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินประโยคที่หญิงสูงศักดิ์เอ่ย 

“ข้าได้ให้นางกำนัลนำเครื่องพระสุคนธ์ที่ข้าทำเพื่อถวายต่อฝ่าบาทไปที่ตำหนักใหญ่แล้ว เหลากงกงช่วยจัดการนำไปไว้ในห้องบรรทม ยามฝ่าบาทเข้าบรรทมจะได้ทรงผ่อนคลาย” 

“หวังเจาอี๋ทรงใส่พระทัยฝ่าบาทยิ่งนัก กระหม่อมน้อมรับพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงตอบรับดังเดิม 

“ข้าต้องขอบคุณท่านมาก อย่างไรซะฝ่าบาททรงโปรดเสียงพิณที่ข้าบรรเลงถวายก่อนเข้าบรรทมยิ่งนัก เหลากงกงคงทราบดีว่าต้องทำเช่นไรหากฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อย” 

ยิ่งได้ยินประโยคนี้ ในใจของหานตงก็ยิ่งร้อนรุ่ม ที่แท้ก็ได้ถวายตัวต่อฝ่าบาทแล้วนี่เองถึงได้เลื่อนยศเป็นเจาอี๋ 

....เหอะ คงทรงโปรดเสียงพิณของนางมากสินะ 

 

“กระหม่อมทราบดีว่าต้องทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงตอบรับด้วยท่าทางสงบนิ่งเช่นเคย 

แต่แล้วเมื่อนางกำนัลที่อยู่ด้านข้างเข้าไปกระซิบข้างหูหวังเจาอี๋ เป้าหมายในการพูดคุยก็กลับกลายมาเป็นหานตงซะงั้น 

“เจ้าแซ่ต่งหรือ” สตรีสูงศักดิ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ แตกต่างจากที่ใช้สนทนากับเหลากงกงโดยสิ้นเชิญ 

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแซ่ต่ง นามหานตง” หานตงน้อมรับด้วยความไม่เข้าใจ ไยต้องหันมาสนใจข้าด้วย 

“ข้าได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานเจ้ายิ่งนัก” 

หานตงที่เริ่มรู้สึกว่าชีวิตของตนกำลังจะมีเรื่องปวดหัวเข้ามาต้องชำเลืองไปขอความช่วยเหลือจากเหลากงกง 

“หวังเจาอี๋ตรัสเกินไปแล้ว หานตงเป็นเพียงแค่ชีเหมินคอยรับใช้ฝ่าบาทเท่านั้น” เหลากงกงเป็นผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยอีกครั้ง 

“หากเป็นเช่นนั้น ไยซีเหมิงคนนี้ถึงไม่ตอบข้าด้วยตนเอง ทำไมหรือข้าไม่มีค่ามากพอให้เจ้าพูดคุยหรืออย่างไร” 

ทั้งน้ำเสียงทั้งประโยคที่เอ่ยชัดเจนว่าเขากำลังถูกหาเรื่อง 

“กระหม่อมมิบังอาจ” หานตงรีบโค้งรับความผิด 

“ทั้งที่เป็นซีเหมิงแต่กลับไม่อยู่ถวายงานรับใช้ฝ่าบาท เจ้าคงว่างมากสินะ” หวังเจาอี๋เอ่ยก่อนจะหันไปหาขันทีที่ยืนอยู่ไม่ไกล 

“ข้าได้ยินมาว่ากองซักล้างคนไม่พอหรือ” 

“นางกำนัลและขันทีประจำกองซักล้างหลายคนอายุมากแล้ว ทำให้คนไม่พอต้องแบ่งคนจากกองพระภูษาไปช่วยพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบของขันที ทำให้หานตงเริ่มจะเดาได้ว่าชะตากรรมของตนจะเป็นเช่นไร 

“เจ้าเห็นหรือไม่ว่าข้าหลวง นางกำนัลในวังล้วนแต่มีหน้าที่มากมายเพียงใด” หวังเจ้าอี๋เอ่ยถามชายหนุ่มที่ในตอนนี้ไม่รู้จะทำหน้าเช่นใดดี แต่ก็ยังต้องตอบรับกลับไป 

“พ่ะย่ะค่ะ” 

“ในฐานะที่ข้าเป็นผู้ได้รับความไว้พระทัยจากหวังไทฮองไทเฮาให้ช่วยดูแลจัดการฝ่ายใน จึงต้องจัดการคนให้พอกับงานที่มี” หวังเจาอี๋ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสูงส่ง 

“เจ้าจงไปช่วยงานที่กองซักล้าง จนกว่าคนจะพอ เจ้าขัดข้องสิ่งใดหรือไม่” คำถามที่เหมือนเลือกคำตอบไว้ให้แล้วดังขึ้น 

“แต่ หวังเจาอี๋พ่ะย่ะค่ะ หานตง...” เหลากงกงที่กำลังจะอ้าปากช่วยต้องมีอันถูกขัดขึ้น 

“คำสั่งของข้ามีสิ่งใดทำให้เหลากงกงไม่พอใจหรือ” 

เมื่อเห็นว่าเหลากงกงกำลังจะเดือดร้อนเพราะตน หานตงจึงต้องรีบน้อมรับในคำสั่ง 

“กระหม่อมน้อมรับพระเสาวนีย์พ่ะย่ะค่ะ” 

“หานตง เจ้า...” เหลากงกงหันมาขึงตาใส่เมื่อได้ยิน 

“ข้าทำได้” หานตงยิ้มรับกับคนด้านข้าง 

“ดีที่เจ้ายังรู้ความ” หวังเจาอี๋เอ่ยออกมาเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินจากไป 

“ตามข้ามา” หลังจากที่ทั้งสองน้อมส่งเสด็จสตรีสูงศักดิ์ผู้เดินจากไปเรียบร้อย ขันทีผู้คอยรับใช้หวังเจาอี๋ก็เอ่ยขึ้น 

“ต้องไปตอนนี้เลยหรือ” เหลากงกงเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

“ข้าแค่ทำตามรับสั่งของหวังเจาอี๋ เหลากงกงได้โปรดเห็นใจ” ขันทีตรงหน้าเอ่ยก่อนจะโค้งทำความเคารพ 

“แต่…” เหลากงกงที่กำลังจะเอ่ยต้องเงียบลงเมื่อหานตงยกมือห้ามเอาไว้ 

“เอาเถอะๆ แค่ซักผ้าเอง ข้าทำได้” หานตงยกมือข้างที่ไม่มีบาดแผลขึ้นมาทำท่าเบ่งกล้ามโชว์เหลากงกงด้วยรอยยิ้ม 

“เสร็จแล้วก็รีบไปที่ตำหนักใหญ่ เข้าใจหรือไม่” เหลากงกงได้แต่ถอนหายใจก่อนจะกำชับอีกครั้ง 

“ข้าเข้าใจขอรับ ยังไงข้าขอฝากของสิ่งนี้ไว้กับท่านด้วย” หานตงตอบด้วยรอยยิ้มก่อนจะรีบยัดห่อผ้าที่ด้านในมีตำราปกสีดำอยู่ใส่มือเหลากงกงแล้วเดินตามขันทีผู้ทำหน้าที่นำทางไป 

.......................................................... 

 

“จัดการผ้ากองนี้ให้เสร็จ” คำสั่งดังขึ้นเมื่อเขาทั้งสองไปถึงกองซักล้าง 

“หา? ทั้งหมดนี่ แล้วคนอื่นเล่า” หานตงต้องอุทานถามเมื่อมองไปยังกองผ้าตรงหน้า 

“ใช่ ทั้งหมดนี่ และเจ้าต้องทำเพียงผู้เดียว มีปัญหาหรือ” ขันทีด้านข้างตอบกลับมาเสียงแข็ง 

“อ่าๆ คนเดียวก็คนเดียว” หานตงตอบรับกลับไปเพราะไม่อยากมีปัญหาก่อนจะต้องทอดถอนใจ เมื่อกองผ้าตรงหน้าช่างมากมายนัก 

...เวรกรรมอะไรของข้าหนอ ถึงถูกหมายหัวเยี่ยงนี้ 

 

ชายหนุ่มค่อยๆ จัดการผ้าที่กองอยู่ด้วยท่าทางขัดๆ เพราะยังเจ็บบาดแผลที่หัวไหล่ จนขันทีที่ยืนควบคุมการทำงานอยู่รู้สึกขัดใจ 

“ไยเจ้าทำงานชักช้านัก ข้าไม่ได้มีเวลามาเฝ้าเจ้าทั้งวันหรอกนะ! แล้วนั้นเจ้าทำอะไรออกแรงให้มันเยอะๆ หน่อย แบบนั้นเมื่อไหร่จะเสร็จ” พอไม่ได้ดั่งใจก็โวยวาย น่ารำคาญ 

“ขอรับๆ” หานตงขานรับไปอย่างนั้นเพราะไม่อยากมีเรื่อง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาซักผ้าต่อ โดยไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังยืนมองอยู่นั้นกำลังจะหาทางกลั่นแกล้งตน 

“เอานี่ ข้าสงสารหรอกนะถึงยกมาให้” กองผ้าอีกกองถูกนำมาวางด้านข้างพร้อมคำพูดที่ดังขึ้น 

“ขอบคุณขอรับ” หานตงยิ้มรับ 

...หวังดีหรือ? จะใช้งานข้าจนตายมากกว่า 

 

ชายหนุ่มเลิกสนใจคนด้านหลังก่อนจะหันไปสนใจซักผ้าต่อ แต่แล้วหานตงก็ต้องกระตุกยิ้ม เมื่อเขาเห็นเงาในน้ำที่กำลังสะท้อนเงาของขันทีซึ่งกำลังจะแกล้งผลักเขาตกน้ำ 

...หึ คิดว่าจะแกล้งข้าได้เหรอ 

 

“อ่า ข้าลืมไป” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมลุกขึ้นแล้วเบี่ยงออกด้านข้างด้วยความเร็ว ซึ่งนั่นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ขันทีด้านหลังโน้มตัวมาผลักเขา 

ตู้ม! 

สุดท้ายคนที่ตกลงไปในทางน้ำซักผ้าและต้องเปียกปอนด้วยน้ำสกปรกนั้นก็คือผู้ที่หวังกลั่นแกล้งชายหนุ่ม 

“อ้าว ท่านร้อนหรือ” หานตงต้องพยายามปั้นหน้าไม่ให้หัวเราะออกไปเมื่อเห็นสภาพคนจรงหน้า 

“จะ...เจ้า!” ขันทีตรงหน้ายกนิ้วขึ้นชี้หน้าหานตงด้วยความโกรธก่อนจะลุกพรวดพราดแล้วเดินจากไป 

“กรรมตามสนอง” หานตงหัวเราะในลำคอก่อนจะเร่งลงมือทำงานของตัวเองต่อ 

 

“เสร็จสักที คราวนี้ก็เหลือแต่ตาก” ผ่านไปหลานชั่วยามกว่าหานตงจะจัดการซักผ้ากองใหญ่เสร็จ ใช้แรงไปไม่น้อยจนรู้สึกเจ็บแผลที่หัวไหล่ไปหมด 

“ไม่มีที่ว่างเลยหรือ” ชายหนุ่มมองซ้ายขวาเพื่อหาที่ตากผ้า แต่พอเห็นว่าทุกราวไม้เต็มหมด เขาก็ต้องจัดการเก็บผ้าที่แห้งและต้องเหนื่อยเพิ่มไปอีก 

กองซักล้างอยู่ส่วนด้านหลังซึ่งห่างไกลจากตำหนักใดๆ และกองงานอื่นพอสมควร ทำให้สถานที่นี้ค่อนข้างเงียบสงบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่านเท่าไหร่ ยิ่งกลุ่มคนที่ทำงานอยู่ประจำถูกไล่ไปไหนหมดก็ไม่รู้ที่นี่จึงค่อนข้างวังเวงพอสมควร 

“รีบทำให้เสร็จดีกว่า” พอเห็นผ้าจำนวนมากมายปลิวไสวไปตามสายลมในสถานที่แบบนี้แล้ว มันก็ทำให้เกิดความรู้สึกกลัวไม่ได้ 

...นี่ขนาดเป็นตอนกลางวันบรรยากาศเหมือนหนังผีใช้ได้เลย 

 

หานตงส่ายหน้าไล่ความกลัวของตัวเองออกไปก่อนจะรีบลงมือเก็บผ้าต่อ แต่แล้วหางตากลับเห็นเงาอะไรบางอย่างผ่านผืนผ้าสีขาวด้านข้างไป 

“นั่นใคร?” หานตงรีบหันไปมองพร้อมเอ่ยถาม แต่ก็ไม่มีสิ่งใดตอบกลับมานอกจากสายลม 

“ข้าคงตาฝาด” ชายหนุ่มปลอบใจตัวเองก่อนจะตั้งใจทำงานต่อ แล้วก็เหมือนเดิม มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเขา 

“นั่นใคร! ข้าถามว่าใคร?” หานตงตัดสินใจวางงานที่ทำก่อนจะเดินสำรวจแต่ก็ไม่พบใคร 

ความกลัวเริ่มครอบงำให้คิดไปถึงสิ่งลี้ลับในวัง ชายหนุ่มได้ยินมาบ้างว่าในวังนี้มีหญิงสาวไม่น้อยที่ต้องจบชีวิตลง และวิญญาณก็ไม่ยอมไปไหน 

...เอาแล้วไง หรือว่าข้าเจอดีเข้าให้แล้ว 

 

“กลัวหรือ?” เสียงกระซิบเบาๆ ที่ดังขึ้นข้างหู มาพร้อมสัมผัสจากวงแขนที่เข้ามากอดรอบเอว ทำให้หานตงที่ในใจตอนนี้ถูกความกลัวครอบงำไปเกินครึ่งสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ 

แต่เขาก็ไม่ได้กลัวจนเลอะเลือน จำไม่ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นของใคร 

ชายหนุ่มจับมือที่เอวของตนเอาไว้ก่อนจะพลิกตัวกลับไปหาผู้ซึ่งทำให้ตนเกือบหัวใจวายตาย 

หานตงจัดการเอาคืนผู้ที่กลั่นแกล้งตนด้วยการบดขยี้เรียวปากสีชาดอย่างไร้ความปรานี 

คนถูกเอาคืนยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเรียวลิ้นร้อนช่วงชิงพื้นที่ภายในโพรงปากพร้อมลมหายใจ 

เรียวลิ้นกวาดต้อน หยอกเย้า กวัดพันเกี่ยวกันและกัน ทั้งอ่อนหวานและเร่าร้อน ถ่ายทอดความคิดถึง คะนึงหา ทดแทนช่วงเวลาที่ไม่ได้พบเจอหน้ากัน 

ชายหนุ่มรวบเอวเจ้าเหนือหัว ผู้ที่ตนอยากเห็นหน้ามาตลอดหลายวัน เข้าหาตน ก่อนจะโอบกอดเอาไว้ด้วยความคิดถึง พร้อมดวงหน้าที่ปรับองศาไปมาให้เขาทั้งคู่ได้แลกเรียวลิ้น ปรนเปรอความหอมหวานนี้ให้กันและกันได้ถนัดขึ้น 

“อื้อ” องค์ฮ่องเต้ครางในลำคอเมื่อถูกชายหนุ่มขบที่ริมฝีปากด้วยความมันเขี้ยวก่อนที่ใครอีกคนจะยอมปล่อยให้ริมฝีปากของตนเป็นอิสระ 

“เจ้าทำข้าเจ็บ” เจ้าของริมฝีปากบวมเจ่อเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่ไม่ว่าหานตงมองเช่นไรก็ดูน่ารักเหลือเกิน 

“ฝ่าบาททรงแกล้งกระหม่อมก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมยกปลายนิ้วขึ้นมาเกลี่ยริมฝีปากตรงหน้าด้วยความหลงใหล 

“เจ้าต่างหาก เข้าวังมากี่ชั่วยามแล้ว ไยไม่ไปพบข้าที่ตำหนัก” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามไม่เต็มเสียงเท่าใดนัก 

“ฝ่าบาทก็ทรงเห็นว่าข้าทำสิ่งใดอยู่” หานตงเอ่ยก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไปหาคนตรงหน้า เพื่อจะลิ้มลองริมฝีปากที่ไม่ว่าจะลิ้มรสเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอเสียที 

“เจ้าเด็กตะกละ” คนถูกจู่โจมโยกตัวหนีพร้อมว่าออกมาไม่จริงจังนัก 

“ทำให้พระโอษฐ์ของฝ่าบาทบวมได้ขนาดนี้ไม่เด็กแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หานตงตอบกลับไปอย่างหยอกเย้าพร้อมใช้ปลายจมูกถูไถไปกับปลายจมูกของอีกคน 

“เจ้าแปลกไป” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย 

...ทำไมวันนี้หานตงถึงได้ออดอ้อนข้าขนาดนี้ 

“กระหม่อมแค่คิดถึงฝ่าบาท” เมื่อหานตงเอ่ยจบ บทสนทนาของทั้งสองก็ต้องจบลง เมื่อเรียวปากที่เคยทำหน้าที่สื่อสารผ่านการพูดคุยกลับถูกนำไปใช้สื่อสารผ่านการสัมผัสแทน 

เลือดกายไหลเวียนไปทั่วร่าง ความรุ่มร้อนก่อตัวไปทั้งกาย ฝ่าบาทกำลังทำให้เขาหลงมัวเมาจนไม่สามารถคิดถึงสิ่งใด 

ยิ่งแลกเปลี่ยนเรียวลิ้นก็ยิ่งต้องการ อยากสัมผัส อยากกลืนกิน อยากครอบครองใครอีกคนให้เป็นของตนเพียงผู้เดียว 

เมื่อการแลกเปลี่ยนเพียงแค่เรียวลิ้นนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มี ชายหนุ่มก็ดันร่างขององค์ฮ่องเต้ให้ถอยหลังไปชิดกับต้นไม้เพื่อเป็นหลัก แล้วมอบทั้งจุมพิตและสัมผัส คลึงเคล้า ลูบไล้ จนเจ้าของเรือนร่างแทบจะหลอมละลายไปกับต้นไม้ใหญ่ 

“อ่ะ หานตง เดี๋ยว อื้อ” ริมฝีปากที่พึ่งเป็นอิสระเอ่ยห้ามเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าเริ่มกดจูบและฝากร่องรอยความคิดถึงไปทั่วทั้งลำคอระหงส์ 

“กระหม่อมคิดถึงพระองค์” ชายหนุ่มที่ในตอนนี้ถูกครอบงำด้วยความต้องการและความคิดถึงหาได้ฟังเสียงเอ่ยห้ามไม่ 

“หานตง อื้อ เจ้าหยุดก่อน ตรงนี้ไม่ได้ อ่ะ” องค์ฮ่องเต้สะดุ้งเฮือก เมื่อมือร้อนเลื่อนผ่านไปหยอกเย้ายอดอกผ่านอาภรณ์ที่สวมใส่ สองขาก็ถูกแยกออกจากกันด้วยเข่าของชายหนุ่มที่แทรกเข้ามา 

“หานตงหยุด!” องค์ฮ่องเต้เอ่ยห้ามขึ้นอีกครั้งพร้อมออกแรงผลัก 

“โอ๊ย!” หานตงต้องร้องขึ้นเมื่อบาดแผลที่หัวไหล่ถูกกระทบกระเทือน 

“ฝ่าบาท กะ...กระหม่อม...” เป็นอีกครั้งที่หานตงถูกองค์ฮ่องเต้ปฏิเสธและครั้งนี้ก็ทำให้เขาถึงกลับไปไม่เป็น 

...คงมีเพียงข้าที่คิดถึง คงมีเพียงข้าที่ต้องการฝ่าบาทสินะ 

 

คนถูกผลักไสคอตกด้วยความผิดหวัง แต่แล้วดวงหน้านั้นกลับถูกสองมือขององค์ฮ่องเต้จับให้เงยขึ้นไปสบตา 

“เจ้ามีไข้” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเมื่อโน้มหน้าผากมาจรดกับชายหนุ่มเพื่อวัดอุณหภูมิ 

“....” หานตงที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับรับไม่ทันในสิ่งที่เกิดขึ้น 

“นั่นเลือดหนิ! เจ้าไปทำสิ่งใดมา” องค์ฮ่องเต้รีบจับแขนชายหนุ่มขึ้นมาดู จนเจ้าของบาดแผลต้องส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บ 

“กลับตำหนักกับข้า” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นก่อนจะจัดฉลองพระองค์ให้เข้าที่แล้วเอื้อมมือมาคว้ายังข้อมือของหานตงให้เดินตามตนไป 

ชายหนุ่มเดินตามองค์ฮ่องเต้ด้วยความมึนงง ไอร้อนจากลมหายใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มทำให้หัวของเขาเริ่มปวด 

...ที่ข้ารู้สึกร้อนรุ่ม สมองมึนงงก็เพราะพิษไข้อย่างนั้นหรือ 

 

“บอกข้าได้หรือยังว่าเจ้าไปทำสิ่งใดมา ถึงได้บาดเจ็บถึงเพียงนี้” คำถามดังขึ้นจากผู้เป็นเจ้าเหนือหัว หลังจากหมอหลวงจัดการทำแผลให้ชายหนุ่มเสร็จแล้วออกจากห้องไป 

“กระหม่อม...” ชายหนุ่มอึกอักไม่รู้จะตอบเช่นไรพร้อมวางชามยาแสนชมลง 

“หมอหลวงบอกข้าว่าบาดแผลนั้นเกิดจากการถูกของมีคม เจ้าไปทำสิ่งใดมา ใครทำร้ายเจ้า” พอชายหนุ่มไม่ยอมตอบน้ำเสียงขององค์ฮ่องเต้ก็เริ่มแข็งขึ้น 

“กระหม่อม...ประลองกระบี่...กับพี่ใหญ่” ในเมื่อหาข้อแก้ตัวไม่ได้สุดท้ายก็ต้องยอมบอกความจริงด้วยน้ำอ้อมแอ้ม 

“ประลองกระบี่กับซุนเทียนอย่างนั้นหรือ?” 

หานตงพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ 

“ไยเจ้าถึงทำเช่นนั้น เจ้าก็รู้ว่าเจ้าไม่มีทางสู้ซุนเทียนได้ ไยต้องหาเรื่องใส่ตัว” องค์ฮ่องเต้ทรงกริ้วไม่น้อยเมื่อได้รู้ความจริง 

“กระหม่อมรู้ว่าสู้พี่ใหญ่ไม่ได้ แต่กระหม่อมอยากให้พี่ใหญ่รู้ว่า คนที่จะอยู่เคียงข้างฝ่าบาทต้องเป็นกระหม่อมเท่านั้น!” หานตงเองก็รู้สึกโมโหเช่นกันที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนอ่อนแอ จึงเผลอเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกไป 

“เจ้านี่มัน...” องค์ฮ่องเต้ต้องเงียบลงก่อนจะเดินหนีไปยังโต๊ะทรงพระอักษร เมื่อประมวลผลได้ว่าคำพูดของหานตงหมายถึงสิ่งใด ความร้อนเริ่มลามขึ้นมาตามใบหน้าจนไม่รู้จะทำเช่นไร 

คนพูดเองก็เงียบไปเช่นกัน นี่ข้าพูดอะไรออกไป 

ชายหนุ่มยกมือขึ้นนวดขมับที่กำลังปวดตุ๊บๆ พิษไข้ทำให้การยับยั้งช่างใจลดลงหรือไร 

หานตงชำเลืองมองแผ่นหลังของคนที่กำลังยืนจับตำราไปมาเหมือนหาอะไรทำ แต่ไม่รู้จะทำอะไร ก่อนที่เขาจะสูดหายใจเข้าเต็มปอด 

...เป็นไงเป็นกันในเมื่อถูกปฏิเสธถึงสองครั้ง คงไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้วกระมัง 

 

“กระหม่อมต้องการอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาท” ชายหนุ่มเดินเข้าไปโอบกอดองค์ฮ่องเต้จากด้านหลังก่อนจะซบหน้าผากลงบนท้ายทอยของพระองค์แล้วเอ่ยออกไป 

“กระหม่อมต่อสู้ไม่เก่ง ‘ศิลปะทั้งสี่ (1) ’ ก็ไม่แตกฉาน ร่ายรำก็ไม่ได้ แต่ความภักดีของกระหม่อมไม่น้อยไปกว่าผู้ใด” บุรุษผู้โอบกอดองค์ฮ่องเต้อยู่นั้นกำลังเอื้อนเอ่ยจากหัวใจ 

“ให้กระหม่อมอยู่เคียงข้างพระองค์ได้หรือไม่” เอ่ยคำถามสุดท้ายออกไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว เมื่อความรู้สึกที่มีมันชัดเจนจนมิอาจเก็บเอาไว้ 

“เจ้าหมายถึง เจ้า...” 

“กระหม่อมรักฝ่าบาท” 

องค์ฮ่องเต้ยังไม่ทันได้เอ่ยจบประโยคดีหานตงก็สวนขึ้น 

“เจ้ามั่นใจแล้วหรือ เจ้าอาจเพ้อเพราะพิษไข้ เจ้าอาจกำลังสับสน” คนในอ้อมกอดเอ่ยถามกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นไหว 

“กระหม่อมมั่นใจในความรู้สึกของกระหม่อม” ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะจับคนตรงหน้าให้พลิกตัวกลับมาหา ให้ดวงตาเหยี่ยวคู่นั้นได้ประสานสายตากับตน 

บุรุษหนุ่มผู้ย้อนมาอยู่ในอดีตไม่เคยมั่นใจสิ่งใดไปกว่าความรู้สึกที่ตนมีในตอนนี้ มันไม่ใช่อาการเพ้อจากพิษไข้ ไม่ใช่ความรู้สึกชั่ววูบ 

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมานานแล้วและชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงปฏิเสธมัน จนถึงวันที่เสียผู้เป็นมารดาไป 

ในคืนที่ฝ่าบาทเสด็จไปหาเขาที่เรือน ความรู้สึกของหานตงก็ชัดเจนจนยากที่จะปฏิเสธมัน 

เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทำให้หานตงรู้ว่าชีวิตคนเรามันสั้นนัก เขาไม่สนใจแล้วว่ามีหน้าที่ใด ต้องเสียสละเพื่อวงศ์ตระกูลอย่างไร 

เขาไม่สนใจสิ่งใด ในตอนนี้เขาแค่ต้องการรักคนคนนี้ ต้องการอยู่เคียงข้างและต้องการครอบครอง 

 

“ข้ารักท่าน” เอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สื่อสารความรู้สึกที่อยู่ภายในให้อีกคนได้รับรู้ผ่านดวงตา ก่อนจะย้ำอีกครั้งด้วยจุมพิตแสนอ่อนโยน 

“ให้ข้าเป็นคนผู้นั้นได้หรือไม่” เอ่ยถามอีกครั้งเมื่อผละออกมาจากริมฝีปากสีชาด 

“ข้าแสดงออกถึงเพียงนี้ เจ้ายังต้องถามอีกหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม 

“แต่ฝ่าบาท...ปฏิเสธกระหม่อม...สองครั้งด้วย” ประโยคหลังเสียงของหานตงเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน 

“ที่ข้าปฏิเสธเจ้าเพราะมีเหตุผล ครั้งแรกข้าต้องรีบกลับเข้าวังให้ทันว่าราชการ ส่วนเมื่อกี้...ก็เพราะเจ้ามีไข้” คำตอบที่ชัดเจนทำให้หัวใจของหานตงเริ่มเต้นรัว 

“หากเจ้าไม่สำคัญ ข้าคงไม่อยากให้เจ้ามาอยู่ใกล้ตัว ไม่รีบไปหาเจ้าทันทีที่รู้ว่าเจ้าเสียใจ ไม่ปฏิบัติต่อเจ้าเช่นที่ผ่านมา” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะยกมือขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมาบนใบหน้าของหานตงอย่างรักใคร่ 

“งั้นหมายความว่าฝ่าบาท...” ยิ่งได้ยินหัวใจของชายหนุ่มก็ยิ่งเต้นไม่เป็นจังหวะ 

“ข้ารู้สึกเช่นเดียวกับเจ้า” รอยยิ้มแสนอ่อนโยนปรากฏขึ้นพร้อมคำตอบ 

“รู้สึกเช่นไร ฝ่าบาทรู้สึกเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งที่รู้ดีว่าหมายถึงสิ่งใด แต่หานตงก็อยากได้ยินแบบชัดๆ โดยไม่ต้องแปล 

“เจ้านี่มัน...โง่เขลายิ่งนัก” องค์ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นก่อนจะเบือนหน้าหนี 

“ใช่ กระหม่อมเป็นคนโง่เขลา กระหม่อมไม่เข้าใจหากฝ่าบาทไม่ตรัสออกมาตามตรง” ยิ่งเห็นใบหน้าของคนในอ้อมกอดขึ้นสีแดง หานตงก็ยิ่งอยากแกล้ง 

“สิ่งที่ฝ่าบาททรงทำก่อนหน้าน่าเขินอายมากกว่าเสียอีก ฝ่าบาทกลับทรงทำได้โดยไม่มีทีท่าขัดเขิน แต่พอให้ตรัสคำว่ารักกลับทรงไม่กล้าเสียอย่างนั้น” หานตงใช้วิธีปรารภให้อีกคนเกิดโทสะจนยอมเอ่ยคำนั้นออกมา 

“.....” แต่ก็ยังไม่ได้ผลเมื่อคนในอ้อมกอดยังคงเงียบไม่ยอมตอบโต้ 

“ฝ่าบาทคงแค่ล้อกระหม่อมเล่น” หานตงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงสลดก่อนจะเริ่มคลายมือที่โอบกอดอีกคนอยู่ 

“ไม่ใช่นะ! ข้า” เป็นองค์ฮ่องเต้เสียเองที่รีบคว้าข้อมืออีกคนเอาไว้ 

“ฝ่าบาทไม่ต้องทรงสงสารกระหม่อมหรอก กระหม่อมเข้าใจ” ชายหนุ่มตีหน้าเศร้า ทำคอตกประหนึ่งความหวังที่มีได้จบสิ้นลงแล้ว 

“ข้าไม่ได้สงสารเจ้า ข้าแค่...ข้า...” 

“ฝ่าบาททำไมหรือ?” หานตงเอียงคอถามด้วยใบหน้าใสซื่อ 

“ข้า...ข้าก็รักเจ้า” สุดท้ายองค์ฮ่องเต้ก็ยอมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน 

“ฝ่าบาทตรัสสิ่งใดกระหม่อมไม่ได้ยิน” หานตงยังคงแกล้งถามพร้อมเลื่อนใบหน้าเข้าไปหาอีกคน 

“ข้ารักเจ้า ได้ยินชัดหรือยัง อื้อออ” ริมฝีปากที่หันกลับมาตอบต้องถูกปิดอีกครั้งด้วยริมฝีปากของหานตงจอมเจ้าเล่ห์ 

รสจูบแสนอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนถูกมอบให้องค์ฮ่องเต้อีกครั้ง เพื่อสานต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้ต้นไม้ใหญ่เมื่อก่อนหน้านี้ 

ความต้องการถาโถม เร่งเร้าให้ทั้งสองเบียดกายเข้าหากัน กายแนบกาย เรียวลิ้นพันเกี่ยวเรียวลิ้น กอดก่ายคลอเคลีย โอบกอดกันและกัน จนแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว 

“ข้ารักท่าน” พร่ำเพ้อคำรักไปพร้อมการคลอเคลียซอกคอขาว กดจูบลากยาวจนไปถึงยอดอกที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์เนื้อดี 

“อ่ะ หานตง เจ้ายังมีไข้ อื้อ” คนถูกจู่โจมเอ่ยห้าม แต่ก็ต้องคล้อยตามเมื่อความต้องการมันยากเกินทานทน 

“ฝ่าบาท ฝ่าบาท...” เสียงพร่ำเพ้อคำรักเงียบลงพร้อมการกระทำที่หยุดชะงัก 

“หานตง เจ้าเป็นอะไร หานตง!” องค์ฮ่องเต้ต้องรีบประคองคนที่ทรุดลงมาหาตนเพราะพิษไข้จนแทบจะยืนไม่ไหว 

“ฝ่าบาท กระหม่อมปวดหัว...” คนหื่นก่อนหน้านี้ได้สิ้นฤทธิ์ลงแล้ว เมื่อพิษไข้เข้าจู่โจมจนร่างกายเกินรับไหว 

“ข้าบอกเจ้าแล้ว เป็นอย่างไรเล่า” องค์ฮ่องเต้ส่ายหน้าไปมาก่อนจะช่วยพยุงอีกคนไปยังพระแท่นบรรทม 

“นอนพักก่อนเถอะ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้มพร้อมหยิบผ้าแพรเนื้อดีชุบน้ำมาซับตามใบหน้าของชายหนุ่มเพื่อคลายความร้อน 

“พระแท่นบรรทมของฝ่าบาทใหญ่เกินไป กระหม่อมนอนไม่หลับ” ชายหนุ่มกุมมือของคนรักเอาไว้แล้วเอ่ยออกไปอย่างออดอ้อน 

“ใครกันที่บอกว่าตัวเองไม่ใช่เด็ก” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงปนเอ็นดูก่อนจะขึ้นไปนอนเคียงข้างกับชายหนุ่ม 

“ดีขึ้นหรือไม่” 

“ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะรวบอีกคนมากอดเอาไว้ 

“ฝ่าบาท” คนที่กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราพึมพำเบาๆ เหมือนคนเพ้อ 

“หืม?” คนถูกเรียกขานรับในลำคอด้วยความสงสัย 

“ข้ารักจางเกอ” หานตงเอื้อนเอ่ยก่อนจะบรรจงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของคนรักหมาดๆ อย่างรักใคร่ 

“ข้ารู้แล้ว” องค์ฮ่องเต้รับคำก่อนจะกระชับกอดคนตรงหน้าแล้วเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา 

“จางเกอก็รักเจ้า” 

...ในฐานะจักรพรรดิข้ามิอาจมีเพียงรักเดียว 

...แต่ในฐานะจางเหว่ย จางเกอคนนี้จะรักเจ้าเพียงผู้เดียว หานตง 

 

-------------------------------------------------- 

(1) ศิลปศาสตร์ทั้ง 4 ของจีนในสมัยโบราณที่ผู้มีภูมิปัญญาพึงศึกษาคือ ฉิน ฉี ซู ฮว่า 

ฉิน คือ พิณโบราณเจ็ดสาย 

ฉี คือ หมากล้อม 

ซู คือ ศิลปะการเขียนอักษรจีน ซูฝ่า 

ฮว่า คือ ศิลปะการวาดภาพ 

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

แกร เขาบอกรักกันแล้วอ่ะ 

แต่เมื่อไหร่จะได้ตัดแขนเสื้อกันนี่สิ คงต้องลุ้นต่อไป 

แวะเข้ามาคุยเข้ามาทักทายกันบ้างนะ 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ 

ไปเมาส์ที่ไหนก็อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของจางเกอ 

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น