ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 15

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 15

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง หานตง ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 781

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 00:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 15
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 15 

 

ด้วยอำนาจที่มีเป็นเพียงแค่เปลือกนอก องค์จักรพรรดิผู้เป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งแผ่นดินจึงต้องมาคุกเข่าสำนึกผิด ให้ผู้ที่กุมอำนาจอย่างแท้จริงอภัย 

ดวงหน้าดุจหยกอันประเสริฐมิอาจล่วงละเมิดยังคงราบเรียบไม่แสดงถึงความยากลำบากในสิ่งที่ตนเองทำ ยอมรับความผิดอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ 

“ฝ่าบาท ทรงเสด็จกลับตำหนักก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ราชขันทีประจำตำหนักฉู่ซิวกง ทำหน้าที่เป็นผู้ทูลเชิญองค์ฮ่องเต้ที่คุกเข่า มาเป็นเวลาหลายชั่วยามเสด็จกลับตำหนักของพระองค์ 

“ฝ่าบาท ในยามนี้หวังไทหวงไทเฮาทรงต้องการพักผ่อน มิทรงประสงค์พบเจอผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ” จิงกงกงขยายความต่อเมื่อเจ้าเหนือหัวไม่ยอมเสด็จกลับไป 

“เรารอได้” สุรเสียงราบเรียบมิบ่งบอกอารมณ์ที่เป็นอยู่ทำให้ราชขันทีต้องจำใจล่าถอยไป 

ในยามนี้แม้พระองค์ต้องคุกเข่าสำนึกผิด แต่ความองอาจและน่าเกรงขามของผู้ครองบัลลังก์ทองก็มิได้เลือนหาย เหล่าขันทีและนางในจึงทำได้แค่คอยรับใช้อยู่ห่างๆ ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขัดพระทัย 

แม้แต่สวรรค์ยังทรงเห็นความตั้งใจ ดลบันดาลให้ท้องฟ้าในวันนี้โปร่งใสไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป มีเพียงสายลมเย็นและแสงแดดอ่อนๆ เท่านั้นที่ได้กระทบผิวกายของพระองค์ 

 

“ฟู่หวงไทไทเฮาเสด็จ” 

“ติ้งตี้ไทเฮาเสด็จ” 

จนเมื่อขันทีประจำประตูขานพระยศของเสด็จย่าแท้ๆ และเสด็จแม่ของพระองค์ องค์ฮ่องเต้ก็ต้องหลับตาลงเพื่อรวบรวมสมาธิรอรับความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“ฝ่าบาท ไยทรงทำเยี่ยงนี้” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง แตกต่างจากติ้งตี้ไทเฮาผู้เป็นมารดาที่ใบหน้ายังคงราบเรียบ 

“ถวายพระพรเสด็จย่า ถวายพระพรเสด็จแม่” องค์ฮ่องเต้ทำความเคารพผู้ใหญ่ทั้งสองก่อนจะกลับไปคุกเข่าสำนึกผิดเช่นเดิม 

“ลุกขึ้นเถิด พระองค์เป็นถึงจักรพรรดิ เจ้าชีวิตของคนทั้งแผ่นดินฮั่น พระองค์มิควรทำเยี่ยงนี้” ผู้เป็นย่าเอื้อนเอ่ยพร้อมย่อตัวลงมาหาหลานชายเพื่อพยุงให้ลุกขึ้น 

“แต่ในฐานะหลาน นี่คือสิ่งที่ควรทำ” องค์ฮ่องเต้ยังคงตั้งมั่นในความคิดจนผู้เป็นย่าทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าไปมา 

“ลูกสะใภ้พูดอะไรบ้างเถอะ เจ้ามิเจ็บปวดหรือที่เห็นบุตรชายต้องมาคุกเข่าตากแดดเยี่ยงนี้” เมื่อไม่สามารถล้มเลิกความตั้งใจขององค์ฮ่องเต้ได้ ฟู่หวงไทไทเฮาจึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นมารดาขององค์ฮ่องเต้แทน 

ผู้ถูกถามไม่ตอบสิ่งใดกลับไป นางทำเพียงแค่ย่อตัวคารวะฟู่หวงไทไทเฮา ก่อนจะเดินตรงไปยืนด้านข้างบุตรชายแล้วคุกเข่าลงเช่นกัน 

“เสด็จแม่!” 

“ลูกสะใภ้ เจ้ากำลังทำสิ่งใด” 

ภาพที่ปรากฏสร้างความตกตะลึงให้ผู้ที่พบเห็น โดยเฉพาะองค์ฮ่องเต้ที่รีบเข้าไปหาพระมารดาของตนในทันที 

“บุตรทำผิดเพราะมารดามิได้สอนสั่ง หม่อมฉันขอคุกเข่าน้อมรับความผิดในครั้งนี้เพคะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 

“เสด็จแม่อย่าทรงทำเยี่ยงนี้ เป็นความผิดของลูกเอง หาได้เกี่ยวกับเสด็จแม่ไม่” องค์ฮ่องเต้ต้องรีบเข้าไปห้ามปรามผู้เป็นมารดาและพยายามพยุงให้อีกคนลุกขึ้นยืน 

“ฝ่าบาททรงสนพระทัยด้วยหรือ?” ติ้งตี้ไทเฮาถามออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“เสด็จแม่...” การกระทำของผู้เป็นมารดาทำให้องค์ฮ่องเต้ถึงกลับไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดต่อ 

“ลูกสะใภ้ ข้าให้มาช่วยเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทมิใช่ให้มาคุกเข่าสำนึกผิด” ฟู่หวงไทไทเฮาถึงกับต้องกุมขมับเมื่อเห็นความเข้มงวดของลูกสะใภ้ 

“พวกเจ้านี่ช่าง...” พอหันไปหาหลานชายก็มิได้ดั่งใจ 

ฟู่หวงไทไทเฮามองภาพสองแม่รู้ด้วยความไม่พอใจนักก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินเข้าไปด้านในตำหนักของหวังไทหวงไทเฮา 

 

“ถวายพระพรหวังไทหวงไทเฮา” เมื่อเข้าไปด้านในตำหนักนางก็ทำความเคารพประมุขของฝ่ายในด้วยความนอบน้อม 

“เจ้ามีสิ่งใดหรือ ถึงได้มาหาข้าถึงที่นี่” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะหันไปรับถ้วยชาจากหวังเหม่ยเหรินมาจิบ 

“หม่อมฉันมาถวายพระพรเพคะ มิได้มีสิ่งใดสำคัญ” ฟู่หวงไทไทเฮาตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม 

“อย่างนั้นหรือ” หวังไทหวงไทเฮาไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจนัก ทำเพียงแค่ผายมืออนุญาตให้ฟู่หวงไทไทเฮานั่งลง 

“นานแล้วที่หม่อมฉันไม่ได้มายังตำหนักแห่งนี้ ยังคงงดงามเช่นเดิมนะเพคะ” ฟู่หวงไทไทเฮาเริ่มชวนคุยไปเรื่อย 

“เจ้ามีสิ่งใดก็เอ่ยมาเถิด อย่าได้อ้อมค้อม” เป็นหวังไทหวงไทเฮาที่เริ่มรู้สึกรำคาญการสนทนาแสนเสแสร้งนี้จนต้องขัดขึ้น 

“หม่อมฉันมีเรื่องไม่สบายใจเพคะ” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยตอบด้วยใบหน้าแสนทุกข์ใจ 

“มีเรื่องอันใดให้เจ้ารู้สึกไม่สบายใจหรือ” หวังไทหวงไทเฮายังคงซักถามต่อ 

“เรื่องของฝ่าบาทเพคะ” หวังไทหวงไทเฮาไม่แปลกใจเท่าใดนักกับคำตอบที่ได้ยิน 

“หม่อมฉันเห็นด้วยที่พระนางทรงลงโทษฝ่าบาทเยี่ยงนี้ แต่...” ฟู่หวงไทไทเฮาเว้นช่วงให้คนฟังสงสัยและมันก็ได้ผล 

“ทำไมหรือ?” 

“แต่มีขุนนางจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยเพคะ บางคนถึงกับพูดว่า...” เป็นอีกครั้งที่ฟู่หวงไทไทเฮาใช้วิธีเว้นช่วงให้คนฟังเกิดความอยากรู้ 

“เจ้าพูดมาเถอะ ไยต้องอ้ำอึ้ง” จนหวังไทหวงไทเฮาเริ่มไม่สบอารมณ์ 

“คนพวกนั้นพูดว่าเพราะฝ่าบาทไม่ใช่หลานแท้ๆ ของหวังไทหวงไทเฮา พระนางจึงหาวิธีกลั่นแกล้งเพคะ” 

“ใครกันที่กล้าพูดเยี่ยงนั้น!” หวังไทหวงไทเฮาถึงกับทุบที่วางมือด้วยความไม่พอใจ 

“หม่อมฉันรู้ว่าไม่เป็นความจริง พระนางทรงหวังดีต่อฝ่าบาทเพียงใด ย่าแท้ๆ อย่างหม่อมฉันย่อมสัมผัสได้” ฟู่หวงไทไทเฮารีบเอ่ยขึ้นก่อนจะส่งสัญญาณให้นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างนำฎีกาหลายฉบับไปถวายต่อหวังไทหวงไทเฮา 

“แต่ขุนนางเหล่านี้มิรับรู้ด้วย เข้าใจพระนางผิดจนถึงขั้นเขียนฎีกากล่าวหาว่าพระนางทรงทำเกินไปเพคะ หม่อมฉันกลุ้มใจจริงๆ” ฟู่หวงไทไทเฮาทำท่าคิดหนักทั้งที่สายตาชำเลืองมองคนที่กำลังอ่านฎีกาด้วยความไม่พอใจ 

“บังอาจนัก!” ฎีกาให้มือหวังไทหวงไทเฮาถูกขว้างลงพื้นด้วยความโกรธเกรี้ยวในทันที 

“พระนางอย่าทรงกริ้วไปเลยนะเพคะ มิต้องใส่พระทัยเพคะ” ฟู่หวงไทไทเฮายังคงทำหน้าที่เอาน้ำเย็นเข้าลูบ 

“ไปเชิญฝ่าบาทกับติ้งตี้ไทเฮาเข้ามาพบข้า” หวังไทหวงไทเฮาหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะหันไปสั่งหวังเหม่ยเหรินซึ่งเป็นทั้งพระสนมเอกและหลานสาวของตน 

“เพคะ เสด็จป้า” นางน้อมรับคำสั่งก่อนจะรีบออกจากห้องไป 

 

“ถวายพระพรหวังไทหวงไทเฮา” 

“ถวายพระพรเสด็จย่า” 

เมื่อสองแม่ลูกเข้าไปด้านในตำหนัก ทั้งสองพระองค์ก็ทำความเคารพผู้ใหญ่ของฝ่ายในด้วยความนอบน้อมในทันที 

“เชิญพวกเจ้านั่งลงก่อน” หวังไทหวงไทเฮาที่ปรับอารมณ์ของตัวเองให้เย็นลงได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“หลานอกตัญญู ขอเสด็จย่าทรงโปรดประทานอภัย” องค์ฮ่องเต้ไม่ไปนั่งตามคำเชิญ แต่กลับคุกเข่าลงน้อมรับความผิดของตนเองอีกครั้ง 

“เพราะหม่อมฉันไม่สอนสั่งฝ่าบาท หวังไทหวงไทเฮาทรงโปรดประทานอภัย” ติ้งตี้ไทเฮาเองก็คุกเข่าลงเช่นกัน 

“เสด็จแม่ได้โปรดอย่าทำเช่นนี้ ลูกเป็นคนผิดให้ลูกรับโทษเองเถิด” เป็นองค์ฮ่องเต้เองที่ร้อนรน เมื่อเห็นพระมารดาคุกเข่าลงข้างตน แต่ผู้เป็นพระมารดาก็ได้หาสนใจไม่ ยังคงตั้งมั่นในความคิดของตนเองเช่นกัน 

“หวังไทหวงไทเฮาเพคะ...” ถึงจะไม่พอใจในการกระทำของคนทั้งสองนัก แต่ฟู่หวงไทไทเฮาก็ยังคงต้องปั้นหน้าขอความเห็นใจจากผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดในตอนนี้ 

“พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่ ไยไม่พยุงฝ่าบาทกับติ้งตี้ไทเฮาลุกขึ้น พระองค์เป็นถึงจักรพรรดิแห่งแผ่นดินฮั่น ให้มาคุกเข่าเยี่ยงนี้ได้อย่างไร” หวังไทหวงไทเฮาหันไปหาเหล่าขันทีและนางกำนัลที่ไม่รู้จะทำเช่นใด 

“หลานน้อมรับความผิด เสด็จย่าโปรดทรงประทานอภัย” องค์ฮ่องเต้ประสานมือน้อมรับความผิดของตนอีกครั้ง 

“ฝ่าบาททรงลุกขึ้นเถิด ใครรู้เข้าจะติฉินนินทาเอาได้ ว่าย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกฝ่าบาท” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ค่อนไปทางประชดประชัน 

“เสด็จย่าทรงหวังดีสั่งสอนหลาน หลานทราบดี” องค์ฮ่องเต้ก็ยังคงแน่วแน่ไม่ยอมลุกขึ้นหากหวังไทหวงไทเฮาไม่ยอมให้อภัย 

“หากรู้ว่านี่คือความหวังดีของย่าก็ทรงโปรดจำเอาไว้ ว่าการกระทำของพระองค์ไม่ได้เดือดร้อนเพียงแค่พระองค์คนเดียว เห็นหรือไม่ว่าเสด็จแม่ของฝ่าบาทต้องพบเจอสิ่งใด” หวังไทหวงไทเฮายังคงสั่งสอนต่อ 

“หลานน้อมรับคำสั่งสอนจากเสด็จย่า” องค์ฮ่องเต้น้อมรับแต่โดยดีพร้อมชำเลืองมองผู้เป็นมารดาด้วยความรู้สึกผิด 

“เสด็จป้าอย่าทรงกริ้ว หากจะมีผู้ใดผิดก็คือหวังเยี่ยนผู้นี้เพคะ” คนที่อยู่ภายในตำหนักต่างพากันประหลาดใจไม่น้อยเมื่อพระสนมเอกหวังที่เงียบอยู่นานคุกเข่าต่อหน้าหวังไทหวงไทเฮาเพื่อรับความผิด 

“ไยเจ้าถึงเอ่ยเยี่ยงนั้น เจ้าผิดอันใด” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ 

“ในฐานะเหม่ยเหริน หวังเยี่ยนผิดที่ไม่สามารถทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยได้เพคะ เรื่องราวทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นหากหวังเยี่ยนมีความสามารถพอ” นางเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด 

“หวังเยี่ยนขอน้อมรับความผิดนี้แต่เพียงผู้เดียวเพคะ เสด็จป้าอย่าทรงกริ้วหรือไม่พอพระทัยในตัวฝ่าบาทเลย พระองค์มิได้ผิดอันใด” หวังเหม่ยเหรินเอ่ยอีกครั้งก่อนจะประสานมือคารวะหวังไทหวงไทเฮา 

“ข้าไม่น่าแต่งตั้งเจ้าเป็นเหม่ยเหริน” หวังไทหวงไทเฮาเอื้อนเอ่ยด้วยสุรเสียงราบเรียบ 

“ข้าควรแต่งตั้งเจ้าเป็น ‘เจาอี๋ (2) ’ ไม่สิ ข้าควรแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาต่างหาก” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยต่ออย่างอารมณ์ดี 

“เอาล่ะๆ พวกเจ้าลุกขึ้นได้แล้ว จะคุกเข่ากันอีกนานเพียงใด” จนเมื่อผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดของฝ่ายในหายโกรธทุกคนก็ลุกขึ้นยืนตามรับสั่ง 

“เสด็จแม่” องค์ฮ่องเต้รีบทำหน้าที่เข้าไปช่วยพยุงผู้เป็นพระมารดาไปนั่งยังเก้าอี้ด้านข้างฟู่หวงไทไทเฮาที่ตอนนี้แสดงสีหน้าชัดเจนว่าไม่พอใจในสิ่งที่หวังไทหวงไทเฮาพึ่งเอ่ยออกไป 

“เจ้าก็ด้วยลุกขึ้นได้แล้ว” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยขึ้นเมื่อหวังเหม่ยเหรินไม่ยอมขยับ ก่อนจะปลายสายตามององค์ฮ่องเต้ ซึ่งคนถูกมองก็รู้หน้าที่ดีว่าควรทำเช่นไร 

“หวังเหม่ยเหรินลุกขึ้นเถิด” องค์ฮ่องเต้เข้ามาทำหน้าที่ช่วยพยุงพระสนมเอกหวังลุกขึ้นยืน ตามความต้องการของหวังไทฮองไทเฮา 

“ฝ่าบาททรงเห็นหรือไม่ว่าหวังเยี่ยนภักดีต่อฝ่าบาทเพียงใด สตรีที่ถวายตัวรับใช้พระสวามีเยี่ยงนี้สิคือผู้ที่เหมาะสมจะเป็นฮองเฮา ใช่หรือไม่ฟู่หวงไทไทเฮา” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม 

“หวังเหม่ยเหรินช่างภักดีต่อฝ่าบาทยิ่งนัก แต่ฟ่านเหม่ยเหรินก็ร้อนใจไม่น้อยเหมือนกันนะเพคะ นางรีบไปหาหม่อมฉันทันทีเมื่อรู้ข่าวว่าฝ่าบาทถูกพระนางตำหนิ” ฟู่หวงไทไทเฮาเอ่ยถึงของคนของตนเองบ้าง 

“แล้วนี่นางไปอยู่ที่ใด ไยไม่มากับเจ้า” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยถามต่อด้วยรอยยิ้มเย็นเหยียบ 

“นางคัดอักษรสำนึกผิดอยู่ที่ตำหนักเพคะ นางลงมือทำทันทีด้วยใจ” ฟู่หวงไทไทเฮาตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน 

“ช่างเป็นสตรีที่เพียบพร้อมนัก” หวังไทหวงไทเฮาตัดจบ เมื่อไม่สามารถยกยอคนของตนขึ้นมาได้ ก่อนจะหันไปที่องค์ฮ่องเต้เพื่อเปลี่ยนเรื่องคุย 

“ฝ่าบาทอย่าได้โกรธเคืองย่าที่เข้มงวดต่อพระองค์เช่นนี้” 

“หลานไม่เคยคิดเช่นนั้น” องค์ฮ่องเต้ตอบกลับไปอย่างนอบน้อม 

“ข้าเองก็อยากวางมือจากราชกิจงานบ้านงานเมือง” หวังไทหวงไทเฮาเปรยขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อ 

“แต่พวกเจ้าก็รู้ว่าข้ายังทำเยี่ยงนั้นไม่ได้ ฝ่าบาทพึ่งครองราชย์ได้ไม่นานและยังทรงพระเยาว์นัก มีหลายสิ่งที่ต้องทรงศึกษา” 

ฟู่หวงไทไทเฮาและติ้งตี้ไทเฮาต่างยิ้มรับทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าทำไมผู้พูดไม่ยอมวางมือ องค์ฮ่องเต้มีพระชนมพรรษาเท่าใดแล้ว อดีตฮ่องเต้หลายพระองค์ก็ว่าราชการด้วยตนเองทั้งที่อายุเพียงเท่านี้ 

“ส่วนฝ่ายใน ข้าก็มีแต่หวังเยี่ยนที่พอจะพึ่งพาได้” ไปๆ มาๆ หวังไทหวงไทเฮาก็หาเรื่องยกยอคนขอตนขึ้นอีกครั้ง 

“หม่อมฉันคงต้องให้ฟ่านเหม่ยเหรินมาเรียนรู้จากหวังเหม่ยเหรินบ้าง ภายภาคหน้านางจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของหวังไทหวงไทเฮาเพคะ” ฟู่หวงไทไทเฮามีหรือจะปล่อยให้พระนางยกยอคนของตนเพียงผู้เดียว 

“ได้ อย่างไรซะนางก็คือคนของฝ่าบาท นางสมควรได้เรียนรู้ว่าต้องทำสิ่งใด” เป็นอีกครั้งที่หวังไทหวงไทเฮาถูกขัด นางจึงต้องหันกลับมาหาให้ความสนใจต่อองค์ฮ่องเต้ 

“มิใช่เรื่องผิดหากฝ่าบาทจะชื่นชอบบุรุษมากกว่าสตรี แต่อย่างไรซะ พระองค์อย่าลืมว่า การมีองค์รัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน” วาจาฟังเหมือนหวังดี แต่มันกลับเคลือบไปด้วยยาพิษร้ายแรง 

“ต่อไปพระองค์ต้องใส่ใจพวกนางให้มากๆ เข้าใจหรือไม่ ย่าจะได้วางใจเสียที” 

“ขอบพระทัยเสด็จย่าที่ทรงตักเตือน” องค์ฮ่องเต้นิ่งไปสักพักก่อนจะน้อมรับ 

“เอาล่ะ พวกเจ้ากลับตำหนักเสียเถิด ข้าอยากพักผ่อน” เมื่อได้พูดในสิ่งที่ต้องการ เจ้าของตำหนักก็เริ่มเชิญผู้มาเยือนกลับไป 

“หม่อมฉันขอทูลลา” ฟู่หวงไทไทเฮาและติ้งตี้ไทเฮาต่างพากันลุกขึ้นทำความเคารพหวังไทหวงไทเฮาทันที 

“หลานทูลลาเสด็จย่า” องค์ฮ่องเต้ก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไมเช่นกัน 

“ฝ่าบาททรงรอก่อน” หวังไทหวงไทเฮาเอ่ยขึ้นก่อนที่องค์ฮ่องเต้จะหันหลังออกมา 

“เสด็จย่ามีสิ่งใดหรือ” องค์ฮ่องเต้ถามกลับไปด้วยความไม่เข้าใจ 

“หวังเยี่ยนดีดพิณได้ไพเราะยิ่งนัก ย่าฟังแล้วทำให้หลับสบาย” หวังไทหวงไทเฮาหันไปหาหลานสาวที่ยืนเขินอายอยู่ด้านข้างก่อนจะเอ่ยต่อ 

“ย่าเห็นฝ่าบาททรงกลัดกลุ้มกับงานบ้านงานเมือง คืนนี้ให้หวังเยี่ยนดีดพิณถวายดีหรือไม่ พระองค์จะได้เกษมสำราญก่อนเข้าบรรทม” เมื่อหวังไทหวงไทเฮาเอ่ยจบประโยค องค์ฮ่องเต้ก็รู้แจ้งแล้วว่าพระนางต้องการสิ่งใด 

“ขอบพระทัยเสด็จย่าที่ทรงเป็นห่วง คืนนี้หลานจะไปยังตำหนักเหยียนซีกง” หวังไทหวงไทเฮาพึงพอใจไม่น้อยเมื่อองค์ฮ่องเต้รับคำว่าคืนนี้จะไปยังตำหนักของหวังเหม่ยเหริน 

 

“ฝ่าบาททรงรู้หรือไม่ว่าทำสิ่งใดพลาดไป” คำถามดังขึ้นจากฟู่หวงไทไทเฮา เมื่อบุคคลทั้งสามก้าวออกจากตำหนักฉู่ซิวกง 

“หลานทราบดี” องค์ฮ่องเต้น้อมรับด้วยความเข้าใจ 

“ถ้าทรงทราบก็อย่าให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โปรดทรงจำเอาไว้ ในตอนนี้บัลลังก์ของพระองค์มิได้มั่นคง” ผู้เป็นย่าเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นก่อนจะขึ้นเกี้ยวเพื่อกลับตำหนักของตน 

“ฝ่าบาทไปเดินเล่นกับแม่ก่อนได้หรือไม่” ติ้งตี้ไทเฮาถามขึ้นเมื่อส่งเสด็จฟู่หวงไทไทเฮาเป็นที่เรียบร้อย 

“เชิญเสด็จแม่” องค์ฮ่องเต้น้อมรับก่อนจะยื่นมือไปประคองผู้เป็นมารดา 

สองแม่ลูกเดินทอดน่องไปอย่างไร้จุดหมายก่อนจะไปหยุดยืนเหม่อมอง ผืนแผ่นดินนอกเขตพระราชฐานบนจุดสูงสุดของกำแพงวัง 

“ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งใด” คำถามดังขึ้นอีกครั้งจากผู้เป็นมารดา 

“ลูกเห็นผืนแผ่นดินของเมืองฉางอัน” 

“มิใช่เพียงเมืองฉางอัน ต่อหน้าพระพักตร์คือผืนแผ่นดินฮั่น แผ่นดินของพระองค์” ผู้เป็นมารดาเอ่ยทั้งที่ยังทรงเหม่อมองทิวทัศน์ตรงหน้า 

“ลูกเข้าใจแล้ว” องค์ฮ่องเต้ขานรับก่อนจะเหม่อมองไปยังผืนแผ่นดินกว้างใหญ่เบื้องหน้า 

“ลูกเหว่ย” องค์ฮ่องเต้ต้องหันไปมองผู้เป็นมารดา เมื่อนางเอ่ยชื่อที่เขาไม่ได้ยินตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวัง 

“ลูกจะโปรดปรานบุรุษหรือสตรีมากมายเท่าใดก็ได้ แต่ลูกไม่สามารถมอบความรักให้ผู้ใดได้” ติ้งตี้ไทเฮาหันมาสบตากับบุตรชายก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน 

“เสด็จแม่...” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ 

“ตอนนี้ลูกคือองค์จักรพรรดิ เจ้าเหนือหัวของคนทั้งใต้ล่า ความรักของพระองค์นั้นมีไว้สำหรับข้าราชบริพารและราษฎรทั่วทั้งแผ่นดินฮั่น มิใช่มีให้เพียงแค่ใครคนใดคนหนึ่ง” ผู้เป็นมารดาเอื้อนเอ่ยพร้อมเอื้อมมือมากุมมือของบุตรชายเอาไว้ 

“หนทางจักรพรรดิมิอาจมีเพียงรักเดียว เพราะเมื่อใดที่มีเพียงรักเดียว ความรักนั้นจะนำภัยไปสู่ผู้ที่ถูกรักและพระองค์เอง” ติ้งตี้ไทเฮาเอ่ยอีกครั้งก่อนจะตบลงบนหลังมือขององค์ฮ่องเต้สองสามครั้งด้วยแรงเพียงน้อยนิด 

“ฝ่าบาทมิอาจหลีกหนีโชคชะตาแห่งสายเลือดราชวงศ์ได้ ต่อให้พระองค์ต้องการหรือไม่สิ่งนี้ก็ยังอยู่ในตัวฝ่าบาท” ผู้เป็นมารดาทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะปล่อยมือบุตรชายแล้วก้าวเดินออกมา ปล่อยให้จักรพรรดิหนุ่มได้ทบทวนให้สิ่งที่ตนสอนสั่ง 

“ฝ่าบาท ทรงเสด็จกลับตำหนักเถิดพ่ะย่ะค่ะ ทรงยืนตากลมเยี่ยงนี้จะประชวรเอาได้” คนที่กำลังตกอยู่ในห้วงของความคิดทำเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะตรงกลับตำหนักของตน 

 

“หานตงเล่า” องค์ฮ่องเต้ถามขึ้นเมื่อกลับไปยังตำหนักของตนแล้วไม่พบชายหนุ่มมาคอยถวายการรับใช้ 

“วันนี้ทั้งวันกระหม่อมยังไม่เห็นพ่ะย่ะค่ะ” กงกงคนสนิทเป็นผู้เข้ามารายงาน 

“อย่างนั้นหรือ” ราชขันทีกับเหล่านางกำนัลต่างถอยออกจากห้องไป เมื่อองค์ฮ่องเต้ยกมือส่งสัญญาณเป็นการบอกว่าต้องการอยู่เพียงลำพัง 

จักรพรรดิหนุ่มเดินตรงไปประทับยังโต๊ะทรงอักษรก่อนจะเปิดกล่องไม้แล้วหยิบผ้าแพรเนื้อดีที่ห่อบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายใน 

“หนทางจักรพรรดิมิอาจมีเพียงรักเดียวอย่างนั้นหรือ” เอื้อนเอ่ยกับหวีสับที่อยู่ในห่อผ้าก่อนจะนำมันมาแนบแก้มแล้วหลับตาลงเมื่อนึกถึงผู้ที่ให้ของสิ่งนี้แก่ตนมา 

...เพียงแค่ประโยคเดียว ไยถึงทำให้ใจข้าเจ็บปวดได้เพียงนี้ 

--------------------------------------------- 

 

“คุณชาย! คุณชายทำอะไรขอรับ!?” 

คนที่กำลังแต่งตัวต้องมีอันชะงัก เมื่อคนสนิทที่พึ่งก้าวเข้ามาภายในห้องส่งเสียงโวยวาย 

“ข้ากำลังแต่งตัว เจ้าตาบอดหรืออย่างไร” หานตงตอบกลับไปก่อนจะหันไปหยิบเสื้อตัวในมาสวมใส่ แต่มันก็ช่างยากลำบากเหลือเกินเพราะบาดแผลที่หัวไหล่ซ้าย ทำให้เขาขยับไม่ได้อย่างใจนัก 

ใครจะไปคิดว่าบาดแผลเพียงเล็กน้อยพอเกิดการอักเสบขึ้นมาจะมีพิษสงร้ายแรง ทำให้เขาล้มหมอนนอนเสื่อถึงสามวัน 

“แต่คุณชายพึ่งหายไข้นะขอรับ คุณชายจะแต่งตัวออกไปไหน ไยไม่นอนพักต่อขอรับ” เสี่ยวกวงร่ายคำถามยาวเหยียดด้วยความเป็นห่วง 

“ข้าแค่จะเข้าวังไปทำงาน ไยต้องโวยวาย” หานตงส่ายหน้าไปมาก่อนจะค่อยๆ สอดมือเข้าไปในแขนเสื้อที่เสี่ยวกวงเข้ามาช่วยจับ 

“แต่คุณชาย...” เสี่ยวกวงยังไม่ทันได้พูดอะไรผู้เป็นนายก็หันไปหยิบผ้าคาดเอวมาสวมใส่ก่อนจะนำป้ายหยกที่เขาไม่เคยให้ห่างตัวมาห้อยเอาไว้ 

“เลิกพูดแล้วมาช่วยข้ามัดผม” หานตงตัดจบก่อนจะนั่งลงให้เสี่ยวกวงได้ทำผมให้ตนถนัดขึ้น 

“คุณชายพักอีกสักสองสามวันเถอะนะขอรับ อย่าพึ่งเข้าวังไปทำงานเลย” แต่เสี่ยวกวงก็ยังไม่ละความพยายาม 

“ข้าไม่เป็นอะไรหรอกน่า เจ้าอย่าห่วงไปเลย” หานตงต้องยกแขนขึ้นพร้อมทำท่าเบ่งกล้ามให้คนสนิทดู ถึงจะยังเจ็บขัดๆ แต่พอทนได้ 

“คุณชายขอรับ...” เสี่ยวกวงเสียงอ่อนหลงด้วยความเหนื่อยใจ 

“เจ้าก็รู้ว่าห้ามข้าไม่ได้ ไยยังทำตัวน่ารำคาญ” หานตงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมคว้าเสื้อตัวนอกมาสวมทับอีกชั้นเป็นอันเสร็จพร้อมเข้าวัง ไม่สนใจเสียงโหยหวนของเสี่ยวกวงที่ดังตามหลังมา 

 

“เจ้าจะไปไหน” คำถามที่ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มต้องหันไปให้ความสนใจ 

“พี่ใหญ่” หานตงหยุดเดินก่อนจะหันไปประสานมือค้อมกายทำความเคารพผู้เป็นพี่ 

“หายดีแล้วหรือ” ซุนเทียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ 

“บาดแผลเพียงเท่านี้ ทำอันใดข้ามิได้ดอก” หานตงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม 

“ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เป็นห่วง หากไม่มีสิ่งใด ข้าขอตัวก่อน” หานตงเอ่ยตัดบทสนทนาก่อนจะทำความเคารพผู้เป็นพี่อีกครั้งแล้วถอยออกมา 

“เจ้ารู้หรือไม่ไยหวังไทหวงไทเฮาถึงทรงหายกริ้วเร็วนัก” คำถามที่ดังขึ้นทำให้หานตงต้องหยุดข้อเท้าที่กำลังก้าวเดิน 

“ข้ามิรู้ พี่ใหญ่โปรดชี้แนะ” หานตงส่งยิ้มให้ผู้เป็นพี่อีกครั้ง 

“ถึงพระนางจะมีอำนาจมากเพียงใด แต่พระนางก็ยังคงต้องเกรงใจขุนนางเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่อดีตจักรพรรดิฮั่นหยวนตี้” ซุนเทียนเดินมาหยุดลงตรงหน้าของผู้เป็นน้อง ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามากระซิบให้ได้ยินเพียงแค่สองคน 

“เจ้าเป็นเพียงแค่คนไร้ประโยชน์ อย่าได้พยายามไปเลย” ซุนเทียนทิ้งไว้เพียงแค่คำพูดแสนเจ็บแสบก่อนจะเดินจากไป 

“หึ พึ่งรู้ว่าซุนเทียนปากจัดขนาดนี้” หานตงกระตุกยิ้มพร้อมบ่นพึมพำกับตัวเอง 

...ข้าจะเป็นคนไร้ประโยชน์หรือไม่ ท่านคอยดูก็แล้วกัน 

 

 

“ต่ง ‘ชีเหมิน (3) ’ มาแล้วหรือ” ชายหนุ่มที่พึ่งก้าวเท้าไปในวังต้องหันไปให้ความสนใจคำทักทายที่ดังขึ้น 

“คารวะเหลากงกง” เมื่อหันไปพบว่าผู้ใดคือเจ้าของประโยคทักทาย ชายหนุ่มก็รีบทำความเคารพทันที 

“เจ้าหายไปหลายวัน เป็นอย่างไรบ้าง” เหลากงกงเอ่ยถามพร้อมก้าวเดินนำชายหนุ่มให้เดิมตามเข้าไป 

“ขอบคุณเหลากงกงที่เป็นห่วง ข้าสบายดีขอรับ” หานตงยังคงตอบด้วยความนอบน้อม 

“ข้ารู้ข้าวมาว่า มารดาของเจ้าสิ้นแล้ว ข้าเสียใจด้วย” เหลากงกงยังคงก้าวเดินต่อไปพร้อมพูดคุย 

“ขอบคุณเหลากงกง” หานตงน้อมรับความเห็นใจ ก่อนจะเริ่มสงสัย เมื่อทางเดินที่กำลังก้าวไปนั้นไม่ใช่ทางไปยังพระตำหนักของฝ่าบาท 

“เหลากงกง ท่านจะพาข้าไปที่ใดหรือ?” หานตงเอ่ยถามออกไปตามตรง 

“มีคนอยากพบเจ้า” คำตอบที่ได้ยินทำเอาหานตงเริ่มเดินช้าลง 

...คงไม่ได้หลอกข้าไปให้ใครรุมกระทืบอีกนะ 

 

“หืม? ไยเจ้าถึงเดินช้าเยี่ยงนั้นไม่ไว้เจ้าข้าหรือ” เหลากงกงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก 

“มิได้ขอรับ” ชายหนุ่มรับคำก่อนจะก้าวเดินตามอีกคนไป 

หากเหลากงกงจะปองร้ายเขาคงจัดการไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้เข้าออกวังหลวงเป็นว่าเล่นอย่างนี้หรอก 

เมื่อคิดได้เยี่ยงนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง จนพอมีแรงให้เดินต่อไป 

 

“ท่านพาข้ามายังที่แห่งนี้ทำไมหรือ” ชายหนุ่มต้องเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจเมื่อเหลากงกงพาเขามาหยุดตรงหน้าพระตำหนักจ้าวฮองไทเฮา ฮองเฮาขององค์จักรพรรดิพระองค์ก่อน 

“จ้าวฮองไทเฮา ต้องการพบเจ้า” เหลากงกงไขข้อสงสัยก่อนจะเดินนำหานตงเข้าไปด้านใน 

ตำหนักฉางชุนกงที่ประทับของจ้าวฮองไทเฮาร่มรื่นไปด้วยมวลหมู่ผกา แต่กลับเงียบสงบไม่หรูหราเท่าใดนัก 

เหตุการณ์ตงพอจะได้ยินเหล่าขันทีและนางกำนัลซุบซิบกันอยู่บ้างว่า เมื่ออดีตองค์จักรพรรดิเสด็จสวรรคต อำนาจของจ้าวฮองไทเฮาก็ลดลงมาก ยิ่งมีข่าวลือว่าการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ เกี่ยวข้องกับสองสตรีแซ่จ้าว พระนางก็ยิ่งถูกลดความสำคัญลง 

แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกละเลยถึงเพียงนี้ พระตำหนักช่างดูเงียบเหงา ไร้คนให้ความสนใจ 

“จ้าวฮองไทเฮา ต่งชีเหมินมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หานตงยืนรอให้ขันทีประจำตำหนักขานตำแหน่งของตนก่อนจะก้าวเข้าไปด้านในเมื่อได้รับอนุญาต 

“ถวายพระพรจ้าวฮองไทเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันพันปี” 

“ถวายพระพรจ้าวไท่เฟย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” 

เมื่อเข้าไปด้านในหานตงก็ทำความเคารพสองพี่น้องตระกูลจ้าวด้วยความนอบน้อม 

“เจ้าหรือต่งหานตง” ผู้เป็นเจ้าของตำหนักแห่งนี้ถามขึ้นพร้อมมองชายหนุ่มอย่างสำรวจ 

“เงยหน้าขึ้นมาให้พวกข้าได้เห็นชัดๆ สิ” จ้าวไท่เฟย มเหสีรองของอดีตองค์จักรพรรดิเอ่ยขึ้นและหานตงก็มิได้ขัดข้อง ทำตามแต่โดยดี 

“รูปงามยิ่งนัก มิน่าเล่าฝ่าบาทถึงได้โปรดปรานเจ้านัก” พอมาถูกชมซึ่งๆ หน้าเยี่ยงนี้ก็อดที่จะเขินอายมิได้ 

“จ้าวฮองไทเฮารับสั่งหากระหม่อม มีสิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยถามออกไปตามตรง คงไม่ได้เรียกเขามาแค่ชื่นชมความหล่อเหลาหรอกนะ 

“ข้าแค่อยากเห็นใบหน้า ผู้ที่ข้าให้ความช่วยเหลือเข้ามาทำงานในวังเพียงเท่านั้น” จ้าวฮองไทเฮาเอ่ยก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ 

“พี่หญิงแค่อยากมั่นใจว่าคิดไม่ผิดที่เลือกสนับสนุนเจ้า” จ้าวไท่เฟยขยายความให้คนฟังได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น 

“ขอบพระทัยจ้าวฮองไทเฮา จ้าวไท่เฟยพ่ะย่ะค่ะ” ถึงจะยังงงๆ แต่คนอย่างหานตงก็พอรู้ว่าต้องทำตัวเช่นไร 

“เจ้าจงรับใช้ฝ่าบาทให้ดี ให้สมกับที่พระองค์โปรดปรานเจ้า” จ้าวไท่เฟยเอ่ยต่อด้วยท่าทางนิ่มนวลจะหยิบจับอะไรมือไม้ก็เหมือนแพรพรรณ 

“น้องหญิงนำของสิ่งนั้นออกมา” จ้าวฮองไทเฮาเอ่ยขึ้น 

“เพคะพี่หญิง” คนถูกสั่งน้อมรับก่อนจะส่งสัญญาณให้กงกงที่ยืนอยู่นำห่อผ้าบางอย่างมาให้หานตง 

“สิ่งนี้คือ?” หานตงรับห่อผ้ามาเปิดดูก่อนจะพบว่าด้านในคือตำราที่มีปกสีดำสนิท 

“ตำราอบร่ำดอกเบญจมาศ เจ้าควรศึกษาเอาไว้ เมื่อรับใช้ฝ่าบาทจะได้ไม่มีสิ่งใดให้ขุ่นเคืองพระทัย” คิ้วของหานตงต้องขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจเมื่อได้ฟังกงกงตรงหน้าอธิบาย 

แล้วไยต้องกระซิบกระซาบ นางกำนัลต่างพากันเขินอาย บางคนถึงขนาดหน้าแดงจนไปถึงใบหู 

...ทำไมต้องอบดอกเบญจมาศ ฝ่าบาททรงโปรดดอกไม้แห้งอย่างนั้นหรือ 

หานตงมองบรรยากาศโดยรอบด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะเปิดตำราปกสิดำสนิทดู คิ้วเรียวขมวดกันยุ่งก่อนจะต้องรีบปิดอย่างไม่เชื่อสายตา 

...เมื่อกี้ข้าอาจตาฝาด 

หานตงสูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อควบคุมหัวใจที่กำลังเต้นแรงก่อนจะตัดสินใจเปิดตำราในมืออีกครั้ง 

...ชัด! ทั้งภาพประกอบทั้งบทบรรยาย ทุกท่วงท่าลีลา มุมไหนซอกใดขยายความจนเห็นภาพกันเลยทีเดียว 

“นะ...นี่มัน” ชายหนุ่มถึงกับลิ้นพันกันจนพูดผิดพูดถูก 

“หน้าที่ของข้าหลวงคือการทำให้ฝ่าบาททรงพระเกษมสำราญ เจ้าเป็นคนที่ฝ่าบาททรงโปรดควรศึกษาตำราเล่มนี้เอาไว้” จ้าวฮองไทเฮายังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบขยายความให้เด็กหนุ่มเข้าใจ 

“ถือว่าเป็นความหวังดีจากข้าและพี่หญิงก็แล้วกัน” จ้าวไท่เฟยเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปหัวเราะเบาๆ กับจ้าวฮองไทเฮา ด้วยความพอใจ 

“ตะ...แต่ กระหม่อม” หานตงที่ยังคงควบคุมสติไม่ได้ถึงกลับไปไม่เป็น 

“พระนางหวังดีต่อเจ้าขนาดนี้ ไยเจ้าไม่คำนับจ้าวฮองไทเฮาและจ้าวไท่เฟ่ย” เหลากงกงเป็นผู้ที่เข้ามาช่วยเตือนสติหานตงว่าต้องทำสิ่งใด 

“ขอบพระทัยจ้าวฮองไทเฮา จ้าวไท่เฟ่ยพ่ะย่ะค่ะ” หานตงรีบทำความเคารพสตรีสูงศักดิ์ทั้งสองในทันที 

“เอาเถอะๆ เจ้าไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ แต่เจ้าจงจำเอาไว้ ผู้ใดเป็นคนคอยช่วยเหลือเจ้า หากภายภาคหน้าได้ดิบได้ดีก็อย่าลืมบุญคุณของพี่หญิงซะล่ะ” จ้าวไท่เฟยเอ่ยรับด้วยรอยยิ้ม 

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอทูลลา” หานตงน้อมรับก่อนจะรีบเก็บสมุดปกดำเข้าไปในเสื้อแล้วออกจากตำหนักด้วยความเร็วเหนือแสง 

 

(1) เหม่ยเหริน คือ ตำแหน่งพระสนมเอก ศักดิ์รองจากเจาอี๋ ซึ่งแปลว่า ผู้มีความงดงาม 

(2) เจาอี๋ คือ ตำแหน่งขั้น 1 พระมเหสีรองในองค์จักรพรรดิ เจาอี๋ หมายถึง ผู้มีความงามเป็นเลิศยิ่ง 

(3) ชีเหมิน คือ ตำแหน่งของขุนนางที่ทำหน้าที่ติดตามองค์จักรพรรดิในการเสด็จไปที่ต่างๆ ในวัง และรับสิ่งของ เรื่องราวของเหล่าขุนนางที่จะส่งขึ้นมาถวาย 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง 

วงวารหานตงเบาๆ ถูกคิดว่าเป็นเมียซะแล้ว 55555 

ตอนยาวเกินไปของตัดเป็นสองตอนนะคะ 

หายไปนานเลยกลับมาแล้วจ้า มีใครยังรออยู่ไหมเอ่ย 

แวะเข้ามาคุยเข้ามาทักทายกันบ้างนะ 

รักคนอ่านนะจุ๊บๆ 

 

ไปเมาส์ที่ไหนก็อย่าลืมติด  

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน  

#หานตงอ้ายหมิง 

#เสี่ยวตงของพี่จาง 

 

เจอกันใหม่ตอนหน้าจ้า 

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น