ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 10 คำถามในใจ

ชื่อตอน : บทที่ 10 คำถามในใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2563 01:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 คำถามในใจ
แบบอักษร

"ถ้ามึงยิง กูก็ยิง"ธารินหันมองร่างหนาก่อนจะยกยิ้มดีใจ

"พี่ขุน"เธอเอ่ยเรียกชื่อนายแพทย์หนุ่มผู้เปรียบเสมือนพี่ชาย

"มานี่"เสียงจริงจังบอกให้เธอเข้าไปหลบที่ด้านหลังของเขา

"มึงเป็นใคร มายุ่งอะไรเรื่องครอบครัวกู"สมคิดตะโกนลั่นด้วยความโกรธ

"กูเป็นใครไม่สำคัญหรอก แต่มึงอ่ะเป็นใคร มายุ่งอะไรกับน้องสาวกู"ปลายกระบอกปืนทั้งสองยังคงชี้เข้าหากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

"เขาเป็นสามีใหม่แม่"ธารินเอ่ยบอกเสียงสั่น มันรู้สึกหน่วงๆที่หัวใจเมื่อคิดว่าแม่รักใครอื่นนอกจากพ่อ

คิ้วหนาขมวดในทันทีเมื่อเห็นว่าอยู่ๆสมคิดก็เก็บปืนด้วยความรวดเร็ว พลางทำสีหน้าหวาดกลัวเขา ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังดูจะท้าทายเขาอยู่เลย แต่ในเวลาต่อมาก็รู้ได้ทันทีว่าเพราะอะไรนายสมคิดจึงมีทีท่าเปลี่ยนไป

"นี้มันอะไรกัน ทำไมบ้านฉันเละเทะขนาดนี้"เสียงที่คุ้นเคยของมารดาดังแว่วมาตั้งแต่หน้าประตูก่อนจะตกตะลึงเมื่อเห็นว่าภูวดลกำลังหันปลายกระบอกปืนไปยังสามีตน

"ว้าย พี่สมคิด นี้ตาภูแกจะทำอะไรผัวน้า ห๊ะ!"ไม่รอช้าเข้าไปประคองชายวัยกลางคนด้วยท่าทางเป็นห่วงพลางทอดมองบาดแผลตามตัวเขาก่อนจะตวัดสายตามองธารินและภูวดลอย่างโกรธเคืองทั้งๆที่ยังไม่ได้ไต่ถามอะไรสักคำ

"ยัยเมล์แล้วแกไปยืนอะไรอยู่ตรงนั้น ทำไมไม่ห้ามพวกมัน"เธอไม่กล้าพูดอะไรด้วยว่าความกลัวยังวิ่งวนอยู่ในใจ ธราทิพย์ทำได้แค่เพียงซุกใบหน้าไว้ที่แขนพี่สาวไม่ห่าง

"แม่จะไม่ถามสักคำเลยหรอคะ ว่าทำไมพวกหนูถึงมีแผลตามตัวแบบนี้"ธารินเอ่ยบอกเสียงสั่นเครือ พยายามควบคุมให้มันปกติที่สุดทว่าเมื่อเห็นความห่วงใยของแม่ที่มีต่อชายคนนั้นมันก็ยิ่งปวดหัวใจ เพราะมันคือความห่วงใยที่เธอไม่เคยได้รับเลย

"เอ่อ...กะ...ก็ลูกของสุขแสงคิดว่าพี่เป็นโจรก็เลยทำร้ายพี่ก่อน พี่แค่ป้องกันตัว"ธารินกำหมัดแน่นเมื่อชายผู้นั้นยังกล้าโกหกหน้าตาเฉย

"โกหก!"เสียงเล็กตะโกนลั่น แววตาของเธอมันเต็มไปด้วยความโกรธ ความเจ็บปวดและหยาดน้ำตา

"เงียบ แกขอโทษพี่สมคิดเดี๋ยวนี้"

"แม่ แม่เชื่อไอ้ผู้ชายคนนี้หรอ แม่เชื่อคำพูดของมันโดยไม่ถามหนูสักคำเลยหรอว่ามันจริงรึเปล่า"รอยแผลตรงมุมปากยังไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่แม่เลือกปกป้องคนอื่นมากกว่าเธอที่เป็นลูก

ทั้งๆที่มันแทบจะทรงตัวไม่อยู่แต่ก็ยังทำเป็นเข้มแข็งเพราะยังมีมือของน้องที่กอบกุมเธอไว้ไม่ห่าง

"มันพยายามจะข่มขืนเมล์แต่หนูมาช่วยได้ทัน แล้วมันก็จะข่มขืนหนูด้วย ทำไมแม่ไม่ถามหนูบ้างละคะ"ประโยคหลังเต็มไปด้วยความรู้สึกตัดพ้อ

"พี่เปล่านะจ๊ะ สุขแสงก็รู้ว่าพี่เป็นคนยังไง พี่ไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย"ธารินเริ่มหมดความอดทนเมื่อเห็นใบหน้าเสแสร้งของมัน อยากจะซัดหน้าให้หงายหลังไปอีกครั้ง ทว่าก็ถูกมือหนาของภูวดลห้ามไว้เสียก่อน

"ผู้ชายตอแหลมันเป็นแบบนี้นี้เอง ขอสักทีเถอะมึง"ร่างหนาตรงไปหมายจะแจกกำปั้นให้เป็นค่าตอบแทนที่ยังใจกล้าหน้าด้านเล่าความเท็จต่อไปได้เป็นเรื่องเป็นราว

"นี้หยุด พวกแกสองคนออกไปจากบ้านฉัน ถ้าไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจข้อหาบุกรุก"

"นี้แม่หลงมันขนาดนั้นเลยหรอคะ ไม่เชื่อที่หนูพูดสักคำเลยหรอ"ทำไม...ทำไม คำๆนั้นดังก้องในใจ ทำไมแม่ถึงเลือกที่จะเชื่อคนอื่นมากกว่าเธอ

"จะไปไหนก็ไป แล้วถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาที่นี้อีก ส่วนเงินก็โอนมา"ตลอดชีวิตที่ผ่านมาต่อให้จะถูกแม่ตีสักกี่ครั้งก็ยังไม่เจ็บเท่ากับถูกแม่ไล่ ความรู้สึกมันเหมือนกับกำลังถูกบอกให้ออกไปจากชีวิต หมดแล้วความอดทนของเธอ น้ำตาที่ห้ามปรามไว้ก่อนหน้านี้ไหลอาบแก้มราวกับสายลำธาร ทว่าใบหน้าของเธอกลับเรียบนิ่งไร้ซึ่งความรู้สึกหากแต่ใครจะรู้ว่าหัวใจดวงน้อยๆได้แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี

แม่ไล่หนูทำไม? ทำไมแม่ไม่เชื่อหนู? ทำไมไม่ฟังกันสักคำ ? แม่รักหนูบ้างไหม? หนูใช่ลูกแม่รึเปล่า?

คำถามเหล่านั้นที่เธออยากจะพูดออกมาแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยมัน เพราะเธออาจจะรับคำตอบของมันไม่ไหว

"งั้นก็เชิญแม่อยู่กับมันให้มีความสุขนะคะ ส่วนเมล์หนูจะพาเมล์ไปอยู่ที่อื่น"

"แกไม่มีสิทธิ์พาตัวยัยเมล์ไปไหนทั้งนั้น มันเป็นลูกของฉัน"สุขแสงตรงปรี่เข้ามาหมายจะดึงร่างของธราทิพย์กลับไปแต่เธอกลับรีบมุดเข้าที่แผ่นหลังของพี่สาวอย่างหวาดกลัว

"สิทธิ์ของความเป็นพี่ไงคะ ในเมื่อแม่เลือกมัน หนูก็จะเอาน้องไปอยู่ที่อื่น หนูไม่ยอมให้น้องอยู่กับไอ้สัตว์เดรัจฉานนี่หรอก"

เพี๊ยะ!

ฝ่ามือที่เริ่มจะเหี่ยวย่นฟาดลงบนใบหน้าหวานซ้ำตรงที่เดิมเมื่อก่อนหน้านี้ ทว่าครั้งนี้กลับรู้สึกเจ็บปวดมากกว่า เพราะคนที่ตบคือแม่...ไม่ใช่คนอื่น

"พี่เหมย แม่ตบพี่เหมยทำไม?"ธราทิพย์รีบประคองใบหน้าพี่สาวด้วยความเป็นห่วง

"แกเงียบไปเลยยัยเมล์ แล้วก็มาหาแม่"

"ไม่หนูไม่ไป หนูจะไปอยู่กับพี่เหมย"เธอรีบซุกตัวกลับไปที่เดิม

"ถ้าแม่ไม่ให้เมล์ไปอยู่กับหนู หนูก็จะไม่ส่งเงินมาอีก"สุขแสงมองบุตรสาวด้วยความโกรธก่อนจะอ้าปากหมายจะด่าคำบางคำออกมาทว่าก็ถูกธารินเอ่ยแทรกขึ้นเสียก่อน"แม่จะว่าหนูเป็นลูกอกตัญญูก็ตามสบาย แต่หนูไม่ยอมให้ยัยเมล์อยู่ที่นี้เด็ดขาด"

แววตาวาวโรจน์ทอดมองสมคิดอย่างเอาเรื่อง สุดท้ายสุขแสงก็ต้องยอมธารินด้วยว่าไม่อยากมีปัญหาเรื่องเงิน เพราะช่วงนี้ดวงเธอเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะเล่นไปกี่ครั้งๆก็มีแต่เสียกับเสีย

 

แม้จะออกมาจากบ้านได้ราวๆเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ธารินก็ยังคงนิ่งจนภูวดลและธราทิพย์เริ่มเดาอารมณ์ไม่ถูก

ภูวดลอาสาขับรถมาส่งซึ่งเป็นรถของธารินเอง เพราะเห็นท่าทางอิดโรยของเธอแล้วก็นึกห่วงจึงไม่อยากให้หล่อนขับรถมาในอาการเช่นนั้น

ธราทิพย์รอบมองสีหน้าพี่สาวเป็นระยะๆ หัวใจนั้นรู้สึกห่วงมากมายทว่าก็พูดจาไม่เก่งจึงไม่รู้ว่าจะปลอบประโลมเช่นไรจึงทำได้เพียงแค่เงียบและใช้สายตาสื่อสารแทน

เพียงไม่นานรถคันสวยก็จอดนิ่งที่หน้าคอนโดเก่าของธาริน

"อยู่ที่นี้ได้ใช่มั้ย บอกให้ไปอยู่บ้านกับพี่ก็ไม่ไป"เธอเอ่ยถามอย่างนึกห่วงเมื่อเริ่มจัดข้าวของให้น้องจนเกือบเสร็จ

"ไม่เอาหรอก เมล์อยู่ที่นี้แหละสบายใจกว่า แถมคอนโดพี่ยังอยู่ใกล้มหาลัยเมล์ด้วย จะได้เดินไปแถมยังประหยัดค่ารถด้วย"เธอเอ่ยบอกอย่างยิ้มๆหมายจะทำให้พี่สาวรู้สึกดีขึ้นบ้าง

"นอนคนเดียวได้ใช่มั้ย?"

"ได้ค่ะ พี่เหมยไม่ต้องห่วงหรอก ดึกแล้วพี่รีบกลับบ้านเถอะ"ใบหน้าหวานพยักหน้าเล็กน้อยให้น้องสาวก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟต์หลังจากที่ธราทิพย์ปิดประตูลง

แกร๊ก!

เสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้ง

"พี่เหมย"

ร่างบางหันไปมองตามเสียงเรียกก่อนที่จะถูกสวมกอดเอาไว้แน่น มันเป็นกอดเพียงไม่กี่ครั้งที่น้องมอบให้เธอตั้งแต่จำความได้

"ขอบคุณนะ ขอบคุณมากๆเลย"เสียงสั่นเครือเอ่ยบอกเธอ มือบางลูบหัวน้องเบาๆ ทั้งสองต่างสะอื้นไห้ไปพร้อมๆกัน

"เจ็บมากสินะ พี่เจ็บมาตลอดเลยใช่มั้ย?"ธราทิพย์ยื่นมือมาสัมผัสแก้มของธารินอย่างแผ่วเบา เธอได้แต่เก็บงำความสงสารนั้นไว้ในใจมาตลอด เธอได้แต่เฝ้ามองพี่สาวร้องไห้อย่างเงียบๆ เธอรับรู้เสมอมาว่าธารินเจ็บปวดมากเพียงใด

"สู้ๆนะ"แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆทว่ากลับทำให้หัวใจที่แตกละเอียดเริ่มเชื่อมต่อกันอีกครั้ง

ธารินสวมกอดน้องสาวอีกครั้งอย่างขอบคุณพลางสะอื้นไห้ไปพร้อมๆกัน ภูวดลมองภาพนั้นด้วยความตื้นตันใจก่อนจะฉีกยิ้มเบาๆ

 

"กลับบ้านดีๆนะคะ"มือบางโบกไปมาเมื่อรถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกไปหลังจากออกมาส่งภูวดล โดยหารู้ไม่ว่ากำลังถูกทอดมองจากใครบางคน

รถที่เธอไม่เห็นว่าจอดอยู่ในบ้านค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าไปในลานจอด ธารินเหลือบมองอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าบ้านเพราะไม่อยากปะทะฝีปากกับหมาบ้าที่ดูเหมือนกำลังจะตรงเข้ามาหาเรื่องเธออีกครั้ง

"ไปไหนมา?"เสียงเข้มตะโกนลั่นแต่ร่างบางก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเดิน

"ฉันเตือนไว้ก่อนเลยนะ อย่าเอาผู้ชายของเธอเข้ามาในบ้านของฉัน ฉันไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับของๆฉัน จะไปทำอะไรกันก็เชิญด้านนอก"ธารินหันมองเขาอย่างเอาเรื่องแต่ก็เลือกที่จะไม่ตอบโต้ ด้วยว่าไม่อยากจะต่อปากต่อคำให้เสียเวลา แค่นี้เธอก็รับความรู้สึกแย่ๆแทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว

ในขณะที่เธอหันมาทางเขาพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นรอยแดงบริเวณแก้มและแผลที่มุมปาก คิ้วหนาขมวดสงสัยก่อนจะรีบวิ่งไปดักหล่อนไว้ในทันที

"ไปโดนอะไรมา?"ไม่ได้ห่วงเพียงแค่สงสัยและกลัวว่าหากไม่รู้อะไรเลยจะถูกผู้เป็นย่าและแม่ดุเอาอีกตามเคย ว่าไม่ดูแลหล่อนดีๆ

"เรื่องของฉัน หลบ"มือบางผลักให้เขาหลีกทางทว่าคนตัวใหญ่กลับยืนนิ่ง

เขายังคงมองหน้าเธอด้วยความครุ่นคิด ดวงตาที่บวมเปล่งเหมือนร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง คราบเลือดจางๆตรงมุมปาก และรอยคล้ายฝ่ามือบนแก้มมันทำให้ความสงสัยเริ่มตีวันในสมอง

"บอกให้หลบไง"เธอผลักเขาออกเป็นครั้งที่สอง

"ฉันถามไม่ได้ยินรึไง ทำไมไม่ตอบ?"

"จะรู้ไปทำไม จะเป็นจะตายมันก็เรื่องของฉัน ไม่ต้องมายุ่ง ต่างคนต่างอยู่"

"เออ อย่ามาตายในบ้านของฉันก็พอ"เขาตอบกลับอย่างหงุดหงิด ไม่รู้ว่าเพราะเธอไม่บอกหรือเพราะอะไร

เท้าแกร่งกระแทกไปตามทางก่อนจะปิดประตูจนดังลั่น

ธารินได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายทว่าไม่นานนักร่างของเธอก็ต้องทรุดลงนั่งตรงขั้นบันได พลางยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายเมื่อรู้สึกเจ็บจี๊ดราวกับมีหนามแหลมๆกำลังทิ่มลงตัดขั้วหัวใจ

 

"ไปโดนอะไรมาวะ?"คิ้วหนายังคงขมวดเป็นปมด้วยความสงสัย นอนพลิกกายไปมาบนเตียงอย่างคนคิดไม่ตก ในใจเริ่มสับสนต่อตัวตนของเธอ

ตัวตนที่ลึกลับซับซ้อนยากที่จะเข้าใจ...เขาถอนหายใจออกมาอย่างคิดหนัก

"เธอเป็นคนยังไงกันแน่"คิดๆไปในบางทีก็เหมือนจะอ่านออกได้ง่ายทว่าบางทีก็ไม่ใช่อย่างที่คิดไว้...ตัวตนของเธอทำเขาสับสนยิ่งกว่าเขาวงกตเสียอีก

"แล้วเราจะไปคิดเรื่องยัยนั้นทำไมวะ นอนๆไอ้ธร"พยายามข่มตาให้หลับพลางสะบัดความคิดไร้สาระนั้นให้ออกไปจากสมอง

 

"วันนี้เหนื่อยจังค่ะพ่อ ทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บ"เสียงสั่นเครือเอ่ยบอกรูปภาพตรงโต๊ะหัวเตียง พลางยกมือขึ้นปัดหยาดน้ำตาเบาๆ

"วันนี้หนูขอเป็นคนอ่อนแอวันหนึ่งนะคะพ่อ หนูเข้มแข็งไม่ไหวจริงๆ"ต่อให้พยายามฝืนต่อหน้าใครๆว่าไม่เป็นไรแต่เธอก็รู้ตัวเองดีว่าข้างในมันพังทลายไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...พังหมดสิ้นทุกอย่างนับตั้งแต่วินาทีที่แม่ฟาดฝ่ามือลงบนแก้มของเธอ

เธอเจ็บปวดมากขนาดไหนก็ทำได้แค่บอกตัวเองเบาๆในใจ หากมีใครสักคนคอยปลอบคอยอยู่ข้างๆคอยกอดให้กำลังใจมันคงจะดี...แต่หากว่าคนๆนั้นคงจะอยู่ไกลแสนไกล...ไกลเกินกว่าคนอย่างเธอจะสามารถเอื้อมมือไปไขว่คว้ามาได้

ก็เหมือนกับดวงจันทร์และดวงตะวัน ทั้งสองไม่อาจโคจรมาใกล้กัน...แล้วก็ไม่อาจพบกันได้เลย แม้เสี้ยววินาทีเดียว...

ความคิดเห็น