หนาวมากกกกก

ริอา บาปแห่งราคะ (18++)

ชื่อตอน : ริอา บาปแห่งราคะ (18++)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 154

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 เม.ย. 2563 10:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ริอา บาปแห่งราคะ (18++)
แบบอักษร

" มาร์คัส ฉันจะออกล่าเหยื่อ " ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การได้เห็นความทรมานเห็นเลือดฟังเสียงกรีดร้องเป็นหนึ่งในความสุขของผม ยิ่งห่างหากนานเท่าไหร่ยิ่งกระตุ้นความกระหายเลือด 

" เมื่อไหร่ " มาร์คัสถามอย่างสนใจ 

" ตอนนี้ " 

" ฉันไปด้วย แต่เราไม่รู้นะสิฐานลับของเบลฟี่อยู่ที่ไหนในเมืองหรือที่ห่างไกลผู้คน " มาร์คัสพูดอย่างมีเหตุมีผล 

" ก็ออกไปดูให้เห็นกับตา " ผมพูดอย่างไม่แคร์เท่าไหร่ แล้วเปิดประตูออกไป  

" จะไปไหน " เบลฟี่ที่กำลังนั่งเฝ้าหน้าประตูถามขึ้น 

" ออกเดินเล่น " ผมบอกเบลฟี่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ดูท่าทางเธอจะเข้าใจความหมายอการออกเดินเล่นของผม  

" ไปซิ เดินเข้าประตูที่5 แล้วเลือกเปิดประตูเลข 6 อย่านานล่ะ เราไม่มีเวลามาก "  

" เค " 

" เอานี้ไปซิ ฉันให้ หวังว่านายจะสนุกกับมัน " เบลฟี่โยนกุญแจอะไรซักอย่างให้ผม มันมีตัวอักษรที่สลักไว้ K 

" ขอบใจ " 

" แต่อยากสร้างอะไรประหลาดๆขึ้นอีกล่ะ " เบลฟี่พูดแล้วหันไปมองสาวน้อยมาเรีย 

" เธออยู่ที่นี้ ปกป้องคนที่ยังอยู่ที่นี้ฉันไว้ใจเธอ " ผมหันไปพูดกับมาเรีย เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจคำสั่ง 

" ให้เธอไปเถอะ เธอควรได้ไปด้วย " มาร์คัสหันมามองหน้าผม  

" ใช่สินะเธอควรได้ไป มาเถอะมาเรีย " ผมนึกได้ในสิ่งที่มาร์คัสต้องการจะสื่อ ก่อนจะเดินนำออกประตูไปโดยมี มาร์คัส และ มาเรียเดินตามมา  

ภาพตรงหน้าหลังเดินออกมาคือห้องนับร้อยห้องที่เรียงรายเป็นทางยาวสองข้างทาง ประตูทุกบานมีตัวเลขติดไว้หน้าห้อง 6 3 6 2 1 6 1 2 9 6 7 7 7 6 4 6 6 5 6 เลขประตูแต่ละห้องสลับกันไปมาอย่างรหัสลับดาวินซี ก็คงเป็นธรรมดาของวิศวกรมือหนึ่งของเราคงจะทำอะไรปกติเหมือนชาวบ้านไม่ได้  

" แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าห้องไหนเลข5 " มาร์คัสถามขึ้นอย่างสงสัย 

" ทางนี้ " ผมเดินนำทางตรงมาเรื่อยไปจนเดินมาหยุดประตูที่ 14 หมายเลข 6  

" นายแน่ใจนะ ไม่ใช่ห้องนี้หรอ " มาร์คัสเดินเลยผมไปอีก 3 ห้อง ข้างหน้าประตูติดหมายเลข 5 เอาไว้ 

" เชื่อฉันสิ คนแบบเบลฟี่ไม่บอกเลขตรงๆหรอก " ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปั่นผมให้เป็นนักคณิตศาสตร์วัยเยาว์ ผมถึงมองออกว่าเป็นแค่เลขฐาน6 ที่ยกกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเอื้อมมือบิดเปิดประต5เข้าไป 

ภายในห้องที่มืดสนิทไม่มีแม้แต่ดวงไฟสักดวง มีเพียงแสงสว่างจากประตูข้างนอกสาดส่องเข้ามา ให้มองเห็นพื้นห้องและฝาผนังที่ถูกทาด้วยสีดำ ผมก้าวเดินเข้าห้องนั้นอย่างระวังเพราะว่ายัยเบลลี่มักจะมีอะไรให้เซอร์ไพรส์เสมอ มาเรียและมาร์คัสก้าวเดินตาม  

ทันทีที่พวกเราเข้าห้องสีดำประตูปิดสนิท แสงไฟในห้องสว่างขึ้นมาแสดงให้เห็นประตูที่มีอักษรเขียนว่าil  

" ห้องนี้สินะ ของขวัญของเบลฟี่ " มาร์คัสพูดขึ้นมา ทำให้ผมล้วงกุญแจที่สลักตัวkออกมา แล้วเดินไปไขบานประตูปริศนานั้น ทันทีที่เปิดแสงสว่างจ้าสีทองสาดเข้าตาจนทำให้พวกเราทั้งสามคนต้องทำหรี่ตาเพื่อมองดู เสียงเพลงครื้นเครงดังเข้ามาผู้คนมากมายชายหญิงแต่งชุดเหมือนชาวกรีกโบราณสีขาวประดับประดาไปด้วยเครื่องทองทั้งตัวพวกเขากำลังเต้นรำอย่างมีความสุขในห้องที่คล้ายท้องพระโรงในพระราชวัง นี้มันเหมือนสวรรค์ชัดๆ ผมคิดในใจ พวกเราสามคนก้าวเข้าห้องไปอย่างกลมกลืนแม้การแต่งตัวพวกเราจะไม้กลมกลืนสักนิดดูเหมือนผู้คนไม่ได้สนใจพวกเราสักเท่าไหร่ พวกเขาเต้นรำกินเหล้าแล้วหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ผมร่ายสายตามองรอบข้างก่อนที่จะสะดุดกับสาวผมทองคนนึงที่กำลังเต้นร่ายรำอย่างอ่อนช้อยท่ามกลางผู้คนมากมายเธอดูโดดเด่นและดูไม่เหมือนคนอื่นเพราะเธอจ้องมองมาที่ผมอย่างสนใจทั้งๆที่คนอื่นไม่สังเกตเห็นพวกเราด้วยซ้ำ  

" ฉันจองคนนี้ " ผมพูดขึ้นก่อนจะส่งยิ้มแบบมิตรภาพให้หญิงสาวผมทองที่กำลังจะหยุดเต้นแล้วฝ่าฝูงชนเดินมาทางผม  

" สวัสดีค่ะ พวกคุณเพิ่งมาใหม่หรอ " เธอกล่าวทักทายพวกเราก่อน ชุดระบำสีขาวทำให้เห็นทรวงทรงองค์เอวรูปร่างที่แสนจะเพอร์เฟค 

" ใช่ครับ " มาร์คัสตอบหลังจากเห็นผมนิ่งเงียบเพราะกำลังมีสมาธิกับอย่างอื่นตรงหน้า  

" พวกคุณดื่มไหม ไวน์แดงที่นี่อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลยทีเดียว " เธอโฆษณาไว้จนผมอยากจะลอง  

" ได้สิครับ คุณพูดซะผมอยากชิมดู " ผมพูดแล้วยิ้มกรุ่มกริ่มให้เธอ สาวผมทองยิ้มที่มุมปากก่อนจะเดินนำพวกเราไปที่สระน้ำพุสีแดงกลางห้องโถงแถวที่เรียงรายเต็มขอบบ่อสระเหมือนเชิญชวนให้ผู้คนดื่มด่ำได้ตลอด มาเรียเดินเข้าแล้วหยิบแก้วแล้วตักไวน์สีแดงข้นมาดื่มคนแรก ผมไม่รู้ว่าทำไมเธอต้องทำแบบนั้น ทันทีที่เธอจิบไวน์รสเริ่ด สายตาเธอหันขึ้นไปมองข้างบนสุดของน้ำพุเห็นร่างผู้หญิงเปลือยหัวขาดเลือดไหลทะลักออกมาจากลำคอเธอ นี้มันไวน์เลือดงั้นหรอ ที่นี้ชักน่าสนใจแล้วสิ ผมได้แต่คิดในใจ มิน่าทำไมถึงดึงดูดให้มาเรียดื่มขนาดนั้น ผมยืนมองมาเรียดื่มหมดแก้วอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตักมาดื่มอีกเรื่อยๆ 

" มาเรีย พอเถอะ " ผมพูดคล้ายออกคำสั่งกับเธอ แต่ร่างนั้นยังไม่ยอมหยุด เธอมีท่าทีที่แปลกไปตาขวางสีแดงก่ำมองมาที่ผม  

" มาเรีย หยุด!! " ผมออกคำสั่งอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเข้มปกติเธอจะเชื่อฟังคำสั่งผมมาตลอด  

" ให้เธอสนุกเถอะ " หญิงสาวผมทองพูดก่อนที่จะอ้อมมือนุ่มของเธอมาจับแขนผม เธอขยับเข้ามาใกล้อย่างแนบชิดสัดส่วนเธอทำร่างกายผมพลุ่งพล่าน ผมยอมฟังอย่างว่าง่าย  

" มาร์คัสฉันฝากดูมาเรียด้วยนะ " มาร์คัสพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมหันไปมองมาเรียอย่างดุๆ 

" เราไปที่อื่นกันไหม เผื่อคุณอยากจะชมสถานที่แห่งนี้เพิ่ม " สาวผมทองถามแล้วยิ้มกริ่มให้ผม  

" ไปสิ " ผมตอบอย่างไม่ลังเล เธอควงแขนผมแล้วพาเดินออกไปไม่ไกลมาก เป็นประตูบานใหญ่ตกแต่งสวยงามโออ่า มือน้อยผลักบานประตูเข้าไปภายในห้องที่หรูหราอย่างพระราชวังจริงๆ เธอดึงผมเข้าห้องก่อนจะจูบบดขยี้ปากผมอย่างเร่าร้อน ให้ตายเถอะตอนนี้ผมชอบเธอจริงนะ เธอเซ็กซี่เย้ายวน มือผมเริ่มซุกไซ้ไปในเนื้อหนังเธอขณะที่เรากำลังแลกจูบดูดดื่ม  

" อ่าาาาส " เสียงครางเธอดังเบาๆอย่างพึงพอใจ สองมือผมเริ่มเคล้าคลึงเต้าทั้งสองข้าง ผมอุ้มร่างเล็กโยนลงบนเตียงอย่างไม่ปราณี ก่อนจะถอดเสื้อผ้าน้อยชิ้นของเธอเผยให้เห็นถึงเรือนร่างสีขาวนวลทรวงทรงที่ซุกซ่อนภายในเสื้อผ้า เต้าสองสองข้างเด้งส่ายไปมาเหมือนเชิญชวน ผมก้มดูดดื่มยอดปทุมถันอีกมือเค้าคลึงอย่างรุนแรง  

" อ่าส " เสียงครางแสนเร้าใจยังดีงขึ้นมาเป็นพักๆ ผมรูดซิปกางเกงตัวเองออกก่อนจะเอาแท่นกายออกมา เธอหยุดมามองด้วยความตื่นแล้วลุกขึ้น เอาปากอมแท่นยาวสาวผมทองดูดดื่มอย่างอร่อย ความเสียวซ่านวาบทั่วร่างกาย ปกติแล้วผมต้องเป็นผู้กระทำแต่กลับมาโดนกระทำมันก็เร้าใจไปอีกแบบ ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอยังดึงเข้าออกไปมาพร้อมกับลิ้นอุ่นที่เขี่ยไปมาบนแท่นกายเพิ่มความเสียวสะท้าน สายตาเจ้าเล่ห์ของสาวน้อยมองมาที่ผมอย่างท้าทาย สองมือใหญ่ของผมกดหัวเธอเข้าออกอย่างเป็นจังหวะของความเสียว กระแทกแท่นให้ลึกสุดคอของเธอ  

" อ๊อก อ๊อก " เสียงในลำคอเธอดังขึ้น วินาทีนี้ผมไม่สนใจอะไรแล้ว ผมกดหัวเธอกระแทกเข้าออกอย่างแรง น้ำตาใสๆเริ่มไหลออกมาจากดวงตา ผมสีทองยุ่งเหยิงไปหมด  

" อดทนอีกนิดใกล้เสร็จแล้วแม่กวางน้อย " ผมพูดเชิงกระซิบก่อนจะเร่งจังหวะเข้าออก แม้เธอจะดูทรมานแต่ปากเธอยังตอดแท่นผมได้ดีจริงๆ น้ำสีขาวข้นพุ่งทะลุจนล้นปากเธอ แต่สาวผมทองกลับเลียกินอย่างตะกละ  

" เอาล่ะ เธอคือใครกันแน่ " ผมถามอย่างสงสัยก่อนจะชักเจ้าโลกตัวเองมาเก็บ  

" ฉันก็เป็นสาวน้อยไร้เดียงสาไง " เธอหันมาตอบอย่างเจ้าเล่ห์  

" ตอบฉันมา เธอคือใคร " ผมเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเคร่ง 

" จำฉันไม่ได้จริงๆหรอ " สาวผมทองยังพูดด้วยน้ำเสียงเย้ายวน 

" ..." ผมเงียบ 

" ฉันเมลล่าไง คนที่มีความสุขกับนายจนตาย " เธอพูดทำให้ผมนึกถึงของขวัญชิ้นแรกที่มาร์คัสกับแมมม่อนให้ สาวน้อยผมสีน้ำตาลแสนยั่วยวน ใช่แต่เธอตายแล้วนิ มันยิ่งทำให้น่าสงสัยว่าเธอคนนี้คือใคร 

" เธอคือใคร " ผมถามอีกครั้ง 

" คิดว่าใครล่ะ " เธอยังตอบแบบกวนๆผม  

" ริอา " ใช่ผมคิดว่าต้องใช่คนนี้ริอาบาปแห่งราคะ  

" ใช่แล้ว คิดถึงฉันไหม " เธอโผล่เข้ามากอดผม แต่ผมไม่สามารถมองเธอเป็นสาวผมทองที่แสนเย้ายวนได้อีกต่อไปในเมื่อเธอคือริอา 

" เธอทำแบบนี้ทำไม " ผมถามอย่างสงสัยทำไมเธอไม่มาหาดีๆทำไมต้องมามีอะไรกับผม 

" ฉันอ่อนแอ และนายคือพลัง " เธอพูดขึ้นมาอย่างหน้าตาเฉย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงอ่อนแอทั้งๆทีเธอจะดูดพลังชีวิตมนุษย์คนไหนก็ได้  

" ใครทำอะไรเธอ " ผมสงสัยจริงๆเธอคือ1ในพวกเราแข็งแกร่งรองมาจากมาร์คัส 

" มิคาเอล " เธอเงียบสักพักแล้วพูดชื่อหนึ่ง 

" มันทำอะไรเธอ " ผมถามอย่างมีน้ำโห 

" น่าจะหลายสิบปีแล้ว ตอนนั้นฉันกำลังออกล่าดูดพลังชีวิตมนุษย์คนหนึ่งแต่ฉันพลาดท่าโดนวางกับดัก มันถ่ายโอนพลังของฉันไปเกือบหมด จนฉันต้องฉันไม่สามารถดูดพลังชีวิตมนุษย์ได้อีก " สาวผมทองพูดอย่างเศร้าๆ  

" เบลฟี่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม "  

" ใช่ เบลฟี่รู้ทุกอย่าง " คำตอบเธอทำให้ผมไม่เข้าใจความคิดเบลฟี่มากๆ ทำไมไม่บอกกันตั้งแต่แรก ได้แต่หวังว่าเบลฟี่คงมีเหตุผลของตัวเอง  

' เฮ้ เฮ้ เอาอีกๆ 'เสียงตะโกนโห่ร้องดังเข้ามาจากนอกห้อง ริอารีบใส่เสื้อผ้าตนเองแล้วเดินออกจากนอกห้องเพื่อไปดูเหตุการณ์ที่ผู้คนส่งเสียง ผมรีบตามไปดูเช่นกัน ภาพที่เห็นตรงหน้าห้องโถงสีทองหรูหราเต็มไปด้วยเลือด ร่างของมาเรียกำลังควบนั่งทับร่างใหญ่ของผู้ชายที่โดนเจาะช่องหน้าอกข้างซ้าย มือสองข้างมาเรียจับก้อนหินสีแดงที่เต้นตุ๊บตุ๊บกัดกินอย่างมูมมาม นี้ไม่ใช่คนแรก มาเรียฆ่าคนเพื่อกินหัวใจไป3 4 คน แต่นั้นก็ไม่ทำให้เธอหายอยากแต่กลับกระหายมากขึ้น 

" เธอยังรู้สึกไม่พอใช่ไหมล่ะ " มาร์คัสถามขึ้น 

เธอพยักหน้า  

" ก็อย่างที่ฉันเคยบอก ความจริงแล้วอาหารเธอคือหัวใจของคนที่รักเธอต่างหาก ส่วนพวกที่เธอฆ่าไปก็เหมือนขนม กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มหรอกแต่ก็พอดับกระหายได้" เขาบอกอย่างเลือดเย็นกับเธอ ใช่มันทำให้เธอคลั่งมากกว่าเดิม ปีกและเขาสีดำเธอเริ่มงอกออกมา เธอเริ่มพุ่งตัวบินโฉบประชิดตัวผู้ชมที่โหร้องอย่างตื่นเต้นก่อนจะฉกหัวใจทีละคนสองคนมากองตรงหน้ามาร์คัสไปเรื่อยเๆสียงโห่ร้องเสียงดังเริ่มลดลงจนเหลือไม่กี่เสียงก่อนจะเงียบสนิท กลายเป็นห้องโถงสีแดงเลือดไหลนองเออเต็มพื้น ของเหลวสีข้นแดงเวลากระทบกับไฟแสงสีทองมันช่างระยิบระยับจริงๆ ผมมองชื่นชมความสวยงาม 

" ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าแวมไพร์อย่างเธอจะรักกับบาทหลวง"มาร์คัสยังพูดต่อ ทำให้ปีศาจสาวเริ่มกระโจนเข้าหาเขา ตาจ้องตาไม่กระพริบ ใช่เธอรู้ดีแก่ใจทุกอย่าง ทุกอย่างที่เขาพูดเป็นความจริง แต่มันคงเป็นความจริงที่เธอยอมรับไม่ได้กับการตายของคนรักเธอด้วยน้ำมือเธอ เธอพยายามเฉยชากับความรู้สึกตัวเองอย่างมาก  

" พอเถอะมาร์คัส อย่าทะเลาะกันเลย เราควรออกไปโศกนาฏกรรมนี้ " ผมมองศพนับเปือบร้อยคนที่เรียงรายกลาดเกลื่อนบนพื้น ผมไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้มาเรียและมาร์คัสเกิดอะไรขึ้น ระหว่างที่ผมไม่อยู่แต่ในสถานการณ์แบบนี้เราควรไม่ทะเลาะหรือขัดแย้งกัน  

" สุดยอด ของนายเจ๋งมาก " ริอาพูดขึ้นพร้อมตบมือแปะๆ  

" มาเรีย ใจเย็นนะ " ผมพยายามพูดเพื่อให้เธอมีสติมากขึ้น เขาและปีสีดำเธอค่อยๆหดลดลงอย่างช้าๆ 

" ฆ่าเลยไหม " มาร์คัสถามผมอย่างจริงจัง  

" โอ้วววว นายนี้เย็นชาตลอดเลยนะมาร์คัส " เสียงใสของริอากวนประสาทมาร์คัส 

" เธอคือใคร " เสียงแข็งถามขึ้นอีก 

" ริอา " ผมตอบไปเพราะขี้เกียจฟังสองคนนี้เถียงกันจริงๆ มาร์คัสฟังแล้วนิ่งเงียบไม่พูดอะไร  

" มาร์คัสนายไม่คิดถึงฉันหรอ " เสียงใสยังกวนไม่เลิก  

" เรากลับกันเถอะ "  

" นายไม่ออกไปข้างนอกแล้วหรอ "  

" ไม่ล่ะ แค่นี้ก็เพียงพอล่ะ " ผมพูดพร้อมดูจำนวนศพและเลือดที่กำลังไหลนองพื้นกลิ่นคาวคละคลุ้ง ซักพักขณะที่สายตาผมจดจ้องเลือดที่ไหลนองลงพื้นค่อยๆหายไปมันไหลเข้าไปในร่างกายของศพพวกนั้น ผู้คนเริ่มลุกยืนขึ้นฟื้นคืนชีพทีละคนก่อนจะเต้นร้องรำทำเพลงเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน แม้จะมีหัวใจก้อนเนื้อสีแดงกองโตกองอยู่เหมือนฉากประกอบ  

" นะ นะ นี้มัน ห้องอะไรกัน " 

 

ริอา 

ความคิดเห็น