ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เรื่องด่วน!!!

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 06 เม.ย. 2563 21:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เรื่องด่วน!!!
แบบอักษร

+ ตระกูลซิ่นคือตระกูลของนายเอก

+ ตระกูลหลิวคือตระกูลเก่าของสามีนายเอก

+ ตระกูลหย่งคือตระกูลของพระเอก

.............................................

 

เรื่องด่วน!!! 

 

“หนิงเฟย พี่ชายของลูกเป็นยังไงบ้าง” เสียงของหย่งหวังเฟยหรือก็คือมารดาของหนิงหวงและหนิงเฟยเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่ตนและสามีกลับมาจากท่องเที่ยวแล้ว 

หย่งหวังเฟยเป็นผู้หญิงที่แม้จะอายุอานามใกล้จะห้าสิบปีแล้วแต่ใบหน้าก็ยังคงความอ่อนวัยเหมือนอายุสี่สิบปี มีรูปร่างสูงโปร่งแต่เดิมเคยเป็นผู้คุ้มกันแต่แล้วก็ต้องถอนตัวออกมาเมื่อเกิดได้แต่งงานกับหย่งหนิงอันที่ตอนนั้นยังเป็นแค่คุณชายไม่ได้ความของตระกูลหย่ง 

“เอ่อ เกอเกอะเขาสบายดี ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” หนิงเฟยหันไปตอบกลับโดยที่พยายามไม่ให้มีพิรุธแสดงออกมาพร้อมกับที่มียกกาน้ำชามารินใส่แก้วให้ “นี้น้ำชาขอรับ ท่านแม่”

“อืม งั้นเหรอแม่นึกว่ามีเรื่องอะไรถึงได้รีบร้อนกลับไปที่ค่ายนัก คงไม่ใช่ว่าแอบซ่อนผู้หญิงหรือเกอไว้นะ” ผู้เป็นมารดาหรี่ตาลงอย่างจับผิดเมื่อเห็นท่าทางของผู้เป็นลูก

“มะ ไม่มีหรอกขอรับ เกอเกอะมีนิสัยยังไงท่านแม่ก็รู้” ไม่มีแอบซ่อนหรอกท่านแม่ มีแต่จะเกี้ยวคนข้างจวน ไม่รู้ว่าปานนี้สำเร็จรึยัง

“หนิงเฟย ลูกเป็นอะไรรึเปล่าทำไมเหงื่อออกเยอะจังเลย” พูดพร้อมกับยื่นมือที่มีผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดให้

“คงเพราะอากาศมันร้อน ว่าแต่ท่านแม่มีอะไรรึเปล่าขอรับ” หนิงเฟยรีบพูดเปลี่ยนเรื่องก่อนที่ตัวเองจะหลุดออกพิรุธออกไปมากกว่านี้ ยิ่งท่านแม่เป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่งั้นคงไม่ทำให้ท่านพ่อเคยเป็นแม่ทัพมาก่อนหรอก

แต่หนิงเฟยคงลืมไปว่าพวกตนนั่งคุยกันอยู่ที่ศาลาริมสระบัวและมีสายลมพัดมาอยู่ตลอดเวลา

“ก็คราวที่แล้วพี่ชายของเราหนีกลับไปก่อนที่งานวันพระราชสมภพขององค์ฮองเฮาจะจัดขึ้นนะสิ คราวนี้ยังไงหนิงหวงก็ต้องเข้าร่วมงานเพราะเป็นงานครบรอบการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้” ผู้เป็นมารดาพูดขึ้นด้วยสายตาที่ออกจะคับแค้นใจ เพราะลูกชายคนโตมักจะหนีไปทุกครั้งที่ตนจะพาออกงาน

“แต่เกอเกอะเขาจะไม่ปฏิเสธเหรอขอรับ ขนาดปีที่แล้วยังไม่เข้าร่วมงานเลย” หนิงเฟยพูดขัดขึ้นมาก็ปีที่แล้วเกอเกอะเขารู้ทันว่ายังไงก็ไม่พ้นที่ท่านแม่หาคู่ให้จึงรีบชิ่งหนีกลับไปที่ค่ายก่อน ส่วนเขาจะเหลือเหรอดีหน่อยที่ยังพอมีสหายให้พูดคุยกันอยู่บ้าง

“เพราะอย่างนั้นแหละ หนิงเฟย ลูกต้องเขียนจดหมายไปบอกพี่ชายของลูกว่าอีกสี่เดือนจะมีงานจัดขึ้น งานครั้งที่แล้วก็ทำแม่อับอายขายขี้หน้าเขา ถ้าไม่มาแม่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว เฮ้อ~” พูดพร้อมกับทำสีหน้าที่เศร้าสร้อยและถอนหายใจออกมา

“.....” ท่านแม่ไม่จำเป็นที่จะเล่นใหญ่ขนาดนี้ก็ได้นะขอรับ

“ดังนั้นนะหนิงเฟยเขียนยังไงก็ได้ให้พี่ชายลูกกลับมาก่อนเวลาสัก อืม...หนึ่ง ไม่สิสองสัปดาห์”

“เดี๋ยวลูกจะเขียนจดหมายไปให้เอง ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงรับรองว่าจดหมายถึงมือเกอเกอะแน่นอน”

“ดีมากหนิงเฟยลูกรัก อย่าลืมเขียนลงไปด้วยละว่าถ้าไม่กลับมาแม่จะไปตามถึงที่ค่ายเอง” ว่าจบก็ส่งสายตาที่หนิงเฟยรับประกันเลยว่าถ้าเกอเกอะไม่มาท่านแม่จะไปตามถึงที่ค่าย

“ลูกรับรองว่าเกอเกอะจะกลับมาแน่นอนขอรับ ท่านแม่เชื่อมือข้าได้” หนิงเฟยรับคำอย่างแข็งขัน

“เท่านี้แม่ก็เบาใจ ฝากหนิงเฟยด้วยนะ แม่ขอตัวไปดูพ่อก่อน” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นจะเดินออกไป

“ขอรับ”

“โอ๊ะ แม่ลืมอีกเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรรึ ท่านแม่” ถามขึ้นมาอย่างสงสัย ท่านแม่รีบไปเถอะเท่านี้เขาก็ไม่รู้ว่าความลับจะแตกเมื่อไร

“บอกหนิงหวงให้พาคนคนนั้นกลับมาด้วยล่ะ แม่ไปแล้วนะ” พูดจบก้เดินจากไปทิ้งไว้เพียงรอยยิ้ม

“ท่านแม่รู้....” หนิงเฟยได้แต่มองตามแผ่นหลังของมารดาไปจนลับสายตาก่อนที่จะได้สติกลับคืนมา แล้วร้องตะโกนขึ้น “แย่แล้ว!!! รีบไปเอากระดาษกับพู่กันมาให้ข้าเร็ว”

เกอเกอะข้าขอโทษที่ท่านแม่รู้ความจริงแล้ว ต่อไปก็สู้ๆ นะขอรับ 

  

  

ทางด้านของหนิงหวงนั้น 

ฮัดเช้ย!! 

เสียงจามของหนิงหวงดังขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล 

“หวงเกอเป็นอะไรรึเปล่ารับ” จิวจื่อถามขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังเดินลงเขาเพื่อที่จะกลับบ้าน 

“สงสัยคงเป็นเพราะฝุ่นมั้ง” หนิงหวงตอบกลับก่อนที่จะพูดประโยคที่ทำให้จิวจื่อเขิน “แต่ที่โลกเก่าของจื่อเอ๋อร์เขาว่าอย่างไรนะ ถ้าเราจามแสดงว่ามีคนคิดถึง” 

“บ้า ใครเขาจะไปคิดถึงหวงเกอ ก็เดินอยู่ข้างกันจะคิดถึงให้มันเหนื่อยทำไม” อย่าว่าแต่ตัวเองที่พูดได้นะ เขาก็ต้องเอาคืนบ้างสิ จะเป็นฝ่ายเดียวที่เขินหน้าแดงทำไมเล่า 

“/////” 

“หึ หึ” 

“พี่ว่าเรารีบเดินกลับบ้านกันเถอะ” พูดจบก็เดินจูงมือของจิวจื่อไป 

. 

. 

ผ่านไปหนึ่งวัน 

ในที่สุดทั้งสองคนก็กลับมาถึงบ้านในช่วงยามเว่ย (13.00 - 14.59 น.) 

“จื่อเอ๋อร์ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” 

“เจอกันพรุ่งนี้นะขอรับ” 

เมื่อทั้งสองพูดรำลากันเรียบร้อยแล้วก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่แล้วก็มีเรื่องเข้ามาต้อนรับทั้งสองคน 

“นายท่านขอรับมีเรื่องด่วน” พ่อบ้านจงรีบวิ่งเข้ามาหาหนิงหวงเมื่อเห็นว่านายของตนกลับมาถึงบ้านแล้ว 

“มีเรื่องอะไร” หนิงหวงถามกลับไป 

“มีจดหมายจากคุณชายน้อยขอรับ” พ่อบ้านจงพูดพร้อมกับยื่นจดหมายให้ 

หนิงหวงรับมาเปิดอ่านก่อนที่จะหน้าถอดสี 

  

ถึง หย่งหนิงหวง 

เกอเกอะ ท่านแม่รู้ความจริงแล้ว น้องไม่รู้ว่าท่านแม่รู้ได้ยังไง ในอีกสี่เดือนจะมีงานฉลองครบรอบขึ้นครองราชย์ขององค์ฮ่องเต้ ท่านแม่กำชับว่าเกอเกอะต้องมาก่อนเวลาสองสัปดาห์และพาพี่ชายมาด้วย ไม่งั้นท่านแม่จะตามไปถึงที่ค่าย 

ถ้าน้องคาดเดาได้ถูกต้องท่านแม่คงต้องการทดสอบพี่ชาย ดังนั้นต้องทำให้พี่ชายเป็นของเกอเกอะให้ได้นะขอรับ น้องเอาใจช่วย 

จาก หย่งหนิงเฟย 

 

  

“ส่งจดหมายตอบกลับว่าข้าจะเข้าไปร่วมงานฉลอง” หนิงหวงสั่งก่อนที่จะเดินเข้าห้องไป 

  

ในทางด้านของจิวจื่อนั้น พ่อบ้านเทียนหงเดินออกมารับถึงหน้าประตูบ้านเมื่อเห็นว่านายของตนกลับมาแล้ว 

“มีอะไรรึ เทียนหง” จิวจื่อถามขึ้นเมื่อเขาสังเกตเห็นท่าทางของพ่อบ้านตนที่มีอาการไม่ค่อยจะดีเท่าไร 

“คือว่ามีคนที่อ้างว่ามาจากตระกูลซิ่นมาหาคุณชายขอรับ” 

หรือว่า... 

  

 

  (ต่อตรงนี้) (ตระกูลซิ่นคือตระกูลของนายเอก ตระกูลหลิวคือตระกูลเก่าของสามีนายเอก ตระกูลหย่งคือตระกูลของพระเอก)

 

“เขาอยู่ไหน” จิวจื่อถามด้วยความตื่นเต้น

“อยู่ในห้องอาหารชั้นสองขอรับ”

ได้ยินดังนั้นเขาก็ฝากของทั้งหมดให้พ่อบ้านนำไปเก็บ ส่วนตัวเองก็รีบเดินไปข้างในร้านเพื่อไปหาใครบางคนที่สำคัญที่สุดในชีวิต

แกร็ก

เมื่อเปิดประตูเข้าไปเขาก็เห็นชายวัยกลางคนนั่งอยู่คนเดียว แม้จะผ่านไปกี่ปีเขาก็จำชายคนนี้ได้ ชายที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ตนมีความสุข ชายที่ยอมเสียสละเพื่อครอบครัว ถึงเขาจะเข้ามาอยู่ร่างนี้ได้ไม่นานแต่ความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมาล้วนเป็นของจิวจื่อคนเก่าและความรู้สึกของเขาเอง...

“ท่านพ่อ....” จู่ ๆ น้ำตาของเขาก็ไหลออกมา ความรู้สึกคุ้นเคยที่เกิดขึ้นมาทั้งทั้งที่เขายังไม่เคยเจอกับบิดาคนนี้เลย แต่ความทรงจำที่ผ่านมามันทำให้เขาคิดถึงคนคนนี้เหลือเกิน เพราะว่าแม่ของเขาตายตั้งแต่คลอดเขาออกมาถึงจะเป็นยังงั้นท่านพ่อก็ยังดูแลอย่างดี ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าขาดอะไร

จิวจื่ออายุห้าขวบ 

“จื่อเอ๋อร์ ลูกดูนี้” ซิ่นจิ่นหลี่ผู้เป็นบิดาชี้ชวนให้จิวจื่อดูของเล่นที่ตนซื้อมาจากการเดินทาง “ลูกลองถือเชือกวิ่งสิ” 

จิวจื่อรับเชือกมาจากมือของบิดาก่อนที่จะออกตัววิ่งไปที่สวนโดยที่มีจิ่นหลี่วิ่งตามหลังมา 

“ว้าว ท่านพ่อนี้มันอะไรขอรับ” จิวจื่อมองไปบนฟ้าก็เห็นว่ามีสิ่งหนึ่งรูปร่างคล้ายปลาลอยอยู่ข้างบน 

“เจ้าสิ่งนี้เรียกว่าว่าว พ่อได้มาจากเมืองแถบชายแดนนะ” ผู้เป็นพ่อตอบคำถามก่อนที่จะนั่งลงข้างหลังผู้เป็นลูกแล้วใช้มือกระตุกเชือกเป็นตัวอย่าง “ลูกต้องทำแบบนี้ว่าวจะได้ไม่ไปตามแรงลมมากนัก” 

จิวจื่ออายุสิบขวบ 

“ฮึก ฮือ~ ท่านพ่อ” จิวจื่อวิ่งเข้าไปหาบิดาในห้องทำงานด้วยน้ำตา 

จิ่นหลี่เห็นลูกของตนวิ่งมาหาจึงได้ละมือจากงานที่ทำก่อนที่จะอุ้มขึ้นมาแล้วถาม “จื่อเอ๋อร์เป็นอะไรลูกรัก” 

“พวกพี่ ๆ เขาล้อลูกว่าอ้วนเหมือนหมู ฮึก ลูกอ้วนแล้วมันไม่ดีเหรอ ฮือ” 

“ถึงลูกจะอ้วนแต่พ่อก็รักจื่อเอ๋อร์นะ ฟอด~” จิ่นหลี่ตอบผู้เป็นลูกก่อนที่จะหอมแก้มไปฟอดใหญ่ 

“ท่านพ่ออย่าหอม ลูกโตแล้วนะ” จิวจื่อเอามือไปยันใบหน้าของบิดาไว้เมื่อเห็นว่าจะเข้ามาหอมแก้มอีก 

“ใช่สิ เดี๋ยวนี้ลูกของพ่อโตแล้วคงไม่ยอมให้หอมแก้มเหมือนเดิม” 

“มะ ไม่ใช่นะ!! ท่านพ่อยังหอมแก้มลูกได้ เพียงแต่-” 

ฟอด!!! 

“ท่านพ่อ ลูกยังพูดไม่จบเลย” จิวจื่อหน้ามุ่ยเมื่อเพราะท่านพ่อนะสิ เขายังพูดไม่จบเลยเล่นมาหอมแก้มกันก่อนแบบนี้ได้ยังไง 

“ก็ลูกของพ่อน่ารัก” 

“หึ่ย!!!” 

จิวจื่ออายุสิบหกปี 

“จื่อเอ๋อร์ ต่อไปลูกต้องอดทนนะ” จิ่นหลี่พูดลาครั้งสุดท้ายก่อนที่ลูกรักจะแต่งงานออกไป ถึงเขาจะไม่อยากให้แต่งก็เถอะ 

“ท่านพ่อ...” 

“สักวันลูกจะรู้ความจริง แต่ตอนนี้ถ้าใครล่วงเกินลูกขอให้บอกพ่อมาเลย” เห็นสายตาที่สงสัยของผู้เป็นลูก ความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามาหัวใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นเขาคงไม่ให้ลูกต้องแต่งออกไปกับคนแบบนั้น 

“ขอรับ ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ใครจะมาทำอะไรลูกเดี๋ยวลูกจัดการเอง” 

“ฮ่า ๆๆ รักษาตัวเองดีๆ นะลูกรัก” 

“ลูกรักท่านพ่อนะ” 

“พ่อก็รักลูกเหมือนกัน” 

“จื่อเอ๋อร์?” จิ่นหลี่เงยหน้าหน้าขึ้นมาจากแก้วน้ำชา แล้วส่งเสียงถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ ลูกรักของเขานั้นแต่เดิมเป็นคนมีรูปร่างอ้วน มีสิวขึ้นเต็มใบหน้าแต่คนตรงหน้านั้นช่างแตกต่างจากเดิมนัก

“ขอรับ ท่านพ่อ” จิวจื่อรับคำด้วยรอยยิ้มแล้วเดินไปนั่งตรงข้าม

“ไม่ร้องนะ ดูสิลูกผอมไปมาก” จิ่นหลี่ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงเมื่อมองสำรวจลูกของตนแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าไปให้

“ช่วงนี้ลูกหมั่นออกกำลังกายนะขอรับ ว่าแต่ลูกไม่คิดว่าจะเจอท่านพ่อที่นี่” จิวจื่อรับมาเช็ดน้ำตาก่อนจะถามขึ้นอย่างสงสัย ที่ผ่านมานั้นท่านพ่อหายไปไหน

จิ่นหลี่ได้ยินก็รู้สึกผิดเพราะในช่วงที่ผ่านมาตนมัวแต่จัดการเรื่องที่บ้านและงานราษฎร์ที่มักจะออกไปจากเมืองหลวงแทบทุกครั้ง กว่าจะได้รู้ว่าลูกของตนหย่าก็สายไปแล้ว

“พ่อเพิ่งจะได้ยินว่าลูกหย่าแล้ว” จิ่นหลี่เกริ่นขึ้นมา

“ขอรับ แต่ลูกว่าเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันดีกว่า”

“ลูกคงเกลี-”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะขอรับ!!! แต่ลูกว่าท่านพ่อมาเหนื่อย ๆ ควรไปพักผ่อนก่อน”

“งั้นเหรอ” จิ่นหลี่ยกยิ้มขึ้นมา เขานึกว่าลูกจะเกลียดตนเอง

“ขอรับ ตอนนี้เดี๋ยวลูกพาท่านพ่อไปพักข้างในบ้านดีกว่า” พูดจบจิวจื่อก็ลุกขึ้นเดินอ้อมไปหาผู้เป็นพ่อก่อนที่จะประคองให้ลุกขึ้นเดินออกไป

.

.

.

ยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.)

“จื่อเอ๋อร์ กินนี้สิลูก” พูดพร้อมกับคีบหมูหวานไปใส่ถ้วย

“ขอบคุณขอรับ ท่านพ่อก็กินข้าวบ้างเดี๋ยวลูกคีบให้” จิวจื่อคีบผัดผักไปให้

สองพ่อลูกนั่งกินข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข ผลัดกันคีบอาหารบนโต๊ะให้แก่กันด้วยรอยยิ้ม

เมื่อกินข้าวกันเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็ออกมานั่งที่ระเบียงบ้านโดยที่นั่งข้างกัน ก่อนจะพูดคุยเรื่องที่ผ่านมา

“จื่อเอ๋อร์ ลูกช่วยเล่าเหตุผลที่หย่าออกมาให้พ่อฟังได้ไหม” จิ่นหลี่พูดถามขึ้นมา

“ได้ขอรับ” จิวจื่อรับคำแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดที่จิวจื่อคนเก่าและเขาเผชิญมา “เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละขอรับ”

“อืมเรื่องนี้เห็นทีว่าตระกูลเราจะได้เห็นดีกับตระกูลหลิวแล้วล่ะ” จิ่นหลี่ขมวดคิ้วขึ้นเมื่อฟังจบกับสิ่งที่ลูกของตนต้องเจอ

“ไม่เอาน่าท่านพ่อ ยังไงเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ลูกก็มีชีวิตที่ดี” ถ้าท่านพ่อรู้ว่าจิวจื่อคนก่อนตายไปแล้วจะเป็นยังไง

“เฮ้อ ~ ก็ได้ งั้นพ่อถามอย่างหนึ่ง” เมื่อเห็นว่าลูกขอจึงตัดสินใจที่จะไม่เอาความแม้ว่าตนอยากจะจัดการเท่าไรก็ตาม

“.....”

“เสนาบดีหลิวได้ล่วงเกินอะไรลูกไหม”

“ล่วงเกิน?” ล่วงเกินแบบไหน

“เรื่องพรหมจรรย์”

“ท่านพ่อก็-” จะตรงเกินไปแล้ว

“ตอบพ่อมาก่อน”

“ไม่เคยขอรับ”

“ก็ดี ถือว่ายังไม่ผิดสัญญา”

“สัญญา?”

“เอ่อ...”

“เอาล่ะ ท่านพ่อก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกฟังได้แล้ว” จิวจื่อถามด้วยสายตาคาดคั้น

“.....”

“เล่ามาขอรับ”

“เรื่องมันเริ่มต้นมาจากที่พ่อสืบรู้ว่ามีใครบางคนทรยศตระกูล”

“แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องที่ลูกต้องแต่งงานยังไง”

“เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับราชสำนักด้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของลูกพ่อจึงส่งลูกไปแต่งงานกับเสนาบดีหลิวโดยที่มีข้อตกลงว่าห้ามแตะต้องลูกเด็ดขาดไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม แลกกับการที่พ่อต้องอยู่ฝั่งเดียวกับเขา” พูดแล้วก็หัวเสีย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเพื่อลูกนะอย่าหวังว่าตนจะอยู่ฝั่งเดียวกัน ถึงเขาจะไม่เคยอยู่ฝั่งไหนเลยก็ตาม

“ทำไมต้องเสนาบดีหลิวด้วยขอรับ?” จิวจื่อถามขึ้นด้วยความสงสัย

“เพราะว่าเสนาบดีหลิวเขาเป็นคนที่ยึดถือคำสัญญาเป็นอย่างมากถึงภายนอกเขาจะดูเป็นคนที่ไม่ดี แต่ก็เชื่อถือได้ ยิ่งคนทั่วไปคิดว่าทั้งสองตระกูลไม่ถูกกัน ยิ่งปลอดภัย”

“เพราะแบบนั้นสินะ แล้วท่านพ่อไปไหนมา ทำไมไม่เขียนจดหมายถึงลูกบ้าง”

“พ่อต้องไปสืบราชการที่ต่างเมืองและจัดการกับพวกญาตินะ”

“แสดงว่า...”

“ใช่แล้ว พวกพี่สาวของลูกก็แต่งงานออกไปหมดแล้ว พี่ชายพ่อก็ให้เรียนรู้งานกับคนรู้จัก บรรดาฮูหยินก็ไม่มีอำนาจเหมือนแต่ก่อนแล้ว ส่วนย่าของลูกท่านก็แก่ชรามากแล้วคงไม่มีแรงลุกขึ้นมาทำอะไรอีก”

“ท่านพ่อ...”

“ดังนั้นที่พ่อมาวันนี้ก็เพราะว่า ลูกอยากกลับไปอยู่กับพ่อไหม”

“เรื่องนี้...”

“ไม่ต้องรีบตัดสินใจ ยังไงพ่อก็จะอยู่ที่นี่กับลูกอีกสี่วัน” เมื่อเห็นว่าลูกตนมีอาการลังเลจึงพูดออกไป เพราะยังไงตนก็ไม่ได้เร่งรีบจะเอาคำตอบ “นี้ก็ดึกมากแล้ว ไปนอนกันเถอะ”

“ขอรับ ท่านพ่อ”

“ฝันดี ลูกรัก”

“ฝันดีท่านพ่อ”

 

............................... 

เอ๊ะะะะ ท่านแม่รู้ได้ยังไงนะ ตระกูลซิ่นมาทำไมน้อ 

มาให้ก่อนครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งถ้าเขียนเสร็จแล้วไม่พรุ่งนี้ก็วันต่อไป 

ว่าด้วยเรื่องคำว่าแฟน ไรต์จงใจจะใส่เขาไปเลยมันอาจจะแปลกไปบ้าง? ไรต์จะสื่อว่าคนพี่นี้ได้ฝันเห็นน้องตั้งแต่เล็กจนโตจึงได้ซึมซับศัพท์มาบาง ดังนั้นมันจะเห็นว่าคนพี่ตามน้ำน้องไปทุกเรื่องไม่ได้ถามมากเพราะตนรู้อยู่แล้ว แต่ถ้ามันแปลกไปเดี๋ยวไรต์จะลองหาคำมาปรับแก้ให้มันอ่านได้ลื่นไหล 

ขอบคุณนักอ่านทั้งหลายนะที่มาอ่านและมาแสดงความคิดเห็นเพราะบางที่ไรต์อ่านแล้วมันได้ คือไรต์อ่านกับคนอ่านจะมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน ยังไงก็ขอบคุณที่มาคอมเมนต์นะ ไรต์ได้รู้อะไรเยอะแยะเลย

.............................................

ไรต์แต่งดราม่าไม่เก่งดังนั้นเรื่องนี้แทบจะไม่มีดราม่าเลย 5555 อย่าจะบอกหวงเกอเป็นอย่างมากว่าพ่อน้องอยู่กับน้องดังนั้นจะต้องประพฤติตัวดีๆแล้ว 

พูดถึงดราม่าแล้วเมื่อคืนนอนฟังเพลงอยู่ดี ๆก็นึกพล็อตเรื่องใหม่ได้ แล้วเป็นเพลงเศร้าด้วยนะ ไรต์ร้องไห้ตามเลย 

อ่านเรื่องสั้น คุณท่านเขาเป็นคนใจดี ชื่อเรื่องที่ไม่ค่อยเข้ากับเนื้อหาสักเท่าไร ได้ที่รีดอะไรต์ 

ไว้เจอกันตอนหน้านะจ๊ะ 

ความคิดเห็น