facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ที่เขาแสนชังผู้นั้นด้วย!

ตอนที่ 32 เข้าใจผิด

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 เข้าใจผิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 07 เม.ย. 2563 15:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 เข้าใจผิด
แบบอักษร

 

นางเตะเพียงครั้งเดียวก็ทำให้บุรุษผู้นั้นล้มลงประหนึ่งสุนัขกินอาจม เจินเมี่ยวพอใจกับการหมั่นฝึกยุทธ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เป็นอย่างมาก 

นางคว้าตะกร้าใส่แตงสลักที่อาหลวนถืออยู่มาอย่างรวดเร็ว เปิดออกแล้วขว้างใส่บ่าวรับใช้ที่ยืนอึ้งตะลึงงันอยู่ตรงนั้นทันที 

แตงสลักนั้นเปื้อนกระจายเต็มหน้าบ่าวรับใช้ เจินเมี่ยวจึงคว้ามืออาหลวนที่กำลังตะลึงงันเช่นเดียวกันออกวิ่งไปประดุจบินได้ก็มิปาน 

หลัวเทียนเฉิงแทบจะไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง 

นี่ นี่คือสตรีอย่างนั้นหรือ? 

เจินเมี่ยวฉุดมืออาหลวนวิ่งมาหยุดอยู่ท่ามกลางฝูงชน นางลูบผมเผ้าและจัดชุดกระโปรงตน แล้วก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสง่างามด้วยใบหน้าสงบนิ่ง 

หลัวเทียนเฉิงปรากฏตัวขึ้น เขายกฝ่ามือฟาดเข้าใส่โดยไม่ปล่อยโอกาสให้คนทั้งสองได้ร้องแม้เพียงแอะ ครั้นพวกเขาหมดสติก็ใช้มือหยิบยกคนทั้งสองไว้ทั้งซ้ายขวาแล้วเดินออกไปจากที่แห่งนี้ทิ้งไว้เพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น 

หลังจากที่ฟื้นคืนมาในครานี้ เขาพบว่ากำลังของตนนั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มากเสียจนต้องแปลกใจ และผลข้างเคียงเพียงอย่างเดียวคือกินมากขึ้นทุกวัน ทว่าสำหรับเขาแล้ว มันมิได้สร้างความลำบากอันใดเลย 

เมื่อนำคนทั้งสองไปทิ้งไว้ที่สวนองุ่น หลัวเทียนเฉิงจึงเลือกเก็บองุ่นสักหลายพวงสำหรับองค์หญิง แล้วย้อนไปจัดการความเละเทะที่กระจายอยู่เต็มพื้นในศาลารับลม จึงค่อยกลับไปหาองค์หญิง 

กระทั่งตกดึกสองนายบ่าวนั้นจึงได้สติ เมื่อมองเห็นดวงดาราเต็มฟ้ากว้างและองุ่นพวงใหญ่ พวกเขาหมดสติไปนานมาก ครั้นนึกถึงเรื่องของเจินเมี่ยวก็เข้าใจว่าเป็นเพียงฝันที่แสนเหลวไหลคราหนึ่งเท่านั้น 

แน่นอนว่านี่ย่อมเป็นเรื่องที่จะมิกล่าวถึงชั่วคราว 

อาหลวนมองเจินเมี่ยวที่เดินอยู่ด้านหน้า มุมปากนำพามาซึ่งรอยยิ้ม 

ของเพียงคุณหนูของนางคิดจะทำ ย่อมสามารถเป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่งามสง่าที่สุดได้อย่างแน่นอน 

ทว่าความคิดของอาหลวนก็ต้องพังทลายไปทันที นางเปลี่ยนท่าทีสงบเสงี่ยมที่เคยมีมา พุ่งเข้าไปฉุดเจินเมี่ยวไว้รวดเร็วดุจลูกธนู “คุณหนู! ” 

เจินเมี่ยวใจเต้นแรงขึ้นมาแต่ยังเอ่ยถามด้วยใบหน้าสงบเรียบ “มีอันใด หรือตามมาทันแล้ว?” 

ครั้นเห็นอาหลวนมีสีหน้าประหม่าจึงเอ่ยปลอบโยนว่า “มิเป็นไร เรื่องที่น่าอับอายปานนั้น ขอเพียงเป็นบุรุษย่อมมิกล้าเอ่ยออกมาแน่” 

แม้นเขาจะพูดออกมาจริง นางก็ไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด 

แน่นอนว่าวาจากลิ้งกลอกเช่นนี้เจินเมี่ยวย่อมมิคิดพูดกับสาวใช้นางเป็นแน่ 

อาหลวนคว้ามือเจินเมี่ยวไว้มิให้นางเดินต่อ แล้วเอ่ยเสียงต่ำเบาที่สุดว่า “มิใช่เจ้าค่ะ คุณหนู คือรอง...รองเท้าท่านขาดแล้วเจ้าค่ะ” 

รอยยิ้มของเจิ้นเมี่ยวพลันแข็งค้างไป นางค่อยๆ ก้มหน้าลง จริงดังว่า เท้าข้างที่เตะคนผู้นั้น ตรงหัวแม่โป้งของรองเท้าขาดเป็นรูเผยให้เห็นถุงเท้าสีขาวหิมะ เด่นสะดุดตาเป็นที่สุด 

เจินเมี่ยวมองรองเท้าปักสีเขียวอ่อนด้วยความแค้นเคือง นี่มันรองเท้าอันใดกัน ทำนางย่ำแย่ถึงสองครั้งแล้ว! 

เมื่อมองเห็นสตรีน้อยใหญ่แต่งกายงดงามเดินผ่านไปมานั้นก็ยิ่งทำให้เจินเมี่ยวรู้สึกย่ำแย่ไปทั้งร่าง 

อาหลวนเองก็ร้อนใจ 

ความจริงก่อนจะออกจากเรือนคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ทั้งหลายล้วนต้องเตรียมรองเท้า ถุงเท้า เสื้อผ้าหนึ่งชุด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน 

เจินเมี่ยวย่อมนำมาเช่นกัน แต่อยู่บนรถม้า 

ทว่าตรงนี้ห่างจากรถมาพอสมควร หากให้คุณหนูสวมรองเท้าปักที่มีรูโหว่เดินกลับไป เช่นนั้นสาวผู้ติดตามย่อมต้องถูกแม่บ้านที่ดูแลขายออกไปจากจวนแน่ แต่หากให้คุณหนูรออยู่ที่นี่เพียงคนเดียว นางก็มิวางใจ 

อาหลวนกำลังลำบากใจ แววตาก็พลันเจิดจ้าขึ้น “คุณหนู คุณชายเจี่ยงเจ้าค่ะ” 

เจินเมี่ยวมองเจี่ยงเฉินซึ่งเดินมายังทิศทางที่นางยืนอยู่ นางดำมืดขึ้นมา ทั้งเอ่ยตำหนิเสียงต่ำ “เจ้าดีใจปานนี้ด้วยเหตุใด หรืออยากให้เขาเห็นข้าใส่รองเท้าขาดคู่นี้กัน” 

“คุณหนู ท่านให้คุณชายเจี่ยงอยู่เป็นเพื่อนคุยสักครู่ บ่าวจะกลับไปเอารองเท้ามาให้ท่าน คุณชายเจี่ยงคงมิทันสังเกตเห็นหรอกเจ้าค่ะ” อาหลวนอธิบาย 

เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าคิดผิดไปจริงๆ เจ้าหนุ่มน้อยนั้นมิสนใจอันใดต่อเจินเมี่ยวเลย ยกเว้นรองเท้านาง! 

แน่นอน สองนายบ่าวนี้ย่อมไม่ทราบ เจินเมี่ยวคิดว่าอาหลวนพูดถูก จึงทักทายเจี่ยงเฉินที่กำลังจะเดินมาถึงตรงหน้าตน “พี่เจี่ยง บังเอิญเสียจริง ท่านก็มาเดินตรงนี้เช่นกัน” 

เจี่ยงเฉินคลี่ยิ้มเล็กน้อย “น้องสี่ เห็นพวกเจ้าไม่กลับเสียที พี่ฮ่วนจึงให้ข้ามาตามหา” 

“อ้อ” เจินเมี่ยวยิ้ม “เช่นนั้นเรามาสนทนากันสักครู่เถิด” 

หนุ่มน้อยอึ้งงันไป 

แม่นาง หรือเจ้าไม่ควรพูดว่า เรากลับกันเถิด 

เห็นเจินเมี่ยวผลิยิ้มเต็มหน้า เจี่ยงเฉินก็ใจเต้นขึ้นมาทันที 

หรือ...หรือนางจะรู้สึก...กับตน... 

คิดถึงตรงนี้ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ นางมีคู่หมั้นแล้ว จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร! 

เขามองข้ามความยินดีที่ซ่อนอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจไปชั่วขณะ เจี่ยงเฉินผู้มักมีใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอบอุ่นพลันวางสีหน้าเฉยชาแล้วเอ่ยว่า “น้องสี่ หากไม่กลับไปอีก พี่ฮ่วนและคนอื่นๆ คงรอจนร้อนใจแน่แล้ว” 

อาหลวนพลันเอ่ยขึ้น “คุณชายเจี่ยง รบกวนท่านอยู่เป็นเพื่อนคุณหนูสักครู่ บ่าวไปประเดี๋ยวก็กลับมาเจ้าค่ะ” 

กล่าวจบก็กลัวเจี่ยงเฉินจะเปลี่ยนใจ จึงย่อกายทำความเคารพแล้วรีบเดินจากไปทันที 

ที่แท้...แม้แต่สาวใช้ของตนนางก็บอกไว้เรียบร้อยแล้ว! 

หนุ่มน้อยวัยสิบห้ารู้สึกประหม่าจนไม่ทราบจะทำฉันใด ดวงหน้าแดงก่ำดั่งยามอาทิตย์อัสดงก็มิปาน 

เดิมเขาก็มีบุคลิกอบอุ่นอ่อนโยนอยู่แล้ว เมื่อสวมอาภรณ์สีขาวราวหิมะยิ่งเพิ่มความสง่างามเหนือธรรมดามากขึ้นไปอีก ยามยืนอยู่ตรงนั้นจึงคล้ายไผ่หิมะต้นหนึ่ง เงียบสงบแต่งดงาม ถึงกับมีสาวน้อยใจกล้านัยน์ตาแฝงด้วยความรู้สึกอันล้ำลึกส่งมอบลูกท้อมาให้ “คุณชาย ท่านกินแตงสลักหรือไม่” 

ผลไม้ทุกอย่างในวันนี้ล้วนถูกเรียกขานว่าแตงสลักทั้งสิ้น 

เจี่ยงเฉินกลับมามีท่าทีอ่อนโยนเช่นเดิม เขาเอ่ยกับสาวน้อยแปลกหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมารยาท “ขอบคุณแม่นาง ข้ากินมาแล้ว” 

สาวน้อยผู้นั้นย่อมไม่ฝืนบังคับต่อไป นางเก็บลูกท้อไว้แล้วจากไปด้วยความผิดหวัง 

“น้องสี่ พวกเราไปเถิด” ด้วยกลัวว่าจะมีสาวน้อยเข้ามาหาอีก เจี่ยงเฉินจึงเดินเข้าไปใกล้เจินเมี่ยวอีกสักหน่อย 

เจินเมี่ยวชี้ไปที่ริมแม่น้ำ “พี่เจี่ยง พวกเราไปยืนตรงนั้นสักครู่เถิด จะไม่สนทนาสิ่งใดก็ได้ ความจริงคือข้าเดินจนเหนื่อยแล้ว” 

นางเพิ่งนึกได้ว่าหากสนทนากับบุรุษแปลกหน้าในวันที่พิเศษเช่นนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้โดยง่าย 

บุรุษแปลกหน้า... 

เจี่ยงเฉินที่กลายเป็นบุรุษแปลกหน้าไปแล้ว เดินตามเจินเมี่ยวไปที่ริมแม่น้ำด้วยความอึดอัด 

หลัวเทียนเฉิงถือองุ่นสองพวงหมุนกายออกมาจากฝูงชนด้วยใบหน้าเย็นเยียบ เขาลอบสังเกตคนทั้งสองที่ยืนอยู่ริมฝั่งน้ำครู่หนึ่งแล้วหายวับไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว 

หลังจากนั้นประมาณสองเค่อ อาหลวนก็กลับมา ทั้งยังมีเจินฮ่วนและคนอีกจำนวนหนึ่ง 

เมื่อได้รับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเจินเมี่ยว อาหลวนจึงเอ่ยเสียงต่ำว่า “คุณชายเห็นบ่าวเข้า จึงบอกว่าจะมาหาท่านด้วยกันเจ้าค่ะ” 

“น้องสี่ เหตุใดจึงได้ชักช้าปานนี้” แม้นเจินฮ่วนจะทราบจากอาหลวนแล้วว่านางอยู่กับเจี่ยงเฉิน แต่ก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย 

เจินอวี้หัวเราะพรืด “พี่ใหญ่ ยังต้องถามอีกหรือ มิเห็นว่าพี่สี่กำลังสนทนาอยู่กับพี่เจี่ยงหรอกหรือ” 

ครานี้เจินปิงลืมที่จะห้ามเจินอวี้ไว้ ทำเพียงมองเจี่ยงเฉินเงียบๆ แล้วหลุบตาลงต่ำ 

เจินเหยียนเดินเข้าไปย่อกายให้เจี่ยงเฉิน “ขอบคุณน้องเจี่ยงมากที่ช่วยดูแลน้องสี่” 

“พี่รองเกรงใจเกินไปแล้ว” ต่อหน้าคนทั้งหลาย เจี่ยงเฉินยังคงรักษาท่าทีเกรงใจมีมารยาทไว้อยู่เสมอ เขาก้าวเท้าเดินไปหาเจินฮ่วน 

เจินเหยียนมองเจินเมี่ยวด้วยสายตาที่แฝงด้วยคำถาม 

เจินเมี่ยวค่อยๆ ยกกระโปรงตนขึ้น 

เจินเหยียน “...” 

นางพลันหันหลังกลับไปทันที “พี่ใหญ่ ข้ามีบางอย่างจะกล่าวกับน้องสี่สักหน่อย ท่านพาพวกน้องๆ ไปที่ริมแม่น้ำก่อนเถิด ประเดี๋ยวเราจะตามไป” 

เจินฮ่วนและน้องๆ เพิ่งจากไป อาหลวนก็รีบล้วงรองเท้าปักออกจากอกเปลี่ยนมาให้เจินเมี่ยวทันที 

เดิมเจินเหยียนคิดจะถามว่าเกิดเหตุใดขึ้นกันแน่ แต่เห็นเจินเมี่ยวมิพูด จึงคิดว่าช่างมันเถิด 

ในที่สุดก็ถึงเวลาลอยขนมเฉียวกั่วและแตงสลักแล้ว 

เจินเมี่ยวนั้นรู้สึกกลัดกลุ้มแทบตายแล้ว 

 

ความคิดเห็น