ปฎิบัติการร้ายของท่านประธาน
EP. 1 หมิงหยางหยางคือคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

EP. 1 หมิงหยางหยางคือคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก

ท่านประธานที่รัก 

EP. 1 หมิงหยางหยางคือคนที่โชคร้ายที่สุดในโลก 

 

 

สาธารณรัฐประชาชนจีน 

ปักกิ่ง 

08:00 น. 

บริษัท XXตระกูลอี้ 

“หยางหยางไปชงกาแฟมาให้พี่หน่อย” พี่แผนกบุคคลบอกให้ผมไปชงกาแฟให้ทั้ง ๆ ที่ผมกำลังถ่ายเอกสารประชุมให้แผนกการตลาดเพื่อใช้ประชุมตอน 8:30น. 

“พี่โยวโยวครับ แต่ผมต้องถ่ายเอกสาร...” 

“แต่พี่ต้องกินกาแฟตอนนี้ไม่งั้นพี่จะไม่มีเอนเนอจี้ในการทำงานนะคะ น้อง หยาง หยาง” พี่โยวโยวไม่สนใจ ผมที่ขอร้องเป็นนัยๆ ว่าไปชงเองได้ไหม 

ผมมองเอกสารชุดใหญ่ ก่อนจะมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง ตอนนี้เหลือเวลาถ่ายเอกสารแค่สิบห้านาทีเท่านั้น ถ้าผมไปชงกาแฟให้พี่โยวโยว…แน่นอนว่าไม่ทัน 

“แต่ผม” 

“ไม่ได้ยินหรือคะว่าตอนนี้พี่รีบ” พี่เขากอดอกมองผมอย่างไม่ยีระ ผมเลยจำใจก้มหน้ารับกรรม วางเอกสารที่แผนกการตลาดฝากถ่ายไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะรีบตรงไปห้องสวัสดิการ 

ผมขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตู ทันทีที่ประตูเปิดออกเสียงหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติของเพื่อนร่วมงานก็ดังเข้าโสตประสาทผม 

ทุกคนเงียบและมองคนเปิดประตูเข้ามาเป็นตาเดียว เพราะชั้นหนึ่งคือชั้นของพนักงานตำแหน่งเล็กๆ ห้องสวัสดิการเลยถูกลดขนาดลง 

“หยางหยาง เอกสารพี่เสร็จแล้วหรือถึงมาชงกาแฟ” 

“โอ๊ย” ผมที่กำลังกดน้ำร้อนนั้นถูกทักก็พลันตกใจทำแก้วกระดาษในมือหล่น 

ทันทีที่มือถูกน้ำร้อนความปวดแสบปวดร้อนก็ปะทุขึ้น ผมสะบัดมือไปมา พนักงานหญิงที่ใกล้ผมแสดงน้ำใจเล็กน้อยยื่นทิชชูให้ผมแผ่นหนึ่ง 

“พี่ฝากงานอะไรไม่เคยได้เลยใช่ไหม” 

“ผมขอโทษ ผมขอโทษจริงๆ ครับ” 

พี่เขายืนมองผมที่กำลังก้มขอโทษอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินผ่านผมออกไป 

ผมเม้มปากเป็นเส้นตรง ทั้งร่างกายยังสั่นไปทั้งวัน เพราะผมเจ็บมือไปหมด 

ในตอนที่ผมกำลังจะชงกาแฟแก้วใหม่ พี่โยวโยวก็เปิดประตูเข้ามา 

“หยางหยาง เมื่อไหร่จะได้พี่รอนานแล้วนะ” 

“ค...คือว่าผม” 

“หยางหยางทำกาแฟหกค่ะพี่โยวโยว อย่าว่าน้องเลยนะคะ” พนักงานหญิงช่วยผม พี่โยวโยวไม่พอใจแต่ก็จำใจเพราะจะใช้คนเจ็บก็ใช่เรื่อง 

“ไปล้างมือไป... เหอะ ใช้อะไรก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ เห็นแก่วันก่อนๆ นายเคยชงให้พี่กินนะไม่งั้นพี่ฟ้องหัวหน้าแผนกแน่” 

“ขอบคุณครับ” ผมตอบเสียงอ้อมแอ้มก่อนจะเอาไหล่ดันประตูออกไป 

ขณะที่ผมกำลังเดินไปเข้าห้องน้ำ ตอนนั้นเองเสียงเอะอะที่จะมีประจำในวันจันทร์ก็ดังขึ้น 

“ท่านประธานอี้มาแล้ว” เสียงของพนักงานบอก เพื่อนร่วมงานให้เตรียมตัวต้อนรับนายใหญ่ ผมที่ไม่มีสิทธิ์ยืนต้อนรับเลยขอใช้เวลาน้อยๆ นี้สังเกตการณ์จากที่ไกลๆ 

รถเบนซ์ สีดำเงา ห้าคันจอดเข้าเทียบหน้าประตู สองด้านของประตูบริษัทเป็นพนักงานต่างยืนเรียงแถวเพื่อรอต้อนรับท่านประธานอี้ 

เมื่อผู้ชายในสูทสีกรมเดินผ่านพวกเขาทั้งหมดต่างโค้งตัวลงเล็กน้อย ผมพยายามมองผู้ชายคนที่ได้ชื่อว่ารวยในระดับมหาเศรษฐี คนที่นักลงทุนเคยพูถึงเขาไว้ในสื่อว่า อี้เสรี่ยวหานนั้นทุกวินาทีจะมีเงินเพิ่มในบัญชีเขา วินาทีละแสน 

ผมไล่สายตามองใบหน้าคมคายจากที่ไกลๆ พบว่าเขาหน้าตาดีแต่ดูเคร่งเครียดจนบรรยากาศรอบข้างนั้นอึดอัด คงเพราะสีหน้าเขาไม่แสดงออกความรู้สึกอะไรเลย 

ข้างๆ กายเขามีเลขาสาวคอยบอกตารางงานของวัน ดูก็รู้ว่าแม้แต่วินาทีเดียวของท่านประธานอี้มีแค่เงิน กับเงินเท่านั้น แม้แต่เดินลงจากรถยังต้องรับรู้งานทั้งหมดของวัน...เขาไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวเลยจริงๆ 

ผมยืนมองจนพวกเขาเข้าไปในลิฟต์ เมื่อก้มมองมือของตัวเองที่เริ่มบวมแดงก็ได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่นเพราะภาพเมื่อครู่นี้ทำให้ผมพบความจริงที่ว่า ผมคือชนชั้นต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารของแท้ 

“หมิงหยางนะ หมิงหยาง นายเกิดมาเพื่อรับเคราะห์กรรมแทนคนทั้งโลกรึไง” 

 

 

ช่วงสายของวัน 

ดีนะที่มือผมเป็นหนักด้านซ้าย ด้านขวาเลยพอที่จะจับโทรศัพท์แล้วต่อสายให้หัวหน้าแผนกต่างๆ ได้บ้าง 

เมื่อเช้าผมถูกตำหนิไปยกใหญ่เพราะถ่ายเอกสารให้พี่เขาได้ไม่ครบ หลังจากนั้นพี่ฝ่ายขายก็ให้ผมไปทำลายเอกสารทั้งๆ ที่คอมผมยังมีงานค้างของฝ่ายการตลาดฝากให้ทำอยู่ ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าจะโฟกัสกับงานไหนก่อนดีด้วยซ้ำ 

ผมที่ทำลายเอกสารจนครบทุกแผ่นแล้วก็กลับมาที่โต๊ะของตัวเอง ผมเปิดไฟล์งานที่ค้างไว้ขึ้นมาทำต่อ พี่ฝ่ายการตลาดบอกว่าผมทำงานเป็นระเบียบจึงให้ผมเอางานของพี่เขามาทำสไลด์นำเสนอแก่ที่ประชุม 

ทั้งๆ ที่งานนี้มันเป็นของพี่เขา แต่ผมที่ทำงานมาสองปี ผมรับได้ ผมทำทุกอย่างที่ฝ่ายธุรการควรทำ และทำทุกอย่างที่หัวหน้าแผนกอื่นๆ ต้องการให้ทำ 

แค่ผมหางานได้ก็บุญหัวแล้ว 

 

 

17:00น. 

ทั้งบริษัทต่างพากันลุกออกไป ผมก็ด้วยผมลุกขึ้นมาเหมือนพวกเขา โค้งหัวบอกลาพี่ๆ ทุกคนแล้วเดินตามกันออกมา ในเวลา 17:10น. ก็ไม่มีใครอยู่แล้ว ผมที่แอบอยู่ในห้องน้ำจึงออกมาแล้วเดินตรงไปเปิดคอมของตนเองที่ไม่ได้ปิดแต่แค่พักจอไว้เท่านั้น 

งานของฝ่ายการตลาดยังไม่เสร็จ และรายงานของฝ่ายขายก็ยังไม่เรียบร้อย 

พรุ่งนี้พี่เขาจะใช้ประชุม ผมจึงต้องทำให้เสร็จวันนี้ เนื่องด้วยผมไม่มีโน้ตบุ๊คจึงต้องแอบกลับมาเปิดคอมของบริษัท 

สาเหตุที่ผมต้องลุกตามทุกคนออกตรงเวลางั้นหรือ เพราะท่านประธานอี้ มีกฎเคร่งครัด เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการพนักงานที่ไร้ศักยภาพ พนักงานที่ไม่สามารถทำงานของตนให้แล้วเสร็จในเวลา เขาไม่ต้องการ หากเขาพบหรือมีคนมาแจ้งเขาจะดำเนินการไล่ออกทันทีโดยไม่ถามเหตุผลใดทั้งสิ้น 

แต่โชคดีที่ผมสนิทกับพี่ยามเรื่องที่ผมแอบทำงานดึกเลยถูกปิดจนทุกวันนี้ 

 

 

23:25น. 

ผมมายืนอยู่หน้าบริษัท ฝนตกหนักจนผม อยากร้องไห้ เอกสารในมือผมยังไม่สมบูรณ์ ผมต้องเอากลับไปเย็บมุม แต่ตอนที่ถ่ายเอกสารเสร็จก็ปาเข้าไป ห้าทุ่มกว่าแล้ว และรถเมลจะหมด ห้าทุ่มครึ่ง ทำให้ผมต้องหอบงานออกมาด้วย 

“หมิงหยางนะ หมิงหยาง ทำไมถึงโชคร้ายขนาดนี้” 

ผมกอดเอกสารที่อยู่ในกระเป๋าของตัวเองแล้ววิ่งผ่าฝนออกไป ทั้งชื่นทั้งหนาว ทั้งมืด ผมที่ไม่เคยน้อยใจในชะตาชีวิตกลับร้องไห้ออกมาเพราะคิดว่าเม็ดฝนจะพาให้น้ำตาของผมหายไป 

 

 

ผมหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมลนั่งระหว่างนั่งพักก็หยิบมือถือขึ้นมาพอเห็นว่าเวลานั้นเกิน ห้าทุ่มครึ่งไปแล้วผมก็ยิ้มขมขื่นออกมาเป็นครั้งสิบของวัน นิ้วเรียวผมกดเปิดเรียกแอปพลิเคชันบริการรับ - ส่งผู้โดยสาร 

ฝนก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทำให้บนถนนขณะนี้มีรถสันจรไม่กี่คัน ผมตัดสินใจเสียเงินห้าสิบหยวนในการจ้าง ผมไล่ดูรถและหน้าตาพนักงานขับทีละคน จนได้เบนซ์หรูมาหนึ่งคัน เพราะคาดว่าเจ้าของรถคงเป็นคนนอนดึกแล้วชอบขับรถตอนกลางคืน เขาไม่น่าขาดเงินแล้วปล้นผมแน่นอน 

เอี๊ยด 

ผมที่พึ่งกดจ่ายเงินตกใจจนรีบเงยหน้าขึ้นมา ฝนตกหนักมาก ที่ฟุตบาทมีรถคันหนึ่งจอดอยู่ 

เบนซ์นิ 

เพราะฝนที่ตกแรงจนผมมองไม่ชัด แต่คิดว่าคงใช่ แปลกจังมาถึงเร็ว เร็วมาก 

ผมไม่คิดมากรีบหยิบกระเป๋าของตัวเองแล้ววิ่งไปที่รถคันนั้น ฝนสาดใส่ผมอย่างแรง ผมเปียกไปทั้งตัว แต่รถคันนั้นกับไม่เปิดประตูให้ผม 

ผมเคาะกระจก แต่เพราะมือขวาหอบเอกสารมือซ้ายที่เป็นแผลจึงเจ็บมาก พอเคาะแล้วก็สะดุ้งอย่างไม่ทันระวัง 

“เปิดให้ผมสิ” ผมตากฝนจนเปียกปอนไปหมด เสียงผมก็ตะโกนแข่งฝน 

สุดท้ายรถคันนั้นก็เปิดให้ผมเข้า 

ผมรีบเอากระเป๋ากันน้ำของตัวเองไปไว้เบาะหลังแล้วทิ้งตัวลงเบาะหน้า 

“ทำไมคุณไม่เปิดประตูให้ผมแต่แรก” ผมเงียบไปอึดใจเพราะถอดแว่นออกมาเช็ด รถเบนซ์คันนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ “ผมพึ่งกดจ่ายเงินให้คุณไปเองทำไมคุณมาเร็วแบบนี้” 

“...” 

คนขับไม่ตอบผมเลยพูดต่อ 

“ไปส่งผมตามจีพีเอสนะถ้าไม่รู้เดียวผมบอก” 

“บอกเลยก็ได้” 

“ถนนXX หอXX” พูดจบผมก็สวมแว่นสายตา 

ผมมองตรงไปยังถนนไม่มองซ้ายทีขวาทีและมองหน้าคนขับเพราะถือเป็นมารยาทส่วนตัว 

“คุณพึ่งเลิกงานเหรอ” เขาถามผมด้วยน้ำเสียงทุ้มแฝงกลิ่นอายของชายวัยกลางคนได้เป็นอย่างดี 

“อ่อ..ใช่ครับ” ผมเม้มปาก ก่อนจะก้มมองเบาะรถของเขาที่น้ำฝนจากเสื้อผมหยดใส่เต็มไปหมด 

“...” 

"เออ..ผมต้องขอโทษนะครับเบาะรถเปียกหมด" 

"..." 

การสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น...เพราะเขาไม่คุยกับผม ความเงียบและความหนาวของฝนที่เกาะเสื้อผ้าผมเริ่มก่อตัว 

แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ จากคนขับเหมือนมนต์สะกดให้ผมสบายใจ ตาผมหนักขึ้นเรื่อยๆ แขนสองข้างของผมกอดตัวเองหวังบรรเทาความหนาวทั้งๆ ที่เปียกไปทั้งตัว 

สายตาของผมปรับจุดโฟกัสของผมให้เล็กลงเรื่อยๆ ผมเริ่มองตามนิ้วเรียวของคนขับรถที่เร่งระดับฮีตเตอร์ในรถเพื่อเพิ่มคววามอบอุ่นให้ผม 

บรรยากาศในรถมันอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ เสียงฝนที่ดังกระทบดังอืออึงอยู่นอกรถ สายตาผมมองที่ปัดน้ำฝนปัดไปมาซ้ายทีขวาที 

ผมเริ่มง่วงมากจนสติไม่อยู่กับตัวริมฝีปากผมเลยเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกไป ไม่รู้ว่าเขาได้ยินไหม แต่ขอให้เขาไม่ได้ยิน... 

“คุณคนขับรถ คุณเป็นคนแรกของวันนี้เลยนะที่ทำให้ผมรู้สึกว่าโลกของผมโชคร้ายลงนิดหน่อย...เพราะอย่างน้อยคุณก็นำพาความอบอุ่นมาให้ผม" 

 

 

23:58 

ฝนหยุดแล้ว รถเบนซ์สีดำเงาจอดเด่นอยู่หน้าหอโทรมๆ แห่งหนึ่ง เขาดูป้ายพนักงานของผู้ชายที่หลับอยู่ใต้เสื้อสูทที่เขาสละให้ เพราะเห็นว่าหนาวจนตัวสั่นเขาจึงไม่อยากให้ป่วยหากป่วยบนรถ เขาก็ต้องพาเด็กคนนี้ไปโรงพยาบาลและตกเป็นความรับผิดชอบของเขาอีกครั้ง 

“หมิงหยางหยาง...ฝ่ายธุรการ? ธุรการจะมีงานอะไรจนทำนอกเวลา” เขาอ่านป้ายแล้วอดที่จะสงสัยไม่ได้ 

เขาจึงถือวิสาสะเปิดกระเป๋าของบริษัทที่ทำแจกให้พนักงาน 

“ฝ่ายการตลาด? ฝ่ายขาย?” เขาพรึมพรำกับตัวเองก่อนจะมองไปยังผู้ชายตัวเล็กๆ คนนั้น เมื่อเห็นแก้มแดงระเรื่อที่เวลาเม้มปากจะมีลักยิ้มปรากฏขึ้นก็ทำให้เขาละสายตาไปไหนไม่ได้ 

เสียงเล็กๆ ของเด็กคนนั้นดังขึ้นในหัวของเขา 

“คุณคนขับรถ คุณเป็นคนแรกของวันนี้เลยนะที่ทำให้ผมรู้สึกว่าโลกของผมโชคร้ายลงนิดหน่อย...เพราะอย่างน้อยคุณก็นำพาความอบอุ่นมาให้ผม" 

“อืม” 

เพราะเสียงพึมพำของเขาทำให้เด็กชายตรงหน้าได้ยิน 

เด็กนั้นสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา มือน้อยๆ นั้นจับแว่นของตนเพื่อปรับให้มองถนัด เมื่อเห็นว่าถึงหอแล้วจึงหันไปมองฝั่งคนขับ แต่ทว่าดวงตากลมคู่สวยกลับเบิกกว้างทันใด 

เขาเหมือนหยุดหายใจ... ริมฝีปากรีบพูดออกมาราวกับว่าตกใจสุดขีด เพราะว่าผู้ชายตรงหน้าของเขานั้นคือ... 

“ท..ท..ท่านประธานอี้!” 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น