ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 8 ที่รัก...

ชื่อตอน : บทที่ 8 ที่รัก...

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2563 15:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 ที่รัก...
แบบอักษร

นี่ก็รวมสามวันเห็นจะได้ที่ธารินหลุดพ้นจากขุมนรกในโรงพยาบาล ทว่าก็ยังพบเจอมัจจุราชป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆตัวทั้งที่บ้านหรือบางทีก็ที่ไซต์งานก่อสร้าง ไม่รู้ว่าเวรกรรมเหล่านี้จะหมดลงเมื่อไหร่  

เวรกรรมที่ชื่อว่า...วราธร 

ร่างบางเอนกายลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ก่อนจะยืดแขนบิดขี้เกียจหลังจากที่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์มาเกือบครึ่งวัน 

"วันนี้ไปทานข้าวเย็นกับพวกพี่มั้ย พอดีจะไปฉลองวันเกิดไอ้ธีมัน"การันต์เอ่ยชวนแล้ววางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะของธาริน มือบางหยิบมันขึ้นมาก่อนจะจรดปลายจมูกสูดดมกลิ่นหอมๆของกาแฟจนเต็มปอด 

"ก็อยากไปนะคะ แต่วันนี้เหมยมีนัดแล้วน่ะค่ะ"วันนี้เป็นวันที่คุณหญิงสาวิตรีชวนให้ไปทานข้าวที่บ้านใหญ่หากไม่ติดธุระเธอก็คงไปเฉลิมฉลองวันเกิดสุธีเหมือนทุกๆปีอย่างไม่มีปัญหา ทว่าปีนี้มันไม่เหมือนเดิม 

"ว้า...น่าเสียดายจัง ถ้างั้นเอาไว้โอกาสหน้าก็ได้เนาะ" 

ใบหน้าหวานพยักตอบก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบแก้อาการง่วงซึมที่เป็นอยู่ 

"น่าน้อยใจชะมัด นัดอะไรกันที่สำคัญกว่าพี่ชายสุดหล่อคนนี้"เสียงของผู้เปรียบเสมือนแก็งค์สามซ่าของบริษัทดังขึ้น ก่อนที่ร่างหนาใบหน้าเง้างอนจะเดินมาเท้าแขนบนโต๊ะทำงานของสถาปนิกสาวเพียงหนึ่งเดียวในบริษัท 

"เอาความมั่นอกมั่นใจนั้นมาแต่ไหนเยอะแยะคะพี่ธี"เอ่ยยิ้มๆ 

"ก็มันคือเรื่องจริงนี่หน่า นี้ถ้าพี่เข้าวงการบันเทิงนะ บอกเลยณเดช หมาก มาริโอ้ไม่ได้เกิดหรอก แต่นี้พี่เป็นคนใจดีไง กลัวเขาไม่มีงานก็เลยเลือกมาเป็นวิศวกรแทน"นี้แหละที่ทำไมหลายๆคนถึงบอกว่าสุธีเป็นเหมือนพลังบวกของบริษัท ได้คุยด้วยทีไรเป็นต้องหลุดขำทุกที  

ทั้งๆที่มีเรื่องมากมายในใจทว่าพอได้คุยกับสุธีธารินก็เหมือนจะลืมเรื่องราวพวกนั้นไปได้ชั่วขณะ 

"เดี๋ยวพรุ่งนี้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายให้แล้วก็ไปเป็นดาราได้เลย"มือหนาของการันต์ตีเบาๆที่ไหล่ของเพื่อนสนิทอย่างหยอกเย้า 

"ฉันไม่ไปหรอกฉันรักที่นี้ รักงานที่ทำอยู่และก็รักนายมากๆด้วยนะ จุ๊บๆ"ไม่ว่าเปล่าทำท่าทางพุ่งตัวหมายจะจูบเพื่อแกล้งแหย่การันต์อย่างที่ทำเป็นประจำ ทั้งสองไร้ซึ่งเส้นแบ่งเขตระหว่างเจ้านายและลูกน้องด้วยว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก 

"ถ้าตอนนี้แกยังไม่หยุดทำอะไรแบบนี้ จากที่พูดเล่นฉันจะพูดจริงแล้วนะ"มือหนาดันใบหน้าของสุธีให้ออกห่างพลางเอ่ยห้ามเขาอย่างไม่ได้จริงจังนัก 

ธารินทอดมองเหตุการณ์นั้นอย่างเคยชิน พลางขบขันเบาๆอย่างอารมณ์ดีหลังจากที่กาแฟและสุธีช่วยฉุดดึงจากอาการง่วงเหงาหาวนอนที่ต้องอดทนอดกลั้นกับมันมานานหลายชั่วโมง 

 

ฟากฝั่งหนึ่ง ณ โรงแรมชื่อดังในเมืองหลวงของประเทศซึ่งมีผู้บริหารคือวราธร ที่นี่เป็นสิ่งที่เขาสร้างมาเองกับมือเพียงคนเดียว เขาจึงมีสถานะเป็นท่านประธานไม่ใช่ท่านรองเหมือนที่บริษัทของครอบครัว 

ร่างหนาเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างผ่อนคลายหลังจากที่อ่านเอกสารงานมานานนับสามชั่วโมง 

เขาหลับตาลงช้าๆพลางผ่อนลมหายใจออกมาก่อนที่ภาพบางอย่างจะปรากฏชัดในความมืด 

คนที่เขาเกลียดและหมายจะแก้แค้นให้เธอเจ็บปวดจนเหมือนตายทั้งเป็น ให้สาสมกับที่เมฆาต้องทรมานเธอปรากฏเป็นภาพลางๆ ภาพที่เธอร้องไห้ตรงระเบียงวันนั้น เหตุการณ์นั้นมันยังเป็นคำถามอยู่ในใจเขามาตลอดว่าทำไมคนที่คุยกับแม่ถึงร้องไห้ได้เจ็บปวดขนาดนั้น 

เขาค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะยื่นมือไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วหยิบรูปใบหนึ่งขึ้นมา รูปภาพที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดจางๆเนื่องจากวราธรเช็ดมันออกบ้างแล้ว 

"ผู้หญิงคนนั้นทำไมถึงได้ซับซ้อนจังวะ"ใบหน้าคมคายแต่งแต้มไปด้วยความสงสัยทว่าต่อมามันก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกราวกับมัจจุราชผู้หยิบยื่นความตายให้กับมนุษย์เป็นงานประจำ"แต่ถึงยังไงเธอก็ต้องชดใช้ แกสบายใจได้เมฆ" 

ว่าจบก็เก็บรูปใบนั้นเข้าลิ้นชักพร้อมไขกุญแจล็อคอย่างแน่นหนาก่อนจะกวาดสายตาออกไปนอกกระจกของห้องทำงาน เหลือบมองการก่อสร้างโรงแรมที่ต่อเติมเพิ่มก่อนจะหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างบางที่คุ้นเคยกำลังปีนป่ายอยู่บนสิ่งก่อสร้าง ริมฝีปากหนาเหยียดยิ้มอย่างนึกสนุก แล้วจึงลุกจากเก้าอี้ตรงไปยังจุดหมายปลายทางที่คิดไว้ 

ความบันเทิงมาเยือนถึงที่แท้ๆเขาจะปฏิเสธมันได้อย่างไร...หึ! 

 

ธารินแหงนมองเหล่าคนงานพลางขยับหมวกนิรภัยให้เข้าที่ แสงสุริยะแผ่ซ่านความร้อนผ่านเสื้อเชิ้ตตัวเก่งแต่กระนั้นร่างบางก็ไม่ได้ย่อท้อต่อหน้าที่ เธอชินไปเสียแล้วกับแสงแดดที่สาวๆหลายๆคนต่างพากันหวาดหวั่น  

เสียงใสๆเอ่ยพูดคุยเรื่องงานไม่หยุดหย่อน การันต์นึกชื่นชมในสปิริตของคนข้างกาย เธอช่างแตกต่างจากผู้หญิงหลายๆคนที่เขารู้จัก สิ่งที่แตกต่างนั้นแหละเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เขาอยากจะครอบครองหัวใจเธอ ทว่า...ก็ได้แค่พี่ชายอยู่ดี 

ไม่นานนักการตรวจงานก็เสร็จสิ้น ร่างเล็กค่อยๆก้าวเท้าลงจากพื้นปูนที่ยกสูงพอตัว ด้วยว่าบันไดยังสร้างไม่เสร็จจึงจำเป็นต้องใช้วิชาลิงน้อยอย่างที่ภูวดลเคยกล่าวไว้ 

ทว่าความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาครานี้กลับพลาดท่าเสียได้ ร่างบางเซถลาเกือบหน้าจุมพื้นดินแต่ยังโชคดีที่มีมือของการันต์ซึ่งลงไปก่อนหน้านั้นโอบกอดเอวคอดไว้ได้ทัน แขนเรียวคว้าหมับเข้าที่คอของชายหนุ่มอย่างต้องการที่เหนี่ยวรั้ง 

"เจ็บตรงไหนรึเปล่า?"เสียงทุ้มเอ่ยถามในขณะที่ยังโอบกอดเธอไว้ไม่ห่าง 

หญิงสาวเพียงส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะสะดุ้งตกใจที่มีเสียงใครบางคนกระฮึมในลำคอ หล่อนจึงรีบผละออกจากการันต์ก่อนจะเอี้ยวตัวไปทางต้นเสียงนั้น พลางทำสีหน้าเอือมระอา...เมื่อพบกับตัวเวรกรรม 

คิ้วหนายักขึ้นทักทายธารินอย่างกวนๆทว่าใบหน้านั้นกลับนิ่งสงัดจนเดาใจไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ 

"ทำงานกันสนุกสนานจริงๆนะครับ"ฟังดูก็รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังประชดประชัน 

ตื้ดดดดด~ 

การันต์ก้มไปหยิบโทรศัพท์ของตนก่อนจะหันมาบอกธารินแล้วจึงเดินออกไปซึ่งทิ้งระยะห่างพอควร 

"กอดกันแน่นขนาดนั้นไม่เปิดโรงแรมเลยล่ะ อยู่แค่ไม่กี่ก้าวเองนะ ฉันเปิดห้องวีไอพีให้ฟรีๆเลยก็ได้นะถ้าสนใจจริงๆ"คำพูดแทงใจดำพวกนั้นในคราแรกเธอก็นึกรำคาญและเจ็บปวดอยู่เหมือนกันทว่าพอนานไปเรื่อยๆก็เหมือนคนที่มีภูมิคุ้มกันแม้จะยังเจ็บแปลบๆอยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากมาย 

"จะเก็บเอาไว้คิดนะคะ โชคดีจังอยู่ๆก็จะได้นอนห้องวีไอพีของโรงแรมชื่อดังระดับประเทศ แถมยังไม่ต้องเสียสตางค์ซักแดงเดียว"วราธรถึงกลับนิ่งเมื่อคนตรงหน้าโต้กลับแถมไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเคืองอย่างที่ใจนั้นหวังไว้ในคราแรก 

"อยากรู้จริงๆเธอไปเล่นละครตีหน้าเศร้าบทไหนคุณย่าและคุณแม่ถึงได้รักและเอ็นดูเธอนัก อยากให้ท่านมาเห็นสิ่งที่ฉันเห็นจริงๆจะได้ตาสว่างสักที" 

"บทที่คุณไม่เคยเห็นไงล่ะ คนหูหนวกตาบอดแบบคุณต่อให้ฉันทำดีแค่ไหนคุณก็มองฉันเป็นแบบที่คุณคิดไว้อยู่ดี เปลืองเวลาที่จะทำดีกับคนอย่างคุณ"ว่าจบก็รีบก้าวเท้าหนีหมายจะไปรอการันต์ที่รถด้วยว่าเริ่มรำคาญวราธรเต็มที 

สายตาเหยี่ยวดุดันหันมองมือซ้ายของธารินก่อนจะเอ่ยบางอย่างออกมา 

"ถึงว่าทำไมยังเข้าหาผู้ชายได้ไม่เว้นวัน ที่แท้ก็ทำตัวเหมือนคนไม่ได้แต่งงานอยู่นี้เอง"ธารินมองตามสายตาของคนตรงหน้าก่อนจะจบลงที่มือข้างซ้าย... 

ใช่...เธอไม่ได้ใส่แหวน จะใส่ก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ก็เท่านั้น ด้วยว่ายังไม่อยากไปตอบคำถามใครต่อใครที่บริษัทและเพราะว่าแหวนนั้นไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับเธอ มันก็แค่การแต่งงานปลอมๆเพื่อเงื่อนไขบางอย่าง มันไม่ได้เกิดจากความรัก... 

แล้วอีกอย่างคนที่กำลังว่าเธอก็ไม่เห็นจะใส่มันเหมือนกัน... 

"นิ้วของฉัน ฉันจะใส่ไม่ใส่มันก็เรื่องของฉัน" 

"หรอ งั้นฉันไปบอกผู้ชายของเธอดีมั้ยนะ ว่าเราแต่งงานกันแล้วหรือเรียกง่ายๆก็คือเธอเป็นเมียฉัน ฉันเป็นผะ..."มือบางรีบตะครุบปากหนาให้หยุดพูดก่อนจะผละออกพลางถอยห่างอย่างโกรธเคือง 

"คุณก็รู้ว่ามันไม่..." 

"แต่งงานหรอ?"เสียงทุ้มของใครบางคนที่ธารินคุ้นเคยเป็นอย่างดีดังขึ้นจากด้านหลัง 

หญิงสาวหลับตาลงอย่างหมดคำจะพูดเพราะสิ่งที่คิดไว้กลับกลายเป็นเรื่องจริง พอเห็นคนตรงหน้ากระตุกยิ้มยียวนยิ่งทำให้อารมณ์ข้างในคุกรุ่นหนักกว่าเดิม 

"พี่รัน คือ..."เธอหันไปหาการันต์อย่างต้องการอธิบายแม้จะไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกว่าพี่ชายทว่าก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ปิดบังเรื่องนี้ต่อเขา 

"ทำไมพี่ไม่รู้เรื่องนี้ล่ะเหมย เหมยแต่งงานเมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกกันสักคำ"คล้ายว่าถูกมีดปักลงบนอกข้างซ้ายแล้วถูกควักหัวใจออกมาขยี้จนแหลกละเอียดยิ่งเห็นวราธรเดินเข้ามาโอบไหล่ธารินเอาไว้ยิ่งตอกย้ำคำพูดของเขาว่ามันคือเรื่องจริง 

หมดแล้วความฝันที่วาดไว้...มันพังทลายลงไม่เป็นท่า หลายปีที่ผ่านมาเขาคิดว่าจะสามารถชนะใจเธอได้ทว่ามันกลับไม่มีหนทางนั้นเลย แม้เสี้ยวเดียวของหัวใจเธอ...มันก็ไม่มีให้หวังอีกแล้ว 

"ปล่อย"ธารินเอ่ยเบาๆให้ได้ยินเพียงเธอและเขาพลางแงะมือของวราธรออกทว่ามันกลับเหนียวราวตีนตุ๊กแก แถมไอ้คนก่อเรื่องยังกล้าตีหน้าตายไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่ตนทำไปเมื่อครู่ 

"เรื่องนี้เหมยอธิบายได้นะพี่รัน เหมยไม่ได้อยากจะปิดบังพี่รันและทุกๆคน แต่เหมยมีเหตุผลของเหมย" 

"โถ้~ที่รัก ทำไมถึงต้องปิดบังเรื่องของเราด้วยล่ะ ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะครับ"ยื่นมือมาบิดคางเล็กเบาๆอย่างหยอกเย้าทว่านั้นมันก็แค่การแสดง"หรือว่าเพราะเรื่องที่ทะเลาะกันเมื่อเช้า ยังไม่หายงอนอีกหรอครับที่รัก" 

"นี้คุณ เงียบไปเลยนะ"หญิงสาวกัดฟันพูดให้เบาที่สุดแต่วราธรไม่มีทีท่าว่าจะทำตามเลยสักนิด 

"ที่รักก็บอกเพื่อนร่วมงานของคุณไปสิว่าเราแต่งงานกันแล้ว"ธารินถึงกลับตวัดสายตามองเขาอย่างเอาเรื่องแต่คนถูกคาดโทษก็ยังไม่หยุด"ดูสิครับขนาดแหวนแต่งงานยังไม่ยอมใส่ งอนทีไรเป็นแบบนี้ทุกที" 

มือหนาลูบเบาๆที่มือข้างซ้ายของธารินก่อนจะเหลือบมองปฏิกิริยาของการันต์ พลอยให้ยกยิ้มสะใจเมื่อสิ่งที่เห็นเป็นไปตามสิ่งที่คิดไว้ 

"พี่...พี่ไปรอที่รถนะ เดี๋ยวค่อยคุยกัน พอดีพี่ต้องไปคุยธุระต่อ"เขาโกหกก่อนจะทำท่าทางเหมือนกดโทรศัพท์แล้วเดินออกไป หากอยู่ตรงนี้ต่อคงไม่วายเจ็บปวดกว่าเดิม 

"พอใจคุณแล้วใช่มั้ย คิดจะทำอะไรของคุณ"พอการันต์เดินพ้นไปธารินก็ผลักร่างหนาให้ออกห่าง 

"ฉันก็แค่จะตัดผู้ชายของเธอออกไปทีละคนๆ มันสะใจดี"ว่าจบก็เดินออกไปในทันที 

มือบางกำหมัดแน่นอย่างแค้นเคืองไม่ได้โกรธที่เขาเปิดเผยเรื่องแต่งงานทว่ากับรู้สึกไม่ชอบที่เขานั้นมองเธอเป็นพวกผู้หญิงหิวผู้ชายอยู่ตลอดเวลา 

 

ภายในรถมีเพียงความเงียบที่ลอยวนแข่งกับแอร์ที่ถูกเปิดจนเย็นเฉียบ ทว่าไม่นานสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติเมื่อธารินอธิบายทุกๆอย่างให้การันต์ได้เข้าใจและก็ห้ามไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้กับใครเพราะขี้เกียจจะตอบคำถามของผู้คนเหล่านั้น ยิ่งสุธีแล้วคงจะถามอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด ไม่ว่าจะผ่านไปกี่อาทิตย์คงถามซ้ำถามซากไม่จบไม่สิ้น ธารินรู้นิสัยพี่ชายคนสนิทดี 

"ที่แต่งเพราะใช้หนี้อย่างนั้นหรอ?"คนสีหน้าหงอยเมื่อครู่ดูจะสดชื่นขึ้นบ้างเมื่อรู้ว่าการแต่งงานนั้นปราศจากความรัก เขาก็เบาใจไปได้เปราะหนึ่ง 

"ค่ะ" 

"แล้วทำไมคุณวราธรถึงได้พูดจาแบบนั้นล่ะ" 

"อย่าพูดถึงเขาเลยค่ะ แค่ได้ยินชื่อก็ปวดหัวแล้ว"เธอพยายามเบี่ยงประเด็นด้วยว่าไม่อยากจะเอ่ยถึงสิ่งที่ทำให้ปวดขมับ ใบหน้าหวานที่แต่งแต้มไปด้วยความเครียดหลับลงอย่างง่ายดายคงเพราะเหนื่อยกายจากการทำงานแถมยังต้องมาเหนื่อยใจกับเวรกรรมที่ตามติดราวกับเงา 

การันต์เหลือบมองคนที่หลับอยู่บนเบาะอย่างนึกสงสาร ทำไมเธอต้องพบเจอกับอะไรมากมายถึงเพียงนี้...ทำไมโชคชะตาถึงได้ใจร้ายกับเธอเสียจริง 

ความคิดเห็น