ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 คิดถึง...

ชื่อตอน : บทที่ 7 คิดถึง...

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.3k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ค. 2563 14:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 คิดถึง...
แบบอักษร

"นี้ ช่วยหยุดถอนหายใจสักทีได้มั้ย มันน่ารำคาญ"วราธรหันไปเอ็ดใส่ร่างบางที่นั่งอยู่บนโซฟาภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วย 

คิดผิดจริงๆที่ช่วยคนแบบนี้... 

แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ยังดีที่รู้จักขอบคุณแม้จะดูไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่ก็ตาม 

ที่เธอถอนหายใจอยู่แบบนั้นก็ด้วยว่าถูกผู้ใหญ่บังคับให้อยู่เฝ้าคนป่วยเพราะเธอคือภรรยานั้นคือเหตุผลที่ได้รับ หล่อนจึงรู้สึกเบื่อเพราะต้องทนเห็นขี้หน้ากันเกือบทั้งวันแถมยังอึดอัดที่ต้องอยู่กันเพียงสองคน 

ช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญสำหรับเธอ...ไม่ใช่เขาคนเดียวสักหน่อย 

"งั้นฉันออกไปข้างนอกก่อนแล้วกัน"ไม่ได้รอคำตอบจากคนป่วยทว่ากลับเดินออกไปในทันทีที่เอ่ยจบ 

"จะไปไหนก็ไป"เธอเพียงแค่เหลือบมองเขาเล็กน้อยจากประโยคเมื่อครู่ 

จะไปนานๆเลยคอยดู ไม่ได้อยากจะอยู่สักหน่อย 

บนพึมพำๆในใจอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่  

ปึก! 

ด้วยว่าความหงุดหงิดในใจเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วกายพลอยให้เธอนั้นไม่ทันได้มองทาง ว่ามีใครบางคนกำลังเดินตรงมาเช่นกัน 

มือหนารีบรวบเอวคอดเอาไว้เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังจะเซถลาไปด้านหลัง 

"เดินมองทางหน่อยสิ ยัยหมู"ดวงตาคมเบิกกว้างเมื่อคำที่ชายผู้นั้นเอ่ยเรียกมันมีเพียงเขาแค่คนเดียวเท่านั้นที่ใช่คำนี้ 

ยัยหมู...ที่มาจากคำว่าเหมย ชื่อเล่นที่พี่ชายคนหนึ่งชอบเรียกเธอ 

"ไอ้พี่ขุนทอง"ว่าพลางเงยหน้ามองคนที่เอ่ยเรียกก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมา ยิ้มที่จางหายไปจากเธอนานหลายปี 

คนตรงหน้าของธารินคือภูวดลหรือขุนเขาเป็นพี่ชายข้างบ้านที่สนิทกันมากๆแต่ต้องห่างกันไปด้วยภาระหน้าที่เพราะภูวดลไปเรียนต่อที่ต่างประเทศแต่กระนั้นก็ยังคงติดต่อกันอยู่ไม่ขาดหาย 

"ขุนเขาเว้ยขุนเขา ไม่ใช่ขุนทอง เดี๋ยวเขกกะโหลกยุบเลย" 

"ทีพี่ยังเรียกเหมยว่าหมูได้เลย ชิ!"เขามองท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู  

เธอโตขึ้นมากแถมสวยซะด้วยต่างจากยัยปุ้มปุ้ยเมื่อตอนเด็กๆราวกับคนละคนทว่าแววตาแสนเศร้าของเธอกลับคงอยู่ไม่จางหาย 

"แล้วกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกน้องบอกนุง มันน่าน้อยใจชะมัด" 

"กลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว พอดียุ่งๆน่ะ ต้องจัดการอะไรหลายๆอย่างเลยไม่ได้ติดต่อไป แล้วก็เพิ่งรู้ด้วยว่าเหมยย้ายออกมาจากบ้านแล้ว"เขารู้เหตุผลนั้นดีว่าทำไมเธอถึงอยู่ที่นั้นต่อไม่ได้  

ในตอนเด็กเวลาเธอร้องไห้เพราะถูกแม่ดุก็มีเขานี้แหละที่คอยปลอบคอยโอ๋อยู่ทุกคราจนกลายเป็นว่าภูวดลได้ฐานะพี่ชายของธารินไปโดยปริยาย 

ธารินมองคนตรงหน้าอย่างพิจารณาก่อนจะยิ้มอย่างภูมิใจในตัวพี่ชายคนสนิท 

ร่างโปร่งสูงในชุดกาวน์สีขาวบวกรับกับใบหน้าตี๋หน่อยๆที่ดูใจดีและอบอุ่น ขนคิ้วเรียงสวยสีดำเข้มจมูกโด่งคมสันแบบสเปคของสาวๆหลายๆคนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมภูวดลถึงได้ฮอตในหมู่สาวๆมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นที่ไทยหรือต่างประเทศ 

"พอใส่ชุดกาวน์แล้วหล่อชะมัดเลยพี่ขุน" 

"อ้าว แล้วตอนไม่ใส่ไม่หล่อหรอ?" 

"ไม่อ่ะ ใส่ไว้ตลอดเลยนะ จะอาบน้ำจะนอนก็อย่าถอดล่ะ" 

"ไอ้นี้ กวนไม่เคยเปลี่ยน เดี๋ยวเหอะ"คงจะมีแค่ภูวดลและบิดาเพียงสองคนกระมังที่มีโอกาสได้ยินเสียงหัวเราะของธาริน"ว่าแต่เป็นอะไร ทำไมมาโรงพยาบาล?" 

น้ำเสียงขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นห่วงใย หญิงสาวยิ้มเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าได้รับความอบอุ่นที่เคยจางหายกลับมาอีกครั้ง 

"เปล่าหรอกค่ะ เหมยไม่ได้เป็นอะไร แต่คน..."เธอยังเอ่ยไม่จบก็ถูกภูวดลดึงมือไปเสียก่อน นายแพทย์หนุ่มทอดมองผ้าปิดแผลบนฝ่ามือของผู้เป็นน้องสาวก่อนจะชี้ให้หล่อนดูเป็นเชิงถามว่านี้หรือที่ไม่เป็นอะไร... 

"ไม่เป็นอะไรแล้วทำไมมือมีแผลล่ะ ดื้อวิ่งปีนกองอิฐกองปูนหรือเปล่าเนี้ย" 

"จะบ้าหรอ เหมยโตแล้วนะ" 

"ใครจะไปรู้ล่ะเห็นเวลาทำงานบ้าระห่ำอย่างกับอะไรดี ตึกยังสร้างไม่เสร็จก็ยังปีนขึ้นไปอย่างกับลิง"เคยบังเอิญไปเยี่ยมเธอตอนทำงานจึงได้เห็นเจ้าลิงน้อยที่ปีนป่ายได้ทุกสิ่งที่กีดขวางราวกับไม่ใช่ผู้หญิง นับถือความกล้าของเธอเลยจริงๆ 

"มา พี่ทำแผลให้" 

"อ้าว แล้วพี่ขุนไม่ทำงานหรอคะ?"เดินตามแรงลากไปเรื่อยๆทว่าปากก็ยังคงเอ่ยถาม 

"พี่ตรวจคนไข้เสร็จแล้ว ก็เลยว่างอยู่ ว่าจะได้พักสักหน่อยดันมาเจอลิงบาดเจ็บระหว่างทางซะก่อน" 

"พี่ขุนก็ไปพักสิ เหมยล้างแผลเองก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก" 

"ขี้งอนจริงเชียว"ว่าพลางยกกำปั้นทุบหัวน้อยเบาๆอย่างเอ็นดูก่อนจะพาหล่อนเดินเข้าไปในห้องตรวจของตนพลอยให้เหล่าพยาบาลได้แต่มองตามคุณหมอสุดหล่ออย่างนึกเสียดายเพราะด้วยท่าทางสนิทสนมของทั้งสองทำให้คิดเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจาก...คนรัก 

 

มือเหี่ยวย่นของคนวัยใกล้ฝั่งยื่นไปเปิดประตูห้องคนป่วยก่อนจะหันมองคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงพลางมองหาหลานสะใภ้คนเล็กทว่ากลับไม่เจอแม้แต่เงา 

"คุณย่า"เสียงแหบพร่าดังขึ้นพร้อมกับร่างหนาที่พยุงตัวนั่งอย่างเชื่องช้า...ด้วยว่ายังรู้สึกง่วงจากฤทธิ์ยาไม่หาย 

"หนูเหมยไปไหนแล้วล่ะตาธร ไปว่าอะไรน้องหรือเปล่า"คนชรารู้ทัน แม้จะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับคู่แต่งงานใหม่ทว่าก็พอจะได้ยินเหตุการณ์หน้าบริษัทมาแว่วๆ พลอยอยากจะคืนอิสระแก่ธารินเสียจริง ไม่คิดว่าหลานชายคนเล็กที่ดูอบอุ่นและใจดีจะกล้าทะเลาะวิวาทกับผู้หญิงได้ แต่นางก็ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่เหมือนกันว่าหัวข้อที่ทำให้ทั้งสองมีปากเสียงกันคืออะไร 

"โถ้ คุณย่า มองหลานตัวเองเป็นคนยังไงครับ" 

"อย่าให้พูดเลยพ่อตัวดี"คนถูกต่อว่าถึงกับกอดอกหน้ามุ้ยอยู่บนเตียงก่อนจะหันไปหาตัวช่วยซึ่งก็คือมารดาทว่าแม้กระทั้งแม่ยังเห็นด้วยกับผู้เป็นย่า 

ตกลงเขาหรือเธอที่เป็นหลานและลูก...เข้าข้างกันซะจริง  

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ธารินนั้นเดินหายออกไป คนเป็นย่าและมารดาก็ต่างบ่นงึมงำๆด้วยความเป็นห่วงพลอยให้ชายหนุ่มรับผลกรรมนั้นไปเต็มๆ 

แอ็ด~ 

เสียงประตูห้องเปิดออกก่อนที่นายแพทย์หนุ่มและพยาบาลจะเดินเข้ามา 

"มาตรวจอาการครับ"ภูวดลเอ่ยบอกคนไข้ก่อนจะจัดการตรวจบาดแผลและบันทึกผลการตรวจ 

"พรุ่งนี้ก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนะครับ" 

"ขอบคุณนะคะคุณหมอ"วนิดาเอ่ยบอกหมอก่อนจะหันไปมองลูกสะใภ้ที่เพิ่งเดินเข้ามา  

คุณหมอหนุ่มหันมองร่างบางพลางย่นคิ้วสงสัยด้วยว่าก่อนจะแยกกันเธอขอตัวไปซื้อข้าวทว่าอยู่ๆธารินก็เดินเข้ามาในห้องนี้ 

ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มให้ผู้เปรียบเสมือนพี่ชาย นึกในใจว่าคงจะต้องอธิบายให้ภูวดลฟังยาวแน่ๆ ถึงกับอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับรอ 

"ยัยหมู...เอ่อ...เหมย ทำไมถึง..."วราธรที่ไม่ได้ใส่ใจคนมาใหม่สักเท่าไหร่หันขวับไปมองเมื่อได้ยินนายแพทย์หนุ่มเอ่ยเรียกธารินราวกับว่าสนิทสนมกันมากมาย 

ผู้ชายคนนี้อีกคนหรอ...เหอะ!ชีวิตเธอมีผู้ชายกี่คนวะ...คิดแล้วก็สงสารเมฆาเพื่อนรักที่จากไป ชีวิตเมฆามีค่ามากกว่าที่จะมาจบลงเพราะความมักมากของผู้หญิงไร้ราคาคนหนึ่ง มือหนากำแน่นอย่างคับแค้นใจทว่าก็ทำอะไรไม่ได้ 

"คุณหมอกับหนูเหมยรู้จักกันหรอจ๊ะ?"คุณหญิงสาวิตรีเอ่ยถามด้วยความสงสัย 

"พี่หมอเป็นพี่ข้างบ้านน่ะค่ะ เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ"หันไปอธิบายต่อหญิงชราแต่คงมีอีกคนที่เธอต้องอธิบายเป็นการใหญ่แน่ๆ สายตานิลจับจ้องน้องสาวอย่างต้องการคำตอบ 

เหอะ!พี่ชายข้างบ้าน แก้ตัวข้างๆคูๆ วราธรคิดในใจพลางแสยะยิ้มสมเพช 

"ออ อย่างนี้นี่เอง" 

"เอ่อ...คุณย่า คุณแม่คะเหมยขอไปคุยกับพี่หมอสักพักนะคะ"หันไปบอกทั้งสองท่านก่อนจะเดินตามร่างหนาออกไป 

 

"อะไรกัน คุณน้าทำแบบนี้ได้ยังไง"ภูวดลนึกหงุดหงิดเมื่อคิดว่าทำไมคนเป็นแม่ถึงทำกับลูกได้ถึงเพียงนี้  

คิดแล้วก็สงสารน้องไม่หาย เธอต้องผ่านอะไรมามากมาย ตั้งแต่เมื่อครั้งอดีตจนถึงปัจจุบันเธอก็ยังคงต้องแบกรับทุกอย่างไว้เพียงคนเดียว เขาล่ะยอมเธอเลยจริงๆ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกลับต้องฝ่าฟันเรื่องแย่ๆมานับครั้งไม่ถ้วน 

"เอาเงินพี่ไปใช้หนี้ก่อน" 

ใบหน้าหวานส่ายปฏิเสธ... 

"ไม่เป็นไรหรอกพี่ขุน เหมยโอเค แล้วอีกอย่างเหมยไม่อยากโดนแม่ดุ" 

"เฮ้อ!ก็เป็นซะแบบเนี้ย มานี่มา"มือหนารั้งร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ด้วยว่าทั้งสองอยู่ภายในห้องตรวจของภูวดลจึงไม่มีใครเห็น 

ชายหนุ่มลูบหัวน้องสาวเบาๆอย่างปลอบประโลม 

"พี่ไม่คิดเลยนะว่าน้องพี่จะเก่งขนาดนี้ ปีนี้ร้องไห้ไปแล้วกี่ครั้งเนี้ยไอ้ขี้แง"เสียงสะอื้นดังขึ้นเบาๆเธอรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้สัมผัสมันมาเป็นเวลาเนิ่นนานหลังจากสิ้นผู้เป็นพ่อไป 

เมื่อตอนพ่อยังอยู่คราใดที่เธอรู้สึกเหนื่อย ท้อ กังวล หรือสิ้นหวังเธอก็ยังมีพ่อให้ซบไหล่และสวมกอดทว่าตอนนี้ไม่มีแล้ว และแม่คงไม่ใช่คนที่เธอจะทำอะไรอย่างนั้นได้ 

"ตาบวมหมดแล้ว"นอกจากบิดาแล้วภูวดลคือผู้ชายอีกคนที่ธารินกล้าร้องไห้ฟูมฟายโดยไม่ได้นึกอาย 

"เหนื่อยมากใช่มั้ย?"ใบหน้าหวานพยักตอบทว่ายังซุกอยู่ที่อกพี่ชายไม่ห่าง 

"นี้ก็นานแล้วนะ กลับห้องได้แล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่ง สามีคงชะเง้อคอมองหาแล้วมั้ง"ยังไม่วายเอ่ยกวนธารินตามนิสัยขี้แกล้งของชายหนุ่มพลอยให้โดนมือบางตีเข้าที่ไหล่อย่างคาดโทษ 

"สามีปลอมๆค่ะ ไม่ได้สำคัญอะไร" 

"พี่ก็ว่าเขาหล่ออยู่นะ สเปคเราไม่ใช่หรอแบบนั้นอ่ะ"กระแซะไหล่ร่างบางเบาๆในระหว่างทางที่เดินไปส่ง 

"หล่อแต่ปากสุนัขไม่รับประทาน แค่หางตาเหมยก็ยังไม่อยากจะเหลือบมอง" 

"บุญตาพี่รึเปล่าเนี้ย ที่เห็นยัยหมูเกลียดใครเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้ ผู้ชายคนนั้นโชคดีชะมัด" 

"พี่ขุนทอง กวนแบบนี้ไงเลยไม่มีแฟนสักที" 

"ใครบอก บ้านพี่หัวกระไดไม่เคยแห้งนะจะบอกให้" 

"ทำไมคะ หมาฉี่ใส่หรอ?"นี้แหละคือตัวตนของเธอที่ไม่ค่อยเปิดเผยให้ใครอื่นได้เห็นนอกจากพ่อและภูวดล 

"ยัยหมู ปากร้ายนักนะ"ร่างบางยิ้มขบขันเมื่อสามารถกวนภูวดลได้สำเร็จ 

บทสนทนาที่บ่งบอกถึงความสนิทสนมนั้นจบลงเมื่อทั้งสองเดินมาหยุดที่หน้าประตูห้องคนไข้ก่อนจะเอ่ยร่ำลากัน 

"ไปอธิบายกันอีท่าไหนล่ะ ถึงได้กลับมาจนฟ้ามืดขนาดนี้"เสียงทุ้มเอ่ยกระแหนะกระแหน ที่พูดแบบนั้นได้ด้วยว่าผู้เป็นย่าและมารดากลับไปแล้ว 

"เรื่องของฉัน"เธอตอบกลับอย่างไม่ได้ใส่ใจนักก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกาย ทว่าไม่นานนักก็ต้องรีบเดินออกมาทั้งๆที่ผมยังไม่แห้งดี 

เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ได้สักพักก็เงียบลง ร่างบางหันมองคนป่วยที่หลับอยู่บนเตียงก่อนจะค่อยๆก้าวเดินไปที่ระเบียง 

"ค่ะแม่" 

(เรื่องเงินว่าไง เมื่อไหร่จะโอนมา)หญิงสาวถึงกลับหลับตาลงช้าๆพลางผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเจ็บปวด ไม่มีเลยสักครั้งที่แม่จะโทรมาแล้วถามว่า เป็นยังไงบ้าง เหนื่อยมั้ย กินข้าวรึยัง มีแต่ถามหาเงินและเงิน 

"อีกสักสองสามวันนะคะแม่ เดี๋ยวเหมยจะโอนไป" 

(อือ แค่นี้แหละ) 

"เดี๋ยวก่อนสิคะแม่"รีบเอ่ยรั้งปลายสาย 

(มีอะไร?) 

"คิดถึงแม่นะคะ" 

(อือ แค่นี้แหละ ฉันไม่ว่าง)เธอเพียงแค่ต้องการคำว่าคิดถึงตอบกลับมาบ้างก็เท่านั้น แต่เธอรู้ดีว่าสิ่งนั้นมันคือสิ่งที่ไม่ควรจะไปหวังเพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในชีวิตเธอ 

สายตาคมทอดมองออกไปยังนอกตึก แม้เวลาจะย่างเข้าเกือบสามทุ่มทว่ารถลายังคงวิ่งสวนกันวุ่นวายไปหมด 

คนบนรถเหล่านั้นคงจะกำลังไปทานข้าวกับครอบครัว หรืออาจจะกำลังกลับบ้านไปนอนดูโทรทัศน์ด้วยกัน...พ่อแม่ลูก แต่เธอพอทำงานเสร็จก็มีเพียงแค่ห้องนอนสี่เหลี่ยมที่เป็นที่พักกายและพักใจ...ไร้ซึ่งครอบครัวให้พักพิง 

ร่างบางหย่อนก้นนั่งลงที่มุมระเบียงห้องก่อนจะปล่อยหยาดน้ำตาออกมาอย่างบ้าระห่ำแต่ไร้ซึ่งเสียงสะอื้นใดๆด้วยว่ากลัวจะเป็นการรบกวนคนไข้และไม่อยากให้วราธรเห็นมุมอ่อนแอของเธอ  

แต่มันกลับไม่ใช่... คนที่เธอคิดว่านอนหลับไปแล้ว แต่ที่จริงเขากลับกำลังทอดมองมาที่เธออย่างใช้ความคิด ยิ่งเห็นร่างระหงสั่นเทาไปทั้งตัวหลังจากเอ่ยพูดสายกับคนที่เขารู้ว่าเป็นใครเพราะก่อนที่เธอจะออกมากดรับเขาได้ชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นและพบว่าปลายสายคือมารดาของเธอ 

แล้วทำไมการได้คุยกับแม่ถึงทำให้เธอร้องไห้ฟูมฟายมากมายขนาดนั้นแถมยังดูเหมือนเจ็บปวดกับอะไรบางอย่างจนแทบจะขาดใจ 

เขายังคงจดจ้องมุมๆหนึ่งของเธอที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนอย่างพิจารณาก่อนจะรีบหลับตาลงเมื่อเห็นว่าเธอลุกขึ้นจากพื้น เตรียมจะเดินกลับเข้ามาแล้วก็หายวับเข้าไปภายในห้องน้ำ 

พอชำระล้างคราบน้ำตาจนหมดสิ้นร่างบางก็เอนกายลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้า ไม่ได้เหนื่อยที่กายหากแต่เหนื่อยที่ใจ 

ถ้าได้คำว่าคิดถึงสักคำจากแม่มันคงจะเยียวยาบาดแผลนั้นให้หายเจ็บปวดทว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆที่จะหวังคำๆนั้นจากผู้เป็นมารดา 

วราธรมองร่างที่นอนหันหลังให้เขาอย่างไม่เข้าใจ 

ในคราแรกที่พบกันดูเหมือนว่าหญิงสาวจะเป็นคนที่เขาอ่านออกได้ง่ายกว่าคนไหนๆที่รู้จักทว่าในตอนนี้เธอกลับเป็นคนที่ซับซ้อนจนไม่อาจเข้าใจได้เลยสักนิด 

จะสนใจทำไมวะ? 

เขารีบสะบัดความคิดต่างๆออกจากหัวสมองก่อนจะพยายามข่มตาให้หลับ 

ไม่อยากจะสนใจเรื่องของเธอแต่ภาพที่หล่อนนั่งร้องไห้ตรงมุมระเบียงมันยังติดตาเขาไม่จางหาย 

เธอเป็นคนยังไงกันแน่...ธาริน 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว