ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 26

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2
แบบอักษร

เฌอริตาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งที่โรงพยาบาล กลิ่นแอลกอฮอล์และย่าฆ่าเชื้อที่ลอยปะทะจมูกในวินาทีแรกที่รู้สึกตัวทำให้เธอแทบไม่ต้องเดาเลยว่ามันคือที่ไหน

พอเธอรู้สึกตัวคนแรกที่ส่งเสียงเรียกคนอื่นๆคือวริศรา พี่สาวแท้ๆของเธอ

“พ่อ!แม่! จูนฟื้นแล้ว”

นางทัดดาวและสามีที่กำลังยืนปรึกษากันหน้าเคร่งเครียดนั้นรีบหันมามองทันที เมื่อเห็นว่าบุตรสาวฟื้นอย่างที่ว่าจริงก็รีบปรี่เข้าไปถามอาการ

มือเหี่ยวย่นลูบศีรษะลูกเบาๆก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “เป็นยังไงบ้างลูก ปวดหัวหรือเปล่า”

“ใครพาหนูมาส่ง...” เสียงหวานที่บัดนี้แหบแห้งเอ่ย ก่อนหน้านี้เธอจำได้ว่าเธอไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล “ก่อนหน้านี้หนูไปหาค็อปที่ห้อง”

“ก็มันนั่นแหละโทรเรียกรถพยาบาลให้ไปรับแก แล้วก็ให้ทางโรงพยาบาลโทรบอกแม่ ดูไอ้สารเลวนั่นมันทำสิ เลิกกันแล้วจะมีน้ำใจให้หน่อยไม่ได้เหรอ” วริศราเปิดปากด่าทออดีตแฟนหนุ่มของน้องขึ้นมาทันที

ในใจของคนฟังนั้นเจ็บจี๊ดขึ้นมา เธอป่วยหนักขนาดนี้เขายังไม่มีแก่ใจจะมาส่งเธอเลย คิดแล้วน้ำตามันก็ไหลลงมาดื้อๆ

“แกจะร้องไห้ให้มันทำไม ก็แค่ไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนึง” คนเป็นพี่เมื่อเห็นน้องร้องไห้ก็อดไม่ได้ที่จะพูด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคีรินไม่เคยทำอะไรให้ตนรู้สึกเลยสักนิดว่าอีกฝ่ายนั้นรักน้องสาวเธอ มีแต่น้องสาวของเธอเองที่ทำทุกอย่างเพื่อเขา

“พี่นัส” พิมพ์มาดาน้องคนสุดท้องเขย่าแขนพี่เชิงบอกให้หยุด เพราะดูแล้วนอกจากคนป่วยจะไม่หยุดร้องไห้ ยังจะร้องหนักกว่าเดิมเสียอีก

“ไหนๆก็เลิกกับมันแล้วก็ดี หลังออกจากโรงพยาบาลฉันจะได้พาไปทำบุญล้างซวย”

“พอเถอะนัส จบแล้วก็ให้มันจบๆไปเถอะลูก” วีรชัยปรามบุตรสาวคนโต รู้ดีว่าเปล่าประโยชน์ที่จะพูดให้เฌอริตาเจ็บช้ำน้ำใจไปมากกว่าเดิม

“คืนนี้หมอบอกให้จูนนอนดูอาการก่อนสักคืนเพราะไข้ขึ้นสูงมาก กลัวว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่” ทัดดาวเปลี่ยนประเด็นไปเสียดื้อๆ “เดี๋ยวคืนนี้แม่เฝ้าเอง”

“ไม่ต้องหรอกหนูอยู่ได้” เฌอริตาเช็ดน้ำตาออกก่อนจะเงยหน้าบอกมารดา “ห้องรวมแบบนี้แออัดจะตาย แม่กลับไปนอนบ้านเถอะ”

“แล้วเราจะอยู่ได้เหรอ” ถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ

“อยู่ได้ แค่คืนเดียวเอง” เธอฝืนยิ้มออกมาเพื่อให้ครอบครัวสบายใจ

เมื่อหมดเวลาเยี่ยมแล้วสมาชิกในครอบครัวทั้งสี่คนก็เดินทางกลับไปพักผ่อนที่บ้านตามคำขอร้องของเธอ พยาบาลในวอร์ดเริ่มปิดไล่ปิดไฟจนกระทั่งเหลือแค่บริเวณเคาน์เตอร์ด้านหน้า

แม้บริเวณเตียงนอนความมืดจะปกคลุมแล้วแต่เธอกลับนอนไม่หลับ ร่างบางนอนมองเพดานที่มืด จิตใจของเธอฟุ้งซ่านไปหมดเพราะคิดถึงคำพูดของพี่สาวตลอดเวลา

เขาไม่มาส่งเธอจริงๆหรือ เขาไม่เป็นห่วงว่าเธอจะเป็นอะไรไปจริงๆหรือ ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน เวลาทั้งหมดของชีวิตเธอทุ่มเทให้เขาเสียเป็นส่วนใหญ่จนไม่ได้เก็บมันมาคิดเล็กคิดน้อย

“ที่ผ่านมามีแค่ฉันคนเดียวเหรอที่รู้สึกเหรอ” เธอพึมพำอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืดมิด “ฮึก นายไม่เคยรักฉันเหมือนที่ฉันรักนายเลยหรือไง”

น้ำใสๆไหลลงจากหางตาไม่ยอมหยุด ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งเจ็บแต่มันหยุดคิดไม่ได้เลย มันยากที่จะยอมรับความเป็นจริงว่าต่อไปนี้ชีวิตเธอจะไม่มีเขาแล้ว จะต้องกลับมาใช้ชีวิตคนเดียวแล้ว

ทำใจยากเหลือเกิน...

 

 

นอนพักรักษาตัวอยู่บ้านต่ออีกสองวันเธอก็กลับมาเรียนตามปกติ แม้จะเป็นการเรียนปีสุดท้ายแล้วแต่คณะของเธอก็ยังคงเรียนหนักเหมือนเคย

“นี่ชีททั้งหมดช่วงที่แกไม่ได้มาเรียน” อชิรญาโยนชีทหนึ่งกองให้เพื่อนก่อนจะบ่นยืดยาว “เรียนโคตรเยอะ อยู่ปีสี่แล้วยังจะต้องมานั่งเรียนเหมือนเด็กปีหนึ่งเลย”

“ขอบคุณนะที่เก็บไว้ให้ แล้วก็ขอโทษที่ต้องลำบากพวกแก” เธอเอ่ยขอบคุณและขอโทษในคราวเดียว

“โอ๊ย แกจะขอบคุณทำไม เพื่อนกัน” เนตรสุดาเอ่ยขึ้นพร้อมกับตบไหล่เพื่อน “แกขอบคุณพวกฉันด้วยการไม่ทำหน้าเศร้าก็พอ”

“หน้าฉันเศร้าขนาดนั้นเลยเหรอ” เฌอริตาถามด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กน้อย เธอก็ว่าตัวเองทำหน้าตาปกติแต่ทำไมเป็นอย่างนั้นไปได้

“ใช่จ้ะแม่คุณ ทำหน้าเศร้าเป็นหมาหงอยเลย ดูสิหน้าไม่แต่งหน้ามานี่ฉันจะคิดว่าศพเดินได้แล้วนะ” นันทิดาเอ่ยแซวซึ่งก็พอช่วยเรียกเสียงหัวเราะจากเจ้าตัวได้บ้าง

ขณะกำลังนั่งคุยกันอยู่นั้นจู่ๆคีรินและพีรดาผู้หญิงคนใหม่ของเขาก็เดินผ่านหน้าโต๊ะเธอไป ชายหนุ่มทำเป็นไม่เห็นและหยอกล้อกับสาวรุ่นน้องต่ออย่างถึงเนื้อถึงตัว แววตาดูมีความสุขแตกต่างกับตอนที่อยู่กับเธอสิ้นเชิง

“วันนี้แพรไปนอนค้างห้องพี่นะ ขี้เกียจกลับบ้าน” พีรดานั้นสังเกตเห็นอีกฝ่ายจึงจงใจพูดเยาะเย้ยขึ้นมา

“ได้สิ แพรเป็นเมียพี่ จะแวะมาเมื่อไหร่ก็ได้”

ประโยคที่ทั้งคู่โต้ตอบกันนั้นดังพอที่จะทำให้กลุ่มของห้าสาวได้ยินเต็มสองรูหู เฌอริตานั้นเบือนหน้าหนีไม่อยากฟังเพราะรู้ดีว่าสาวรุ่นน้องจงใจเยาะเย้ยเธอ

“หน้าด้าน!” อชิรญาโพล่งออกมาเสียงดังก่อนจะจ้องเขม็งไปที่พีรดา “หญิงเลว ชายชั่ว!”

“อายพอเถอะ” เฌอริตารีบเข้าไปปรามเพื่อนเพราะคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นเริ่มหันมาให้ความสนใจ

ด้านพีรดาที่ตอนแรกคิดว่าจะมาเยาะเย้ยแต่กลับโดนตะโกนด่ากลับแทนเสียได้ ดึงแขนแกร่งให้เดินไปข้างหน้าแต่คีรินไม่ยอมไป เขายืนอยู่กับที่ก่อนจะตะโกนโต้กลับ

“จูน เธอช่วยบอกเพื่อนเธอด้วยว่าให้แยกแยะให้ออก ฉันไม่ได้เลิกกับเธอเพราะน้องเขา”

“แยกแยะเหรอ แยกแยะอะไรอะค็อปเตอร์ ที่ผ่านมาเพื่อนฉันจงรักภักดีกับแกมาตลอด แล้วดูสิ่งที่แกทำกับเพื่อนฉันดิ อย่ามาตอแหลว่าไม่ได้เลิกกับจูนเพราะอีเด็กนี่ ฉันมีหลักฐานว่าแกไปคั่วกับมันที่ไหนมาบ้างจะดูมั้ยล่ะ” อชิรญาเองก็โต้กลับอย่างเผ็ดร้อน ทำไมพวกเธอจะต้องอายในเมื่อคนที่ผิดไม่ใช่เฌอริตา

“พี่ค็อปไปเหอะ อย่าไปเสียเวลาเถียงเลย” เมื่อเห็นว่าเถียงไปก็มีแต่เธอและเขาที่เสีย พีรดาจึงรั้งแขนหนุ่มรุ่นพี่ให้เดินออกไปจากบริเวณนั้นโดยเร็ว

พอพ้นหลังสองคนนั้นแล้วอชิรญาก็แสยะยิ้มอยากพึงพอใจ อะไรก็ได้ที่ทำให้เพื่อนเธอหายคับแค้นใจไปบ้างเธอก็จะทำ คนอย่างคีรินและพีรดาสมควรแล้สที่จะโดนแบบนี้

“จูน ทีหลังถ้าอีกเด็กเวรนั่นมันพูดข่มแกอีกแกตะโกนด่ามันกลับเลยนะ อย่าไปทำหงอให้มันได้ใจ”อารยาเอ่ยขึ้นบ้าง

เฌอริตาทำได้เพียงแค่ยิ้มเจื่อนๆ ใจจริงเธออยากจะให้ทั้งคู่เดินผ่านไปเฉยๆเสียด้วยซ้ำเพราะตอนนี้สภาพจิตใจเธอยังไม่เข้มแข็งพอจะทำอย่างนั้น แต่ก็เข้าใจในความหวังดีของเพื่อนอยากแก้แค้นให้ จึงต้องเออออตามสถานการณ์ไปก่อน

 

 

เพราะชีวิตที่ไม่มีคีรินนั้นทำให้หญิงสาวไม่คุ้นชิน การเดินทางไปเรียนและเดินทางกลับบ้านด้วยตนเองในรอบระยะเวลาสามปีมันทำให้เธอไม่ชินเอาเสียเลย

วันนี้หลังเลิกเรียนก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เธอต้องเดินทางกลับบ้านเอง ร่างบางในชุดนักศึกษาเดินไปรอรถเมล์ที่ป้ายหน้ามหาวิทยาลัยที่บัดนี้ไม่มีคนแล้ว แถมยังไม่มีไฟเลยสักดวง

เอกของเธอนั้นเรียนช่วงเย็นถึงค่ำเสียเป็นส่วนใหญ่ทำให้เลิกเรียนดึกกว่าเอกอื่นๆ กว่าจะเลิกเรียนก็ปาไปสองทุ่มเกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว ซึ่งปกติจะมีคีรินมาคอยรับอยู่หน้าตึกแต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว

ขณะนั่งรอรถก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย น้ำตาเตรียมจะไหลออกมาอีกรอบแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของคนเดินมาใกล้ๆ

“จูน...” เสียงทุ้มที่เรียกทำให้เจ้าของชื่อต้องรีบหันกลับไปมอง “มานั่งทำอะไรมืดๆตรงนี้”

“วาริศเองเหรอ” เธอเพ่งมองอีกฝ่ายจึงจำได้ว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมคณะ แต่เรียนคนละเอก เคยคุยด้วยเมื่อนานมาแล้วสมัยที่เพิ่งเข้ามาปีหนึ่งใหม่ๆ

“ยังเรียกเหมือนเดิมเลยนะ” ชายหนุ่มระบายยิ้มออกมา “มานั่งทำอะไรตรงนี้ มันเปลี่ยวนะ”

“รอรถเมล์น่ะ”

“จูนเนี่ยน้า” เขาถอนหายใจก่อนจะหัวเราะ “ป้ายรถเมล์เขาย้ายไปตรงนู้นแล้ว มายืนตรงนี้มันไม่จอดหรอก” เขาชี้มือไปด้านหน้า “เดินไปพร้อมว่านก็ได้ ว่านกำลังจะไปพอดี”

“อ้าวเหรอ เราไม่รู้” เธอทำหน้าเหลอหลาก่อนจะสะพายกระเป๋าและลุกขึ้นยืน “งั้นเราไปพร้อมวาริศก็ได้”

สองหนุ่มสาวเดินคู่กันไปเงียบๆเพราะต่างคนต่างไม่รู้จะพูดอะไร วาริศเห็นว่าเธอเงียบจึงเอ่ยถามขึ้นมา

“แล้ววันนี้ค็อปเตอร์ไม่มารับเหรอ ปกติไม่เคยเห็นจูนขึ้นรถเมล์”

คำถามของเขานั้นทำเอาเธอสะอึกเล็กน้อย แต่เธอไม่โกรธอีกฝ่ายเพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าเธอกับเขาเลิกกันแล้ว

“เราเลิกกับค็อปแล้วนะ” เธอตอบก่อนจะหันมายิ้มให้อีกฝ่าย “ต่อจากนี้คงต้องกลับบ้านเอง”

“ขอโทษนะ” วาริศหน้าจ๋อย นึกอยากจะตีปากตัวเองที่ถามไม่เข้าเรื่อง

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องคิดมากเราไม่ได้โกรธหรอก”

“เศร้ามั้ย” เขาถามกลับ

“ก็เศร้าแหละ คบกันมาตั้งนานแล้วอยู่ๆก็ดันเลิกกัน” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา มันคงจะดูไม่น่าเชื่อหากจะบอกว่าเธอไม่รู้สึกอะไร “ทำยังไงได้ล่ะเนอะ เขาไม่รักยื้อไปก็เปล่าประโยชน์”

“แล้วคิดจะมีแฟนใหม่ยัง” อีกฝ่ายถามทีเล่นทีจริง “ถ้าผู้ชายในคณะรู้ต้องมาจีบจูนหลายคนแน่เลย”

“ตลกแล้ว เราไม่ได้ฮอตอะไรเลย” เธอหัวเราะกับคำพูดของเขา แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อรถเมล์ที่ผ่านหน้าปากซอยบ้านเธอก็แล่นมาจอดที่ป้ายพอดี จึงต้องรีบวิ่งไปให้ถึงป้ายซึ่งห่างออกไปไม่ไกล

“รถมาพอดีเลย เรากลับก่อนนะวาริศ” เธอหันมาโบกมือหยอยๆให้ก่อนจะวิ่งซอยเท้าแล้วหายขึ้นไปบนรถเมล์ ปล่อยให้ชายหนุ่มมองตามไปจนลับสายตา

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว