facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ที่เขาแสนชังผู้นั้นด้วย!

ตอนที่ 19 ห่านตัวเดียวทำให้เกิดคดีเลือด

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 ห่านตัวเดียวทำให้เกิดคดีเลือด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 ห่านตัวเดียวทำให้เกิดคดีเลือด
แบบอักษร

 

เมื่อนางหลี่เอ่ยวาจานี้ออกไป ห้องทั้งห้องก็เงียบลงทันที 

เจินอวี้เห็นท่าทางร้อนรนเช่นนั้นของนางหลี่ก็โกรธจนตาแดงก่ำ ไม่มองแม้แต่หน้าญาติผู้พี่ที่มิเคยเห็นมาก่อน นางดึงเจินปิงไปตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่า “หลานน้อมทักทายท่านย่าเจ้าค่ะ” 

ทั้งสองต่างคารวะไปทีละคนเช่นเดียวกันกระทั่งถึงเจี่ยงเฉิน ผู้หนึ่งอ่อนโยน ผู้หนึ่งเย็นชา แต่กลับไม่มีท่าทางร้อนรนอย่างนางหลี่แม้แต่น้อย  

ฮูหยินผู้เฒ่าจึงกดข่มความไม่พอใจนั้นไว้ สถานการณ์เช่นนี้ มิอาจตำหนิต่อว่าอย่างไม่ไว้หน้าได้จริงๆ อย่างน้อยการแสดงออกของหลานสาวทั้งสองก็มิได้ทำให้จวนปั๋วต้องขายหน้า 

นางเจี่ยงชำเลืองมองนางหลี่อย่างมีนัยยะลึกซึ้งบางอย่าง มุมปากกระตุกยกขึ้น 

แน่นอนว่านางเข้าใจดีว่านางหลี่มีความคิดอันใดอยู่ 

ความจริงนายท่านรองรับราชการอยู่ข้างนอกตลอดเวลา อนาคตในภายหน้าก็คงไม่เลว หมั้นหมายให้เป็นคู่หลานชายก็มิใช่ทำไม่ได้ เพียงแต่อุปนิสัยของนางหลี่นั้นมิอาจพาไปร่วมงานพิธีใดๆ ได้ ทั้งยังเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยา 

เมื่อคิดถึงภรรยาคนแรกของนายท่านรอง คนผู้นั้นชาติกำเนิดสูงส่ง ท่าทางสง่างาม มีทุกสิ่งทุกสิ่งเหนือนางทั้งสิ้น ครั้นหันมองคนใจแคบและมักได้เช่นนางหลี่แล้ว นางเจี่ยงพลันรู้สึกบอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร 

ฮูหยินผู้เฒ่ายกถ้วยชาขึ้นจิบไปคำหนึ่ง 

ม่านสีน้ำเงินขยับเคลื่อน สิ่งแรกที่เห็นคือกระโปรงหม่าเมี่ยนสีฟ้าอ่อนจับจีบดั่งคลื่นน้ำเป็นชั้นๆ แล้วจึงปรากฎปลายรองเท้าฟ้าอ่อนปักลายห่านเหลืองต้อนรับวสันต์ ตามติดด้วยมือเรียวยาวที่แหวกม่านเปิดออก คุณหนูสามเจินจิ้งเดินเข้ามา  

 ร่างทั้งร่างของนางล้วนจมอยู่ในสีฟ้าอ่อนและแก่ซึ่งรับกับหน้าผากนูนนั้นเป็นอย่างดี คางเรียวเล็กขับเน้นให้นางงดงามและสุขุม 

เจินเมี่ยวมองตามทางที่เจินจิ้งเดินไปอย่างไม่รู้ตัว 

นางไม่ได้เห็นเจินจิ้งนาน เพียงได้ยินแว่วๆ ว่านางหมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว เป็นจิ้นซื่อในปีนี้ซึ่งเกิดจากตระกูลที่มีฐานะยากจน 

เจินจิ้งคล้ายสัมผัสได้ถึงสายตาของเจินเมี่ยว จึงเหลือบม่านตาขึ้นเล็กน้อย สบตานางอย่างรวดเร็วคราหนึ่ง แล้วน้อมทักทายผู้อาวุโสตามธรรมเนียม 

ไม่ทราบด้วยเหตุใด เจินเมี่ยวถึงรู้สึกว่าแววตาเช่นนั้นมันทำให้คนรู้สึกหนาวสั่นอยู่ข้างใน 

นางเจี่ยง ฮูหยินใหญ่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เอ่ยเสียงขรึมว่า “เหตุใดจึงเพิ่งมายามนี้” 

เจินจิ้งก้มศีรษะต่ำ “ท่านแม่โปรดอภัย ข้าปักผ้าจนลืมเวลาไปเจ้าค่ะ” 

นางเจี่ยงยังมิทันได้พูด ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยขึ้นว่า “เอาเถิด” กล่าวพลางกวาดสายตาไปทั่ว แล้วเอ่ยถาม “นายท่านผู้เฒ่าเล่า” 

นายท่านรองอยู่ข้างนอกตลอดทั้งปี วันนี้ซื่อจื่อมีธุระมิได้กลับจวน นายท่านสามถูกกักบริเวณ ว่าไปแล้วผู้อาวุโสซึ่งเป็นบุรุษที่จะมาร่วมกินอาหารค่ำในวันนี้ได้มีเพียงนายท่านผู้เฒ่าคนเดียวเท่านั้น 

ไป๋เสาที่ยืนอยู่ด้านหลังฮูหยินผู้เฒ่าออกอาการลังเลเล็กน้อย 

“พูดเถิด” เมื่อเอ่ยถึงนายท่านผู้เฒ่า ฮูหยินผู้เฒ่าก็ต้องเอามือก่ายหน้าผากด้วยความเคยชิน 

“คือ...บ่าวส่งคนไปเชิญนายท่านผู้เฒ่าแล้วเจ้าค่ะ แต่ได้ความกลับมาว่า...ว่านายท่านผู้เฒ่าไปสำนักไท่พู[1]ยังไม่กลับมาเจ้าค่ะ” 

“สำนักไท่พูรึ” 

ไป๋เสามีอาการลำบากใจมากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ยังคงพูดความจริงออกมา “ห่านที่นายท่านผู้เฒ่าเพิ่งได้มาใหม่ไม่ทราบถูกผู้ใดทำร้ายอยู่ในสวน นายท่านผู้เฒ่าจึงรีบร้อนไปสำนักไท่พูให้ท่านหมอหม่ารักษาเจ้าค่ะ” 

ภายในห้องเงียบสงบยิ่ง 

ริมฝีปากฮูหยินผู้เฒ่ากระตุกคราหนึ่ง 

ตาแก่ชั่วช้า! นางเอ่ยด่ารุนแรงในใจเสียงหนึ่งทว่าภายนอกกลับมิอาจกล่าวอันใด เพียงถามว่า “ผู้ใดไปกับนายท่านผู้เฒ่า” 

“ผิงอานเจ้าค่ะ” 

ฮูหยินผู้เฒ่าดื่มชาไปอีกคำอย่างเงียบขรึม “เช่นนั้นทุกคนก็รอสักครู่เถิด” 

คนของสำนักไท่พูก็น่าจะเลิกงานแล้วเช่นกัน 

“เหยียนเกอ ท่านย่าของเจ้าสบายดีหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที 

กาลก่อนนั้นนางจย่า ย่าของเจี่ยงเฉินนั้นเป็นหญิงที่เลื่องชื่ออย่างมากในเมืองหลวง และมีความสัมพันธ์ไม่เลวนักกับฮูหยินผู้เฒ่า 

“ขอบพระคุณฮูหยินผู้เฒ่าที่ใส่ใจขอรับ ท่านย่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาก ครานี้ที่ข้าเข้าเมืองหลวงมายังกำชับให้ถามไถ่สุขทุกข์ท่านด้วยขอรับ” เจี่ยงเฉินเอ่ยอย่างสุขุม 

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ดีแล้ว” 

ผู้อาวุโสในห้องนี้ล้วนรุมล้อมเข้ามาถามไถ่เจี่ยงเฉินเพื่อฆ่าเวลา โดยเฉพาะนางหลี่นั้นถามมากที่สุด 

เจี่ยงเฉินมิได้เผยแววรำคาญแม้เพียงน้อยนิด 

เจินอวี้กลับอดกลั้นโทสะไว้ไม่ได้ นางจิกผ้าเช็ดหน้าตน เอ่ยถามเฉินปิงเสียงต่ำอย่างแค้นเคืองว่า “ท่านแม่กำลังทำสิ่งใดกัน” 

เจินปิงถอนหายใจอย่างไม่ทราบจะทำเช่นไร “ท่านแม่ก็แค่ทำเพราะเป็นห่วงพวกเรา ช่างเถิด” 

เจินอวี้ก้มหน้าต่ำ น้ำตาแทบจะไหลออกมา “นี่นับเป็นอันใดได้ ทำประหนึ่งพวกเราจะแต่งออกไปไม่ได้กระนั้น ทำให้คนขบขันเสียมากกว่า! แม้เขาจะมีฐานะเป็นซื่อจื่อ แต่เราก็เป็นบุตรภรรยาเอก มิได้ต่ำกว่าผู้ใดสักนิด! ” 

เจี่ยงเฉินมีความสามารถโดดเด่น เป็นเด็กหนุ่มที่งดงามดุจหยก ความจริงคงไม่มีเด็กสาวคนใดรังเกียจ เพียงแต่นางหลี่กระทำการเร่งร้อนเช่นนี้ เจินอวี้เป็นคนทะนงตน จึงทำให้เกิดการต่อต้านขึ้นในใจ 

เจินปิงกลับไม่เป็นเช่นนั้น อุปนิสัยนางเดิมอ่อนโยน เข้ากับคนง่าย แม้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนางหลี่ แต่ก็มิได้ต่อต้านอย่างรุนแรงปานนั้น 

อีกอย่างนางก็รู้แก่ใจดี นางเป็นพี่สาว หากนางหลี่มีแผนการก็คงต้องคิดเพื่อนางก่อน... 

ครั้นมองดวงตาที่แฝงด้วยรอยยิ้ม ท่าทางอ่อนโยนสุภาพนั้นแล้ว หัวใจของนางก็พลันเต้นถี่ขึ้นมาหลายครา แต่กลับได้ยินเจินอวี้เอ่ยเสียงต่ำว่า “มีอันใดดีกัน แค่ผู้ที่ตัดสินคนจากรูปโฉม พี่ห้าท่านมิเห็น ตอนที่เดินเข้ามา ข้าเห็นญาติผู้พี่นั้นกำลังมองเจินเมี่ยวอยู่ไม่ผิดแน่! ” 

เจินปิงพลันหน้าซีดเผือดไปชั่วขณะหนึ่ง 

สองพี่น้องมาช้า จึงยืนอยู่ตรงมุมห้อง เจินจิ้งซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนักได้ยินคำว่า ‘เจินเมี่ยว’ ดวงตาก็ไหวระริกคราหนึ่ง 

เวลานี้เจินเมี่ยวไม่มีแก่ใจฟังผู้คนสนทนากันแล้ว เมื่อนางนึกไปถึงท่านปู่ที่อุ้มห่านบาดเจ็บใกล้ตายไปรักษาที่สำนักไท่พูก็รู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง ในใจได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกเลย 

ผู้ใดจะทราบลางดีมักไม่เป็นจริง ลางร้ายกลับเป็นจริงเสมอ ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ[2] ผิงอานบ่าวรับใช้ที่ติดตามนายท่านผู้เฒ่าไปนั้นกลับมารายงานด้วยใบหน้าเหลืองซีดดุจก้อนดิน “ฮูหยินผู้เฒ่าขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ” 

“นายท่านผู้เฒ่าเป็นอันใด” ฮูหยินที่กำลังถือถ้วยชาอยู่ในมือเอ่ยถามอย่างมิได้แตกตื่นอันใดนัก 

ผิงอานเช็ดเหงื่อตน เอ่ยตะกุกตะกักว่า “นายท่านผู้เฒ่าถูกม้าเตะสลบขอรับ! ” 

ฮูหยินผู้เฒ่ามือสั่นจนน้ำในถ้วยชากระฉอกออกมารดเปียกแขนเสื้อแต่ก็มิได้ใส่ใจ นางรีบเอ่ยถามต่อทันที “บอกมาว่าเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วนายท่านผู้เฒ่าเล่า! ” 

ผิงอานมิกล้าชักช้า รีบบอกออกไปอย่างร้อนรน “นายท่านผู้เฒ่าไปสำนักรักษาอาชาไท่พูเพื่อให้หมอรักษาอากุ้ย ประจวบเหมาะที่วันนี้เป็นเวรของท่านหมอหนิว ผู้ใดจะทราบท่านหมอหนิวเพียงบอกว่ารักษาได้แค่ม้า ไม่อาจรักษาห่าน นายท่านผู้เฒ่ามิใส่ใจ จะให้ท่านหมอหนิวรักษาให้ได้ ท่านหมอหนิวกล่าวว่าสภาพเช่นนั้นของอากุ้ย ฆ่ากินเนื้อจึงเป็นเรื่องถูกต้อง นายท่านผู้เฒ่าได้ฟังก็โกรธมาก จึงยกเท้าขึ้นเตะม้าสีนิลที่ท่านหมอหนิวกำลังรักษาอยู่ ผู้ใดจะทราบ...ม้าสีนิลที่นอนประหนึ่งม้าใกล้ตายนั้นจะกระโดดขึ้นมาเตะนายท่านผู้เฒ่าจนหมดสติไป! ” 

ได้ฟังเรื่องราวที่เหลวไหลเพียงนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าโมโหจนหัวใจเจ็บแปลบ แต่ก็ทราบดีว่าต่อให้นายท่านผู้เฒ่าจะไม่ได้ความเพียงใดก็ยังเป็นผู้นำของจวนปั๋ว จึงรีบกดข่มความเบื่อหน่ายในจิตใจเอ่ยถามออกไปว่า “ยามนี้นายท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างไรแล้ว อาการหนักหรือไม่” 

“ท่านหมอหนิวหามนายท่านผู้เฒ่าไปเรือนท่านหมอหม่าแล้วขอรับ ท่านหมอหม่าบอกว่าอาการไม่ค่อยดีนัก ยามนี้ไม่สะดวกให้เคลื่อนย้ายจึงให้ข้าน้อยมารายงานก่อนขอรับ” 

เจินเมี่ยวฟังแล้วกำกระโปรงแน่น 

จบกัน จบกัน หรือเป็นเพราะว่านางไปตีห่านตัวนั้นจึงต้องแลกด้วยชีวิตของท่านปู่? 

นี่เป็นเคราะห์ร้ายเมื่อชาติใดกัน ตอนนั้นนางแค่งีบหลับอยู่ใต้ต้นไม้เท่านั้น! 

 

------ 

[1] สำนักไท่พู หน่วยงานราชการในสมัยโบราณของจีน รับผิดชอบเรื่องปศุสัตว์ม้าทหาร 

[2] เค่อ หน่วยนับเวลาของจีน โดย 1 เค่อเทียบเท่า 15 นาที 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว