facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ที่เขาแสนชังผู้นั้นด้วย!

ตอนที่ 18 ญาติผู้พี่

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 ญาติผู้พี่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 ญาติผู้พี่
แบบอักษร

 

เจินเมี่ยวเจ็บจนกัดฟันแยกเขี้ยว 

จื่อซูเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ตอนคุณหนูปีนต้นไม้ เหตุใดจึงไม่รู้สึกเจ็บเล่าเจ้าคะ” 

พูดพลางหมุนกายเดินไปหยิบยาห้องข้างๆ 

เจินเมี่ยวยิ้มหน้าม้าน มองเชวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังเปิดกล่องไม้ดอกหลีเลือกเครื่องประดับอย่างจริงจังจึงอดถามไม่ได้ว่า “เชวี่ยเอ๋อร์ เหตุใดตอนนั้น...เจ้าถึงวิ่งหนี” 

เชวี่ยเอ๋อร์หวาดกลัวเล็กน้อย “คุณหนู ท่าน ท่านคงไม่ตำหนิบ่าวใช่ไหมเจ้าคะ” 

“ไม่ ข้าเพียงแปลกใจว่าเจ้าเอาความกล้ามาจากที่ใด” เจินเมี่ยวเอ่ย 

เชวี่ยเอ๋อร์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เอ่ยตามตรงด้วยใบหน้าเขินอาย “บ่าวขี้ขลาดอย่างยิ่งเจ้าค่ะ แต่ไม่ทราบจะตอบนายท่านผู้เฒ่าอย่างไรจึง...จึงตกใจวิ่งหนีไปเจ้าค่ะ” เอ่ยถึงตรงนี้ก็ผ่อนเสียงเบาลงแล้วกล่าวเสริมว่า “อย่างไร...อย่างไรนายท่านผู้เฒ่าก็ไม่รู้จักบ่าว...” 

เจินเมี่ยวได้แต่จุดเทียนไว้อาลัยให้กับนายท่านผู้เฒ่าอยู่เงียบๆ 

จื่อซูถือยากลับมา ถลกขากางเกงขึ้นแล้วทายาให้นาง 

รอยขีดข่วนไขว้กันเป็นแถวบนผิวขาวราวหิมะของนาง มองแล้วพาให้ตกใจยิ่ง 

จื่อซูขมวดคิ้วแน่น ทายาพลางเอ่ยว่า “หากเป็นเช่นนี้ เกรงว่าจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ยิ่งนัก บ่าวจำได้ว่า ฮูหยินผู้เฒ่ามียาทาผิวที่ได้รับพระราชทานมาจากในวัง” 

เจินเมี่ยวเจ็บจนต้องเม้มปาก ไม่ส่งเสียงสักคำ รอจนจื่อซูทาเสร็จจึงเอ่ยว่า “ช่างเถิด มิจำเป็นต้องทำให้ท่านย่าตกใจ” 

นางกลัวนายท่านผู้เฒ่าจะทราบว่านางคือคนที่ทำร้ายเจ้าห่านนั้นมากกว่ารอยแผลเป็นเสียอีก 

เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้วก็ดื่มชาอุ่นสักหลายอึก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว เจินเมี่ยวก็คว้ามือจื่อซูไว้เพื่อให้พยุงตน เพราะขาเจ็บ น้ำหนักตัวถึงครึ่งจึงอยู่ที่จื่อซู พวกนางค่อยๆ เดินไปยังเรือนหนิงโซ่ว ระหว่างทางพบเข้ากับเจินปิงเจินอวี้สองพี่น้อง 

เจินปิงอุปนิสัยอ่อนโยน แม้มิได้สนิทกับเจินเมี่ยว มารยาทที่ควรมีกลับมิเคยขาดตก ยามนั้นจึงเอ่ยทักทายก่อน “สายัณห์สวัสดิ์ พี่สี่” 

เจินเมี่ยวเจ็บไปทั่วร่าง น้ำเสียงจึงอ่อนระโหยโดยไม่รู้ตัว “สายัณห์สวัสดิ์น้องห้า น้องหก” 

เมื่อได้ยินเสียงนาง เจินอวี้ก็แค่นหัวเราะคราหนึ่ง “เหตุใดวันนี้พี่สี่ถึงได้อ่อนแอปานยอดหลิวต้องลมเล่า หรือคิดจะทำให้ผู้คนเกิดความสงสาร การทำท่าทางเช่นนี้ในยามนี้ ออกจะใจร้อนเกินไปหน่อยกระมัง”นางกล่าวพลางจ้องมองเจินเมี่ยวเขม็งด้วยท่าทางไม่ยี่หระอย่างยิ่ง 

“วาจาน้องหกนั้น ข้าฟังไม่เข้าใจนัก” 

เจินอวี้เชิดคางขึ้นเล็กน้อย กำลังรอให้เจินเมี่ยวพูดจบแล้วตนจะกล่าวประชดอีกหนึ่งคำรบ คิดไม่ถึงเจินเมี่ยวจะพูดน้ำเสียงแผ่วเบามาเพียงประโยคเดียว ก็ให้จื่อซูพยุงเดินต่อไปด้วยท่าทางอ่อนแอดุจกิ่งหลิวยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้เสียอีก 

เจินอวี้คล้ายใช้กำปั้นต่อยลงไปบนปุยนุ่นก็มิปาน รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นในใจ จ้องมองเงาด้านหลังที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปทุกขณะนั้นเขม็ง 

“น้องหก เหตุใดเจ้าถึงชอบประชดประชันพี่สี่” เจินปิงกระตุกแขนนางคราหนึ่ง 

“พี่ห้า หรือว่าท่านชอบนาง” 

เจินปิงจัดเสื้อผ้าให้เจินอวี้ เอ่ยเสียงเรียบว่า “มิอาจพูดเรื่องชอบหรือไม่ชอบ อย่างไรก็เป็นพี่น้องในจวนเดียวกัน ทะเลาะกันรุนแรงขึ้นมาก็มีแต่จะเป็นที่ขบขันของคนภายนอก” 

เจินอวี้เอ่ยเสียงอ่อนลงว่า “พี่ห้าวางใจ อยู่ข้างนอกข้าย่อมรู้จักแยกแยะ อีกอย่าง พวกเราคิดว่าเป็นพี่น้องจวนเดียวกัน นางไหนเลยจะคิดเช่นนั้น หลายเดือนก่อนทำเรื่องน่าอายมากแล้วยังพอทำเนา แต่เมื่อไม่กี่วันนี้กลับทำเรื่องเหลวไหลขึ้นมาอีก จวนปั๋วของเขาต้องอับอายขายหน้าไม่มีชิ้นดี ยามนี้ท่านอาสามกับอาสะใภ้ก็ถูกกักบริเวณ คงอดเสแสร้งทำตัวน่าสงสารเอาไว้ไม่ได้ ต้องเป็นเพราะญาติผู้พี่ที่มาใหม่อะไรนั้นเป็นแน่!” 

เจินปิงเบิกตาอ้าปากค้าง “น้องหก วาจานี้มิอาจกล่าวเหลวไหล” 

ระหว่างทางเจินเมี่ยวก็พบเข้ากับคุณหนูรองเจินเหยียน 

เจินเหยียนมองเจินเมี่ยวด้วยความสงสัยคราหนึ่ง จึงเอ่ยถามว่า “น้องสี่เป็นอันใดหรือ” 

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพี่สาวแท้ๆ เจินเมี่ยวมิอาจตอบอย่างขอไปทีได้ จึงเอ่ยอึกๆ อักๆ ว่า “ไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก” 

เจินเหยียนกลับเข้าใจผิดไปว่าเจินเหยียนมีระดู จึงเอ่ยถามสีหน้าจริงจัง “นี่เป็นครั้งแรกใช่หรือไม่” 

“หา?” เจินเมี่ยวมึนงงเล็กน้อย 

เจินเหยียนกลับเข้าใจว่านางเขินอาย จึงเอ่ยปลอบ “น้องสี่ไม่ต้องกังวล นี่บ่งบอกว่าเจ้าเจริญวัยแล้ว คราวหน้าข้าจะบอกข้อควรระวังอย่างละเอียดให้แก่เจ้า” 

พูดพลางกวาดตามองจื่อซู เอ่ยอย่างเข้มงวดว่า “จื่อซู สองสามวันนี้ดูแลคุณหนูสี่ให้ดี อย่าให้นางได้รับไอเย็น” 

“เจ้าค่ะ” จื่อซูลอบเม้มปากตน 

เจินเมี่ยวเข้าใจทุกอย่างแล้ว แม้จะขบขันอยู่บ้าง แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา 

แม้นางจะมีความทรงจำของร่างเดิม แต่มิอาจสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของนาง อีกอย่างในความทรงจำนั้น ความรักที่มีต่อญาติพี่น้องของร่างเดิมได้ถูกความอยากเอาชนะกลบเสียจนจืดจางหมดแล้ว 

ทว่ายามนี้ หน่ออ่อนของเมล็ดพันธุ์ที่เรียกว่าความชิดใกล้ฉันพี่น้องนั้นค่อยๆ ตื่นขึ้นมาในหัวใจแล้ว ไม่ทราบเป็นนางหรือร่างเดิมกันแน่ที่ละเลยสิ่งนี้ไป ช่างมันเถิด แค่เพียงเดินไปตามหัวใจก็พอแล้ว 

เมื่อเข้าไปในเรือนหนิงโซ่ว เสียงพูดคุยหัวเราะภายในห้องค่อยๆ เบาลง ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามหน้าไม่เปลี่ยนสีว่า “เจ้ารอง เจ้าสี่มาแล้ว” 

“น้อมทักทายท่านย่า” สองพี่น้องเริ่มทักทายฮูหยินผู้เฒ่าก่อนแล้วค่อยทักทายผู้ใหญ่ภายในห้องตามลำดับ 

รอจนน้อมทักทายเฉินฮ่วนเสร็จแล้ว จึงเห็นหนุ่มน้อยชุดขาวนวลที่ยืนอยู่ข้างเขา สองพี่น้องค่อยแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา 

เจินเหยียนนั้นอึ้งงันไปครู่หนึ่งก็เปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว จึงโค้งศีรษะให้หนุ่มน้อยด้วยความสุภาพ แล้วหันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าด้วยสายตาคล้ายกำลังเอ่ยถาม 

เจินเมี่ยวมองดูหนุ่มน้อยผู้นั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์คราหนึ่ง แล้วก้มศีรษะตามอย่างเงียบสงบ ท่าทางดุจไม่รู้จักคนผู้นี้มาก่อนสักนิด 

การกระทำเช่นนี้ของนางในสายตาผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องปกติยิ่ง ทว่าหนุ่มน้อยกลับอึ้งงันไป 

คุณหนูผู้นี้จัดการกับอารมณ์ตนได้อย่างไม่ธรรมดาเลย เขาจึงอดมองนางอยู่หลายครามิได้ ครั้นกำลังมองใบหูสองข้างที่ค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยนั้นอยู่ก็ถูกขัดจังหวะเข้าเสียก่อน 

“เจ้ารอง เจ้าสี่ นี่เป็นหลานชายของป้าสะใภ้พวกเจ้า ต่อไปจะมาพำนักอยู่ที่จวนเรา นับเป็นญาติผู้พี่ของพวกเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยอธิบาย 

เจินเหยียนกลับมิได้รู้สึกแปลกใจอันใด เมื่อปรากฏตัวอยู่ที่นี่ และได้มาร่วมรับประทานอาหารค่ำของตระกูล ย่อมต้องเป็นญาติอยู่แล้ว นางจึงน้อมคารวะอย่างเป็นทางการอีกครั้ง “ยินดีที่ได้พบพี่เจี่ยง” 

เจินเมี่ยวก็ทำตามอย่างนาง 

“น้องทั้งสองมิจำเป็นต้องมากพิธี” 

หนุ่มน้อยกำลังเอ่ยอย่างเกรงใจ ก็ได้ยินฮูหยินใหญ่สกุลเจี่ยงเอ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า เหยียนเกอเขาเพิ่งจะสิบห้า อ่อนกว่าเหยียนเอ๋อร์เจ้าค่ะ” 

เจี่ยงเฉินจึงน้อมคารวะเจินเหยียนด้วยใบหน้าแฝงยิ้ม “พี่รอง” 

เจินเหยียนมักมีทางทางสง่างามอยู่เสมอยากนักจะเผยช่องโหว่ นางชำเลืองมองฮูหยินผู้เฒ่าคราหนึ่ง เมื่อได้เห็นสายตาโกรธเคืองของหลานสาว ฮูหยินผู้เฒ่าจึงกระแอมไอเสียงหนึ่ง เอ่ยยิ้มแย้มกับนางเจี่ยงว่า “ดูข้าเถิด เห็นว่าเด็กคนนี้สุขุมนัก จึงเข้าใจว่าเขาอายุมากกว่าเจ้ารอง” 

เวลานี้ฮูหยินรองสกุลหลี่กลับเอ่ยสอดคำขึ้นอย่างแย้มยิ้ม “พี่สะใภ้ ข้าได้ยินว่าปีที่แล้วเหยียนเกอ สอบผ่านเป็นซิ่วไฉ[1] ช่างเก่งกาจนัก อนาคตคงไม่ด้อยไปกว่าคุณชายรองของเจาอวิ๋นจั่งกงจู่เป็นแน่” 

แม้จะเป็นคำชมเชยหลานตน แต่การนำบุตรชายของจั่งกงจู่มาเปรียบนั้นกลับไม่เหมาะสมเท่าใด นางเจี่ยงจึงเอ่ยเสียงเรียบว่า “น้องสะใภ้รองกล่าวเกินไปแล้ว เหยียนเกอยังห่างอยู่อีกไกลนัก ถึงได้มาขอร่ำเรียนที่สำนักศึกษาหลวงกั๋วจื่อเจี้ยน[2] อย่างไรเล่า ” 

นางเจี่ยงมาจากตระกูลใหญ่ทางตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำไหว ตระกูลเจี่ยงสืบทอดยาวนานมานับร้อยปี และมีตำแหน่งขุนนางมาตั้งแต่โบราณ แม้ยามนี้จะไม่มีผู้มีตำแหน่งสูงส่ง ทว่าลูกหลานในตระกูลที่เก่งกาจนั้นไม่น้อยเลย เจี่ยงเฉินนับเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในนั้น เขาคือผู้แบกรับความหวังทั้งหมดของตระกูลเอาไว้ 

ลุ่มแม่น้ำไหวตอนใต้นั้นให้ความสำคัญกับการเล่าเรียน อายุสิบสามสอบได้เป็นซิ่วไฉแม้มีให้เห็นน้อยมากแต่ก็ไม่นับเป็นอันใดได้ หากมาอยู่ที่เมืองหลวงจึงจะเด่นสะดุดตาขึ้นมาสักหน่อย นางเจี่ยงจึงไม่อยากให้หลานชายเป็นเพียงไม้สูงในป่าไพรให้คนรุมอิจฉาริษยา 

นางเจี่ยงไม่รับน้ำใจ กระนั้นนางหลี่กลับมิได้โกรธเคืองนางอย่างน้อยนักจะพบเห็น ตรงกันข้ามกลับมองเจี่ยงเฉินด้วยแววตาอบอุ่นอย่างยิ่ง 

เมื่อเห็นเจินปิงเจินอวี้สองพี่สองประคองแขนกันเข้ามา แววตาจึงทอประกายขึ้น รีบร้องเรียกทันที “ปิงเอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ รีบมาทักทายญาติผู้พี่ของพวกเจ้าเร็ว” 

 

------ 

[1] ซิ่วไฉ เป็นชื่อเรียกของผู้ที่สอบจ้วงหยวน(จอหงวน)ในระดับอำเภอหรือจังหวัด เรียกว่าการสอบถงซื่อ เมื่อสอบผ่านจะได้เป็นซิ่วไฉ ซึ่งจะมีสิทธิ์สอบในระดับมณฑล หากสอบผ่านจะได้เป็นจวี่เหริน จึงสามารถเข้าสอบในระดับฮุ่ยซื่อที่เมืองหลวงเพื่อขึ้นเป็นจิ้นซื่อจึงจะได้บรรจุรับราชการ 

[2] สำนักศึกษาหลวงกั๋วจื่อเจี้ยน เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อฝึกหัดข้าราชการพลเรืยน ในยุคราชวงศ์หมิงและชิงนั้นสำนักศึกษาหลวงกั๋วจื่อเจี้ยนถือเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง 

ความคิดเห็น