facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ที่เขาแสนชังผู้นั้นด้วย!

ตอนที่ 17 เรื่องขายหน้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 เรื่องขายหน้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2563 11:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 เรื่องขายหน้า
แบบอักษร

 

เจินเมี่ยวนั่งอยู่บนต้นไม้ด้วยความหวังว่าท่านปู่ผู้โกรธเกรี้ยวจะรีบจากไปเสีย พลันเหลือบเห็นสาวใช้ผู้หนึ่งวิ่งมาแต่ไกล 

สาวใช้ผู้นั้นถูกใบบัวใบใหญ่ที่อุ้มไว้แนบอกปิดบังดวงหน้าไปครึ่งเสี้ยว นั่นมันเชวี่ยเอ๋อร์ที่ไปเก็บใบบัวมิใช่หรือ 

เจินเมี่ยวลอบเอ่ยในใจว่าแย่แล้ว นางเห็นเชวี่ยเอ๋อร์ที่วิ่งใกล้เข้ามาทุกทีนั้นแล้ว เหงื่อเย็นก็ผุดพรายขึ้นมาไม่ขาดสาย 

เชวี่ยเอ๋อร์อุ้มใบบัววิ่งเข้ามา ครั้นพบว่าคุณหนูที่คอยอยู่ใต้เงาไม้นั้นได้กลายเป็นชายชราที่ยืนหันหลังให้นาง ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุดทั้งถอนหายใจออกมาโดยแรง 

เจี้ยนอานปั๋วได้ยินเสียงคนก็หันหลังกลับไปทันที เขาเห็นสาวใช้น้อยยืนตกตะลึงอยู่ จึงคำรามขึ้น “เจ้าเด็กน้อย เจ้าตีอากุ้ยของข้าใช่หรือไม่” 

“นายท่าน...นายท่านผู้เฒ่า” เชวี่ยเอ๋อร์กะพริบตางุนงง 

“พูด! เจ้าตีอากุ้ยข้าใช่หรือไม่” 

เชวี่ยเอ๋อร์คุกเข่าลงพื้นดังพลั่ก ก้มหน้างุด “นายท่านผู้เฒ่า ท่านว่าอันใดหรือเจ้าคะ บ่าวไม่เข้าใจ” 

เห็นสาวใช้ผู้นั้นตกใจเสียจนตัวสั่น เจี้ยนอานปั๋วก็มิได้ใส่ใจ เอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “เจ้าอย่ามาทำปากแข็ง หากเจ้าไม่ได้ตีอากุ้ย แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่” 

เชวี่ยเอ๋อร์ค่อยๆ เปิดม่านตาขึ้น เหลือบมองอย่างรวดเร็วคราหนึ่ง แล้วถามหยั่งเชิงไปว่า “ที่นายท่านผู้เฒ่าเรียกว่าอากุ้ย คือห่านที่อยู่ในอกท่านหรือเจ้าคะ” 

“ใช่แล้ว! ดูท่าเจ้าคงจะเป็นคนตีอากุ้ยจริงๆ พูดมา เจ้าเป็นสาวใช้จากเรือนใด” 

เชวี่ยเอ๋อร์หวั่นเกรงในใจอย่างยิ่ง จึงรีบตอบว่า “นายท่านผู้เฒ่าเข้าใจบ่าวผิดแล้วเจ้าค่ะ บ่าวเพิ่งกลับมาจากเก็บใบบัว ท่านดูเอาเถิด บนใบบัวยังมีหยดน้ำเกาะอยู่เลยเจ้าค่ะ” 

เจี้ยนอานปั๋วชำเลืองมองใบบัวคราหนึ่งก็เห็นหยดน้ำกลิ้งไปมาบนใบบัว เมื่อถูกแสงแดดส่องสะท้อนก็สาดแสงระยิบระยับออกมา 

เมื่อหาผู้ร้ายตัวจริงมิได้ เจี้ยนอานปั๋วจึงสลดลงไปเล็กน้อย “เช่นนั้น คงมิใช่เจ้าจริงๆ กระมัง” 

เชวี่ยเอ๋อร์ส่ายศีรษะสุดชีวิต “นายท่านผู้เฒ่าหลักแหลมยิ่ง มิใช่บ่าวจริงๆ เจ้าค่ะ” 

เจี้ยนอานปั๋วขมวดคิ้ว มิเอ่ยวาจาใด 

เชวี่ยเอ๋อร์ที่ก้มหน้าต่ำอยู่นั้น เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “นายท่านผู้เฒ่า หากไม่มีอันใดใช้บ่าว บ่าวขอลาเจ้าค่ะ” 

เห็นเจี้ยนอานปั๋วไม่ตอบคำเสียที คล้ายอนุญาตแล้ว เชวี่ยเอ๋อร์จึงถอนหายใจ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น ย่อกาย เดินถอยหลังออกไป 

“เดี๋ยวก่อน! ” ในขณะที่นางก้าวถอยอยู่นั้น เจี้ยนอานปั๋วกลับเอ่ยขึ้นมา 

เชวี่ยเอ๋อร์สะดุ้งขึ้นคราหนึ่ง 

เจี้ยนอานปั๋วหรี่ตาลง มองสาวใช้ที่ก้มหน้างุดอยู่นั้นแล้วถามเน้นทีละคำว่า “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าไปเก็บใบบัว แล้วกลับมาที่นี่ด้วยเหตุใดหรือมีคนรอเจ้าอยู่ที่นี่” 

เจินเมี่ยวที่ถอนหายใจโล่งอกไปเรียบร้อยแล้วนั้นแทบจะตกลงมาจากต้นไม้เลยทีเดียว 

ท่านปู่ เหตุใดท่านถึงนึกปัญหาอันลึกซึ้งเช่นนี้ได้เล่า? 

เชวี่ยเอ๋อร์มึนงงไป อ้ำอึ้งอยู่นานก็ไม่เอ่ยอันใดเสียที 

“พูด ที่แท้แล้วผู้ใดรอเจ้าอยู่ที่นี่” เจี้ยนอานปั๋วสีหน้าขรึมลงทันที 

เขามิเชื่อว่า สาวใช้เล็กๆ ผู้หนึ่งจะกล้ามองข้ามอำนาจของเขาไปได้ 

“เจ้าค่ะ...” เชวี่ยเอ๋อร์ตกใจจนตัวสั่นถอยหลังไปหนึ่งก้าว 

หัวใจเจินเมี่ยวบีบรัดขึ้นมา มือที่จับกิ่งไม้สั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงใบไม้สั่นไหวดังพรึบพรับแต่ก็ถูกกลบซ่อนไปกับสายลมและเสียงจักจั่นร้องในที่สุด 

“รีบพูดมา มิเช่นนั้นจะขายเจ้าให้หอนางโลม! ” 

“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ....” เชวี่ยเอ๋อร์ค่อยๆ ลุกขึ้น หลับตาปี๋อย่างคนตัดสินใจแล้ว 

เมื่อเห็นท่าทางของเชวี่ยเอ๋อร์ เจินเมี่ยวก็ถอนหายใจออกมาอย่างสิ้นหวัง 

จบกัน! นางคงกลายเป็นเด็กสาวคนแรกในราชวงศ์ต้าโจวที่ถูกท่านปู่ตีตายเพราะตีห่านของท่านจนตาย! 

เจี้ยนอานปั๋วยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ 

ภายใต้อากัปกิริยาที่แตกต่างกันของปู่หลาน เชวี่ยเอ๋อร์นั้นก้มหน้าลงต่ำ ยืนตัวตรง แล้ว...แล้วหมุนตัว วิ่งออกไปดุจโผบิน 

อันใดกัน! 

เจี้ยนอานปั๋วและเจินเมี่ยว ผู้หนึ่งอยู่บนต้นไม้ ผู้หนึ่งอยู่ใต้ต้นไม้ ต่างเบิกตากว้างด้วยความ        ตกตะลึงเช่นเดียวกัน 

เจินเมี่ยวรู้สึกอยากหัวเราะออกมาแต่ไม่กล้า ทั้งยังประหลาดใจไม่น้อย สาวใช้ผู้นั้น นาง...นางเอาความกล้ามากมายเช่นนั้นมาจากที่ใดกัน! 

หากเป็นนางเอง... 

เจินเมี่ยวครุ่นคิดอย่างละเอียด หากเป็นนาง...นางก็คงวิ่งเช่นเดียวกัน 

ผู้ที่รู้สึกว่ามันช่างเหลวไหลอย่างแท้จริงก็คือเจี้ยนอานปั๋ว เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสาวใช้เล็กๆ ที่ไม่มีตำแหน่งสูงส่งอันใดในจวน ถึงกลับกล้าไม่ตอบคำถามเขา ทั้งยังวิ่งหนีไปอีก! 

ความสะเทือนใจนี้มันมากกว่าการที่ได้เห็นอากุ้ยในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้เสียอีก 

ผ่านไปนาน เจี้ยนอานปั๋วจึงมีสติคืนมาจากความแตกตื่นนั้น ทว่าเชวี่ยเอ๋อร์ได้วิ่งไปไกลจนไม่เห็นเงาแล้ว 

เขาโกรธจนกระทืบเท้าเร่าๆ ทำให้ห่านในอกร้องออกมาอย่างอ่อนแรง 

“อากุ้ย เจ้า เจ้ายังไม่ตาย! ” เจี้ยนอานปั๋วโห่ร้องด้วยความดีใจ รีบอุ้มอากุ้ยไปหาหมอทันที 

ผ่านไปนาน เจินเมี่ยวมั่นใจแล้วว่าเจี้ยนอานปั๋วจะไม่ย้อนกลับมา จึงนั่งผ่อนลมหายใจออกมาสุดแรงอยู่บนต้นไม้ รู้สึกดั่งรอดพ้นจากความตายมาได้กระนั้น 

เมื่อเห็นว่าใกล้ค่ำแล้วจึงมิกล้าชักช้าอีก นางพลิกกายลงอย่างระมัดระวัง กอดเกี่ยวลำต้นไว้แล้วค่อยๆ โรยตัวลงไป 

เวลานี้เองจึงพบว่าเท้าตนมีรอยแดงเต็มไปหมดเพราะนางกระโดดขึ้นต้นไม้ด้วยความรีบร้อน เพียงขยับก็เจ็บเข้าไปถึงหัวใจแล้ว 

ทำอย่างไรได้ จำต้องค่อยๆ ขยับลงมาทีละคืบๆ เท่านั้น 

เจินฮ่วนกับเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกสวมชุดคลุมยาวเข้ารูปสีขาวนวลเดินพูดคุยหัวเราะเลี้ยวผ่านมาที่ภูเขาจำลอง ทั้งสองพลันหยุดฝีเท้าพร้อมกันเมื่อเห็นสตรีรูปร่างอรชรที่อยู่ไม่ไกลนักกำลังโอบกอดต้นไม้ค่อยๆ ไถลลงมา ทั้งสองต่างเห็นความแตกตื่นอย่างที่สุดในดวงตาของอีกฝ่าย 

เจินฮ่วนจ้องเงาด้านหลังนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย สีหน้าพลันดำคล้ำขึ้นมาทันที 

เขาบังคับตนให้ถอนสายตาคืนมา ยกมุมปากเอ่ยกับเด็กหนุ่มชุดขาวนวลว่า “สตรีสมัยนี้นับวันยิ่งแก่นแก้ว น้องเฉิน เราไปกันเถิด” 

สายตาของเด็กหนุ่มชุดขาวนวลหยุดอยู่ที่ชุดขี่ม้าสีเขียวของเจินเมี่ยว เอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงขบขัน “อืม พี่ฮ่วน เชิญ” 

คนทั้งสองพูดจาเบาเหลือเกิน ทั้งยังอยู่ห่างพอสมควร เจินเมี่ยวที่กำลังตั้งใจปีนลงจากต้นไม้จึงมิได้ยิน 

คนเราหากเคราะห์ร้ายแม้ดื่มน้ำเย็นยังติดฟัน บังเอิญเหลือเกินที่เท้าของนางเหยียบไปถูกกิ่งไม้ผุเข้า เมื่อเท้าลื่นก็ครูดถูกบาดแผล ความเจ็บแล่นเข้ามาถึงหัวใจ เมื่อคลายมือก็ร่วงลงพื้นเสียงดังตุบ 

เท้าที่ยกขึ้นของเจินฮ่วนและสหายแข็งค้างไว้กลางอากาศอยู่เช่นนั้น 

ตอนที่เจินเมี่ยวตกลงมานั้นนางก็ใกล้จะถึงพื้นแล้ว จึงมิได้บาดเจ็บร้ายแรงอันใด เพียงแต่ตอนที่นางตกลงมานั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นคนทั้งสองพอดี เสียง ‘วึ่ง’ ดังขึ้นมาในหัว นางยอมที่จะสลบไปเสียดีกว่า 

เจินฮ่วนสาวเท้ายาวรวดเร็วดุจดวงดาราตรงเข้ามาหา ย่อกายเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟันว่า “วันหลังค่อยคิดบัญชีกับเจ้า! ” 

พูดพลางแบกเจินเมี่ยวขึ้นหลัง เดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มชุดขาวนวล เอ่ยอย่าประหม่าว่า “ทำให้น้องเฉินขบขันแล้ว เรื่องวันนี้หวังว่าจะมิแพร่งพรายออกไป” 

หนุ่มน้อยยังคงรักษารอยยิ้มทรงเสน่ห์ พยักหน้าน้อยๆ “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” สายตาเขาเคลื่อนย้ายจากดวงหน้าเจินเมี่ยวไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับแฝงแววเย้าเล่นอย่างยากจะสัมผัสได้ 

เจินเมี่ยวกลับมิได้มีปฏิกิริยาใด 

คนเราหากเขินอายเล็กน้อยหน้าจะแดง หากเขินอายมากหน้าจะเหยเก หากเขินอายอย่างมากจริงๆ อาจจะร้องไห้เพราะความอายกลายเป็นโกรธก็เป็นได้ 

ทว่าผู้เขินอายอย่างถึงที่สุดเช่นนางนั้นทำได้เพียงตัวชาเป็นท่อนไม้ ดั่งคำที่ว่าสุกรตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก[1] 

เจินฮ่วนแบกเจินเมี่ยวสุกรตายไม่กลัวน้ำร้อนลวกพลางบอกลาหนุ่มน้อยนั้นอย่างรีบร้อน เขาตั้งใจแบกนางไปบนทางคับแคบกันดารประหนึ่งโจรขโมยก็มิปาน 

โชคดีที่เวลานี้คนไม่มาก ในที่สุดก็พานางกลับถึงสวนเฉินเซียงอย่างปลอดภัย 

ตั้งแต่เจินเมี่ยวตกน้ำ สาวใช้ในเรือนก็ถูกไล่ออกไปหมด สาวใช้ในสวนเฉินเซียงยามนี้มีไม่มาก เพราะต่างถูกจื่อซูหญิงรับใช้วัยสาวสั่งให้ไปทำงานหมดแล้ว 

คนที่มารับเจินเมี่ยวจึงมีเพียงจื่อซูและเชวี่ยเอ๋อร์ 

เพราะรีบร้อนไปรวมตัวกับเด็กหนุ่มนั้น เจินฮ่วนที่มีคำถามนับพันนับหมื่นจึงเอ่ยกำชับด้วยความ  โกรธเกรี้ยวเพียงประโยคเดียว “หากวันนี้ไปงานรวมตัวช้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่! อีกอย่าง ให้คนในเรือนเจ้าปิดปากให้สนิทด้วย! ” 

จื่อซูยังคงทำหน้าตาเฉยเมย ทว่าเชวี่ยเอ๋อร์กลับมีสีหน้างุนงง 

หลังจากเจินฮ่วนสะบัดชายแขนเสื้อจากไปแล้ว คนทั้งสองก็ปรนนิบัติเจินเมี่ยวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ชั่วเวลาแค่อึดใจก็จัดการนางผู้มีสภาพดุจคนพิการให้กลายเป็นคนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและเรียบร้อย 

 

------ 

[1] สุกรตายไม่กลัวน้ำร้อนลวก เป็นสำนวนใช้เปรียบเปรยว่า หน้าหนา ทำเรื่องน่าอายอย่างเปิดเผยไม่กังวลใดๆ มักใช้ประชดประชัดหรือดูถูก   

ความคิดเห็น